Date
Columnists
ในบทความครั้งที่แล้วผมได้พูดถึงบทบาทในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดรองทางการเงิน (secondary market) ของนักเก็งกำไรครับ ซึ่งสภาพคล่องที่เพิ่มมากขึ้นในตลาดรองจะช่วยส่งเสริมให้การทำงานในตลาดแรกทางการเงิน (primary market) มีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นด้วย
เราสามารถมองไปที่ตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นตัวอย่างได้ครับ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้นดัชนีราคาตลาดหุ้นของประเทศไทยได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวของตลาดหุ้นในลักษณะนี้ได้ดึงดูดให้นักเก็งกำไรจำนวนมากเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น
เมื่อไม่นานมานี้มีบทความหนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ที่พูดถึงบทบาทและความสำคัญของนักเก็งกำไรในตลาดทางการเงินครับ ผมคิดว่าประเด็นดังกล่าวมีความน่าสนใจที่จะนำมาถกเถียงกันต่อไปในสังคมครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมของประเทศที่มีระดับการเปิดเสรีเคลื่อนย้ายเงินทุนในระดับสูง แต่มีขนาดของระบบเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก โดยเปรียบเทียบอย่างประเทศไทยของพวกเรา
ในช่วงนี้หันไปทางไหนก็เจอข่าวเกี่ยวกับการแข็งค่าของเงินบาทครับ ดังนั้นในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มหภาคคนหนึ่ง ก็อยากจะขอมีส่วนร่วมในการถกเถียงและแบ่งปันข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกันครับ
โดยจากข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ ค่าเงินบาทถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2553 อยู่ที่ 29.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ระดับของค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ค่าเงินบาทที่ระดับดังกล่าวก็ถือได้ว่าปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วครับ
แนวทางที่รัฐบาลชุดนี้ใช้ในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไปสู่ประชาชน จากข่าวสารที่ผมติดตามกลไกในการแก้ปัญหาดังกล่าว น่าจะประกอบไปด้วยการโอนหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของ ลูกหนี้ลดลงเป็นจำนวนมาก และการออก "บัตรลดหนี้ วินัยดีมีวงเงิน" มาให้กับลูกหนี้ เพื่อช่วยสร้างวินัยทางการเงิน นอกจากนั้นยังมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งระบบการเงินระดับราก หญ้า (micro finances) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยของเราได้รับข่าวดีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ในการแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือนกรกฎาคมของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มตัวเลข คาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ประเทศไทยปี 2553 เป็นระดับ 6.5-7.5 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลงเล็กน้อย ไปอยู่ที่ระดับ 2.5-3.8 เปอร์เซ็นต์ จากการชะลอตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นปฐมและมาตรการของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและตรึงราคาสินค้าในตลาด
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าอิจฉาของประเทศจีนในช่วงราวหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับการเกิดขึ้นของวิกฤตสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จุดกระแสในการตั้งคำถามต่อชุดนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะเสรีนิยมขึ้นอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก
ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมได้เห็นข่าวที่น่าสนใจมากอยู่ชิ้นหนึ่งในแวดวงการเงิน นั่นคือคุณ Angela Merkel ที่ดำรงตำแหน่ง Chancellor ของประเทศเยอรมนี (ซึ่งน่าจะเทียบได้กับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบ้านเรา) ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการทำธุรกรรมประเภท naked short selling ในตัวพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมดที่ออกเป็นเงินสกุลยูโร รวมไปถึงตราสารอนุพันธ์บางชนิดที่เกี่ยวข้องกับพันธบัตรกลุ่มดังกล่าว และหุ้นสามัญของสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกในประเทศเยอรมนีอีกด้วย
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่เห็นด้วยกับแนวความคิดที่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ยังคงดำเนินอยู่ในกรุงเทพมหานครในปัจจุบันเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางด้านความคิดระหว่างกลุ่มชนในประเทศไทย และการแก้ปัญหาความวุ่นวายในครั้งนี้อย่างยั่งยืนไม่สามารถจะอาศัยเพียงแค่กำลังของทหาร ตำรวจ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เพียงอย่างเดียวได้
ถ้านับกันคร่าว ๆ แล้ว ในช่วงสิ้นเดือนเมษายนของปีนี้ก็ถือได้ว่าประเทศไทยของเราได้ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อมาเป็นเวลาครบ 10 ปีแล้วครับ โดยเราได้เริ่มต้นใช้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ว่านี้กันมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปี พ.ศ. 2543 ในบทความนี้ผมจะขอทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับการใช้นโยบายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของบ้านเรากันสักครั้งครับ

