Date
Columnists
Column
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวาระครบ 20 ปีแห่งการจากไปของสืบ นาคะเสถียร สำหรับพวกเราหลายชีวิต เสียงปืนที่ดังขึ้นเมื่อรุ่งสางของวันที่ 1 กันยายน 2533 ฟังคล้ายกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
สืบมักจะออกตัวบนเวทีเสมอว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า” เขาพยายามทุกวิถีทางให้สังคมได้ตระหนักว่าการทำลายป่า การเบียดเบียนสัตว์ป่า แท้จริงแล้วคือการที่มนุษย์ทำร้ายตัวเอง
ตอนนี้ผมนั่งอยู่ที่บ้าน สงสัยว่าวันนี้ วันที่ 15 พฤษภาคม เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ฝันร้ายน่าสยดสยองเท่านั้น ตลอดชีวิตผมไม่เคยรู้สึกกลัวเท่ากับวันนี้ วันนี้ผมคิดว่าผมจะตาย ช่วงเที่ยงที่ผ่านมาผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดง มีผู้ชุมนุมอยู่ประปราย อย่างมากไม่กี่ร้อยคน มีเศษชิ้นส่วนที่หลงเหลือจากการปะทะกันเมื่อคืนจำนวนมาก รถบรรทุกทหารที่ถูกเผาคันหนึ่งยังคุกรุ่น ผู้ชุมนุมขนยางรถยนต์มาสุมเป็นด่าน เอารถฉีดน้ำของเทศบาลเข้ามาคันหนึ่ง
"การเมืองมันเลวมาตลอด มาถึงจุดคุณทักษิณ คุณทักษิณเขย่า ตอน 5 ปี ต่อมาพันธมิตรฯ มาเขย่าสังคมไทย ก็ทำให้คนชั้นกลางมาอยู่บนท้องถนน ทั้งที่คนชั้นกลางไม่เคยคิดว่าจะมายู่ ต่อมา นปช.มาเขย่าอีก สังคมไทยก็รู้สึกว่ามันอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่ได้หมายความว่าถอนรากถอนโคนนะ ต้องปฏิรูป ปัญหาตอนนี้เราติดโจทย์ว่าเราจะปฏิรูปยังไงล่ะ จะสร้างกลไกอะไรมาปฏิรูป"
ขอประณามรัฐบาลขวัญใจจริตนิยมที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน “ร้ายแรง” โดยไร้เหตุผล และจะส่งผลยกระดับความรุนแรงและความแตกแยกที่ดำรงอยู่ในสังคมขณะนี้ ถ้าเทียบกับสงกรานต์ปีที่แล้ว ซึ่งผมเห็นว่าประกาศภาวะฉุกเฉินโดยอ่อนเหตุผล เพราะจริงๆ แล้วเหตุเกิดที่พัทยา ไม่จำเป็นต้องตามมาประกาศที่กรุงเทพฯ แต่ขวัญใจจริตนิยมก็ยังพอจะอ้างได้ว่าม็อบเสื้อแดง ณ วันนั้น แสดงท่าทีรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ยึดอนุสาวรีย์ไปถึงบุกที่ประชุมอาเชียน (อย่านับเหตุรุมทุบรถนายกฯที่มหาดไทย เพราะนั่นเกิดหลังม็อบทราบว่าประกาศภาวะฉุกเฉิน)
หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าอุณหภูมิการเมืองจะร้อนแรงขึ้น เมื่อล่วงเข้าเดือนกุมภาพันธ์ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับรัฐบาลเดินทางมาถึงโค้งอันตราย เนื่องด้วยวันที่ 26 กุมภาพันธ์เป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกำหนด อ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงเวลานี้จึงน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
คำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ “ยึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 มีแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนให้ขบคิดต่อมากมาย ในบรรดาข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฎ ผู้เขียนคิดว่าข้อเท็จจริงในประเด็นการอำพรางหุ้น หรือที่เรียกว่า “ซุกหุ้น” นั้นมีความน่าสนใจและสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนได้อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะวิชาที่ว่าด้วยธรรมาภิบาลภาครัฐ และธรรมาภิบาลตลาดทุน
ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อม.๑/๒๕๕๓ เรื่อง ขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๓ โดยศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน ๔๖,๓๗๓,๖๘๗,๔๕๔.๗๐ บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากนับตั้งแต่วันฝากเงินจนถึงวันที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดินนั้น
คดีร่ำรวยผิดปกติ 76,000 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้กำหนดพิพากษาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 เป็น “คดีร้อน” ที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนจำนวนมาก แน่นอนว่าผลคำพิพากษาที่เป็นไปได้มีอยู่ 3 แนวทางเท่านั้น คือ 1. ยกฟ้อง 2. ยึดทรัพย์ทั้งหมด และ 3. ยึดทรัพย์บางส่วน คดีนี้มีแง่มุมที่ผู้เขียนคิดว่าสามารถใช้หลักวิชาการเงินมาอธิบายให้เกิดความกระจ่างได้ โดยเฉพาะวิธีประเมินมูลค่า “ประโยชน์ส่วนเกิน” ที่ครอบครัวชินวัตรได้รับ จากกรณีต่างๆ ที่อัยการฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณว่า “เอื้อประโยชน์” แก่ บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (“ชินคอร์ป”)

