ความจริงอีกด้านของ “น้ำมันบนดิน”

- สรุจ ทิพเสนา -


“ประเทศไทยต่อไปนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจากน้ำมันบนดินครับ เป็นน้ำมันที่ใช้ไม่มีวันหมด ไม่เหมือนน้ำมันในบ่อธรรมชาติ ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกบอกว่า อีก 100 ปีหมดแน่”

“ผมลืมพูดถึงอีกประเทศ คือ บราซิล ซึ่งทั่วโลกเริ่มไปลงทุนมหาศาล นี่ก็เป็นเครื่องยนต์ตัวที่ 5 เพราะต่อไปประเทศที่มีบ่อน้ำมันจะสู้ประเทศที่มีบ่อน้ำมันบนดินไม่ได้ เพราะบ่อน้ำมันบนดินใช้ไม่รู้จบ ใช้แล้วเกิดใหม่”

“สินค้าบนดินที่ยอดเยี่ยมมากของเรา คือ ยาง ปาล์ม ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย แต่วันนี้ผมไม่ได้เอาอ้อยมาพูด แต่ถือเป็นอนาคตมหาศาล ผมเพียงแต่เอา 62 ล้านไร่มาคุยกับพวกเรา สินค้าเกษตรวันนี้ไม่ใช่อาหารคนแล้ว เป็นอาหารเครื่องจักรด้วย วันนี้เครื่องจักรมาแย่งกินกับคนแล้ว ผมว่าตัวนี้เป็นเรื่องดีที่สุดของประเทศไทย”

“สินค้าเกษตร” คือ “ทองคำ” คือ “น้ำมัน”


เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวใหญ่ของกลุ่มทุนเกษตรซีพี ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” ให้กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ได้ถูกถอดความชนิด “คำต่อคำ” และเผยแพร่สู่สาธารณะชนเป็นวงกว้าง

อ่านบันทึกรายละเอียดคำต่อคำได้ที่นี่ >> http://www.0bserver.com/?p=356

หลายความคิดที่ถูกนำเสนอในวันนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สาธารณะชนส่วนใหญ่หลายคนนิยมชมชอบแนวคิดทั้งหมดที่คุณธนินท์นำเสนอ

หนึ่งในแนวคิดหลักที่ถูกนำเสนอในวันนั้นคือเรื่อง “น้ำมันบนดิน” โดยคุณธนินท์ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของสินค้าเกษตรในปัจจุบัน ที่ไม่ได้ผลิตขึ้นเพียงเพื่อเลี้ยงผู้คนบนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว แต่จะถูกนำไปแปรรูปเป็น “พลังงานชีวภาพ” ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ไบโอดีเซล หรือ เอธานอล ที่นำมาผสมกับน้ำมันเป็นแก๊ซโซฮอล

ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่ควรเสียโอกาสตกขบวนรถด่วน “พลังงานชีวภาพ” สายนี้ ควรมุ่งเน้นการพัฒนาไปที่ภาคเกษตรแบบอุตสาหกรรม เพื่อให้เท่าทันกับความต้องการใหม่ของโลก

……………………..

โดยส่วนตัว แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยกับความคิดที่คุณธนินท์บรรยายในวันนั้น แต่มีอีกหลายประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าควรถูกตั้งคำถาม และถกเถียงกันต่อไปในวงกว้าง เพราะชีวิตมนุษย์หาได้มีแต่เพียงมิติทางด้านเงินๆทองๆเพียงอย่างเดียวไม่

หลังจากที่คุณธนินท์บรรยายไม่นาน ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านพบข้อมูลอีกแง่มุมหนึ่งของ “น้ำมันบนดิน” ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในเวลานี้

นิตยสาร Time Magazine ฉบับประจำวันที่ 7 เมษายน 2551 นำเรื่องของพลังงานชีวภาพขึ้นปก ภายใต้หัวข้อชื่อ “ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพลังงานสะอาด” (The Clean Energy Myth)

และต่อจากนี้เป็นการเรียบเรียง “ความจริงอีกด้าน” ของปรากฏการณ์ “น้ำมันบนดิน” จากรายงานฉบับดังกล่าว

……………………..

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่อง “พลังงานชีวภาพ” เป็นอย่างมาก โดยมีประเทศบราซิลเป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญ

ในปัจจุบัน บราซิลเป็นผู้ผลิตเอธานอลรายใหญ่ที่สุดในโลก ปั้มน้ำมันในบราซิลไม่มีน้ำมันเบนซินธรรมดาขายอีกต่อไป รถยนต์ในบราซิลทุกคันสามารถใช้เอธานอลบริสุทธิ์เป็นเชื้อเพลิงได้ 100% ในขณะที่รถยนต์ E20 ที่ใช้เอธานอลเป็นเชื้อเพลิงได้สูงสุด 20% เพิ่งมีการเปิดตัวในไทยในปีนี้

เมื่อมองการลงทุนทั่วโลก ปริมาณการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1995 เป็น 38,000 ล้านเหรียญฯ ในปี 2005 และคาดว่าจะขึ้นสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญฯ ภายในปี 2010 – ตัวอย่างนักลงทุนที่หันมาเกาะกระแสนี้เช่น ริชาร์ด แบรนสัน (เจ้าของเวอร์จิ้นกรุ้ป) จอร์จ โซรอส (พ่อมดการเงินที่คนไทยคุ้นชื่อกันดี) บรรษัทข้ามชาติอย่าง GE, BP, ฟอร์ด รวมไปถึงเชลล์

สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก ล้วนประกาศให้การสนับสนุนการใช้พลังงานชีวภาพ

เฉพาะในสหรัฐฯเมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา มีปั้มน้ำมันเพียง 2% ที่มีเชื้อเพลิงชีวภาพให้บริการ โรงงานทั่วประเทศสามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ได้เพียง 7 ล้านแกลลอน แต่ด้วยนโยบายสนับสนุนพลังงานทางเลือกของรัฐบาล ปัจจุบันสหรัฐตั้งเป้าจะผลิตเชื้อเพลิงทางเลือกนี้ให้ได้ 36 ล้านแกลลอนภายในปี 2022

ฮิลลารี คลินตัน ประกาศนโยบายหาเสียง โดยตั้งเป้าให้ปั๊มน้ำมันในอเมริกาทุกแห่งมีเชื้อเพลิงชีวภาพให้บริการภายในปี 2017 และจะผลักดันให้สหรัฐผลิตเชื้อเพลิงนี้ให้ได้ 60 ล้านแกลลอนภายในปี 2030 !!

เรียกว่าใครๆก็ไม่อยากตกกระแส “พลังงานทางเลือก” กันทั้งนั้น


แต่กระแสพลังงานทางเลือกก็ส่งผลกระทบอันใหญ่โต ที่แทบจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

เมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลบราซิลประกาศให้สาธารณะชนทราบข้อมูลว่า ปริมาณการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation) เพื่อนำมาทำเป็นพื้นที่การเกษตรในประเทศได้เพิ่มขึ้นสองเท่าในปีนี้ โดยเฉพาะพื้นที่แถบป่าอเมซอน

ป่าอเมซอน (Amazon) เป็นป่าฝน (rain forest) ขนาดยักษ์ที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากแล้ว ยังเป็นแหล่งดูดเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังสุดของปี 2007 พื้นที่ป่าอเมซอนก็ถูกทำลายลงไป คิดเป็นขนาดเท่ากับพื้นที่รัฐโรดไอแลนด์ของสหรัฐอเมริกา

เมื่อรวมพื้นที่ป่าส่วนอื่นๆ เฉพาะช่วงเวลา 6 เดือนสุดท้ายในปี 2007 บราซิลสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปทั้งสิ้น 1,875,000 ไร่

ในปัจจุบัน บราซิล จัดเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนเข้าสู่บรรยากาศโลกสูงเป็นอันดับสี่ โดยสาเหตุหลักมาจากการตัดไม้ทำลายป่า เพราะเมื่อคุณทำลายป่า แม้คุณจะไม่ปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเลย แต่ก็เท่ากับว่าคุณลดพื้นที่ “ฟอกอากาศ” ของโลกลง ดังนั้นจึงมีค่าเท่ากับคุณปล่อยคาร์บอนเข้าสู่บรรยากาศโลกเพิ่มขึ้น

คิดแล้วดูจะเป็นเรื่องตลกร้าย ที่ประเทศผู้ส่งผลิตเอธานอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก กลับเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่บรรยากาศโลกมากเป็นอันดับสี่

อันที่จริง สาเหตุของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในบราซิลไม่ได้เกิดจากการเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูก “พืชพลังงาน” เช่นอ้อย ข้าวโพด หรือถั่วเหลือง โดยตรง แต่เป็นผลกระทบข้ามทวีปจากกระแสตื่นตัว “พลังงานสีเขียว” ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศอื่นๆทั่วโลก

สมการแห่งการทำลายป่าอเมซอนเริ่มต้นง่ายๆจาก 1 ถึง 5 ดังนี้:

1. ในปัจจุบัน ผลผลิตข้าวโพด 1 ใน 5 ของสหรัฐฯ ถูกนำไปผลิตเป็นเอธานอล ส่งผลให้ความต้องการข้าวโพดเพิ่มสูงขึ้น ดันให้ราคาข้าวโพดในสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

2. ด้วยแรงจูงใจและกลไกตลาด เกษตรกรสหรัฐฯผู้ปลูกถั่วเหลือง จึงหันมาใช้ที่ดินของตนปลูกข้าวโพดแทน ส่งผลให้ปริมาณถั่วเหลืองในตลาดลดลง และราคาถั่วเหลืองสูงขึ้นตามไปด้วย

3. เมื่อเกิดช่องว่างของความต้องการถั่วเหลืองในตลาดโลก (ทั้งสหรัฐฯและบราซิลเป็นผู้ผลิตรายใหญ่)เกษตรกรในบราซิลจึงขยายพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองให้เพิ่มมากขึ้น โดยเปลี่ยนพื้นที่ทำปศุสัตว์ไปเป็นไร่ถั่วเหลืองแทน

4. เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์จึงได้รับผลกระทบจากการที่ทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ลดน้อยลง ทำให้พวกเขาเดินเข้าไปถางป่าอเมซอน เพื่อใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ต่ออีกทอดหนึ่ง

5. จากเดิมที่เคยเป็นป่าเขตร้อน เมื่อเลี้ยงสัตว์ไปนานๆจนที่ดินเสียสภาพโดยสิ้นเชิงแล้ว ที่ดินเหล่านี้ก็จะถูกนำไปทำเป็นไร่ถั่วเหลืองต่อไป ส่วนพื้นที่ปศุสัตว์เดิมก็จะไปหาเอาใหม่จากชายป่าอเมซอนอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยกลไกเช่นนี้ เราจึงเห็นว่ากระแสการตื่นตัวกับพลังงานทางเลือกใหม่ ส่งผลกระทบกว้างไกลถึงชายป่าอเมซอนได้ด้วยอำนาจของกลไกตลาด และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ยิ่งทุกประเทศสนับสนุนให้ผลิตพลังงานทางเลือกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกระทบต่อป่าไม้ในโลกนี้มากขึ้นเท่านั้น ไม่แต่เฉพาะในบราซิล แต่ยังรวมไปถึงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่กำลังมีเกิดการลดลงอย่างรวดเร็วของพื้นที่ป่าไม่เช่นเดียวกัน

อันที่จริง กฏหมายสิ่งแวดล้อมของบราซิลนั้นเข้มงวดมากอยู่แล้ว ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การบังคับใช้กฏหมาย ซึ่งไม่อาจต้านทานพลังอำนาจ “แรงจูงใจของตลาด” ไปได้

ตามกฏหมาย เจ้าของที่ดินในพื้นที่แถบป่าอเมซอน มีสิทธิถางป่ามาทำไร่ได้เพียง 20% ของพื้นที่ทั้งหมดที่ตัวเองครอบครองเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ทุกตารางเมตรของพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ข้าวโพด ถั่วเหลือง หมายถึงเงินจำนวนมากทั้งสิ้น


ภาพถ่ายแสดงพื้นที่ป่าดงดิบที่ถูกแวดล้อมไปด้วยไร่ถั่วเหลืองในรัฐ Mato Grosso ประเทศบราซิล (http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,1725975-4,00.html)


แล้วพืชพลังงานนั้นให้ประโยชน์กับเราได้ “คุ้ม” กับสิ่งที่เราเสียไปหรือไม่ ?

แม้พลังงานจากพืช (Biofuel) จะถูกมองว่าเป็นพลังงานสะอาด แต่เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า การขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเพื่อ “ป้อนให้เครื่องจักร” นั้น ย่อมหลีกเลี่ยงการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นไปไม่ได้แล้ว การมองพลังงานทางเลือกชนิดนี้ว่าสะอาด ก็อาจไม่เป็นดังที่คิด

เป็นความจริงว่าหากศึกษาแบบ “แยกส่วน” จะพบว่าการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศได้มากกว่าการใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันดิบธรรมดา แต่จากการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Science สรุปว่าเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบจากการทำลายป่าไม้ (Deforestation) เพื่อนำพื้นที่มาใช้ทำการเกษตรแล้ว การใช้เอธานอลที่ผลิตจากข้าวโพดและไบโอดีเซลที่ผลิตจากถั่วเหลือง จะปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่าการใช้น้ำมันธรรมดาถึงสองเท่า

เดวิด ทิลแมน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิเนโซต้า พบว่า เมื่อนำเอาผลกระทบจากการเบียดบังพื้นที่เพาะปลูกเข้ามาคิดคำนวนด้วย น้ำมันไบโอดีเซลที่ผลิตได้จากต้นปาล์มน้ำมัน จะต้องใช้เวลากว่า 400 ปี ที่จะ “ชดเชย” (payback) ปริมาณคาร์บอนโดยรวมที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ

นั่นหมายถึงการใช้ไบโอดีเซลอาจลดการปล่อยคาร์บอนจากปากท่อไอเสียได้จริงเมื่อเทียบกับดีเซลปกติ แต่เมื่อนับรวมการเสียพื้นที่ป่าไปด้วย เราจะต้องใช้ไบโอดีเซลกันไปอีก 400 ปี จึงจะกลับมาปล่อยคาร์บอนได้ “เท่าทุน” เช่นในปัจจุบัน


นอกจากจะเบียดบังพื้นที่ป่าไม้แล้ว กระแสพืชพลังงานยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพืชผลเกษตรในตลาดโลกเป็นอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารของสหประชาชาติกล่าวว่า กระแสความนิยม “เกษตรพลังงาน” (Agofuels) คือ “อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” (Crime against humanity) เนื่องจากทำให้ราคาสินค้าเกษตรของโลกสูงขึ้นอย่างมากจนส่งผลกระทบต่อคนจนทั่วโลก

เมื่อสี่ปีก่อน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมิเนโซต้ากลุ่มหนึ่ง เคยทำการศึกษาและพยากรณ์ตัวเลข “ผู้อดอยาก” ทั่วโลกว่าจะลดลงเหลือ 625 ล้านคนภายในปี 2025 – ล่าสุด เมื่อปีก่อน นักวิจัยกลุ่มเดิมได้นำเอาผลกระทบจาก “ฟองสบู่ราคาสินค้าเกษตร” ในตลาดโลกเข้ามาคำนวนด้วย พบว่าตัวเลขผู้อดอยากในโลกแทนที่จะลดลง กลับจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,200 ล้านคน ภายในปี 2025

นักวิชาการบางคนกล่าวว่า กระแสพืชพลังงานกำลังก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างคน 800 ล้านคนที่ใช้รถยนต์ กับคนอีก 800 ล้านคนที่มีไม่มีอาหารกิน !!

จากตัวเลขในปัจจุบันพบว่า หากนำเอาข้าวโพดและถั่วเหลืองทั้งหมดที่สหรัฐฯผลิตได้มาทำเป็นเชื้อเพลิง จะสามารถชดเชยปริมาณการใช้น้ำมันของสหรัฐฯได้เพียง 20% เท่านั้น

จากตัวเลขในปัจจุบัน (อีกเช่นกัน) พบว่า การผลิตไบโอดีเซลสำหรับเติมให้รถ SUV ธรรมดาเต็ม 1 ถัง ต้องใช้เมล็ดพืช (ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ฯลฯ) เป็นปริมาณเท่ากับที่ใช้เลี้ยงมนุษย์ได้หนึ่งคนเป็นเวลา 365 วัน

……………………..

ดังที่เล่าไปแล้ว ต้นตอของเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอเมซอน เกิดจากปริมาณข้าวโพดเพียง 1 ใน 5 ของตลาดข้าวโพดในสหรัฐฯถูกนำไปผลิตเอธานอล แต่หากดูเม็ดเงินการลงทุนในอุตสาหกรรมพืชพลังงาน ประกอบกับนโยบายผลักดันการผลิตเอธานอลอย่างมหาศาลของสหรัฐฯ ก็คงวาดภาพความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกได้ไม่ยาก

ประวัติศาสตร์สอนพวกเราเสมอมาว่าพลังอำนาจของ “ตลาด” นั้นรุนแรงและส่งผลไปได้กว้างไกลเพียงใด

อันที่จริง เหตุที่สินค้าเกษตรกลายสภาพมาเป็น “น้ำมันบนดิน” ดังที่คุณธนินท์ยินดีเป็นอย่างยิ่งนั้น เชื่อว่าไม่ใช่เพียงเพราะมันสามารถสร้าง “พลังงานสะอาด” ให้พวกเราได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถช่วยพวกเรา “ลดการพึ่งพาน้ำมันดิบ” ได้ด้วย

หากให้เดา ผู้เขียนขอเดาว่า จอร์จ โซรอส คงไม่ได้อยากลงทุนสร้างพลังงานสะอาดให้พวกเราใช้ มากไปกว่าความต้องการเป็นเจ้าของ “แหล่งน้ำมันบนดิน” เช่นเดียวกับที่คุณธนินท์เห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดี

เพราะหากพรุ่งนี้น้ำมันหมดไปจากใต้พื้นดิน ใครๆก็อยากเป็นเศรษฐีน้ำมันคนต่อไปกันทั้งนั้น

ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้เม็ดเงินมหาศาลถูกเทลงมา “เก็ง” กับอนาคตของอุตสาหกรรมพลังงานชีวภาพ โดยมุ่งหวังให้มันช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบของประเทศที่ผลิตน้ำมันเองไม่ได้ลงไปบ้าง

แต่ในความเป็นจริง แม้แต่เทคโนโลยีรถยนต์ล่าสุด ก็ยังรองรับเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเอธานอลได้เพียง 20% เท่านั้น นั่นหมายถึงอีก 80% ก็ยังคงต้องเป็นพลังงานที่มาจากน้ำมันดิบอยู่ดี

ยิ่งไปกว่านั้น หากเรามองโลกในองค์รวม จะเห็นว่าแท้จริงแล้วโลกไม่ได้มีปัญหาจากการ “พึ่งพาน้ำมันดิบมากเกินไป” แต่โลกกำลังมีปัญหาจากการ “ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป” ต่างหาก

นั่นหมายถึงต่อให้พรุ่งนี้น้ำมันดิบหมดไปจากโลก แล้วทุกคนหันมาใช้พลังงานชีวภาพกันหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่โลกลดลง ตราบใดที่เรายังคงผลิต บริโภค ผลิต แล้วก็บริโภค กันด้วยอัตราเติบโตทุกปี โดยไม่มุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือค้นพบพลังงานที่ “สะอาด” อย่างแท้จริง

ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า เอาเข้าจริงแล้วเศรษฐกิจจีนจะไม่มีวันขยายขนาด เติบโตได้เท่ากับเศรษฐกิจอเมริกา เพราะหากเศรษฐกิจจีนโตเท่าอเมริกาในวันนี้ โลกจะไม่มีพลังงานเหลือพอให้ทั้งสองประเทศได้ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


สำหรับประเทศไทย

ผู้เขียนเห็นว่าหากเราจะตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับกระแสพลังงานทางเลือกนี้ดังแนวทางที่คุณธนินท์แนะนำ ก็ควรทำอย่างระมัดระวังและขบคิดถึงแง่มุมต่างๆให้รอบคอบ

การปรับเปลี่ยนแนวทางการทำเกษตรของประเทศ โดยมุ่งให้สอดรับกับกระแสความต้องการในตลาดโลกอย่างสุดโต่งนั้น เมื่อมองในมุมกลับกัน ก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศไทยอย่างมากด้วยเช่นกัน

เพราะเป็นที่น่าติดตามว่าเมื่อ “ความจริงอีกด้าน” ของกระแสพืชพลังงานได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างแล้ว ทิศทางนโยบายของมหาอำนาจในโลกต่อเรื่องนี้จะปรับเปลี่ยนไปทางใดหรือไม่ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าเกษตรอย่างแน่นอน


นอกจากนั้น …

ถ้าถึงวันหนึ่งที่ประเทศไทย มี “บ่อน้ำมันบนดิน” เต็มไปหมดจริงๆอย่างที่ใครหลายคนอยากเห็น

ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เราจะเอา “มะละกอ” จากที่ไหนมาทำ “ส้มตำ” กันดี ?