ทัศนะทางอำนาจ

ปราบดา ถึง วินทร์

กรกฎาคม 2551


คุณวินทร์รู้สึกไหมครับว่าหมู่นี้คำทักทายของพี่น้องชาวไทยในกรุงเทพฯเปลี่ยนไป วันก่อนผมเดินผ่านร้านค้าใกล้บ้าน ปกติเสียงที่ผมมักได้ยินจะออกทำนอง “ไปไหนค้าพี่ปราบ” หรือไม่ก็เป็นเสียงจากกลุ่มผู้หวังดี ช่วยกันเตือนความจำให้ผม ว่าชื่อสกุลของผมคืออะไร (“ปราบดา หยุ่น” “ปราบดา หยุ่น” “ปราบดา หยุ่น”) แต่วันนั้น แม่ค้าคนหนึ่งถามผมอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “คุณปราบดาอยู่ข้างพันธมิตรฯหรือรัฐบาลคะ”

ถ้าเลือกได้ ผมอยากตอบว่า “อยู่ข้างทางด่วนครับ” บ้านผมอยู่ข้างทางด่วนจริงๆ

นับวันผมยิ่งรู้สึกว่าคนในสังคมเราตอนนี้ถูกกดดันให้ต้องเลือกฝ่าย (ระหว่างเหลืองกับแดง) และไม่ว่าจะเลือกฝ่ายไหนก็เป็นความผิดในสายตาของอีกฝ่ายทั้งสิ้น อดนึกย้อนไปถึงสมัยที่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศสงครามกับอิรักไม่ได้ ตอนนั้นบุชประกาศกร้าวว่า “ประเทศใดไม่อยู่ข้างอเมริกา แปลว่าเป็นฝ่ายศัตรู” ที่ต่างคือเราไม่ได้ไปทำสงครามกับใครที่ไหน แต่เป็นอาการคล้ายสงครามกลางเมืองระหว่างคนชาติเดียวกันเอง

ไม่นานมานี้มีดาราชายคนหนึ่งเผลอออกความเห็นในด้านลบเกี่ยวกับฝ่ายเหลือง ถึงกับถูกโจมตีอย่างหนัก จนต้องออกมาพนมมือขอขมา ปกติที่ดาราไม่มีความสนใจทางการเมืองก็วิจารณ์กันว่าเขาเอาแต่สุขนิยม ไม่เป็นห่วงสังคม ใช้ชีวิตไร้สาระ บทเขาจะมีความเห็นขึ้นมา แต่เป็นความเห็นขัดแย้งกับจุดยืนของตน ก็ไปขับไล่ไสส่งเขา ชาวไทยช่างเป็นมนุษย์(ที่เรียกตัวเองว่า)ประชาธิปไตยนิยมที่พิสดารล้ำลึกเหลือกำหนด

ฝ่ายแดงเองก็ใช่ย่อย ทำความผิดและก่อเรื่องน่าสงสัยมาหลายครั้งหลายประเด็นแล้วก็ยังไม่สะทกสะท้าน ยังคงยืนยันว่าพวกตนซื่อใสบริสุทธิ์ยุติธรรมเหมือนเดิม ผมไม่ค่อยเคยเห็นผู้ใหญ่บ้านเมืองไหนมีใบหน้าแข็งแกร่งเท่าผู้ใหญ่บ้านเรา เมืองนี้ไม่เคยมีใครทำอะไรผิด ไม่เคยมีใครยอมรับความผิด และไม่เคยมีใครเสียใจต่อความผิดที่ทำลงไป ขนาดวันที่ก่อปัญหาจนต้องลาออกจากตำแหน่ง ท่านท่านทั้งหลายก็ยังบอกว่าตนไม่ผิด นอกจากไม่ผิดแล้ว ตนควรจะได้รับคำสรรเสริญเยินยอด้วยซ้ำ เพราะอุตส่าห์ “เสียสละเพื่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล” และเพื่อส่วนรวม

ในระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมาผมได้ยินคำพูดแบบนั้นบ่อยมากจนเริ่มจะเอียน เอะอะก็เสียสละ เอะอะก็ปล่อยวาง ไม่เคยแม้แต่คนเดียวที่จะขอโทษหรือยอมรับ

ผมว่าบริษัทผลิตเครื่องรับโทรทัศน์น่าจะลองผลิตทีวีที่ทำด้วยวัสดุนุ่มๆนิ่มๆออกมาขายบ้าง บางครั้งที่ผมดูข่าว เห็นหน้าแข็งๆของบรรดาผู้ใหญ่ ได้ยินท่านพูดคำว่า “เสียสละ” “ปล่อยวาง” “เพื่อส่วนรวม” แล้วผมอยากจะกระโจนเข้าไปทำร้ายทีวีของผมเสียเหลือเกิน ถ้าสามารถทำร้ายมันได้โดยไม่ทำให้มันชำรุดเสียหาย ผมคงไม่รีรอที่จะปลดปล่อยความอัดอั้นใส่มันให้สาสมแก่ใจ

แต่ปัญหาของชาติตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรอยู่ฝ่ายใด ผมรู้สึกว่าปัญหาที่กำลังขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆคือการถูกบิดเบือนอย่างยิ่งยวดของคำว่า “ประชาธิปไตย”

จะว่าไป ผมจะรู้สึกอึดอัดน้อยลงมากหากทั้งสองฝ่ายจะเลิกใช้คำว่าประชาธิปไตยกันเสียให้รู้แล้วรู้รอด สุดท้ายแล้วมันเป็นเพียงการต่อสู้เรื่อง “ทัศนะทางอำนาจ” ฝ่ายหนึ่งบอกว่ากูไม่อยากให้มึงเป็นผู้มีอำนาจ กูอยากให้อำนาจกับกลุ่มคนที่กูชอบมากกว่า (ขออภัยที่ต้องใช้ศัพท์ไม่รื่นหูนะครับ แต่ผมถามท่านนายกฯแล้ว ท่านบอกว่า เฮ้ย หยาบคงหยาบคายอะไรก๊าน กูก็พูดแบบนี้แหละมึงเอ๊ย พูดมานานแล้วด้วย อย่ามาสาระแนหาเรื่องกับกู) อีกฝ่ายดื้อดึง บอกว่า อ้าว ก็ประชาชนเขาให้อำนาจกูมา ถึงพวกกูจะเลว โกงกิน ไม่มีศักยภาพปกครองแผ่นดิน แต่พวกกูก็ชอบมีอำนาจ เรื่องอะไรจะยอมให้พวกมึงขับไล่ล่ะวะ

ใครจะมีความเห็นแตกต่างไปจากสองฝ่ายนี้ไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเป็นฝ่ายธรรมะ และอีกฝ่ายเป็นอธรรม ใครไม่เห็นด้วยแปลว่า หนึ่ง) เป็นฝ่ายอธรรม สอง) ไม่รักชาติ ไม่สนใจการเมืองและสังคม ซึ่งหมายความว่าเป็นประชาชนไร้ค่า

ในความเป็นจริง ประชาชนไม่อาจมีทัศนะที่ชัดเจนเป็นฝักฝ่ายได้หากเราไม่รู้ลึกเพียงพอในเรื่องข้อมูลและเบื้องหลังเกี่ยวกับผลประโยชน์แฝงของใครต่อใครที่มีอำนาจ หากใช้ตัวเลขเป็นเครื่องวัด คน “ส่วนใหญ่” ของประเทศยังไม่ได้เลือกฝ่าย และอาจไม่อยากเลือกด้วยซ้ำ แน่นอน คนส่วนหนึ่งสนใจแต่เรื่องส่วนตัว เป็นห่วงแต่ปากท้องและความสบายกายสบายใจของครอบครัว แต่คำกระแนะกระแหนดูแคลนว่าคน “เบื่อการเมือง” คือคนที่ไม่สนใจใคร ไม่รู้ว่าการเมืองเกี่ยวโยงกับทุกเรื่องในสังคม ก็ไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะในสังคมที่ความเป็นธรรมะหรืออธรรมช่างคลุมเคลือเหลือหลาย ความหมายของคำว่า “เบื่อการเมือง” น่าจะหมายถึงเบื่อความวุ่นวายระหว่างผู้มีอำนาจและผู้อยากมีอำนาจ หรือเบื่อสถานการณ์ทำนอง “หนีเสือปะจระเข้” สุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเกาะอยู่บนกิ่งไม้ระหว่างสัตว์ร้ายสองประเภท รอให้มันกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันให้หนำใจ ฝ่ายที่รอดชีวิตมาได้ก็กุมอำนาจต่อไป ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีกว่าเดิมหรือเปล่า หนำซ้ำ ในสังคมมหัศจรรย์ของเรา บางทีคนที่เคยกัดกันแทบตาย ก็ยังกลายเป็นคู่หูคู่ฮาขึ้นมาเสียดื้อๆ (ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ด่ากันดุเดือดในสภา ตกดึกควงกันออกไปเที่ยวคาราโอเกะ ชนแก้วกันโครมๆ) ประชาชนตาดำๆ บนกิ่งไม้ก็ทำได้แค่เฝ้าดูละครเซอร์เรียลลิตส์ต่อไปตามยถากรรม

หลายสัปดาห์ก่อน คนขับแท็กซี่คนหนึ่งถามผมว่า “ดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือเปล่า”

ผมตอบว่า ดู แล้วถามกลับ “พี่ดูแล้วคิดยังไง”

เขาตอบว่า “จะให้ผมคิดอะไร คนรวยแม่งทะเลาะกัน ใครชนะ พวกผมก็จนอยู่ดี”

แม้จะเป็นความเห็นง่ายๆ แต่ก็จริงกว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายประกาศโจมตีกันปาวๆ

ไม่มีละครเรื่องใดไม่มีตอนจบ ไม่ว่าจะเป็นละครน้ำเน่า เป็นที่นิยม ถ่ายทอดมายาวนานขนาดไหน สักวันมันต้องเดินทางถึงความเสื่อมทรุดและต้องหยุดผลิต ความขัดแย้งทางการเมืองของเราในครั้งนี้ก็เช่นกัน คงต้องลงเอยทางใดทางหนึ่งในไม่ช้า

ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร ผมไม่คิดว่าสิ่งที่เราจะได้มาคือประชาธิปไตยที่แท้จริง

แต่อย่างน้อยเราคงได้รู้กันว่าใครคือนายพรานที่จะมาจัดการกับเสือและจระเข้

หรือบางที...คน “ส่วนใหญ่” ที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้นั่นแหละ ที่จะทนไม่ไหว ต้องลงไปจัดการเสียเอง

...........................

วินทร์ ตอบ ปราบดา

17 กรกฎาคม 2551


ผมไม่อยากคิดว่าเราขึ้นรถแท็กซี่คันเดียวกันโดยบังเอิญนะครับ เพราะคนขับแท็กซี่คันหนึ่งที่ผมขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วก็บอกผมอย่างเดียวกันว่า “ใครชนะ ผมก็จนอยู่ดี” (ความจริงเขาไม่ได้คำว่า ‘ผม’ หรอกนะครับ!) เขาบอกผมว่าเขาไม่เลือกพรรคใดเป็นรัฐบาลทั้งนั้น เพราะเลวทั้งหมด (นี่เขียนอย่างสุภาพที่สุดแล้ว คำพูดจริงของเขาเต็มไปด้วยคำนามเรียกสัตว์เลื้อยคลานบางพันธุ์) ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เขากากบาทช่องไม่เลือกใคร เหตุผลของเขาคือ จะมีใครที่โง่พอที่ลงทุนเงินจำนวนหลายล้านหรือหลายสิบล้านบาทเพื่อเป็น ส.ส. รับเงินเดือนเพียงไม่กี่หมื่นบาท บวกลบคูณหารแล้วก็เห็นชัดว่าเป็นการลงทุนที่ขาดทุนแน่นอน เขาบอกว่า “ถ้าลูกหลานของผมโง่ขนาดนี้ คงบีบคอมันตายตั้งแต่เกิดแล้ว”

แต่ความจริงก็คือ เรามีนักการเมืองจำนวนมากที่ ‘โง่ขนาดนี้’ โดยยินดีทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าสู่สภา และถ้าเป็นไปได้ ก็ขอนั่งเก้าอี้ว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง และจะดี ‘มั่กมั่ก’ หากเป็นกระทรวงเกรด เอ นี่เป็นความจริงในสังคมเรามานานเสียจนเรามองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา หลายครั้งผมยังได้ยินคนบอกว่า “จะโกงก็ได้ แต่ขอให้ทำงานบ้าง” นี่เป็นคำพูดที่น่าแสลงใจที่สุด และเป็นโศกนาฏกรรมเรื่องหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยของเรา

ผมเคยถามตัวเองเล่นๆ ว่าทำไมเวลาเราเอ่ยคำว่า ‘รัฐมนตรี’ จึงมักเกิดความรู้สึกเป็นภาพลบขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ เช่นรัฐมนตรีทำเลวอย่างนั้น ทำระยำอย่างนี้ ต้องสารภาพว่า ผมเองก็เขียนเรื่องสั้นหลายเรื่องว่าด้วยความบัดซบของรัฐมนตรี (แต่... เอ้อ! ผมไม่ใช่นักเขียนคนเดียวที่ทำอย่างนี้ นักเขียนรุ่นพ่อก็เขียนด่ารัฐมนตรีมาตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก) ตลอดชีวิตของผม เคยได้ยินเสียงชมรัฐมนตรีอยู่เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เช่น ราวยี่สิบปีก่อน รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยท่านหนึ่งสั่งปราบปรามเรื่องอบายมุขอย่างเด็ดขาดไม่ใช่เพราะสร้างภาพ เป็นช่วงเวลาเดียวในชีวิตที่ผมจำได้ว่าไม่เห็นหนังสือวาบหวิวเลยสักเล่มบนแผงหนังสือบ้านเรา เจ้าของแผงบอกผมว่า “ท่านไม่ชอบเรื่องพวกนี้” หรือรัฐมนตรีชุดของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่มาจากการปฏิวัติ ก็มีหลายท่านที่มีคุณสมบัติระดับเกรด เอ พูดตรงๆ ว่า ดีกว่าหลายชุดที่มาจากการเลือกตั้งเสียอีก (นี่ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับการปฏิวัตินะครับ)

เมื่อดูภาพรวมของรัฐมนตรีบ้านเรา (ที่ท่านนายกฯออกตัวลดแรงกระแทกก่อนว่า ‘ขี้เหร่’) อาจบอกได้ว่าส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ติดลบ สาเหตุหนึ่งเพราะท่านเหล่านี้มีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำ ไม่ว่าจะทำอะไร ผู้คนก็คาดไว้ก่อนว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ ครั้นจะโทษประชาชนว่ามองโลกในแง่ร้ายก็ว่าไม่ได้เพราะเรามีตัวอย่างรัฐมนตรี ‘ยี้’ มากมายก่ายกอง

คำพูดของคนขับแท็กซี่คันนั้นตอกย้ำสิ่งที่คนทั่วไปคิดแต่คร้านจะพูด มันก็น่าสงสัยอยู่หรอกที่ทำไมคนบางคนจึงลงทุนเงินจำนวนมากเพื่อผลตอบแทนไม่มาก ถ้าจะเรียกว่าเป็นความเสียสละเพื่อบ้านเมือง ก็ไม่น่าจำเป็นต้องละลายเงินขนาดนั้นในการแข่งขันสู่สภา นำเงินมาให้ผมใช้ผลิตหนังสือส่งเข้าห้องสมุดทั่วประเทศก็ได้ เชื่อว่าเป็นการเสียสละเพื่อสังคมที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมกว่าแน่ๆ

ก็ต้องยอมรับว่า การแสวงอำนาจทางการเมืองนั้นมีราคาการลงทุนสูง และลำพังการรับเงินเดือน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งสูงแค่ไหน ก็ไม่น่าคุ้มทุน ประเทศสิงคโปร์อาจเข้าใจจุดนี้ดี จึงกำหนดอัตราเงินเดือนของนักการเมืองและรัฐมนตรีสูงมากๆ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์มีเงินเดือนสูงกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเสียอีก

ผมไม่ได้บอกว่า นี่แปลว่ารัฐมนตรีทั้งหลายต้องโกงบ้านโกงเมือง การ ‘ขอทุนคืน’ นั้นกว้าง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของการคอร์รัปชั่นเงินรัฐเสมอไป ตัวอย่างผู้มีอำนาจแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตัวเองคงบอกทุกอย่างในตัวมันเองชัดเจนพอแล้ว ล่าสุดที่เราเห็นก็คือความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในห้วงเวลาที่ปัญหาปากท้องของประชาชนน่าจะได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุก่อน แต่ก็เข้าใจว่าหมากที่ถูกรุกใกล้จนย่อมต้องสู้สุดฤทธิ์ ตัวหมากหลักๆ ที่วางบนกระดานหมากรุกตอนนี้ก็กรำศึกจนโทรม บางตัวเช่น castle หรือปราสาท (พระวิหาร?) ก็ถูกกินไปแล้ว ที่เหลือก็ทรุดโทรมจนต้องเปลี่ยนตัวหมากใหม่ ส่วนพวกเบี้ยอย่างเราๆ คงไม่ต้องพูดถึง ตายไปแทบหมดกระดานแล้ว

ผมไม่อยากให้เกมนี้จบด้วยการล้มกระดาน โดยเฉพาะจากบุคคลภายนอก เพราะเชื่อว่าผู้เล่นในกระดานใหม่ก็ยังคงเป็นหมากอย่างหนาตัวเดิมๆ ยุบพรรคเก่าก็ตั้งพรรคใหม่ได้ เป็น ‘same old shit, different name’

ผมอ่านจดหมายของคุณท่อนที่ว่า รัฐมนตรีบางท่านเอ่ยในวันออกจากตำแหน่งว่า “เสียสละเพื่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล” แล้วก็ขำแบบเศร้าๆ ครับ ความจริงอยากร้องไห้มากกว่า แต่กลัวเปลืองน้ำครับ ตอนนี้อะไรๆ ก็แพง แม้แต่น้ำดื่ม เราต้องถนอมน้ำในร่างกายเอาไว้ อย่าหลั่งน้ำตาโดยไม่จำเป็น

ในช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้ เศรษฐกิจของโลกกำลังเซไปเซมาเพราะพิษราคาน้ำมัน แต่บ้านเราโดนสองเด้งครับ นอกจากปัญหาน้ำมันแล้ว ยังมีปัญหาความแตกความสามัคคี ของคนในชาติ

หนังสือพิมพ์ต่างประเทศรายงานสภาวะเศรษฐกิจไทยว่าย่ำแย่ เงินเฟ้อเกือบ 10% จัดว่าสูงที่สุดในรอบทศวรรษ ธุรกิจขนาดกลางและเล็กล้มระเนระนาดไปแล้วหลายพันราย เงินบาทอ่อนค่าลง ที่น่าเศร้าก็คือรัฐบาลไม่มีเวลามาทำงานแก้ปัญหาสำคัญระดับชาติ แต่เอาเวลาราชการไปแก้ปัญหาความอยู่รอดของรัฐมนตรีและพรรคของตนแบบรายวัน คนโง่ที่สุดก็มองออกว่านี่คือหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา หากเราไม่สามารถแก้ปัญหาการเมืองภายในของเราทันท่วงที คนซวยก็คือชาวบ้านอย่างเราๆ เรากำลังเดินอยู่ในเขาวงกต หายใจทีละเฮือกไปวันๆ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ไม่มีความหวังเหลืออยู่ ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างจากสภาพก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกและช่วงหกตุลาฯ

ผมเกิดไม่ทันยุคกรุงเก่าแตก แต่ยังจำช่วงหกตุลาฯได้ดี บรรยากาศบ้านเมืองตอนนั้นอึมครึมมาก (คำว่า ‘อึมครึม’ เป็นคำที่ตรงกับภาพที่สุดแล้ว) เปรียบเหมือนบ้านเมืองจมอยู่ใน The Mist (หนังที่ผมเพิ่งได้ดูไม่นานมานี้) มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน รู้แต่ว่ามีอสุรกายป้วนเปี้ยนอยู่ในหมอกนั้น หลายคนถูกจับไปกินทีละคนสองคน นั่นเป็นช่วงเวลาที่เราได้ยินคำว่า “รักชาติ” “เพื่อชาติ” “หนักแผ่นดิน” แทบทุกวันจนเลี่ยน มองไปทางไหนก็เจอแต่คนรักชาติ ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็จบฉากนั้นด้วยการนองเลือด และต้องใช้เวลาอีกกว่าทศวรรษเพื่อทำให้หมอกมฤตยูนั้นจางลงไป

ขณะที่ The Mist แห่งหกตุลาฯ เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ คือการชิงอำนาจโดยใช้ฉากของสงครามเย็น (ประชาธิปไตย vs. คอมมิวนิสต์) The Mist ในยุคใหม่นี้กลับอันตรายกว่าหลายเท่า เพราะมันคืออำนาจผูกกับความโลภ อำนาจ + ความโลภ เป็นสูตรที่หายนะกว่าระเบิดปรมาณู เพราะมันทำลายทุกระบบ ทุกชุมชน

ผมมองไม่ออกว่าเราจะสลาย The Mist ครั้งนี้ไปได้อย่างไร จะเดินไปทางไหน? ผมไม่รู้คำตอบครับ ทว่าผมคิดด้วยสัญชาตญาณว่าแต่ละฝ่ายคงต้องลดทิษฐิลงบ้าง และเห็นประโยชน์ของชาติมาก่อนการแพ้ชนะ ที่สำคัญคือมีสติพอที่จะไม่ก้าวไปสู่ความรุนแรง เพราะในหมอกที่หนาทึบอย่างนี้มองอะไรก็ไม่เห็นชัด

ที่สำคัญคือ อสุรกายที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในหมอกนั้นก็พวกเรากันเองทั้งนั้น


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนสิงหาคม 2551