ปราบดา ถึง วินทร์
๑๓ เมษายน ๒๕๕๑ (ปีใหม่)
ก่อนหน้านี้ผมเคยนั่งลงเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์ในวันวาเลนไทน์ ครั้งนี้เขียนวันสงกรานต์ ต้องเรียนคุณวินทร์ก่อนว่าทั้งสองวาระเป็นความบังเอิญโดยแท้ ผมมิได้ตั้งใจคิดถึงคุณวินทร์ให้ตรงกับวันสำคัญๆแต่อย่างไรเลยนะครับ สาเหตุที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นความไม่มีเพื่อนไม่มีฝูงชวนออกไปเฉลิมฉลองอย่างคนอื่นเขา ผมจึงต้องจับเจ่ากอดเข่าอยู่ในห้อง ไม่รู้จะทำอะไร เขียนจดหมายหาญาติ(น้ำหมึก)ผู้ใหญ่ดีกว่า ถือเป็นการรดน้ำ(หมึก)ผู้ใหญ่ไปในตัว
อาจเป็นเพราะความร้อนที่ดูเหมือนจะร้อนเป็นพิเศษ ถึงขั้นทำให้คนเมืองร้อนอย่างเราๆยังต้องบ่นกันอุบ ผมรู้สึกว่าหน้าร้อนปีนี้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นในสังคมไทยบ่อยจนเกือบได้บรรยากาศแบบงานวัดอยู่มะร่อมมะร่อ ไหนจะมีผู้ชายสมรสกับงู ไหนจะมีคนตายเพราะกินไข่งูศักดิ์สิทธิ์ ไหนจะมีหมอดูออกมาสร้างความปั่นป่วนให้นายกรัฐมนตรี ไหนจะมีหนังสือแฉเบื้องหลังรัฐประหารที่บางบทบางตอนเปิดเผยให้เห็นว่าผู้ใหญ่บ้านเรายังเชื่อถือในไสยศาสตร์กันขนาดไหน นี่ถ้าผมไม่ได้กำลังพิมพ์จดหมายฉบับนี้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมอาจจะรู้สึกว่าตัวเองพลัดหลงกลับสู่ยุคพระเจ้าเหาไปเสียแล้ว
ครั้งหนึ่งผมเคยมีโอกาสนัดสัมภาษณ์บุคคลผู้มีชื่อเสียงมาก (ทั้งในทางดีและไม่ดี) คนหนึ่ง ผมไม่อยากเปิดเผยว่าบุคคลผู้นั้นคือใคร บอกได้เพียงว่าเขาเป็นนักธุรกิจผู้ผกผันมาทำกิจกรรมทางการเมือง หนึ่งในธุรกิจของเขาคือการทำโรงแรม เขานัดให้พวกเรา (ความจริงผมนัดเขาให้คนอื่นสัมภาษณ์) ไปพบที่โรงแรมหรูที่เขาเป็นเจ้าของ ผมไม่เคยเข้าไปในโรงแรมนั้นมาก่อน เข้าไปแล้วรู้สึกทึ่งในความร่วมสมัยของมัน ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะทำโรงแรม “เดิร์นๆ” แบบนี้ ดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขาเท่าไรนัก
หลังจากที่พวกเรานั่งรอเขาอยู่พักใหญ่ ก็มีพนักงานคนหนึ่งออกมาต้อนรับ พนักงานเดินนำเราเข้าไปยัง “พื้นที่” ด้านหลังโรงแรม ที่เมื่อผลักประตูเข้าไปแล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้ย่างก้าวเข้าอีกโลก แตกต่างจากโลก “เดิร์นๆ” ด้านหน้าโดนสิ้นเชิง โลกใหม่ใบนี้เป็นโลกมืดๆคล้ายโลกในหนังมาเฟีย เป็นทางเดินแคบๆ ผ่านห้องเล็กๆหน้าตาคล้ายออฟฟิศเก่าๆหลายห้อง จนถึงห้องของเขาคนนั้นในที่สุด
“ออฟฟิศ” ของเขาเป็นห้องสีเทาๆใต้แสงนีออนขาว ไม่มีเค้าของการดีไซน์ให้เข้ากับโรงแรมด้านนอกแต่อย่างไร บนผนังมีหิ้งพระ ถ้าไม่ใช่พระก็เป็นหิ้งบูชาอะไรสักอย่าง พูดง่ายๆว่าเหมือนออฟฟิศของผู้จัดการอู่รถแท็กซี่ หรือห้องบ่อนเถื่อนใต้ดิน มากกว่าจะเป็นออฟฟิศเจ้าของโรงแรมหรูกลางเมือง
ผมชอบประสบการณ์ในครั้งนั้น เพราะมันทำให้ผมเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคมของเรามากขึ้น
โดยปกติ สังคมไทยเป็นสังคมของความเชื่อ นั่นคือเชื่อโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ ความหมายของการพูดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ที่จริงก็แปลว่า “กูจะเชื่อของกูแบบนี้ ใครจะทำไม” แม้แต่คนระดับผู้ปกครองประเทศหลายต่อหลายคนก็ยังดำเนินชีวิตตามความเชื่อที่ไม่เกี่ยวกับเหตุและผลในหน้าที่การงานของตน ผมคิดว่าการมีความเชื่อในสิ่งที่ยากต่อการพิสูจน์ (หรือไม่ค่อยมีใครอยากพิสูจน์) ไม่ว่าจะเชื่อเรื่องดวงชะตา เชื่อไสยศาสตร์ หรือเชื่อศาสนา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่ห้ามปรามกันไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักในแง่การมีผลกระทบต่อสังคม (ยกเว้นเรื่องศาสนา) แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เมื่อคนจำนวนมากแกล้งทำเป็นคนสมัยใหม่ แสร้งว่าไม่มีความงมงาย สร้างภาพภายนอกให้เข้ากับกระแส แต่ความจริงภายในไม่ใช่อย่างนั้น
รูปแบบในสังคมสมัยใหม่ของไทย ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากวัฒนธรรมต่างชาติ และเกิดขึ้นจาก “ความเชื่อ” ที่ว่าค่านิยมสมัยใหม่เหล่านี้เป็นเรื่องดีที่ได้มาตรฐานสากล หลายอย่างเป็นการนำเข้ามาโดยปัญญาชน คนที่ได้แรงบันดาลใจจากสังคมตะวันตก หรือคนที่มีการศึกษาสูง (ผมว่าคนมีการศึกษาสูงไม่ได้แปลว่าจะมี “ปัญญา” ไปเสียหมด ดูตัวอย่างได้จากบรรดาด็อกเตอร์ทั้งหลายในแวดวงการเมือง) แต่ผู้ที่เข้ามาสานต่อการนำเข้าเหล่านั้นไม่ได้มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน ทำให้สังคมเต็มไปด้วยคนที่แสร้งทำตัวตามแต่ “ภาพ” ในกระแสนิยมตามยุคสมัย
การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองแห่งยุคสมัยที่เชื่อกันว่าดีที่ดีสุด และทุกประเทศควรจะเป็น สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ทุกคนเรียกร้องประชาธิปไตยกันปาวๆ และมีนักการเมืองที่ประกาศว่าตัวเองเชื่อในประชาธิปไตยกันถ้วนหน้า แต่คนที่เชื่อและปฏิบัติจริงมีเพียงน้อยนิด ผมไม่ได้กล่าวหาขึ้นมาลอยๆ เพราะความเป็นไปทางการเมืองในบ้านเราทุกวันนี้ก็เป็นหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่าประชาธิปไตยของไทยเปราะบางและจอมปลอมเพียงไร
อีกเรื่องที่ชัดเจนคือสังคมไทยเป็นสังคมไสยศาสตร์ เราแกล้งสร้างภาพเป็นสังคมวิทยาศาสตร์ก็เพียงเพราะโลกตะวันตกเขาเปลี่ยนเป็นวิทยาศาสตร์กันหมดและเราไม่อยากได้ชื่อว่าเชยหรืองมงาย แต่ความจริงหลายคนยังยกมือไหว้ทุกอย่าง และยังเดินสายทำบุญสะเดาะเคราะห์ ยังทำพิธีแก้เคล็ดขัดยอก และยังห้อยอะไรต่ออะไรไว้กับร่างกายด้วยความเชื่อว่าห้อยแล้วจะรวย จะหนังเหนียว จะเป็นที่นิยมของเพศตรงข้าม เหล่านี้คือเสน่ห์ของความเป็นไทย ที่ยังไงๆก็ไม่ใช่ “มาตรฐานสากล” อย่างแน่นอน
ผมไม่มีปัญหาอะไรกับตัวตนที่แท้จริงของสังคมไทย ผมว่ามันก็น่าเอ็นดูและน่าสนใจดี ยิ่งสำหรับคนชอบของแปลกอย่างผม การได้อ่านข่าวคนแต่งงานกับงูหรือนายกฯทะเลาะกับหมอดูก็ทำให้ผมมีอะไรขำๆได้ไปวันๆ สนุกดีครับ
แต่ผมมีปัญหากับการแกล้งทำตัวเป็นอย่างอื่น การพยายามประกาศว่าตนมีเหตุมีผล มีความยุติธรรม เป็นประชาธิปไตย ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ มันทำให้ผมหงุดหงิด เหมือนมีเพื่อนเป็นเกย์แล้วมันไม่ยอมรับเสียทีว่ามันเป็นเกย์ (เช่นต้องสร้างเรื่องว่ามีแฟนเป็นผู้หญิงแต่อยู่เมืองนอก) ทั้งๆที่ไม่มีใครว่าอะไรเสียหน่อย ไม่รู้หรือว่าในเมืองไทย เกย์และกะเทยเป็นใหญ่
ถ้าสังคมของเรายืดอกยอมรับกันไปเลยว่าเชื่อไสยศาสตร์ ชอบดูหมอ เป็นเผด็จการ ชอบเงิน เราอาจจะผ่อนคลายกันกว่านี้ก็ได้นะครับ จะทำอะไรก็มีเหตุผลชัดเจน เช่น วันนี้ออกจากบ้านไม่ได้เพราะดวงไม่ดี สัปดาห์หน้าเหมาะกับการยุบสภามากกว่าสัปดาห์นี้ เพราะดาวจะเคลื่อนย้ายตำแหน่งแล้ว ทำหนังมีฉากแบบนี้ไม่ได้เพราะ...ก็กูไม่ให้มี มีอะไรมั้ย นี่มันประเทศเผด็จการนะโว้ย ไม่ชอบก็ไปอยู่ที่อื่นเสียสิ (แต่ก็ไปไม่ได้ เพราะกูไม่ให้ไป)
บางที ที่เรารู้สึกร้อนรุ่มกันเหลือเกิน นอกจากภาวะโลกร้อน ก็อาจเป็นเพราะเราดัดจริตใส่เสื้อผ้าและสร้างบ้านเรือนที่ไม่เหมาะกับตัวเองเอาเสียเลย
สุขสันต์วันปีใหม่ครับ
วินทร์ ตอบ ปราบดา
วันสงกรานต์ 2551
ปกติผมไม่ค่อยบ่นเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะมันเป็นหนึ่งในสองสิ่งในโลกที่คุณคุมไม่ได้โดยเด็ดขาด (อีกสิ่งหนึ่งคือภรรยา!) แต่ปีนี้ผมบ่นว่าอากาศร้อนทุกวัน ในช่วงงานหนังสือที่ผ่านมา ผมแทบล้มหมอนนอนเสื่อไปหลายหน ทุกครั้งที่รับไอแดดเจือรังสีอัลตราไวโอเล็ต แม้จะเป็นยามเย็นและไม่ถูกแดดโดยตรง ก็มีอาการร้อนระอุคุกรุ่น ผิวกายร้อนผ่าว นอนกลางคืนร้อนรุ่มไปทั้งตัวราวกับผู้ชายวัยทอง (เปล่า! ผมยังไม่ถึงวัยทอง สแตนด์ยันได้!) เมื่อวัดความร้อนในตัวด้วยเทอร์โมมิเตอร์ ก็เป็นปกติดี แต่ความร้อนมันก็ยังระอุอยู่ภายใน ถามผู้ใหญ่บางท่าน ก็บอกว่ามีสองสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเช่นนี้ หนึ่งคือกำลังจะถูกยุบพรรค อีกหนึ่งคือเป็นร้อนใน เนื่องจากผมไม่เล่นการเมือง(ในสนาม) ก็เดาว่าน่าจะเป็นสาเหตุหลัง ผู้รู้บอกว่าอาการร้อนในของบางคนอาจมีเม็ดพุพองในปาก เลือดกำเดาไหล วิธีแก้คือต้อง “เจี๊ยะเลี้ยง” (กินเย็น)
การ ‘กินเย็น’ นี้ผมเคยลองมาหลายสูตรแล้ว ตั้งแต่กินยาขมน้ำเต้าทอง เก๊กฮวย หล่อฮั้งก้วย (ทั้งแบบผงพร้อมชงดื่มและแบบออริจินัล เป็นผลกลมดำขนาดลูกสนุกเกอร์) สารพัด แต่ที่ดูจะได้ผลที่สุดคือน้ำเปล่าที่ไม่เย็น ดื่มแก้วต่อแก้ว
หลังจากกรอกน้ำวันละหลายลิตร อาการร้อนในดังกล่าวก็หายไป ครั้นวันใหม่เจอไอแดดอีก ก็เป็นอีก จนกลายเป็นโรคกลัวแดดไปแล้ว
อากาศร้อนแบบนี้ทำให้เกิดโรคหวัดแดดได้ง่าย ในประเทศเขตหนาวที่ไม่ค่อยเจอความร้อนอาจจะไม่ชินเหมือนพวกเรา เช่นเมื่ออากาศร้อนมาเยือนผิดคิวในยุโรปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ก็มีคนแก่ป่วยตายไปเพราะความร้อนหลายหมื่นคน ฟังดูไม่น่าเชื่อ ต้นตอก็มาจากเรื่องโลกร้อนนั่นแหละ
เปล่า! จดหมายฉบับนี้ผมคงไม่ชวนคุยเรื่องโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือหกองศาอันตรายอะไรอีก มาถึงวันนี้มันกลายเป็นเรื่องเฝือไปแล้ว มองไปที่ไหนก็เห็นคนพูดเรื่องนี้ แต่ไม่มีการกระทำ ครั้งล่าสุดที่กรุงเทพมหานครรณรงค์ดับไฟ ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ตอนนี้มันกลายเป็นประเด็นที่การตลาดเอามาทำโฆษณาขายสินค้าไปแล้วโดยอาจไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ และบางทีก็ออกจะขันขื่น เช่น โลกร้อน คุณจึงควรใช้ตู้เย็นยี่ห้อนี้ เครื่องปรับอากาศยี่ห้อนี้ ฯลฯ
บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า บ้านเรามองทุกอย่างเป็นเรื่องแฟชั่นไปหมด ความจริงแค่ให้นักการเมืองพ่นน้ำลายน้อยลง สื่อต่างๆ เสนอข่าวไร้สาระน้อยลง เท่านี้ก็ประหยัดพลังงานมหาศาลแล้ว
สงกรานต์ปีนี้ ผมหมกตัวในห้องเช่นทุกปี บางทีผมคงเข้าสู่วัยทองจริงๆ ด้วยซี เพราะไม่เกิดความอยากออกไปเล่นน้ำที่ไหน ไม่อยากออกไปผจญภัยบนท้องถนน ไม่อยากเป็นหนึ่งในตัวเลขสถิติประจำปีในช่วง ‘เจ็ดวันอันตราย’ กลายเป็น ‘โรคกลัวน้ำ’ ไปแล้ว
หลายวันก่อน ผมฟังข่าวจับความได้ว่า สงกรานต์ปีนี้ทางการตั้งเป้าว่า ขอให้มีคนตายจากอุบัติเหตุไม่เกิน 361 คน (หรือลดลง 10% จากปีก่อน) ก็บรรลุเป้า ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกลครับ ผมคงไม่มีวันเข้าใจหลักการของนโยบายนี้ นึกสงสัยว่าทำไมเราไม่ตั้งเป้าหมายที่ 0 คน เพราะการสูญทรัพยากรมนุษย์ไปแม้แต่คนเดียวก็มากไปแล้ว เออ! ถ้าเป็นพวกนักการเมืองเน่าๆ ตายไปสัก 360 คน ก็พอรับได้ (เศร้าเล็กน้อย!)
ผมไม่รู้ว่าทำไมไม่มีคนคิดว่ามันแปลก การสังหารหมู่ประชาชนในเหตุการณ์การเมืองของเราหลายครั้ง คนตาย 40-50 คน เป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้ ขณะที่คนตายหลักหลายร้อยคนหรือหลักพันในบางปีในช่วงสงกรานต์กลับเป็นตัวเลขที่ ‘รับได้’ เหมือนกับที่สตาลินว่า คนตายคนเดียวเป็นโศกนาฏกรรม คนตายเป็นล้านเป็นสถิติ ชินกันไปแล้ว
ผมว่านี่เป็นเรื่องที่แปลกที่สุดในโลก ทำไมเมื่อเป็นเรื่องชีวิตของประชาชนแล้ว จึงตั้งเป้าต่ำจัง? ทำไมชีวิตของเราจึงไร้ค่าปานนี้?
ทำไมไม่มีใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและต้องแก้ปัญหาให้หมดไปอย่างถาวร เพราะเรายังต้องฉลองสงกรานต์อีกนานปีแน่ ทำไมไม่ตั้งเป้าว่าต้องไม่มีใครตายสักคนเดียว แล้วหาทางไปสู่เป้าหมายนั้น?
นี่เป็นเรื่องซีเรียสนะครับ ลำพังขี้เมาตายยังไม่เท่าไร เพราะเขาเลือกเส้นทางชีวิตของเขาเอง แต่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เป็นทรัพยากรของชาตินี่สิที่น่าเป็นห่วง เป็นภาระของสังคมโดยไม่จำเป็น
เท่าที่ตามข่าวคนตายช่วงสงกรานต์มาตั้งแต่ผมยังหนุ่ม(กว่านี้) สาเหตุหลักของความตายคืออุบัติเหตุทางรถยนต์ และสาเหตุหลักของอุบัติเหตุคือการเมาเหล้า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคนกินเหล้าขับรถชนคนไม่กินเหล้า ผมจึงคิดตื้นๆ ตามหลักตรรกะง่ายๆ ว่า หากช่วงสงกรานต์ไม่มีเหล้าขาย ก็คงไม่มีคนตาย ใช่ไหม?
บางคนอาจบอกว่า ชาวบ้านคงไม่ยอมเพราะฉลองสงกรานต์โดยไม่มีเหล้าก็เหมือนดูหนังโดยไม่มีเสียง ผู้ผลิตเหล้าคงไม่ยอม เพราะสูญเสียผลประโยชน์ ฯลฯ
คำถามนี้ก็คงต้องถามพ่อแม่ญาติพี่น้องของคนบริสุทธิ์ที่อยู่ดีๆ ถูกรถใครไม่รู้ชนตายหรือพิการไปตลอดชีวิต
สงกรานต์แต่ดั้งเดิมมีเพียงวันเดียว จนถึงยุครัฐบาลชาติชาย ชุณหวัน จึงยกระดับเป็นสามวันรวด นัยว่าเป็นของขวัญแก่คนในชาติ เป็นนโยบายที่ต้องใจหลายคน เพราะเปิดโอกาสให้กลับไปเยือนบ้านที่ภูมิลำเนาเดิม แต่ก็เป็นนโยบายที่คุมกำเนิดประชากรอย่างได้ผลที่สุดเช่นกัน เพราะความเป็นไทยรักรื่นเริงก็พิสูจน์ว่า สนุกเมื่อไร ก็ได้เรื่องเมื่อนั้น
ใช้ชีวิตในประเทศนี้มาจนบัดนี้ ผมก็ยังเห็นว่าคนในชาติของเราไม่มีวินัย ไม่รู้จักเคารพสิทธิของคนอื่น เราโตมากับบทลงโทษจนชิน เราชอบไม้เรียวมากกว่าการเรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ
ผู้มีอำนาจผู้กำหนดนโยบายของประเทศนี้คิดอย่างไรผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่า ในกรณีนี้หากเป็นรัฐสิงคโปร์ ประเทศที่ทะนุถนอมทรัพยากรมนุษย์มากที่สุดในโลก ขี้เมาที่ขับรถชนคนอื่นตายช่วงสงกรานต์คงโดนเฆี่ยนหลังคนละ 20-30 ทีแน่นอน รับรองสร่างเมาไปอีกหลายปี และเมื่อตั้งเป้าแล้ว ก็ทำได้จริงๆ
ผมเชื่อมั่นว่าเราทำได้ครับ หากว่าเราจะทำจริงๆ เริ่มวันนี้เลยก็ได้ ถ้าผู้ใหญ่ของเราพอมีเวลาว่างจากการคุยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ save ass ของบางคนบางกลุ่ม หรือเดินหมากอย่างไรไม่ให้ถูกยุบพรรค!
หากเราสามารถหยุดขายเหล้าในวันทางศาสนาได้ ในวันเลือกตั้งได้ การควบคุมการดื่มสุราในช่วงสงกรานต์ก็น่าจะทำได้เช่นกัน
มองในแง่ของคนขายเหล้า น่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่าเสีย เพราะหากขี้เมาตายไปหมด ก็ไม่เหลือลูกค้า ให้ลูกค้าตายช้าๆ เพราะโรคตับแข็งย่อมดีกว่าให้ตายบนถนนแน่ๆ
และหากเรายอมรับว่า เราไม่สามารถคุมปัญหานี้ได้ ทั้งๆ ที่รู้สาเหตุ บางทีเราอาจต้องพิจารณานโยบาย back to basic ทำให้สงกรานต์เป็นสงกรานต์เช่นในอดีตกาล คือมีเพียงวันเดียว วันที่อวยพรผู้ใหญ่ วันของครอบครัว
แต่หากเราไม่แยแสว่าใครจะตายกี่คน ก็ให้มองทุกอย่างเป็นเรื่องขำขำไปเสียเลย เช่น “ตายช่วงสงกรานต์ก็ดีเหมือนกันนะ ได้รดน้ำศพตั้งแต่ยังไม่ถึงวัด!”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนพฤษภาคม 2551

