- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
ผมเคยเขียนเอาไว้ครั้งหนึ่งในคอลัมน์นี้ว่า หน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจของธนาคารโลกได้คาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ว่า ปี 2551 ที่เราเกือบจะผ่านไปครบทั้งปีแล้วนี้จะเป็นปีแห่งความไม่แน่นอน มาถึงเวลาปัจจุบันผมเห็นด้วยกับการคาดการณ์ดังกล่าวอย่างหมดหัวใจครับ
สภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมาได้ทำให้พวกเราปวดหัวกันไม่เบา โดยพระเอก (หรือตัวร้าย ?) ของปีต้องยกให้กับปัญหาตราสารหนี้ subprime ของประเทศสหรัฐอเมริกาเขาเลยครับ
ไอ้เจ้าปัญหานี้ได้ก่อให้เกิดการคาดการณ์ถึงสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลกตั้งแต่ช่วงต้นปี และด้วยความพยายามที่จะป้องกันหรือหยุดยั้งสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเราก็ได้เผชิญ กับความผันผวนอื่นๆ รอบข้างตามไปด้วย
การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่องของธนาคารกลางสหรัฐในช่วงต้นปีได้ ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อสภาวะเงินเฟ้อในประเทศอเมริกาเขาครับ เราได้เห็นการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในช่วง ต้นปี
และด้วยการที่สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ก็มักจะถูกตั้งราคาเอาไว้ด้วยเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ก็พุ่งทะยานขึ้นในช่วงต้นปีไปจนกระทั่ง ราวกลางปีที่ผ่านมา ในช่วงปลายปีที่แล้วใครจะเชื่อครับว่าราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานไปถึงระดับสูงก ว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนเศษ
ไม่ใช่แค่เพียงน้ำมัน ราคาสินแร่เหล็กและโลหะประเภทอื่นๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ รวมไปถึงราคาพืชผลธัญญาหารประเภทต่างๆ ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ไปกับเขาด้วย
ต่อมาเราได้ประสบกับระลอกของปัญหาการขาดสภาพคล่องของบริษัททางการเงินสัญชาติ อเมริกาหลายบริษัทในช่วงไตรมาสสามของปี เกิดการล้มละลายของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางการเงินที่ผมไม่เคยคิดเคยฝันเลยครับ ว่าจะล้มละลายลงไปได้ ปัญหาการขาดสภาพคล่องได้ก่อให้เกิดระลอกของการถอนเงินกลับประเทศของบริษัท เหล่านี้
การถอนเงินกลับประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2551 ทำกันอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสันครับ บริษัทต่างๆ ในอเมริกาต้องการถือเงินสดเอาไว้กับตัวเองให้มากที่สุด เพื่อเป็นตัวกันกระแทกจากปัญหาการขาดสภาพคล่องทั้งระบบภายในประเทศและภาวะ เศรษฐกิจถดถอย พวกเขาไม่สนใจว่าจะขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ในต่างประเทศหรือไม่ พวกเขาขาย ไม่ว่าราคาจะอยู่ที่เท่าไหร่
กระแสการนำเงินกลับประเทศนี้เป็น ตัวฉุดเงินดอลลาร์สหรัฐให้กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ทั้งๆ ที่การปรับตัวดังกล่าวดูเหมือนจะสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานรอบด้านอย่างสิ้นเชิง
การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐประกอบกับกระแสการถอนเงินลง ทุนประเภทต่างๆ ได้กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวลดลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อเลยครับว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งในช่วงห้า ถึงหกปีที่ผ่านมาจะปรับตัวลดลงสู่ระดับราว 40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่นๆ รวมถึงธัญพืชประเภทต่างๆ (ยกเว้นโลหะมีค่าจำพวกทองคำ) ก็ถูกปรับลดกระหน่ำลงมาเหลือเพียงแค่ราวครึ่งหนึ่งของราคาสูงสุดในช่วงกลาง ปี
เราไม่ต้องสงสัยอีกแล้วครับ ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ระบบเศรษฐกิจใหญ่ๆ ต่างก้าวเท้าเข้าสู่สภาวะนี้กันอย่างถ้วนหน้า ยังโชคดีที่ระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันพึ่งพาระบบเศรษฐกิจใหญ่ๆ เหล่านี้ในระดับที่ลดต่ำลง ซึ่งทำให้พวกเราทั้งหมดไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของระบบ เศรษฐกิจใหญ่ๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่นัก
ธนาคารกลางใหญ่ๆ ของโลกต่างมุ่งแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ โดยเราได้เห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงกันอย่างถ้วนหน้า อย่างไรก็ตามประเทศส่วนใหญ่มิได้มีนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจมากนัก มีเพียงประเทศเดียวที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุดซึ่งก็คือสหรัฐอเมริกาครับ
ธนาคารกลางสหรัฐไม่เพียงแต่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของตนเองลงอย่างรวดเร็ว จากระดับ 5.25 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกันยายน 2550 มาอยู่ที่ระดับ 1 เปอร์เซ็นต์ ในปลายเดือนตุลาคม 2551 แต่ยังเสริมนโยบายของตนด้วยนโยบายแปลกๆ อันหลากหลายที่ต่างมุ่งอัดฉีดสภาพคล่องให้กับภาคเอกชนภายในประเทศ
ปัญหาการขาดสภาพคล่องเป็นปัญหาที่ใหญ่มากในประเทศสหรัฐอเมริกาในขณะนี้ครับ ในช่วงสองถึงสามปีก่อนโครงสร้างตลาดเงินของสหรัฐอเมริกาอยู่ในลักษณะที่ซับซ้อน และมีโครงสร้างแปลกๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อหากำไรแต่ได้เสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
สมมุติว่าพวกเราเป็นเจ้าของธนาคารและมีสภาพคล่องส่วน เกินอยู่จำนวนหนึ่ง เราสามารถนำเอาสภาพคล่องส่วนเกินนี้มาปล่อยกู้ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ได้ ในโครงสร้างตลาดที่ซับซ้อนมีการจัดตั้งกองทุนขึ้นเพื่อเข้าซื้อการปล่อยกู้ ในส่วนนี้ของธนาคาร เมื่อธนาคารได้รับเงินก้อนใหม่จากกองทุนก็จะสามารถนำเงินก้อนใหม่นี้ไปปล่อย กู้ต่อให้กับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านรายใหม่อีกที และขายเงินปล่อยกู้ก้อนใหม่นี้ให้กับกองทุนอีกที
ในช่วงสภาวะ วิกฤตไม่เพียงแต่ตัวธนาคารเองที่ต้องการถือเงินสดเพิ่มเติม ไม่ต้องการปล่อยกู้มากนัก ตัวโครงสร้างที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธนาคารก็หายไปจากระบบเศรษฐกิจ กองทุนการเงินแปลกๆ ล้มหายตายจากไป ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาสภาพคล่องภายในระบบเข้าไปอีก
การแก้ปัญหาของธนาคารกลางสหรัฐจึงไม่ใช่แค่เพียงอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคาร พาณิชย์ในลักษณะปกติ เช่น การปล่อยกู้ให้กับธนาคารพาณิชย์ การเข้าลงทุนในตัวธนาคาร ฯลฯ เพื่อเพิ่มปริมาณเงินสดหรือสภาพคล่องให้กับธนาคารเพียงเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องจัดตั้งโครงสร้างทางการเงินชั่วคราวเพื่อทำหน้าที่อัดฉีด สภาพคล่องทดแทนโครงสร้างอันซับซ้อนที่หายไปในช่วงนี้
โดยเงินสด ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ในโครงการอัดฉีดสภาพคล่องเหล่านี้ก็มาจากการพิมพ์ขึ้น เพิ่มเติม โดยประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีข้อได้เปรียบประเทศอื่นๆ ตรงที่เขาสามารถพิมพ์เงินขึ้นเพิ่มเติมเพื่อใช้ได้ครับ อย่างไรก็ตามในสภาวะปกติการพิมพ์เงินอัดเข้าสู่ระบบมากเกินไปจะนำมาซึ่ง ปัญหาเงินเฟ้อและทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงไปเองโดยอัตโนมัติ
มีรายงานว่า ตัวเลขฐานเงิน (money base) ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัวในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2551 นี้ นอกจากนั้นยังมีการคาดการณ์กันอีกว่าตัวเลขดังกล่าวจะพุ่งทะยานไปสู่ระดับ เกินกว่าสามเท่าตัวในไม่ช้า
ถ้าหากพวกเรายังอยู่ในสภาวะปกติ การเพิ่มขึ้นของฐานเงินในระดับนี้จะนำมาซึ่งอัตราเงินเฟ้อในระดับสูงใน อเมริกาและการอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงของเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามภายใต้สภาวะวิกฤตตัวเลขเงินเฟ้อคงยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากเกิดการหดตัวของตัวคูณทางการเงิน (money multiplier) ดังที่ผมได้เขียนถึงไปแล้วในเดือนก่อน
นอกจากนั้นเรายังสังเกต เห็นช่องห่างขนาดใหญ่ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคเอกชนกับอัตรา ดอกเบี้ยของตราสารหนี้ภาครัฐในอเมริกาอยู่ นั่นหมายความว่าภาคเอกชนในอเมริกายังคงมีความต้องการถือเงินสดเพิ่มเติมใน ปริมาณมหาศาล
ดังที่ได้เขียนไปแล้วตอนต้นครับ ว่าความต้องการถือเงินสดเพิ่มเติมของภาคเอกชนสหรัฐนี้จะยังคงฉุดดึงเงิน ดอลลาร์สหรัฐไม่ให้อ่อนค่าลงในระยะสั้น บริษัทต่างๆ ในอเมริกาจะยังคงเป็นผู้ขายสุทธิสินทรัพย์ต่างๆ ในต่างประเทศเพื่อนำมาแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่เช่นเดิม
แต่ผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มกลับเข้าที่เข้าทาง เงินเฟ้อในอเมริกาย่อมต้องเกิดและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็น่าจะปรับตัวอ่อนค่า ลง และการปรับตัวในครั้งนี้น่าจะเป็นการปรับตัวที่ค่อนข้างรุนแรงเอาเสียด้วย ครับ
และเมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ความโกลาหลในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็น่าจะกลับมา โดยผมไม่คิดว่าการลดลงของราคาน้ำมันไปสู่ระดับเมื่อสี่ถึงห้าปีที่แล้วอีก ครั้งเป็นการลดลงตามปัจจัยพื้นฐานเรื่องอุปสงค์และอุปทานอย่างที่นัก วิเคราะห์มักนำมาพูดถึงกันครับ
ผมจำได้ว่าในช่วงต้นปี 2550 ที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับเงินบาท มันได้ก่อให้เกิดปัญหาต่อภาคการส่งออกของไทยและแรงกดดันมหาศาลต่อธนาคารแห่ง ประเทศไทยในการรับมือต่อการปรับตัวดังกล่าว มีข้อเรียกร้องถึงขนาดที่ว่าเราควรจะเปลี่ยนการถือครองเงินสำรองจากเงิน ดอลลาร์สหรัฐไปสู่เงินตราต่างประเทศสกุลอื่นหรือระบบตะกร้าเงิน
เราน่าจะมีการพูดคุยหารือกันในช่วงเวลาปัจจุบันนี้นะครับ ว่าถ้าหากเกิดการปรับตัวดังกล่าวขึ้นอีกครั้งในอนาคตเราจะรับมือกับมันอย่าง ไร
แน่นอนครับว่าบทความนี้ยังคงแสดงภาพการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างหยาบและอาจขาดการมองรอบ ด้านไปพอสมควร อย่างไรก็ตามมันก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรมากนักนะครับ ถ้าเราจะคอยตื่นตัวและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเอา ไว้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2551

