บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
ขวานมีสามแขน ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องประหลาด หรืออาจจะคิดถึงมันบ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจมัน แน่นอน ตอนเด็กๆ เขาโดนเพื่อนล้อ แต่แม่ก็บอกว่าเราจะกลัวอะไรในเมื่อเรามีสามแขน ไวกว่า เยอะกว่า ต่อยเก่งกงว่า ลุงทวี ช่างตัดเสื้อประจำตัวขวาน ก็บอกว่า ขวานเป็นคน -สเปเชียล- ขวานก็เคยคิดว่าเขาสเปเชียล ยิ่งตอนที่เขาทำอะไรได้รวดเร็ว จนได้เป็นนักกีฬา และได้ควงกับ หลิน ดาวประจำรุ่น
แต่แม่ก็ตายจากไป แล้วลุงทวีก็ตายตามไป ขวานกลายจากคนพิเศษเป็นตัวประหลาดเหมือนอย่างที่เขาเคยกลัวมาตลอด ตอนนั้นเองที่เขาตัดสินใจได้ว่าจะไปผ่าเอาแขนออก แม้ว่าแขนซ้ายข้างที่ต้องเอาออกมันจะต่อกับเส้นเลือดใหญ่ที่หัวใจก็ตาม
ระหว่างการเดินทาง ขวานพบกับ นา หญิงสาวจากต่างหมู่บ้านที่เดินทางตามหาสามีที่หนีไปกรุงเทพฯ เธอมีหน้าอกใหญ่จนไม่มีใครสนใจว่าเธอเป็นใครนอกจากอยากจะปล้ำเธออย่างเดียว ขวานเข้าไปช่วยเธอโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง จากนั้นคนที่พร่องเพราะมีส่วนที่เกินมาสองคนก็ออกเดินทางไปด้วยกัน เพื่อต่างจะเรียนรู้ความจริงที่เจ็บปวด
ภาพยนตร์หมายเลขสามจาก คงเดช จาตุรันต์รัศมี หลังจาก ‘สยิว' หนังที่ว่าด้วยการค้นหาอัตลักษณ์ทางเพศของสาวน้อยนางหนึ่งที่รับจ๊อบเป็นกองบรรณาธิการหนังสือโป๊ ตามด้วย ‘เฉิ่ม' ที่เล่าเรื่องของการเชื่อมั่นในความดีงามท่ามกลางโลกที่โหดเหี้ยมผ่านทางเรื่องรักของแท็กซี่กับหมอนวดสาว จนมาถึง ‘กอด' ที่เล่าเรื่องการผจญภัยของคนหนุ่มสามแขน เพื่อทำลายอัตลักษณ์ตัวประหลาดของตัวเองลง
คนสามแขน
หนังทั้งสามเรื่องของคงเดชยังคงวนเวียนเล่าเรื่องความสับสนในชีวิตจากเหล่าคนขี้แพ้ คนชายขอบ อย่างเด็กสาวที่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นทอมดีหรือเป็นผู้หญิงดี แท็กซี่ที่เคยเป็นฆาตกร ไปจนถึงชายที่มีสามแขน หนังทั้งสามเรื่องของคงเดชล้วนเล่าผ่านมุมมองเชิงปัจเจก ตัวละครหลักในหนังของเขาทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง ลดทอนการมองหนังทั้งเรื่องด้วยสายตาของพระเจ้ามาเป็นสายตาของตัวละคร ดังนั้น ในทั้งสามเรื่อง หนังของเขาจึงดำเนินเรื่องด้วยเสียงบรรยายของตัวละครหลัก ใน 'สยิว' เต่าเล่าเรื่องชีวิตของตัวเธอให้คนดูฟังไปเรื่อยๆ สลับกับการแสดงจินตนาการทางเพศสำหรับหนังสือโป๊ของเธอ ในขณะที่ 'เฉิ่ม' หนังเปิดฉากการเล่าเรื่องด้วยเสียงบรรยายเนื้อความในจดหมายที่สมบัติเขียนถึงดีเจคนโปรด และเดินเรื่องด้วยจดหมายหลายต่อหลายฉบับนั้น จนมาถึง 'กอด' ที่เล่าเรื่องผ่านทางปากคำของ -ขวาน- คนหนุ่มสามแขน ด้วยมุมมองเชิงปัจเจกนี้เอง หนังของคงเดชจึงเป็นไปในลักษณะ -มองโลกผ่านมุมจำกัด- มากกว่าจะมุ่งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยละเอียด (แม้เอาเข้าจริงมันจะหลุดอยู่เป็นระยะ) และเพราะการมองเหตุการณ์ผ่านมุมของบุรุษที่1 นี่เองที่ทำให้หนังทั้งสามเรื่องของเขา (ซึ่งเขียนบทโดยตัวเขาเอง) ตัวละครหลักนั้นเป็นคนคนเดียวกัน (ซึ่งอาจคือตัวเขาเอง) แต่อาศัยสถานะ ฉากหลังที่แตกต่าง ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า
เราสามารถแทนที่ขวานได้ด้วยสมบัติและเต่า ในฐานะคนนอกที่ไม่สามารถเข้ากับใครได้ ที่พวกเขาทำคือสร้างโลกใหม่ขึ้นมาหนึ่งใบ แล้วเอาตัวเองไปอยู่ในนั้น ซึ่งโดยมาก โลกใบที่ถูกสร้างขึ้นนี้ คงเดชล้วนหยิบยืมเอามาจากโลกที่เลยผ่านพ้นไปแล้ว จากสื่อที่ดำรงคงอยู่ในวัฒนธรรมกระแสหลักมาก่อน ใน 'สยิว' เต่าอาศัยโลกของเรื่องวาบหวิวจากหนังสือโป๊ (อ้างอิงจากหนังสือโป๊ซอฟต์คอร์ในทศวรรษ 1980 ในบ้านเรา) ใน 'เฉิ่ม' สมบัติอาศัยโลกเก่าของเพลงสุนทราภรณ์และละครวิทยุ (อ้างอิงจากรายการวิทยุที่มีอยู่มานมนาน) ในขณะที่ 'กอด' ขวานออาจจะไม่ได้สร้างโลกแบบนั้นขึ้นมา หากหันไปหมกมุ่นอยู่กับการเดินทางเพื่อไปตัดแขนตัวเอง แต่ใช่ว่าคงเดชจะไม่ได้ใส่สื่อเก่าลงไป เพราะใน 'กอด' เขาใส่ภาพรายการโทรทัศน์ ‘วังวนชีวิต' ที่อ้างอิงจากรายการจำพวกวงเวียนชีวิต ที่ชอบนำเสนอเรื่องของชาวบ้านผู้ตกทุกข์ได้ยากเพื่อเรียกรอยน้ำตา
คงเดชไม่ได้เพียงอ้างอิงสื่อเหล่านี้ เขาถึงกับสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีการของภาพยนตร์ ประสบการณ์ทางตัวหนังสือของเต่ากลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเซ็กซี่ปนฮา ในขณะที่ละครวิทยุใน 'เฉิ่ม' กลายสภาพจากสื่อเสียงมาเป็นสื่อภาพ (แล้วอ้างอิงจากหนังไทยโบราณอีกที) โดยมีสมบัติหลุดเข้าไปในโลกนั้น ในขณะที่ 'กอด' เอาสื่อภาพเคลื่อนไหว (แม้จะเป็นรายการทีวี แต่ก็น่าจะนับรวมเป็นสื่อชนิดเดียวกัน) มาสร้างใหม่ด้วยความคิดเชิงเสียดสี และเครื่องมือสื่อชนิดนี้เองที่ตัวละครหลักของเขาใช้ในการเสวงหาอัตลักษณ์ ของตน
การแสวงหาอัตลักษณ์เฉพาะตนเป็นแก่นเรื่องหลักของคงเดชมาตลอด จะว่าไปแล้ว หนังทุกเรื่องของเขาคือหนังจำพวกก้าวพ้นวัย (coming of age) ทั้งสิ้น ตัวละครในเรื่องของเขาเปิดฉากจากความสับสน แล้วก้าวข้ามพ้นวัย ซึ่งโดยมากมักแลกมาด้วยความเจ็บปวดแบบถาวร (ยกเว้น 'สยิว' ซึ่งตัวละครเต่าก้าวข้ามพ้นความสับสนทางเพศได้ แต่การรับเอาสถานะเพศหญิงแบบแม่บ้านตามนิยายน้ำเน่า (แทนที่ภาพของสาวร่านราคะในหนังสือโป๊) หรือทอมบอยแบบพี่ปุ๊ อัญชลี ทำให้ 'สยิว' ทำหน้าที่เป็นภาพพิมพ์นิยมของผู้หญิงไปแทน) หากใน 'เฉิ่ม' การก้าวพ้นวัยของสมบัติ (ผ่านทางการล่มสลายของโลกทั้งหมดที่เขาเชื่อถือ) และการเปลี่ยนผ่านของขวาน (ด้วยการตัดแขน) ล้วนนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของทางที่พวกเขาเลือก และล้วนลงเอยอย่างเศร้าสร้อย ลงเอยด้วยการสูญเสียไปอย่างไม่มีวันกลับ การกลายเป็นคนใหม่ที่เข้าใจชีวิตมากขึ้น (อย่างเศร้าๆ) มากกว่าจะสวยงาม
ผู้หญิงนมใหญ่กับผู้ชายสามแขน
ใน 'กอด' หนังเล่าเรื่องผ่านเรื่องของคนที่เป็นตัวประหลาด (ซึ่งเราสามารถแทนที่ได้ด้วยคนชายขอบแทบทุกประเภท ตั้งแต่แรงงานต่างด้าว คนพิการ ไปจนถึงรักร่วมเพศ) ตลอดเรื่องเราได้เห็นสังคมที่ -ยอมรับอย่างแปลกแยก- นั่นคือการทำทีว่ารับได้กับคนที่ผิดปกติ (ในความหมายที่ว่าผิดไปจากความปกติของคนส่วนใหญ่ ที่เอาเข้าจริงไม่รู้ว่าจะเป็นปกติหรือไม่) หนังแสดงภาพของการทำท่าว่าเข้าใจ แต่ที่แท้ชิงชังรังเกียจ ตั้งแต่คนในหมู่บ้านที่ไม่ว่าจะยังไงก็มองขวานในฐานะไอ้สามแขน คนคุมบ่อนที่อยากจะเอาขวานไปแสดงงานวัด หรือชาวบ้านที่เห็นขวานเป็น -ตัวซวย- ตำรวจที่มองขวานเป็นตัวอันตราย และชัดเจนที่สุด (จนเกือบจะจงใจ) ในฉากที่ขวานช่วยเด็กคนหนึ่งแล้วได้รับการเชื้อเชิญจากพ่อแม่เด็กไปกินข้าวที่บ้าน แต่ก็ยังมองขวานในฐานะไอ้ตัวเชื้อโรคอยู่ดี
ตลอดทั้งเรื่อง นอกจากหลอลี่ (ซึ่งที่จริงมุ่งเอาประโยชน์จากขวาน) มีเพียงนาเท่านั้นที่มองขวานในฐานะคนสามัญ (อย่าลืมว่ากระทั่งแม่หรือลุงทวี ในทางหนึ่งก็พยายามจะยัดเยียดความ -ความพิเศษ- ให้ขวาน โดยลืมบอกว่าความพิเศษนั้นพร้อมจะกลายเป็นความพิลึกได้ทุกเวลา) แต่ในขณะเดียวกัน นาก็มีชะตากรรมร่วมกับขวาน เมื่อการที่เธอมีหน้าอกใหญ่ ทำให้เธอกลายสภาพเป็นวัตถุทางเพศสำหรับผู้ชายคนอื่นตลอดเวลา และการกลายเป็นวัตถุทางเพศของเธอนี้เองทำให้เธอรู้สึกร่วมกับขวานในฐานะคนนอก นาเดินทางมาตามหาสามีที่หนีไปจากหมู่บ้าน ขณะที่ขวานเดินทางไปตัดแขน ภาพร่วมของการผจญภัยของทั้งคู่มีนัยยะของการแสวงหาอัตลักษณ์ในฐานะ -คนปกติ- ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นไม่ได้ พวกเขาเป็นได้แค่ตัวประหลาดกับวัตถุทางเพศ (อันเนื่องมาจากความพิการทางกาย) นาถึงกับรำพึงออกมาว่า ‘เราทั้งคู่เหมือนคนขี้แพ้เลยนะ'
สิ่งที่เกิดขึ้นกับขวานและนาคือภาพแทนพฤติกรรมหลากหลายของสังคมปกติ ที่เป็นไปด้วยการแยกชนชั้น การตัดสินผู้คนจากสิ่งซึ่งดวงตาเห็น ขวานจึงเป็นไอ้สามแขน และนาเป็นนมเดินได้ แม้พวกเขาจะทำทีว่าเห็นใจ แต่สุดท้ายล้วนกลายเป็นการเอาประโยชน์จากพวกเขาทั้งสิ้น
หนังให้เหตุการณ์ตัดแขนเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายในช่วงครึ่งหลังของเรื่อง และไม่ได้เลือกให้มันเป็นไคลแมกซ์ของเรื่อง เพราะที่แท้แล้ว นี่มันไม่ใช่เรื่องของแขน นี่ไม่ใช่หนังที่พูดเรื่องการเป็นตัวประหลาด และคลี่คลายด้วยการยอมรับตัวตน แต่มันคือการพูดถึงคนที่ถูกโลกกีดกัน แบ่งแยก กดทับ เหยียดหยาม และค้นพบว่าการพยายามเป็นปกติไม่ได้ช่วยให้ใครยอมรับ (น่าดีใจที่หนังไม่ทำให้ขวานไม่ยอมตัดแขน แล้วกลายเป็นคนสามแขนที่ทำให้ทุกคนยอมรับ) หนังเลือกที่จะบอกว่า ต่อให้มีแขนหรือไม่มีแขน ขวานก็ยังเป็นตัวประหลาดอยู่ดี มันจึงไม่ใช่เรื่องของแขน แต่เป็นเรื่องของความคิด และสิ่งที่ขวานเรียนรู้คือ มันไม่ใช่เรื่องของแขน แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกไร้ที่ยึดเหนี่ยวของขวานต่างหาก การเป็นคนสามแขนไม่เลวร้ายเท่ากับการเป็นคนสองแขน ในโลกที่คนยังแบ่งแยกกันอยู่ มันเป็นเรื่องของการสูญเสียคนอย่างแม่ ที่อย่างน้อยก็เชื่อว่าขวานไม่ใช่ตัวประหลาด แต่เป็นคนปกติที่มีสามแขนเท่านั้น
แม้ตัวหนังจะเป็นหนังแบบการเดินทางผจญภัย (ROAD MOVIE) แต่คงเดชก็ไม่ได้พยายามหนักมือกับชะตากรรมเหมือนอย่างที่เขาทำใน 'เฉิ่ม' ( ซึ่งในกรณีของ 'เฉิ่ม' มันทำให้ผมนึกถึงหนังหน้าตายใจงามที่ผู้กำกับหนักมือกับชะตากรรมของตัวละครในหนังทุกเรื่อง เพื่อให้คนดูเรียนรู้ความอบอุ่นอย่างยิ่งของแสงสว่างอันน้อยนิด อย่างหนังของ AKI KAURISMAKI จะว่าไปแล้ว หนังของ คงเดชคล้ายคลึงกับหนังของเขาพอสมควร ในแง่ของความหม่นมืด เศร้า และการยอมรับชะตากรรมเพื่อดำเนินต่อไป) การเล่นตลกของชะตากรรมของนากับขวานจึงไม่ได้เป็นเรื่องเหลือรับ (สำหรับผู้ชมบางท่าน) เหมือนใน 'เฉิ่ม' แต่มันคือการท่องไปในสังคมที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ
หาก 'สยิว' คือการจับภาพของสังคมในยุคสมัยพฤษภาทมิฬ ที่แสดงภาพผู้คนอาศัยความพาฝันหลบหนีจากการเมืองอันน่าเหนื่อยหน่าย หนังสะท้อนภาพเหล่านั้นผ่านเรื่องเล่าของเต่าได้อย่างชัดเจนและน่าทึ่ง ในขณะที่ 'เฉิ่ม' เก็บภาพสังคมในยุคความดีไม่มีจริง ได้อย่างน่าสนใจเช่นเดียวกัน กรุงเทพฯ ในหนังถูกถ่ายผ่านดวงตาของแท็กซี่กะดึก ที่ให้เราเห็นความงามในความยากลำบากของการดำรงชีวิต และความดีในโลกที่เหี้ยมโหด และความเหี้ยมโหดของโลกทุนนิยมที่มาในรูปบริษัท ฟิวเจอร์เพอร์เฟคต์ ในขณะที่ 'กอด' อาศัยรูปการเดินทาง คว้าจับ ความบ้าคลั่งแบ่งแยกของสังคมในยุคสมัยโพสต์ทักษิณได้อย่างน่าสนใจ เมื่อตลอดการเดินทาง เราจะได้เห็นภาพคนที่หมกมุ่นกับโลกทุนนิยม (แบบหลอลี่) ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่แก้ไม่จบ ภาพคนที่หมกมุ่นอยู่กับการพนันบอลโลก การหาเสียงของนักการเมือง โดยทั้งหมดถูกนำเสนออย่างผ่านๆ เป็นฉากหลังอันมีชีวิตชีวา และแสดงภาพประเทศไทยตามที่มันเป็น มากกว่าจะปรุงแต่งให้มันดูงดงาม
ต้นไม้สีทอง ต้นไม้สีเขียว
แต่นอกเหนือไปกว่านั้น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ (ซึ่งอาจหมายความได้ว่านี่เป็นเพียงความเพ้อเจ้อเฉพาะของผู้เขียน) เราอาจมองหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังการเมืองที่มีประเด็นแรงๆ ได้เลยทีเดียว
เริ่มตั้งแต่การให้ตัวเอก ชื่อ -ขวาน- อันเป็นลักษณะรูปทรงของประเทศไทย!
ดังนั้น ไอ้ขวานสามแขนจึงไม่ต่างจากภาพแทนของประเทศไทยอันพิกลพิการ (ในแง่ที่ล้นเกินมากกว่าขาดพร่อง) อาการอยากตัดแขนตัวเองของขวานไม่ต่างจากภาพการเดียดฉันท์ตัวเองของคนไทยที่มีต่อ -ความเป็นไทย- ของตัวเอง มองมันในแง่ของความรังเกียจ ไม่เข้าพวก และต้องการเอาออกไป หรือในอีกทาง เราอาจแทนด้วยสถานะทางการเมืองของบ้านเราที่เต็มไปด้วยความพิกลพิการที่น่ารังเกียจ บางทีเราอาจเรียกแขนที่สามว่าเป็นรัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ได้ เพราะมันล้วนสามารถแทนค่าได้ว่าเป็นแขนที่เกินมา แต่มีเส้นเลือดต่อกับหัวใจ (ในความคิดของขวาน)
เมื่อขวานตัดสินใจจะตัดแขน เขาจึงออกเดินทางไปพร้อมกับหลอลี่ ซึ่งมาพร้อมกับรถบัสคันใหญ่โตติดชื่อ -พารวยทรานสปอร์ต- และประกาศตัวเป็นคน -พารวยสายเหนือ- แถมข้างรถยังฉาบรูปซุปเปอร์แมน ฮีโร่จมูกแบนที่บินไปกำเงินไป กระทั่งขวานยังรำพึงว่า ซุปเปอร์ฮีโร่จะมาในเวลาที่เหมาะสม ไม่ต่างจากที่ประชาชนคนไทยเคยรำพึงถึงอดีตนายก (สายเหนือ) เมื่อไม่กี่ปีก่อน
การเดินทางไปกับหลอลี่ นำไปสู่การไล่ล่าจากเจ้ามือบ่อนสายอีสาน และทำให้ขวานกับนาที่เจอโดยบังเอิญหมดตัว พวกเขาเดินทางกันอย่างยากลำบาก ท่องไปตามถนน ชวนให้หวนระลึกถึงภาพประเทศไทยในช่วงต้นปี 2549 ยิ่งเมื่อฉากเดียวที่พวกเขาพอจะเป็นสุข มันคือการแอบเข้าไปนอนในพิพิธภัณฑ์เก่า ที่ไม่ต่างจากการหวนรำลึกไปสู่ภาพความทรงจำในอดีต ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะ ในทางสังคมหรือวัฒนธรรม กระทั่งในทางปกครองก็เช่นกัน
จนในที่สุด ขวานไปตัดแขน! การตัดแขนนำมาซึ่งการเรียนรู้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว การตัดแขนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของแขน แต่เป็นเรื่องความคิดของขวาน ไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเราในช่วงเดือนกันยายนปี 2549 ที่เราได้ค้นพบในปีต่อมาว่ามันเป็นรัฐประหารอันว่างเปล่า และทำลายรากประชาธิปไตยที่เพิ่งงอกให้ต้องมาปลูกใหม่อีกครั้ง
หลังการตัดแขน ขวานกลับบ้าน และพบกับฝรั่งขโมยเศียรพระ (ที่ปรากฏในตอนแรกของหนัง และนำมาซึ่งความตายของลุงทวี) แขนของขวานคือตัวแทนความเป็นไทย (แบบเดียวกับเศียรพระ) ความตายของลุงทวีก็ไม่ต่างจากเหตุการณ์ช่วงก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยเผชิญกับพิษเศรษฐกิจจากฝรั่งที่เข้ามาปั่นหุ้น (ส่งผลต่อเนื่องจนในที่สุดท่านนายกพารวยสายเหนือได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง พร้อมกับสโลแกนที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ) หลังจากตัดแขน ขวานบังเอิญเข้าไปมีส่วนรวมในการไล่จับฝรั่งคนนั้น แต่ผลที่ได้รับคือเถ้ากระดูกของแม่ที่หล่นลงพื้น และถูกเหยียบย่ำจากใครบางคนที่ใส่กางเกงลายทหาร!
หลังจากนั้น ขวานกลับไปงานศพลุงทวี มาถึงตรงนี้เองที่เราค่อยๆ เรียนรู้ (จากภาพงานศพของลุงทวี) ว่าเหตุการณ์ใน 'กอด' นั้นเกิดขึ้นในปี 2549!
การผจญภัยของชายชื่อ -ขวาน- ผู้ไม่พอใจในแขนของตัวเอง กับผู้หญิงชื่อ -นา- ที่ไม่ได้ทำนา แต่กลายเป็นคนงานเก็บชาเขียวที่ถูกผลิตมาให้คนในเมืองดื่ม และถูกกระทำชำเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเวลา และตลอดเวลาที่หนังดำเนินไป เราได้มองเห็นว่า เหตุการณ์ยุ่งๆ มักมาพร้อมกับป้ายหรือรถหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นภาพหาเสียงที่ปากทางเข้าบ่อน หรือรถหาเสียงที่ไม่เคยจอดรับคนอย่างขวานหรือนา กระทั่งในฉากที่ขวานจำต้องใช้สามแขนของเขาให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยชีวิตเด็ก มันก็เกิดขึ้นเพราะการการกระทำของรถหาเสียง!
ดังนั้น หนังเรื่องนี้ ในทางหนึ่ง ไยมิใช่ภาพแทนการเดินทางของประเทศและประชาชนในช่วงไม่กี่ปีที่ล่วงผ่านไปเล่า ยิ่งเมื่อหากเพ่งพินิจดีๆ เราก็จะพบว่าหนังแทบทั้งเรื่องปรากฏอยู่ในโทนของสีเหลือง (เสื้อของตัวละคร) และเขียว (สภาพบรรยากาศชนบท) กระทั่งต้นไม้ยังมีต้นไม้สีทองและต้นไม้สีเขียว!
กระทั่งสิ่งซึ่งไม่ได้จงใจอย่างตู้โทรศัพท์ ก็มีสีเหลืองและสีเขียว ดังนั้น ในฉากสุดท้าย ขวานสองแขนจึงโทร.หาคนรักภายใต้ความช่วยเหลือของตู้โทรศัพท์เหลืองเขียว และมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่มีแขน!
แขนที่สาม
หรือบางที แขนที่สามของขวานอาจแทนที่ได้ด้วยความเป็นไทยที่เราปฏิเสธ หนังเริ่มต้นด้วยภาพข่าวของการที่ฝรั่งลักขโมยเศียรพระ (ความเป็นไทย) ไปขายเมืองนอก ถูกจับ และหลบหนีไป นี่อาจเป็นภาพเบื้องต้นของการเอาจากความเป็นไทยที่คนไทยเองไม่ต้องการ เพราะขวานเติบโตในร้านขาย -ผัดไท- (ผัด-ไทย ) ของแม่ พอเขาออกมาจากหมู่บ้าน เขากลับเลือกกินสเต๊กแทนผัดไทที่เขาบ่นว่าเบื่อ แต่ที่เขาได้กินกลับเป็นสเต๊กลาว ราวกับความเป็นไทยที่เขาปฏิเสธ (ผ่านทางการคลุมแขนที่สามด้วยเสื้อแจ็กเก็ตลายรูปนกอินทรี สัญลักษณ์ของประเทศอเมริกา) เขาก็หนีมันไม่พ้น จนเมื่อเขาได้รับการตัดแขน (จากหมอฝรั่ง) ตอนนั้นเองที่เขาค้นพบว่าแขนที่หายไป ความเป็นไทยที่สาบสูญ อาจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้อีก ในที่สุด ขวานมีสองแขน สวมเสื้อสองแขนลายนกอินทรีได้อย่างเต็มที่ แต่มีบางอย่างสูญหายไป ซึ่งเขาต้องยอมรับและมีชีวิตต่อในโลกของการดื่มชาเขียว
HANDLE ME WITH CARE
เลยพ้นไปจากเรื่องการเมือง (ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่าอาจเป็นเพียงการตีความอย่างเพ้อคลั่งของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว) 'กอด' ของคงเดชก็สามารถเล่าเรื่องออกมาอย่างนุ่มนวลและเต็มไปด้วยรายละเอียด ฉากอย่างการกินผัดไทย ที่ทำให้ครอบครัวได้กลับมาพบกัน (หนังไม่ได้เล่าประเด็นนี้ออกมาตรงๆ แต่ค่อยๆ ใส่รายละเอียดทีละน้อย) หรือฉากที่นาได้แต่เฝ้ามองคนที่เธอตามหาเล่นโชว์อยู่บนเวที แล้วค่อยๆ ร้องไห้ออกมา ความเจ็บปวดอันแปลกแยกถูกถ่ายทอดอย่างง่ายและงดงามอย่างยิ่ง
หนังมีชื่อภาษไทยว่า 'กอด' แต่ไม่มีการกอดเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ มีแต่ภาพของสิ่งที่ต้องได้รับการกอด ตามชื่อภาษาอังกฤษของหนัง HANDLE ME WITH CARE สิ่งซึ่งต้องต้องถือด้วยความระมัดระวัง ถูกปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ ด้วยความรัก เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อใดก็ตามที่ฉลาก HANDLE WITH CARE ปรากฏขึ้น มันมักจะนำมาด้วยความแตกสลายเสมอ ทั้งในฉากที่ขวานขนข้าวของใส่ลังออกมา (ชีวิตดั้งเดิมของขวาน) หรือในฉากที่ตำรวจตรวจลังน้ำแข็ง (บนสะพาน ที่คาดด้วยแถบเหลือง และมีธงชาติสะบัดปลิว) และพบว่าในลังน้ำแข็งมีพม่าหนีเข้าเมืองอยู่ ราวกับเป็นภาพแทนของสังคมที่ต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง และในฉากที่ขวานกลับเข้าไปขโมยแขนของตัวเองที่ถูกตัดออกไปแล้ว แขนที่ขวานควรจะดูแลอย่างระมัดระวัง แต่ดันเผลอให้หมอตัดออกไป ก่อนที่ขวานจะจัดการอย่างถูกต้อง เมื่อเขาเอาความทรงจำของการมีสามแขน (นั่นคือเสื้อสามแขน) พับใส่ลัง ราวกับความทรงจำนั้นก็คือหนึ่งในสิ่งที่ต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง และเขาตั้งใจจะทำเช่นนั้น
กอดในหนังเรื่องนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้น แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อเราเรียนที่จะรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกอด และการกอดไม่ใช่เพียงเรื่องของแขน แต่มันเป็นเรื่องของหัวใจ

