Date
Columnists
Column
กฎหมายปฏิรูปภาคการเงินอเมริกัน (กฎหมายดอดด์-แฟรงค์) ซึ่งผ่านการลงนามโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในเดือนกรกฏาคม 2010 จุดประกายการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับแนวโน้มประสิทธิภาพและผลกระทบของกฎหมาย ประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งที่กฎหมายดอดด์-แฟรงค์ และนักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง และนักวิชาการส่วนใหญ่มองข้ามไปคือ อันตรายของกองทุนที่ซื้อขายตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (เรียกว่า กองทุนควอนท์ - quant fund ย่อมาจาก quantitative) ซึ่งในวิกฤตการเงินปี 2008 เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็วจนตลาดกอบกู้ตัวเองไม่ได้
หลังจากที่ผ่านการถกเถียงอย่างถึงพริกถึงขิงและก้นบึ้งของปรัชญาว่าด้วยทุนนิยมต่อเนื่องนานหลายเดือน ในที่สุดกฎหมายปฏิรูปภาคการเงินอเมริกันที่มีชื่อยาวเหยียดว่า Dodd-Frank Wall Street Reform and Consumer Protection Act ย่อว่า “กฎหมายดอดด์-แฟรงค์” ก็ผ่านวุฒิสภาและลงนามบังคับใช้โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เมื่อวันที่ 21 กรกฏาคม 2010
ราคาที่ถูกลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเทคโนโลยีโทรคมนาคมและการสื่อสารที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็น “ปัจจัยที่ห้า” สำหรับคนนับพันล้านคนทั่วโลกไปแล้ว รวมทั้งในประเทศไทย ศักยภาพของมือถือและเครือข่ายโทรคมนาคมนั้นกว้างไกลกว่าการเป็นแค่เครื่องมือทุ่นเวลา หากยังสามารถกำจัดหรืออย่างน้อยก็บรรเทาปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินของชาวบ้านในชนบทได้เป็นอย่างดี
ในบรรดาผลกระทบทั้งหมดจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลกในปี 2008-2009 ผลกระทบที่หลายคนยังมองไม่เห็นแต่เป็นอันตรายในระยะยาวยิ่งกว่าราคาบ้านลดฮวบและอัตราการว่างงานพุ่งกระฉูด คือทัศนคติของคนจำนวนไม่น้อยที่ว่า การที่นวัตกรรมการเงินในรูปของหลักทรัพย์อิงสินเชื่อความเสี่ยงสูง (ซับไพรม์) เป็นชนวนสำคัญของวิกฤตรอบนี้นั้น “พิสูจน์” ให้เห็นว่านวัตกรรมการเงินโดยรวมนั้น “ได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะก่อความเสียหายมากกว่าประโยชน์ที่สังคมโดยรวมได้รับ

