มูอัลลัฟ: ชีวิตรักของสองเรา

มูอัลลัฟ ( ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิดี, กวีนิพนธ์ เกตุประสิทธิ์) : ชีวิตรักของสองเรา

นี่คือสารคดีที่เริ่มต้นจากการตั้งธงเกี่ยวกับจูน หญิงสาวชาวไทยพุทธ ที่กำลังจะแต่งงานกับเอก หนุ่มมุสลิม ซึ่งหมายความว่าเธอต้องกลายเป็น ‘มูอัลลัฟ’ อันหมายถึงคนศาสนาอื่นที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ขณะเดียวกัน หลังแต่งงานเธอจะต้องย้ายตามเอกลงไปอยู่จังหวัดสตูล ใช้ชีวิตแบบใหม่ในครอบครัวใหม่และศาสนาใหม่ หนังพาเราเดินทางไปร่วมเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเธอด้วยดวงตาอารี และเป็นมิตร

หนังเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนวันแต่งงาน ย้อนไปหาความสัมพันธ์แบบรวดเร็วของคนทั้งคู่ แล้วติตดามทั้งคู่ลงไปยังจังหวัดสตูล ไปยังเกาะหลีเป๊ะ ก่อนจะวกกลับมาที่อ่างทองบ้านเกิดของจูน จากสาวท่าทางทะมัดทะแมงมั่นใจที่ทำงานนิตยสาร ไปสู่ความเป็นเมีย ความเป็นมุสลิม และความเป็นแม่

ภายใต้ความเป็นมุสลิมอันลึกลับ (สำหรับตัวผู้เขียน) หนังเรื่องนี้ไม่ใช่สารคดีแฉชีวิตเคร่งศาสนา หรือเป็นหนังเชิดชูศาสนา หนังไม่ได้มานั่งแจกแจงว่าการข้ามศาสนานั้นเป็นอย่างไร ประกอบด้วยอะไร และผลที่ตามมานั้นเป็นเช่นไร เพราะจูนกับเอกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของศาสนาสองฝั่ง หากพวกเขาเป็นได้เพียงตัวแทนของคนธรรมดาท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาลของชีวิต โดยมีศาสนาเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น หนังที่เริ่มต้นจากธงทางศาสนานี้จึงค่อยๆ คลี่คลายตัวเองออกไปสู่การเป็น ‘ชีวิตรักของสองเรา’ ซึ่งในทางหนึ่งมันอาจเป็นสารคดีที่ล้มเหลวในการจับประเด็นศาสนา แต่ในอีกทางหนึ่งมันกลับตอบคำถามซึ่งสำคัญกว่าและตอบออกมาได้อย่างนุ่มนวล หนังแสดงให้เห็นว่าจูนไม่ได้มีปัญหามากนักกับการเปลี่ยนศาสนา เธอค่อยๆ ศึกษาพระคัมภีร์ แม้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เธอยินดีจะคลุมฮิญาบ ใช้ชีวิตเยี่ยงหญิงมุสลิม ค่อยๆ เรียนรู้ภาษา พิธีกรรม อย่างอดทน ใครจะเชื่อว่าเธอโกรธเอกอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องที่เขาบวชแตกในช่วงถือบวช ในขณะเดียวกันเธอก็ยังเป็นหญิงที่เติบโตมากับสังคมไทยพุทธ หนังเปิดให้เห็นความจริงของเธอในข้อนี้ในฉากที่เธอกลับไปงานบวชของเพื่อนที่อ่างทอง สำหรับบางคน ฉากนี้อาจคือการละเมิดข้อห้ามของศาสนา แต่ในขณะเดียวกันมันก็แสดงภาพความเป็นมนุษย์ของผู้คนซึ่งไม่ได้แข็งเกร็งและเป็นตัวแทนทื่อทึ่มของสัญญะใดๆ แต่ในขณะเดียวกันหนังก็แสดงภาพความกระอักกระอ่วนของการใช้ชีวิตข้ามศาสนา โดยเฉพาะในฉากที่เอกต้องนั่งดูจูน (ที่ตอนนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนศาสนา) เล่นกับสุนัข หรือในช่วงหลังที่เอกยืนอยู่นอกวงเหล้าของญาติพี่น้อง หรือการที่จูนเองก็ยังผูกพันกับครอบครัว อยากกลับบ้านมารดน้ำดำหัวผู้ใหญ่แม้จะคลุมฮิญาบแล้วก็ตาม

การที่หนังติดตามตัวละครไป ทำให้เราได้เห็นว่าสิ่งที่ยากลำบากกว่าการเปลี่ยนศาสนาคือเรื่องของชีวิตคู่ต่างหาก เอกพาจูนไปตั้งต้นทำธุรกิจขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะ พวกเขาอาศัยอยู่ในกระท่อม ละทิ้งตัวตนที่เคยเป็นมาในซึ่งเป็นสิ่งยากลำบากสำหรับทั้งคู่มากกว่าอื่นใด หนังเล่าฉากช่วงนี้ไม่นานนักและไม่ได้พยายามขับเน้นในประเด็นนี้ แต่ฉากที่ดีที่สุดฉากหนึ่งคือหลังจากที่จูนโกรธเอกเรื่องกองขยะหลังบ้าน เธอหายตัวไป และเอกออกตามหา พบเธอนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ริมหาด ฉากนี้จบลงที่คนทั้งคู่จูงมือกันเดินลงไปในทะเล

อย่างไรก็ตาม หนังยังคงเว้นระยะในการเข้าถึงตัวเจ้าของเรื่องอยู่ไม่น้อย อาจเป็นเพราะความใจดีของผู้กำกับ (หรือคนทำสารคดีควรใจร้ายกับเจ้าของเรื่อง เพื่อดึงเอาส่วนที่ลึกลงไปกว่าฉากหน้ากล้องออกมาให้ได้?) หนังจึงไม่ได้เป็นการติดตามแบบตามติดชิดใกล้ ในทางหนึ่ง มันทำให้พลังของการเล่าลดลง ยิ่งการที่หนังไม่มีฉากสำคัญใดๆ เกิดขึ้นต่อหน้ากล้องมากมายนัก (มันมักมาในรูปของคำบอกเล่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วมากกว่า) ในฐานะสารคดีศาสนา หนังอาจเป็นเพียงโครงร่างที่ไม่ทำให้เรารู้อะไรมากขึ้น

แต่ในอีกทางหนึ่ง นี่กลับเป็นสารคดีที่มีน้ำเนื้อของชีวิตค่อนข้างเข้มข้น การคลี่คลายชีวิตของคนทั้งคู่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มีเรื่องต้องกังวล มีแรงกดในชีวิตที่สาหัสกว่าเพียงเรื่องการนับถือศาสนามากมายนัก หนังจบลงที่การไปขายผลไม้ที่เกาะหลีเป๊ะนั้นล้มเหลว จูนเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้าน (ในความรู้สึกของผู้เขียน นี่คือการขอเวลานอกของเธอเพื่อลดแรงกดที่มีของชีวิต) ก่อนที่หนังจะจบด้วยการที่ทั้งคู่กลับมาอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เพราะปัญหาศาสนาหรือทัศนคติ หากเป็นปัญหาปากท้องซึ่งสาหัสกว่าปัญหาต่างศาสนาหลายร้อยเท่า ภาพสุดท้ายของหนังคือจูนในขณะที่กำลังจะเป็นแม่คน นั่งเงียบๆ ในห้องทำงาน ปัญหาของชีวิตคู่ยังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องแก้ไขมากกว่าเพียงการจะเป็นมุสลิมหรือพุทธ มนุษย์ในศตวรรษปัจจุบันยังต้องผเชิญกับแรงกดมหาศาลจากทุกทิศทางเกินกว่าที่จะลดรูปให้เขาและเธอเป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

‘มูอัลลัฟ’ ไม่ใช่สารคดีสมานฉันน์ ไม่ใช่หนังที่ทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างมุสลิมกับพุทธ (หรือศาสนาอื่นๆ) ซ้ำยิ่งไม่ใช่สารคดีเชิดชูศาสนา หากมันจะเชิดชูอะไรอยู่บ้าง ย่อมคือการเชิดชูมนุษย์ตัวเล็กๆ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงมหาศาล

 

หมายเหตุ สารคดีเรื่องนี้จะฉายที่ลิโด้ ควบกับ SUDDENLY, LASTWINTER วันที่ 13 พ.ย. นี้ครับ