ปราบดา ถึง วินทร์
15 / 5 / 2551
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมไม่แพ้ทีท่าของท้องฟ้าที่ผมกำลังจ้องมองอยู่ขณะนี้ ดูเหมือนสื่อบ้านเราจะตื่นเต้นกับวิกฤตจากภัยธรรมชาติที่เกิดไล่เลี่ยกันในประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคือภัยจากพายุไซโคลนนากีสในประเทศพม่า ที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปหลายหมื่น (คาดว่าอาจถึงแสน) และภัยจากแผ่นดินไหวในประเทศจีน ซึ่งแม้จำนวนผู้ตายจะน้อยกว่า (หลักหมื่นต้นๆ) แต่ทั้งสองเหตุการณ์ถือว่าหนักหนาและน่าตกใจอย่างใหญ่หลวงไม่แพ้กัน เพราะเกิดขึ้นในภูมิภาคที่ไม่ค่อยประสบภัยขนาดนี้บ่อยนัก
โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนอย่างพม่า ถือเป็นหายนะระดับประวัติศาสตร์ทีเดียว น่าจับตาดูว่าต่อไปนะครับว่าประเทศพม่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ สังคมของเขาเริ่มมีบรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤตพายุไซโคลนนากีส เมื่อเจอปัญหาทับซ้อนเขาไป ทั้งยังเป็นกรณีสะท้อนความลำบากของประชาชนภายใต้การปกครองของทหารที่ทำให้ทั่วโลกเป็นห่วง เมื่อความรุนแรงของภัยพิบัติบรรเทาลง และประชาชนชาวพม่าเริ่มฟื้นจากความสูญเสียบ้างแล้ว โลกคงเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพม่าตามมาในเวลาอันใกล้
ผมคิดว่าทั้งความสงบและความวุ่นวายล้วนต้องเดินไปสู่จุดอิ่มตัวและเปลี่ยนแปลง แต่จะเปลี่ยนไปอย่างเรียบร้อยหรืออย่างแตกหักร้าวฉาน ก็ยากต่อการคาดเดา เช่นเดียวกับกรณีของการเมืองไทยในปัจจุบัน นับวันยิ่งปรากฎชัดว่ายากจะก้าวไปได้อย่างสันติ ไม่นานเราคงเห็นความเปลี่ยนแปลงกะทันหันกันอีก ต้องทนเบื่อหน่ายกับความเปลี่ยนแปลงแบบซ้ำซากไม่จบสิ้นของเหล่าท่านผู้หลักผู้ใหญ่กันต่อไปครับ
ไม่แปลกที่สื่อของไทยเราจะตื่นตระหนกกับภัยธรรมชาติในประเทศเพื่อนบ้าน นับตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิที่คนไทยไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา หลายคนคงรู้สึกว่าอะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ยิ่งมีกระแสวิกฤตโลกร้อน วิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความขัดแย้งทางศาสนา ผนวกบวกเสริมเข้าไปด้วยแล้ว ดูเหมือนสังคมไทยจะกำลังเตรียมพร้อมกับความหายนะอยู่ลึกๆมากกว่าในยุคก่อนๆ
คงหมดสมัยแล้วกระมังครับ ที่เราจะสามารถคุยโอ่กันได้ว่าคนไทยโชคดี ประเทศไทยไม่มีภัยธรรมชาติขั้นร้ายแรง ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา ตอนนี้เรามีทุกอย่างเพียบพร้อมเช่นเดียวกับหลายๆประเทศ เมื่อสังคมของเราเจริญเท่าเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย เมื่อเรามีโทรศัพท์มือถือ มีอินเทอร์เน็ต มีตึกสูงๆหรูๆ มีวิถีชีวิตสะดวกสบาย เราก็มีโอกาสได้เจอภัยพิบัติแบบเดียวกับประเทศเหล่านั้นด้วยเช่นกัน
บรรดาท่านอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยธรรมชาติ ต่างได้รับเชิญให้เดินสายไปออกรายการทีวีแทบทุกสถานี เท่าที่ผมเข้าใจ บทสรุปเกี่ยวกับภัยธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพายุร้ายหรือแผ่นดินไหว (ซึ่งเชื่อมโยงกับภัยอื่นๆ เช่น คลื่นยักษ์ น้ำท่วม โรคระบาด ฯลฯ) แม้เราควรเตรียมพร้อมรับมือและหาระบบป้องกัน แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่อาจพยากรณ์ล่วงหน้าว่าภัยทั้งหลายจะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไร ส่วนที่พยากรณ์ได้ก็ไม่แม่นยำนัก หมอดูชื่อดังทั้งหลายที่ผู้คนนับถือกันนัก ก็ทำนายผิดๆถูกๆอยู่เสมอ การล่วงรู้เท่าทันธรรมชาติยังเป็นเรื่องเหนือความสามารถของมนุษย์ ไม่ว่าในเชิงวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์
เมื่อดูเหมือนโลกจะมีแต่ความตึงเครียด ความเชื่อเรื่อง “วันโลกดับ” ก็กลับคืนมาอีกหน คุณวินทร์อาจทราบเรื่องคำพยากรณ์ของชาวมายาในยุคโบราณ ที่ว่าโลกของเราจะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในปี ค.ศ. 2012 มาบ้างนะครับ (ละเอียดไปกว่านั้น คือวันที่ 21 เดือน 12 ปี 2012) ชาวมายามีวัฒนธรรมที่เคยรุ่งโรจน์ พวกเขาสร้างปิรามิดใหญ่โต ซับซ้อน และงดงาม มีความรู้ทางดาราศาสตร์อย่างละเอียดลออ และขึ้นชื่อว่ามีระบบปฏิทินที่น่าอัศจรรย์ เจ้าปฏิทินของชาวมายานี่เองที่ระบุว่าวันสุดท้ายของอารยธรรมกำลังจะมาถึงในอีกเพียงสี่ปีข้างหน้า (ตอนที่คำนวณปฏิทินนั้นขึ้น ชาวมายาอาจคุยเล่นเป็นเรื่องตลกกันว่า “โอ๊ย อีกตั้งนานกว่าโลกจะแตก พวกเราอยู่ไม่ถึงร้อก ไม่ต้องคิดมาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แต่มันไม่ขำสำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในปี ค.ศ. 2008 น่ะสิครับพี่ๆชาวมายา)
ผมอยู่ดูโลกมาได้เพียงสามสิบปีกว่าๆ แต่ผมก็ต้องตื่นเต้นกับ “วันโลกดับ” มาก่อนหน้านี้แล้ว นั่นคือสมัยที่ผู้คนวิตกจริตกับการมาเยือนของปี ค.ศ. 2000 หากโลกยังไม่ดับในปี ค.ศ. 2012 ตามคำพยากรณ์ของชาวมายา ก็คงมีตัวเลขวันโลกดับชุดใหม่ๆโผล่ขึ้นมาให้เหงื่อแตกตกใจกันอีกเป็นแน่ ผมขอพยากรณ์ไว้เองได้ไหมครับ ว่าโลกจะดับในปี ค.ศ. 10001 มนุษย์ปี ค.ศ. 10000 คงก่นด่าผมกันน่าดู
นอกจากคำพยากรณ์ของชาวมายา นักฟิสิกส์บางกลุ่มที่ศึกษาการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อหกสิบห้าล้านปีก่อน ยืนยันว่าโลกของเราอยู่ในวัยที่ควรจะต้องเจอมหันตภัยระดับเดียวกับที่เคยกวาดล้างไดโนเสาร์ไปจนหมดโลก
แปลกที่เรายังไม่สูญพันธุ์กันเสียที เขาว่าอย่างนั้น
ถ้าเราเชื่อว่าทุกอย่างเมื่อมีเกิดต้องมีดับ ผมไม่เห็นว่าวันโลกดับจะเป็นเรื่องแปลก ไม่ช้าก็เร็วมันคงมาถึง ถ้าไม่เป็นเพราะพลังของธรรมชาติที่เราไม่อาจควบคุมได้หรือต้านทานไหว เช่นอุกาบาตขนาดใหญ่พุ่งมาชนโลกโดยไม่โทรฯนัดล่วงหน้า ก็คงเป็นเพราะน้ำมือของพวกเราเอง ไม่ว่าจะจากการเข่นฆ่ากันเพราะความขัดแย้งทางความเชื่อและการช่วงชิงผลประโยชน์ หรือจากการทำลายสิ่งแวดล้อม
คุณวินทร์คิดว่าโลกของเราจะดับเมื่อไหร่และอย่างไรครับ
วินทร์ ตอบ ปราบดา
วันวิสาขบูชา 2551
ผมตามข่าวพายุไซโคลนถล่มพม่ามาแต่วันแรก และไม่แปลกใจที่รัฐบาลพม่าปฏิเสธกำลังจากประเทศอื่นๆ เข้าไปช่วยเหลือในประเทศ เยส! พวกเขายินดีรับความช่วยเหลือ แต่ โน! ไม่ขอต้อนรับคน
ผลที่ตามมานอกเหนือจากการก่นด่าของชาวโลกก็คือปฏิกิริยาการงดบริจาคสิ่งของเงินทอง
บางคนบอกว่าในเมื่ออยากจะช่วยก็ช่วยเถอะ อย่าไปคิดมากว่าข้าวของจะถึงมือชาวบ้านที่เดือดร้อนหรือไม่ เพราะการทำบุญทำทานไม่ควรคิดมาก ก็เหมือนการตักบาตร จะเลือกพระได้อย่างไร เราตักบาตรให้ ‘สถาบัน’ ไม่ใช่พระรูปใดรูปหนึ่ง
แต่ทำไงได้ครับ? เกิดมาในสังคมไทย เจอเรื่องร้ายๆ หลายเรื่อง ทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปไม่มากก็น้อย
สัปดาห์ก่อนนี่เอง คนขับแท็กซี่คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ทุกๆ วันมีพ่อค้าแม่ค้ามารอที่วัดข้างบ้านเขา รับเอาอาหารเครื่องอุปโภคที่ชาวบ้านตักบาตรให้พระไปขายต่อ นัยว่าเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างหนึ่ง ไม่เช่นนั้นก็เสียของเปล่า
เจออย่างนี้เข้าหลายเรื่อง ก็อดติดนิสัยระแวงไม่ได้ว่า ข้าวของที่ชาวโลกบริจาคจะถึงมือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากภัยธรรมชาติหรือไม่ รายงานข่าวเรื่องคอร์รัปชั่นเงินทองที่ชาวโลกบริจาคให้เหยื่อสึนามิไม่กี่ปีก่อนยังไม่จางหายไปดี ความระแวงนี้ก็ทบทวีเมื่ออ่านข่าวหนังสือวันก่อนที่รายงานว่า นายพลพม่าบางคนแปะชื่อตัวเองบนข้าวของที่ชาวโลกส่งไปช่วยผู้ประสบเคราะห์
เวลาเดือดร้อนอย่างนี้ยังทำกันอย่างนี้ได้ นับเป็นกรรมซ้ำสอง ซวยสองเด้ง น่าชีช้ำกระอักเลือด ความรู้สึกก็คงไม่ต่างจากชาวนิว ออร์ลีนส์ เมื่อถูกพายุแคทรินาถล่มเมื่อไม่กี่ปีก่อน แล้วรัฐบาลนายพุ่มไม้ปล่อยปละละเลยอย่างไม่น่าเชื่อ (ไม่รู้ว่าเข้าข่าย “เราช่วยเหลือจังหวัดที่เลือกพรรคเราก่อน” หรือเปล่า!)
หากมีการจัดระดับท็อปเท็นของรัฐบาลที่มีชื่อเสียงแย่ที่สุดในโลก รับรองว่ารัฐบาลพม่าชุดนี้ต้องติดอันดับแน่นอน (ส่วนรัฐบาล ‘ลูกกรอก 1’ ของเราจะได้รับเกียรติติดอันดับหรือไม่นั้น ผมจนปัญญาจะตอบ)
พม่าเป็นประเทศที่ต้องคำสาปจริงๆ ครับ (คนไทยหลายคนโยนไปที่เรื่องกรรมเก่า บอกว่าเพราะเสือกมาเผาเมืองของเรา) บทวิเคราะห์ของฝรั่งสรุปว่า เหตุผลเดียวที่รัฐบาลพม่าไม่ยอมให้ชาวต่างชาติยกขบวนเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าคือความกลัว เผด็จการทหารพม่าเป็นพวกที่ระแวงจนเข้าข่ายประสาท อาการนี้เรียก xenophobia กลัวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอเมริกันจะเข้ามายึดเมืองเหมือนที่เคยบุกยึดอัฟกานิสถานและอิรักมาแล้ว ปฏิกิริยาจึงเป็นการขอรับแต่ของ ไม่รับคน เพราะไม่รู้ว่าพวกที่เข้ามาช่วยมีแผนการร้ายอะไรหรือเปล่า พูดง่ายๆ คือ กลัวว่ากองทัพต่างชาติอาจปลอมตัวเป็นพวกช่วยเหลือ แล้วมาเตะพวกเขาออกไป
ตั้งแต่นายพลเนวินยึดอำนาจในพม่าเมื่อปี 1962 พม่าก็อยู่ในเงามืดของเผด็จการมาตลอด ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกโอบรับระบอบประชาธิปไตย (ไม่ว่าเต็มใบหรือครึ่งใบ) พม่ายังมีสภาพ same-same กับเมื่อ 40-50 ปีก่อน บทวิเคราะห์บอกว่า คนมีอำนาจกลัวตกจากอำนาจเสียจนต้องย้ายเมืองหลวงจากร่างกุ้งไปยังเปียงมะนา ห่างจากร่างกุ้งไปสี่ร้อยกิโลเมตร โดยยกทำเนียบรัฐบาลกับศูนย์บัญชาการทหารไปเมืองนั้นซึ่งมีลักษณะเป็น ‘ป้อมค่าย’ หรือ ‘เพนตากอนพม่า’ มากกว่าเมืองหลวง นักวิเคราะห์ชาติต่างๆ วิเคราะห์เหมือนกันหมดว่ามันคือการสร้างจุดยุทธศาสตร์ทางการทหารเท่านั้น การย้ายเมืองหลวงไปไว้ตอนในของประเทศเท่ากับลดความเสี่ยงต่อกลุ่มเผด็จการหากมีการรุกรานทางบก
ตลอดเวลาที่ปกครองพม่า เผด็จการเหล่านี้อยู่แบบสุขๆ กลัวๆ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกโค่นลงเมื่อไร เรื่องนี้ประมาทไม่ได้ ตัวอย่างจุดจบของเผด็จการทั่วโลกเป็นบทเรียนให้ศึกษา ใครจะรู้ว่าหากลงจากอำนาจแล้วจะไม่ถูกจับขึ้นศาลและโชคไม่ดีอาจถูกคำสั่งประหาร ทรัพย์สินอาจถูกยึด ทางเดียวที่เหลืออยู่ก็คือคุมอำนาจให้เหนียวแน่นที่สุด และหนึ่งในวิธีการก็คือการปิดประเทศ อีกทางหนึ่งก็คือซุกกับประเทศจีน
ตอนที่มีการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าในปี 1988 รัฐก็กลัวว่าอเมริกาอาจยกพลเข้ารุกพม่า เนื่องจากเวลานั้นมีกองเรือรบอเมริกาทอดสมอที่ท่าเรือไทย หารู้ไม่ว่าทหารอเมริกันไม่คิดจะรบกับใครหรอก อยากเที่ยวบาร์มากกว่าว่ะ!
ความจริงพวกนั้นกลัวเกินเหตุ ถ้าพม่ามีน้ำมันมากๆ อย่างอิรักซีครับจึงต้องกลัว ไม่มีใครแยแสหรอกว่านักศึกษาพม่า พระพม่าตายไปกี่คนในการชุมนุมประท้วงรัฐบาล ประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรานอกจากจะใบ้รับประทานแล้ว ยังเชิญพม่าเข้าร่วมในกลุ่มอาเซียนหน้าตาเฉย
ข่าวพม่าประสบภัยธรรมชาติไม่ทันซา ก็มีข่าวแผ่นดินไหวในจีน คนตายมากมาย ดูข่าวชาวบ้านร้องไห้ระงมข้างศพคนตายแล้วก็หดหู่เหลือเกินครับ เด็กจำนวนมากกลายเป็นกำพร้า
แน่ละ หลายคนโยงภัยธรรมชาติเข้ากับหัวข้อ ‘วิกฤติโลกร้อน’ ทันที (ตอนนี้เป็นคำฮิตไปแล้ว!) ภัยธรรมชาติในช่วงหลายปีนี้จะเป็นผลโดยตรงจากวิกฤติโลกร้อนหรือไม่นั้นคงไม่สำคัญนัก เพราะในเมื่อมันเกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ควรถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งว่า ชาวโลกควรทำอะไรสักอย่างก่อนที่จะสายเกินไป
ความจริงแล้ว โลกของเราไม่เคยเป็นสถานที่ปลอดภัย ทุกๆ วันเรามีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น แต่ชาวโลกอาจจะคร้านใส่ใจ หรือไม่มีเวลาใส่ใจ เพราะในยุคข้าวแพง ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน ความจริงก็คือทุกๆ วันมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในโลก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง มีแต่เครื่องมือพิเศษเท่านั้นที่อ่านค่าได้ ในปีหนึ่งๆ มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นราวห้าแสนครั้ง อาจจะมีเพียงหนึ่งในห้าที่ชาวโลกรู้สึกได้ และสักร้อยครั้งต่อปีที่สร้างความเสียหาย ตราบใดที่ตัวเลขคนตายไม่มากเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน และแผ่นดินไม่แยกออกใต้ฝ่าตีนเรา ชาวโลกก็พอจะเมินเฉยกับมันได้
นอกจากนี้ก็มีพายุแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และอีกภัยหนึ่งที่ชาวโลกส่วนใหญ่ไม่รู้หรือไม่แคร์ก็คืออุกกาบาต ทุกๆ วันทุกๆ ชั่วโมงมีอุกกาบาตหล่นสู่โลก เพียงแต่ว่าแทบทั้งหมดถูกเผาเป็นผงขณะฝ่าชั้นบรรยากาศโลก อาจจะมีก้อนเล็กๆ หรือฝุ่นผงหล่นลงหัวใครบ้างก็คงไม่เป็นไร แต่ช้าหรือเร็วอุกกาบาตลูกใหญ่กว่านี้ก็คงโผล่มา
เคยมีนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งคำนวณอายุสายพันธุ์มนุษย์ไว้ที่ 7.8 ล้านปี ถ้าเป็นจริงก็มิได้แปลว่ามนุษย์จะอยู่นานขนาดนั้น เพราะระยะเวลา 7.8 ล้านปีไม่ใช่เวลาสั้นๆ เกิดเหตุการณ์อะไรต่ออะไรขึ้นได้มากมาย โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์ยังมีนิสัยเสียๆ อย่างนี้ โดยเฉพาะชอบรอให้เกิดปัญหาก่อน แล้วค่อยรู้สำนึก
โดยส่วนตัวผมมองไม่เห็นว่าโลกของเราจะดับสิ้นในเวลาอันสั้น แม้จะถูกอุกกาบาตก้อนใหญ่ชนก็เถอะ ผมว่าสายพันธุ์มนุษย์จะดับก่อนโลกน่ะซีครับ ไม่ใช่เพราะภัยธรรมชาติ แต่ภัยจากเราเอง
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพม่า สหประชาชาติเตือนว่า ภัยที่เกิดจากธรรมชาติเป็นเพียงระลอกแรก ภัยระลอกที่สองก็คือการที่รัฐไม่ช่วยเหลือชาวบ้านหรือช่วยไม่ทันเวลาจะส่งผลให้เกิดโรคระบาด ความอดอยาก ต่างๆ นานา ที่สำคัญคือภัยระลอกสองนี้อาจคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า
เราทำลายธรรมชาติเร็วเหลือเกิน จนเดาไม่ถูกว่าอีกแค่ 40-50 ปี โลกเราจะมีหน้าตาอย่างไร ยังมีน้ำแข็งเหลืออยู่ที่ขั้วโลกอีกเท่าไร แต่ถึงกระนั้นผมก็เชื่อว่าธรรมชาติจะซ่อมตัวเองได้ แต่มนุษย์ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายอาจจะล้มตายก่อน
อย่างนี้ถ้าบอกว่าสมน้ำหน้าจะเกินไปไหมนี่?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนมิถุนายน 2551

