ปรีดา เตียสุวรรณ์
ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน)
ในการเป็นนักธุรกิจที่คิดจะเข้าไปลงทุนในเมืองจีน คือ จำเป็นต้องมีความเข้าใจในระบบการเมืองของเขา ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้ ก็เหมือนคนตาบอดเดินเข้าไป เนื่องจากประเทศนี้ยังมีการปกครองแบบเผด็จการอยู่ ฉะนั้นการตัดสินใจหรือการดำเนินตามกฎจะไม่มีอะไรที่สามารถไปยึดเป็นสิ่งที่แน่นอนได้ แม้ว่าจะบอกว่าเข้า WTO ไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่อำนาจก็ยังอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งอยู่ ดังนั้นวิธีการที่จะเปลี่ยนกฎเพื่อดำเนินการ หรือก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนกลุ่มหนึ่ง แน่นอนว่าคนกลุ่มนั้นต้องเป็นกลุ่มคนในประเทศจีน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาสามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อกฎของ WTO หรือองค์การนานาประเทศ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษา
ถามว่าจีนในสายตาของผมเป็นอย่างไร ผมคิดว่าจีนต้องการเป็นเจ้าโลก คำพูดนี้อาจจะดูรุนแรงแต่มันมีหมายถึงว่า จีนมีศักยภาพที่จะกำหนดชะตาของโลกได้บางส่วน คือเขาไม่สามารถที่จะเป็นประเทศเล็กๆ ที่นั่งเฉยๆ แล้วใครจะมาบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ได้ นี่ไม่ใช่ทัศนคติของผู้นำจีนแน่ ถ้าลองศึกษาดูจะเห็นว่า เม ื่อมีการบอกว่าไต้หวันไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของจีน สองวันต่อมาขุมกำลังของจีนจากทุกภาคถูกส่งไปอยู่ไต้หวัน มาชุมนุมกันที่ไต้หวันเลย ดังนั้นการแสดงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของจีน มันก็ถูกแสดงให้เห็นจากการรวมขุมกำลังที่จะต่อสู้กับความคิดที่จะแยกไต้หวัน สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานอันหนึ่ง
เรื่องที่สอง เมื่อสี่ห้าปีที่ผ่านมาเราก็พูดกันว่า เงินหยวนต้องมีปัญหาแน่ เศรษฐกิจของจีนต้องฮาร์ดแลนดิ้ง จีนไม่สามารถต่อต้านการเก็งกำไรของนักค้าเงินได้ จีนค่าเงินอ่อนไปต้องยืดหยุ่นให้สูงขึ้น เศรษฐกิจของจีนต้องกระทบกระเทือนต่างๆนานา กระทั่งตัวผมเองเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 46 ผมก็ยังพูดเรื่องเศรษฐกิจจีนแล้วบอกว่า ผมมองไม่เห็นว่าจีนจะไม่ขึ้นค่าเงินหยวน แต่กระทั่งวันนี้เดียวนี้ มีความเห็นจากทั่วโลกว่าจีนจะไม่ขึ้นค่าเงินหยวนและในท้ายที่สุดจีนก็จะปล่อยให้ค่าเงินหยวนขึ้นลงตามสิ่งที่เรียกว่า ตะกร้าเงิน แต่เขาจะทำเมื่อไร อย่างไร เขาก็ทำได้ตามใจชอบ ไม่มีใครบังคับเขาได้ นั่นอาจเป็นเพราะระบบการปกครองของเขา คือเมื่อมีอำนาจรวมศูนย์ คุณก็สามารถสั่งได้หมด
ที่สำคัญที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การรวมหรือการสร้าง ทุนสำรอง ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่จีนขายได้มากกว่าซื้อ คือส่งออกได้มากกว่านำเข้า ทำให้ทุนสำรอง ของจีนใหญ่มหาศาลเป็นอันดับสองของโลก มากกว่าญี่ปุ่นอีก เพราะฉะนั้นก็ไม่มีใครที่จะไปทำให้ค่าเงินของจีนเปลี่ยนแปลงได้ เขาตั้งอยู่ในขุมกำลังทุนสำรองเงินต่างประเทศที่ใหญ่มาก เรียกได้ว่าจีนมีเค้กก้อนโตและเขาสามารถกินมันทั้งก้อนได้ ทำให้เขาเป็นคนกำหนดชะตาตนเองได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ วิธีที่เขาเข้ามาเคาะประตูของเราในเรื่องการทำเขตการค้าเสรี เขาเป็นคนเดินเข้ามาบอกว่าอาเซียนบวกหนึ่ง แต่ว่าบวกหนึ่งแล้วจะไปเพิ่มเป็นพลัสทรี (plus three) จีนเขาก็ไม่แคร์เท่าไร หลักสำคัญคืออาเซียนต้องพลัสวัน (plus one) ให้ได้ ซึ่งวัน (one) ในที่นี้ก็คือจีน ตรงนี้มันมีนัยมาก เนื่องจากจีนมีขุมกำลังของประชากร 1,300 ล้านคน นับเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ของประชากรโลก จีนกำลังจะบอกว่า ผมต้องการดำเนินการเศรษฐกิจเสรีที่ว่า ใครสามารถผลิตได้ดีกว่า คนนั้นต้องเป็นผู้ผลิต จะต้องไม่มีกำแพงภาษีอีกต่อไปในโลกนี้ ผมจะสู้กับพวกคุณทุกคน ซึ่งความจริงเขาสู้ชนะ เขายังมาสู้อยู่กับประเทศแถวอาเซียนอยู่บ่อยๆ เพราะประเทศแถวอาเซียนมีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างคือเป็นประเทศสังคมการผลิต เรายังต้องแข่งกันผลิตหลายๆ อย่าง จีนยังไม่สู้กับพวกยุโรป หรืออเมริกา ซึ่งนั่นจะเป็นการสู้กันในเรื่องภาคบริการ ( service society ) แต่จีนมาพูดกับอาเซียนก่อนเพราะญี่ปุ่นและเกาหลีล้วนหากินโดยส่งออกสินค้าที่ได้จากการผลิตทั้งนั้น
ถามว่าจีนจะเสียอะไรไหมกับการเจรจาข้อตกลงทางการค้าเสรี ต้องเรียกว่าแทบจะไม่มีเลย จีนชนะหมดแทบทุกด้าน เพราะโดยลักษณะของสินค้าเพื่อการบริโภคนี้ คนที่ชนะจะต้องมีตลาดใหญ่ ยิ่งตลาดใหญ่ต้นทุนในการผลิตก็ยิ่งถูกลง ยกตัวอย่างไมโครโฟน ถ้าเป็นไมโครโฟนที่ผลิตในประเทศไทย ตลาดของเราแค่ 60 ล้าน แต่ถ้าผลิตที่จีนตลาดของเขา 1,300 ล้าน ซึ่งมันก็ต้องแบ่งต้นทุนการผลิตเป็นสองอย่าง คือต้นทุนถาวรและต้นทุนขึ้นลง ต้นทุนถาวรคือค่าทำโมลด์ ทำตัวคัดต่างๆ ที่จะมาประกอบเป็นไมโครโฟน ซึ่งเป็นต้นทุนตัวเดียวกัน ใช้ตัวเดียว ขณะที่ของเขาทำตัวเดียวใช้ปั๊มให้แก่คน 1,300 ล้านคน แต่ของเราใช้สำหรับคนแค่ 60 ล้านคน ฉะนั้นจีนไม่มีอะไรเสีย จีนเป็นสังคมที่ประกาศออกมาเลยว่า เขาจะเปิดตลาดสู้กับพวกเอเชียทั้งหลาย ประเทศของเขาชัดเจนในจุดยืนนี้
นัยสำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ จีนในฐานะที่เป็นสังคมเผด็จการ ในฐานะที่สามารถจะสั่งทุกหน่วยของสังคมให้ไปทำอันโน้นทำอันนี้ได้ เพราะฉะนั้นสินค้าบางอย่างที่เขาคิดว่าสู้ประเทศอื่นไม่ได้ เช่น สู้ประเทศไทยไม่ได้ จีนก็จะบอกให้พวกเขาไปทำอย่างอื่นหรือปลูกอย่างอื่นแทน
จีนส่งสัญญาณมาอย่างชัดเจนว่า เขาไม่กลัวพวกอาเซียนทั้งหลาย เพราะเขาผลิตได้ถูกกว่าแน่ๆ ประเทศเขาใหญ่กว่า และถ้าเขาผลิตสู้ไม่ได้ เขาก็สั่งคนของเขาย้ายฐานออกไป ส่วนประเทศเราทำไม่ได้ เพราะเราเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย
ที่ผมพยายามจะพูดก็คือ จีนเขาบอกว่าตนเองเป็นจ้าวโลก แล้วเขาก็เลือกเดินทางนี้ โลกของจีนจะต้องเป็นโลกของผู้ผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเขาจะใช้จุดนี้เป็นอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ต่อไป เช่นยุโรป อเมริกา ที่เก่งทางด้านบริการหรือมีเทคโนโลยีการผลิตที่สูงกว่า แต่จีนบอกไม่เป็นไร นายเก่งทางด้านนั้น แต่พอจะซื้อสินค้าบริโภคทั้งหลายต้องซื้อจากฉัน เพราะฉันผลิตสินค้าได้เก่งที่สุดในโลก ตลาดของฉันไม่เฉพาะแค่ 1,300 ล้านคน ตลาดของฉันรวมมาถึงกลุ่มของเอเชีย อาเซียนทั้งหลายที่มีอีกประมาณ 500 กว่าล้านคน ฉะนั้นจีนเขากุมอันนี้อยู่แล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องศึกษา ถ้านับรวมจีนบวกอาเซียน จะมีจำนวนประชากรกว่า 1,800 ล้านคน โดยฐานการผลิตจะอยู่ที่จีน เนื่องจากมีแรงงานราคาถูก
จีนมีแรงงานที่รอเข้าสู่อุตสาหกรรมอีก 300 ล้านคน ตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงเปิดเสรีเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว เขาทำให้จีนว่างงานน้อยลง โดยเน้นการแก้ปัญหาการว่างงาน ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เติ้งเสี่ยวผิงพยายามทำมากว่า 10 กว่าปี เขาพยายามสร้างงานให้คนกว่า 90 ล้านคน ยังไม่ถึง 100 ล้านคน ฉะนั้นจีนยังต้องพยายามหางานให้ประชากรอีกกว่า 200 ล้านคน นี่เป็นพลังที่กำลังจะโถมมาในอนาคต เราต้องเข้าใจ ดังนั้นถ้าเราเข้าไปลงทุนในจีน แล้วทำให้เกิดการสร้างงาน อันนี้จะเป็นจุดต่อรองที่สำคัญของคุณ เพราะจีนพยายามแก้ปัญหานี้กว่า 10 ปีแล้ว
คุณจะเดินเข้าไปลงทุนในจีนแบบเรียกว่าไม่มีบารมี ไปถึงจะไปทำโน่นทำนี่ต่างๆ ไม่ได้ สำหรับประเทศจีนทุกอย่างที่เข้ามา มันผ่านประชากรที่ไต้หวันและฮ่องกงเรียบร้อยแล้ว นักลงทุนจากฮ่องกงและไต้หวันได้นำการลงทุนเข้าประเทศจีนจำนวนมาก ฉะนั้นเขาเรียนเทคโนโลยีด้านการลงทุนหรือเรื่องต่างๆ ครบกระบวนการเรียบร้อยแล้ว ถามว่าเขาต้องการประเทศไทยจริงๆ หรือ คำตอบคือไม่เท่าไร แต่ถ้าถามว่าเรามีอะไรที่ดีกว่าฮ่องกงหรือไต้หวันบ้าง ประเด็นนี้เป็นจุดที่นักธุรกิจต้องคิดให้ดี คุณต้องมองตัวเองว่าถ้าคุณยังไม่เก่ง ยังไม่แน่ในประเทศไทย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะไปที่นั่น จีนไม่ใช่เขมร ไม่ใช่ลาวที่จะทำอะไรตามใจชอบเพราะเขมรและลาวอ่อนแอกว่าไทยในทุกๆ ทางเมื่อเทียบกับสังคมไทย แต่จีนผ่านการปลูกฝังจากพลังของไต้หวันและฮ่องกงมา 10 กว่าปีแล้ว ฉะนั้นถ้าคุณจะไปประเทศนี้คุณต้องมีอะไรแตกต่างจากฮ่องกงและไต้หวัน
ยกตัวอย่าง สมมติว่าคุณจะไปเสฉวน คนเสฉวนชอบกินน้ำพริกกะปิ เมืองไทยเราเก่งน้ำพริกกะปิ เก่งกว่าไต้หวัน ฮ่องกง ถ้าเป็นอย่างนั้นจีนก็จะอ้าแขนรับคุณเป็นอย่างดี จีนเขาไม่สนว่าคุณจะมีเงินมากแค่ไหน ผมบอกได้เลยว่าตอนนี้จีนไม่ต้องการเงินเพราะปัญหาของเขาตอนนี้คือมีเงินเข้าไปมากเกิน จีนในสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ ต้องบังคับให้ธนาคารห้ามปล่อยกู้เพื่อหลีกเลี่ยงการ crash landing เขามีเงินล้นเลย ฉะนั้นถ้าคุณมีเงินแต่ไม่มีความสามารถทางการแข่งขันจะทำให้กิจการของคุณไปตลอดรอดฝั่งและจ้างแรงงานของเขาอย่างต่อเนื่อง เขาก็ไม่สนใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาให้ดีว่าเรามีดีอะไรบ้าง
สำหรับเรื่องแรงงานของจีน มันปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าแรงงานระดับล่างของจีนมีจำนวนมาก แต่แรงงานของเขากับแรงงานของไทยก็ต้องบอกว่า ค่านิยมนิยมทางวัตถุของเขารุนแรงกว่ามาก กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าคุณจ่ายเงินเดือนให้เขาเมื่อเทียบกับคนอื่นไม่ดีหรือจ่ายต่ำกว่าคนอื่นเล็กน้อย แล้วคุณจะไปสร้างอารยธรรมที่ว่า ฉันดีกับเธอนะ เธออยู่กับฉันแล้วอบอุ่นเป็นครอบครัว ที่เมืองไทยอาจทำได้แต่ที่จีนทำไม่ได้ คุณจ่ายต่ำกว่าให้เขา เขาก็ออก จะมีการเข้าออกตลอด ส่วนระดับผู้บริหารนั้นต้องเข้าใจว่าประเทศนี้อยู่ในระบบคอมมิวนิสต์มาตลอด ซึ่งระบบนี้เขาไม่สอนศาสตร์ในการบริหารเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวิศวกรหรือหนักไปทาง physical science พวกมนุษย์ศาสตร์หรือด้านการบริหารการจัดการ ไม่ค่อยมีสอน ดังนั้นคุณจะมีปัญหาด้านการจัดการมาก ซึ่งการจัดการส่วนมากก็ต้องมาเอาจากเมืองไทย แต่ปัญหาคือพอไปถึงก็มีอุปสรรคด้านภาษา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะไปลงทุนที่เมืองจีนก็ต้องรู้ภาษาจีนไว้บ้าง
อันที่จริง เราไม่ต้องไปลงทุนที่เมืองจีนก็ได้ อาจใช้ระบบรับเหมา (subcontract) ผมก็เห็นตัวอย่างมาเยอะแยะ เช่น ผลิตแก้ว ก็กำหนดราคามาว่าเท่าไร ทำธุรกิจแบบไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง เขาก็ทำกันเยอะ เช่น พวกอเมริกา แค่มีหน่วยงานของตนเองเพียงหน่วยเดียวคือพวก QC ( Quality Control ) คอยดูแลคุณภาพ ก็เอาพนักงานเก่งๆ ไปดูแลด้านคุณภาพก่อนจะส่งออก ทำระบบแบบนี้ก็ได้ ปัญหาน้อยกว่าไปตั้งโรงงานเองอีก
ด้านตลาดของจีน มีตลาดชนชั้นกลางประมาณ 200 ล้านคน ซึ่งน่าจะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้ เพราะว่าตลาดอเมริกาซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็มีประชากรประมาณ 250 ล้านคน ในอเมริกามีคนชั้นกลางอยู่อย่างมากก็ประมาณ 200 ล้านคน ฉะนั้นจีนนับได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ตลาดส่วนมากจะอยู่แถวกวางเจาใต้ฮ่องกง แถวแยงซีเดลต้า ซึ่งประกอบด้วยเซี่ยงไฮ้กับกลุ่มเมืองบริวาร แถวต้าเหลียนซึ่งมีเกาหลีมาลงทุนเยอะ และสุดท้ายคือปักกิ่ง ฉะนั้นในแง่ยุทธศาสตร์การกระจายสินค้า คุณดูแค่สี่จุดนี้ก็พอแล้ว สำหรับจีน 200 ล้านคน
ผมคิดว่าเศรษฐกิจของจีนจะไม่ตกต่ำหรือฮาร์ดแลนดิ้งในช่วงนี้แน่นอน เนื่องจากมีแรงส่งของโอลิมปิกในอีก 4 ปีข้างหน้า ที่ทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มอีกมหาศาล และจีนเองก็คำนึงถึงหน้าตาเป็นสำคัญ เพราะเขาคาดว่าเมื่อจบโอลิมปิก 2008 ทุกอย่างจะโฟกัสไปที่จีน เขาจะไม่ทำให้ประเทศจีนมีปัญหาขึ้นในระหว่าง 4 ปีข้างหน้านี้แน่
ต่อมาต้องพูดถึงเรื่องไม่ดีที่ต้องระวังกันหน่อย ที่จีน vat 17% นับว่าค่อนข้างสูงที่สุดในโลก เป็นระดับเดียวกับยุโรป เป็น vat ซึ่งยากที่จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และมีรูปแบบตลาดมืดเยอะ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องระวังเพราะจะมีคนก็อปปี้สินค้าของคุณไปขายโดยไม่ต้องจ่าย vat ขณะที่คุณต้องจ่าย อันนี้ก็เป็นปัญหาน่าปวดหัวที่ผมเองก็เจอทุกวันนี้
การจะลงทุนในประเทศจีนโดยกว้างๆ ก็มี 2 แบบ คือร่วมลงทุนหรือลงทุนด้วยตัวเองโดยทั้งหมด อย่างที่ผมบอกว่าประเด็นเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับประเทศนี้ ฉะนั้นถ้าคุณต้องการพาร์ทเนอร์เพื่อหาเงินมาลงทุน อันนี้ไม่เป็นปัญหาเพราะคุณสามารถหาเงินได้ถ้ามีโปรเจกต์ดี ดังนันจุดสำคัญที่เราต้องมาหาจากพาร์ทเนอร์คือ ต้องสามารถมาทำให้กิจการของคุณรุ่งเรืองขึ้นโดยการมาช่วยคุณบริหาร หาตลาด ติดต่อราชการ ทำให้คุณสามารถทำงานได้สะดวก นี่คือความคุ้มที่จะมีการร่วมทุน แต่ถ้าไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้คุณลงทุนเองดีกว่า เพราะกฎหมายเขาเปิดให้อยู่แล้ว การลงทุนร่วมจะมีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านวัฒนธรรม การไม่เข้าใจกันด้านภาษา ด้านสังคม และระบบความคิดที่ต่างกัน
เราต้องอย่าลืมว่าจีนเป็นคอมมิวนิสต์มานาน อารยธรรมที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อค่านิยมที่ต่างกันไปด้วย พอมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจก็มักเกิดปัญหา อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งไปสร้างตึกไว้ที่ เสิ่นเจิ้น สร้างไปสร้างมากลายเป็นของคนจีนไปเรียบร้อย ฉะนั้นอะไรก็ตามที่ไม่เคลียร์เรื่องกฎหมายต้องระวังไว้ให้มาก เพราะการวินิจฉัยทางด้านกฎหมายของจีนมักจะเป็นประโยชน์ต่อคนของเขา ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าคุณต้องไปขึ้นศาลกับพาร์ทเนอร์ของคุณ คุณต้องทำใจไว้เลยว่าคุณจะเสียเปรียบทางด้านกฎหมายและความยุติธรรม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีมือกฎหมายที่ดีไว้หากต้องการลงทุนในจีน อันนี้ต้องยอมจ่าย
ประเด็นสุดท้ายของการลงทุนในจีนคือ คุณต้องคิดไว้เสมอว่า ถ้าคุณมีฐานการส่งออกที่จีน คุณจะต้องเจอแรงต้านทานจากยุโรปและอเมริกาตลอดเวลา เพราะยุโรปและอเมริกาไม่ต้องการให้จีนโตจนกลายมาเป็นคู่แข่งในอนาคต สังเกตได้ว่าสินค้าส่งออกของจีนจะต้องเจอ non-tariff barrier อย่างเร็วๆ นี้ การพิพากษาเรื่องการทุ่มตลาดเรื่องกุ้งของอเมริกา ปรากฏว่าของไทยเจอภาษีต้านการทุ่มตลาด 7% จีนเจอไป 90% หลายคนก็สงสัยว่าทำไม มีดับเบิ้ลสแตนดาร์ดหรือเปล่า คงต้องบอกว่าจีนยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นเศรษฐกิจแบบตลาด ซึ่งถ้ายังไม่เข้าสู่ระบบ เขาก็ติงได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นสมาชิกของ WTO ก็ตาม ก็เป็นเหตุผลที่ทางอเมริกาหรือยุโรปหาเรื่องติงจีนได้ตลอดเวลา ถ้าคุณไปลงทุนที่จีน คุณก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย
ผมจะบอกทริกให้อย่างหนึ่งว่า การไปลงทุนในประเทศอาเซียนทั้งหลายที่ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์ เราจะมีความได้เปรียบตรงที่เราจะไม่ค่อยโดนเรื่องการกีดทางด้านภาษี และด้วยเหตุนี้ ที่หลายคนสงสัยว่าการลงทุนในจีนจะมาแย่งการผลิตเพื่อการส่งออกของประเทศในอาเซียนทั้งหมด ผมบอกได้เลยว่าไม่จริง เพราะภายใต้ความไม่แน่นอนที่ไม่รู้ว่ายุโรปหรืออเมริกาจะเล่นอะไรกับจีนบ้าง ผู้สั่งของนำเข้าจะไม่ไปสั่งกับจีน 100 % เขาจะกระจายความเสี่ยงออกไป ถึงแม้จะต้องจ่ายเพิ่มกว่าหน่อย เขาก็ยอม อย่างกรณีกุ้งถ้าใครสั่งกุ้งจากจีนก็เสร็จเลย ฉะนั้นการผลิตในฐานอาเซียนของเราก็ยังมีปัจจัยที่เรียกว่า เซฟตี้เน็ต มาช่วยเราอยู่
ถอดความจากงานสัมมนาเรื่อง “กลยุทธ์และทิศทางการค้าและการลงทุนในจีน” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2547 ณ ห้องบอลรูม A โรงแรมโซฟิเทลเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

