คำเตือนก่อนเขย่าขวด โดย ฟิล์มไวรัส
http://dkfilmhouse.blogspot.com/ และ http://www.twilightvirus.blogspot.com/
ลามปามจนเปื้อนเปรอะสำหรับอันดับ Top 10 ที่เริ่มต้นจากปีที่แล้ว คราวนี้เลยหดจำนวนลงทั้งจำนวนหนังจำนวนคน และนี่คืออันดับของชอบของเผ็ด (ที่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นของดี) รวมตั้งแต่ภาพถ่าย ภาพเพ้นท์ ภาพเคลื่อนไหว หนังสือ ละครเวที วีดีโออาร์ต ศิลปะจัดวาง ทุกอย่างเท่าที่สมองเรียกพี่
ขอบคุณศิลปิน นักเขียน นักดนตรี นักทำหนัง และนักทอผ้า Metissages ที่รวบรวมสมองและความสร้างสรรค์นำเสนองานให้ชาวเรากับชาวโลกได้จดจำและรัก ใคร่ ขอบคุณเพื่อนทุกท่านที่สละเวลาแบ่งปันของชอบ ทำให้คนอื่น ๆ ได้กลิ่นของร้อนที่อาจต้องใจในวันใหม่ โดยเฉพาะเป็นพิเศษนั้น เราขอขอบคุณศิลปินละครเวทีที่นัดผนึกพลังเทศกาลละครเวทีในเดือนพฤศจิกายนของ ทุกปี นอกเหนือจากวาระปกติตลอดปีที่เขาทุ่มเทแรงใจ แต่ชาวไทยส่วนใหญ่ที่รู้จักเพียงละครโทรทัศน์-ละครโชว์อลังการไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีตัวตนในโลก หนำซ้ำรัฐบาลก็มองไม่เห็นความสำคัญของศิลปะ-วัฒนธรรมร่วมสมัยแขนงนี้เสียอีก
คารวะ กันทุกท่านทุกคณะ ตั้งแต่ พระจันทร์เสี้ยว, บีฟลอร์, หน้ากากเปลือย, แปดคูณแปด, เบบี้ไมม์ และอีกมากกลุ่มที่ลืมเอ่ยถึง พระเดชพระคุณนักที่ท่านยังสานต่องานละครเวทีร่วมสมัยอันเข้มแข็งต่อไป
และอีกสำคัญ ขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว Artvirus ที่ร่วมผนึกพลังในงาน Fred Kelemen Masterclass
ได้เวลาบรรเลงเพลงโปรดร้อนลวกหูแล้วละท่าน แต่ก่อนอื่นขอย้ำว่าเสียงบางชนิดนั้นอาจเป็นส่วนเกินในชีวิตประจำวัน!
หนังและสิ่งที่ชื่นชอบที่สุดของ Victor – เกรียงศักดิ์ ศิลากอง
ประธาน World Film Festival of Bangkok
หนังไทย 2 เรื่อง 2 รส
มวยไทยไชยา / แฝด
หนังไทย 2 เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่าผู้กำกับไทยเล่าเรื่องเป็น และมีองค์ประกอบอื่นๆที่ลงตัว สอบผ่านมาตรฐานสากลทุกๆ ด้าน
หนังสั้นคานส์ของ Coen Brother
มีอารมณ์ขันที่ดูแล้วน่ารัก ในขณะเดียวกันก็บาดลึกเข้าถึงคนรักหนัง Art House อย่างที่สุด
อนิเมชั่นฝรั่งเศส / อิหร่าน
Persepolis
อ นิเมชั่นเกี่ยวกับสาวอิหร่านอพยพที่เปี่ยมด้วยพลัง นำพาให้เรารักความเป็นตัวตนของเราเอง และทำให้รู้สึกรักชาติขึ้นมาอย่างไร้ยางอายเมื่อหนังจบ
หนังอินโดนีเซีย
Love for Share (Berbagi Suami)

หนัง จากประเทศอินโดนีเซียที่มีเนื้อหาเย้ยหยันผู้ชายที่มีเมียหลายคน คราวนี้ผู้หญิงจึงขอมีผัวหลายคนบ้าง หนังดำเนินเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง แฝงด้วยอารมณ์ขัน ดูจบแล้วทั้งรู้สึกถูกใจและเจ็บปวดใจ
นิทรรศการ Under The Crescent Moon ที่ TCDC
เป็น สุดยอดแห่งนิทรรศการในปี 2007 นำพาไปสัมผัสกับฟากฝั่งของโลกอาหรับ เผยให้เห็นถึงการดำเนินวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยทะเลทรายในการดำรงชีพ การออกแบบวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ที่อิงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวของประเทศแถบ อาหรับตอนบนและโลกอาหรับที่สมบูรณ์แบบ
เมือง Udaipur ประเทศอินเดีย
เมือง แห่งราชวังที่สวยงามที่สุดในโลก เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งจะเคยสัมผัสความอลังการของวังที่ตั้งอยู่กลาง ทะเลสาป เมื่ออยู่ในวังแล้วมองออกไปรอบๆ 360 องศา ก็จะเห็นวังอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน งามสง่าจนยากเกินบรรยายเป็นคำพูด
....................
Top 10 หนัง + หนังสือที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี
(นักวิจารณ์ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ / นิตยสารสตาร์พิคส์)
1. Rain Dogs (โหยู่หัง กำกับ), First Love (ยูกินาริ ฮานาวะ กำกับ)
หนัง เกี่ยวกับวัยรุ่นที่ให้บรรยากาศเศร้าสร้อยและว่างเปล่า หลายฉากในหนัง 2 เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงภาวะไร้ทางออกและไร้ที่ยึดเหนี่ยวของตัวละคร – ให้อารมณ์รวดร้าวชนิดหาคำอธิบายไม่ได้
2. The Witnesses (อองเดร เตชิเน กำกับ), Comedy of Power (โคล้ด ชาโบรล กำกับ)
งานของผู้กำกับรุ่นใหญ่ชาวฝรั่งเศส 2 คนที่แสดงความช่ำชองของตัวเองออกมาได้อย่างเฉียบคมและสนุกสนาน
3. July Rhapsody (แอน ฮุย กำกับ)
ได้ ดูในงาน 28 Days ของโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และหนังเก่าของ แอน ฮุย เรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจอันแห้งเหี่ยวของผมตลอดเดือนนั้น
4. Zodiac (เดวิด ฟินเชอร์ กำกับ), The Bourne Ultimatum (พอล กรีนกราส กำกับ)
ทั้ง 2 เรื่องเป็นหนังตลาดที่ดูสนุกมาก เม็ดเงินกองใหญ่จากสตูดิโอฮอลลีวู้ดถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า
5. Brothers & Sisters (TV Series)
เหมือน กับ Desperate Housewives, Nip/Tuck และ Grey’s Anatomy ซีรีส์ชุด Brothers & Sisters ไม่อนุญาตให้ผมลุกไปเข้าห้องน้ำได้เลยระหว่างนั่งดู
6. Little Britain (TV Series)
แมตต์ ลูคัส และ เดวิด วิลเลี่ยมส์ ทำให้ผมหัวเราะอย่างกับไม่เคยเจออะไรที่ขำขนาดนี้มาก่อน
7. Jake Shimabukuro, Sukima Switch
เจค ชิมาบุคุโระ เป็นเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่เติบโตในฮาวาย เขามีอูคูเลเล่ (เครื่องดนตรีที่คล้ายกีตาร์ แต่ขนาดเล็กกว่า) เป็นเหมือนอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งของร่างกาย เสียงอูคูเลเล่ของเจคพาหัวใจให้ล่องลอยไปไกลมากๆ
สึกิมะ สวิตช์ เป็น เจ-ป๊อบ ที่หน้าตาดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่บทเพลงของพวกเขา 2 คน (ชิทาโระ โทกิตะ และ ทาคุยะ โอฮาชิ) ไพเราะ สดใส ฟังแล้วมีความสุข
8. คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร (ประชาคม ลุนาชัย), อีกหนึ่งฟางฝัน: บันทึกแรมทางของชีวิต (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

ผู้ เขียนทั้ง 2 คนถ่ายทอดชะตากรรมของชีวิตได้อย่างประณีต และถึงแม้เรื่องราวบางส่วนจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่น่าผิดหวัง แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่า ชีวิตยังคงมีแง่งามให้ดื่มด่ำและเรียนรู้
9. Kenzaburo Oe’s Seventeen
นิยาย ขนาดสั้นของ เคนซาบุโระ โอเอะ ที่เกี่ยวพันกับข้อขัดแย้งทางการเมือง การวิพากษ์สังคม และการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเด็กชายคนหนึ่ง อ่านจบแล้วรู้สึกทึ่ง และได้ย้อนกลับไปมองชีวิตตนเองในวัยเยาว์เกือบจะทันที
10. Ruth Rendell’s The Water’s Lovely

หนังสือ เล่มใหม่ของ รูธ เรนเดลล์ ราชินีนิยายเขย่าขวัญของเกาะอังกฤษ ที่ยังเปี่ยมเสน่ห์อันลึกลับน่าค้นหา เรื่องราวของหญิงสาว 2 พี่น้องและปริศนาการตายของพ่อเลี้ยงเมื่อ 10 กว่าปีก่อน การให้รายละเอียดของตัวละคร (ทั้งหลักและรอง) อย่างมีอารมณ์ขัน-ยังคงเป็นลักษณะเด่นของเรนเดลล์เสมอมา ในขณะที่ในส่วนของบรรยากาศเขย่าขวัญก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์
.....................
Top 10 หนังและซีรี่ส์ที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ ไกรวุฒิ จุลพงศธร
(นักวิจารณ์ภาพยนตร์ นิตยสาร Bioscope)
1. Sway หรือ Ureru (Miwa Nishikawa, 2006)
สาว ไฟแรง อดีตผู้ช่วยผู้กำกับของ ฮิโรคาสุ โครีเอดะ คือผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ถูกมองข้ามที่สุดคนหนึ่งของปี ผมเปิด Sway ครั้งแรกในชั้นเรียน นั่งดูพร้อมๆ กับนักเรียน (เปิดมั่วๆ ไมได้ตั้งใจมากนัก) แต่กลายเป็นว่าผมฉายหนังทั้งเรื่องจนจบ แล้วนักเรียนทั้ง 60 กว่าคนก็นั่งดูกันจนจบ และมีประเด็นให้สนทนาต่อมากมายในชั่วโมงถัดๆ ไป
Sway เป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในคานส์ปี 2006 มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ…..ไม่บอกดีกว่า เพราะนั่นคือประเด็นใหญ่ว่าหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับประเด็นไหนกันแน่? เอาเป็นว่ามันเริ่มต้นด้วยดราม่า พลิกเป็นเลิฟสตอรี่ ระเบิดลงก้อนใหญ่กลายเป็นหนัง detective แล้วสุดท้ายมันก็กลายเป็นหนังดราม่า
สิ่งที่โดนใจผมที่สุดก็คือ Sway เป็นหนังที่ผมเอามาเทียบเคียงกับชีวิตตัวเอง และชีวิตของคนรอบข้างในสังคมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งๆ ที่มันเป็นหนังสืบสวน แต่หัวใจของหนังเรื่องนี้อยู่บนเรื่องราวว่า ทุกๆ ครอบครัว ถ้ามีลูก 2 คน จะต้องมีลูกคนนึงที่อยู่บ้าน และอีกคนออกจากบ้าน คนที่อยู่บ้านคือที่พึ่งของครอบครัว คือลูกแสนดี ส่วนคนที่ไม่ต้องอยู่คือคนที่ปีกกล้าขาแข็ง บินได้อย่างอิสระ แต่สิ่งเหล่านั้นก็แลกกับการไม่ fit in กับครอบครัวตัวเอง ผมว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคน และมันเจ็บปวดมาก
2. “Damages” (2007)
ซีรี่ส์ เรื่องใหม่ล่าสุด คล้ายๆ จะเป็น Devil Wears Prada เวอร์ชั่นที่ไม่มีมุกตลก และมีแต่เลือด เกลน โคลส รับบทเป็นทนายรุ่นใหญ่ โรส เบิร์น รับบทเป็นทนายฝึกหัด โลกในหนังเรื่องนี้น่ากลัวมาก เพราะคุณไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยจริงๆ การทำงานที่ดีอาจทำให้คุณตาย และทุกๆ ประโยคที่คนรอบข้างพูดกับคุณมันอาจมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ ในวันที่คุณมีความสุขมากที่สุดอาจเป็นเพียงเกมกับดักของใครบางคน
3. Away From Her (Sarah Polley, 2007)
ทุก อย่างในหนังเรื่องนี้มีสิทธิจะน้ำเน่าได้สบายๆ แต่เมื่อคุณ ซาร่าห์ พอลลี่ย์ ไม่ได้ทำให้มันน้ำเน่าเลย และเร้าอารมณ์ในวิธีที่ไม่เร้าอารมณ์ ผมก็เลยแทบเสียชีวิตหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบลง
มันอาจฟังดูเสร่อๆ แต่หนังเรื่องนี้น่ากลัวตรงที่เราสามารถเอาไปเทียบเคียงกับชีวิตของเรา โดยประโยคง่ายๆ ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับฉันหรือคน ที่ฉันรักมากที่สุด”
อีกอย่างที่ชอบคือ หนังเรื่องนี้พูดถึงการสูญเสียความทรงจำ เหมือนกับหนังฝรั่งเศสเรื่อง Try To Remember แต่มันเลือกเล่าจากมุมมองของคนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเจ็บปวดจริงๆ
อีก อย่างที่ชอบก็คือ จูลี่ คริสตี้ พูดใน คอมเมนทารี่ ของ dvd ว่า “เราตอบไม่ได้หรอกกับคำถามว่า “คุณรักใครมากที่สุด” แต่เราต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “ใคร ที่ถ้าสูญเสียไป จะทำให้คุณเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิต” เมื่อนั้น คำตอบที่ได้ ก็คือคนที่คุณรักมากที่สุดนั่นเอง
4. Allegro (Christoffer Boe, 2005)
สงสัย ตัวเองมานานว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้จี๊ดอะไรมากมายกับ Eternal Sunshine of Spotless Mind มาค้นพบคำตอบในหนังเรื่องนี้นี่เอง เพราะมันเล่าประเด็นเดียวกัน วิธีการเก๋ๆ เหมือนกัน แต่มีโทนที่เราชอบมากกว่าเยอะเลย นี่เป็นหนังไซไฟ โรแมนติค ทริลเลอร์ ของ ผกก. Reconstruction ว่าด้วย นักเปียโนอัจฉริยะ ที่เจ็บปวดจากความรักก็เลยตัดสินใจลบความทรงจำของตัวเองแล้วไปทัวร์ คอนเสิร์ตรอบโลก และผลจากการลบความทรงจำ ทำให้อำเภอนึงของประเทศเดนมาร์คกลายเป็นพื้นที่ลึกลับซึ่งไม่มีใครเข้าไปได้ เพราะมีกำแพงใสๆ กั้นอยู่รอบๆ ในพื้นที่ลึกลับนั้นมีความทรงจำของชายผู้นี้วนเวียนซ้ำไปมาอยู่ไม่รู้จบ
ปล. โปรดักชั่นของเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ การถ่ายภาพ การแสดง ฉาก ดนตรีประกอบ
5. รักแห่งสยาม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2007)
6. “Big Love” (2006)
ซีรี่ส์ใน HBO เกี่ยวกับผู้ชายที่มีเมีย 3 คนและลูกอีกเป็นโหล โคลเอ้ เซวิญญี่ แสดงดีมากที่สุดตั้งแต่เธอเล่นหนังมา
7. Infamous (Douglas McGrath, 2006)
หนัง เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า เราสามารถพูดเนื้อเรื่องเดียวกันด้วยคนละธีม คนละโทน คนละโลก เพราะทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องเดียวกับ Capote หนังเมื่อปีที่แล้ว แต่มันกลับเล่าด้วยลีลาตลก น่ารัก แรดๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้เจ็บปวดอย่างดื่มด่ำกับประสบการณ์ ชีวิตเหมือนอย่าง Capote แต่มันเป็นแค่เรื่องของ ‘กะเทยอกหัก’ คนหนึ่งซึ่งเรียนรู้ความรักอีกบท อีกอย่างที่ชอบและฮัมมาตั้งแต่ต้นปีจนท้ายปีก็คือ ฉากเปิดที่เกวนเนธ พัลโทร ร้องเพลง สนุกๆ แต่กลับกรีดหัวใจได้ไม่รู้ลืม
8. Witnesses (Andre Techine, 2007)
เจ็บ
9. Waitress (Adrienne Shelly, 2007)
ตลก น่ารัก หัวใจงดงามโดยไม่เสแสร้ง เสียดายจริงๆ ที่ผู้กำกับถูกฆ่าตายไปแล้ว ไม่งั้นเธอคงทำหนังดีๆ ออกมาอีกหลายเรื่อง
9. The Bourne Ultimatum (Paul Greengrass, 2007)
โคตรมัน
10. Comedy of Power (Claude Chabrol, 2007)
ยอดเยี่ยมตลอดกาล
Special Mention :
Grey’s Anatomy (season 3), Desperate Housewives (season 3), Brothers and Sisters (season 1),
หนังเก่า
Thieves (อังเดร เตชิเน่)
Nashville (โรเบิร์ต อัลต์แมน)
Through a Glass Darkly, Winter Light, Face to Face (อิงมาร์ เบิร์กแมน)
La Notte (มิเคลันเจโล่ อันโตนีโอนี่)
To Our Love (มัวริส เปียลาต์)
Repast (มิคิโอะ นารูเสะ)
India Song (มาเกอริต ดูราส์)
Last Night (ดอน แมกเคลลาร์)
The Sun (อเล็กซานเดอร์ โซคูรอฟ)
The Party and the Guest (ญาน เนเมค)
The Passion of Ayn Rand (คริสโตเฟอร์ แมนาอุล)
........................
14 หนังสุดโปรดของ FancyJoy ที่ได้ดูในปี 2550
1 ในนักเขียน Artvirus / Onopen และ http://fancyjoy.blogspot.com/
ปี 2550 นี้ได้ดูหนังดีเยอะพอสมควรค่ะ นับไปนับมาได้ทั้งหมด 90 เรื่องพอดี (แต่อาจจะน้อยถ้าหากเทียบกับเซียนดูหนังท่านอื่นนะคะ) ถึงเวลาสิ้นปีก็ต้องมานั่งสรุปกันหน่อยว่าเรื่องไหนเข้าตากรรมการบ้าง ของจอยเลือกโดยตัดสินจากความชอบส่วนตัว หนังเก่าๆ ก็อาจจะเยอะหน่อยนะคะ ตามสไตล์สาวหน้าใส หัวใจโบราณ
1. My Man Godfrey (1936)
Directed: Gregory La Cava
Starred: William Powell, Carole Lombard
เรื่อง ราวของนายก็อดฟรีย์ (วิลเลี่ยม โพเวลล์) เศรษฐีหนุ่มที่อยากเรียนรู้ชีวิต เลยปลอมตัวเป็นคนใช้ไปสมัครงานที่คฤหาสน์ของครอบครัวเพี้ยน ที่ประกอบด้วย แม่สติแตกที่เลี้ยงคู่ขาหนุ่มชาวอิตาเลียนที่ชอบเต้นท่าลิงอุรังอุตัง ลูกสาวคนโตที่วันๆ คิดหาทางจะไล่คนใช้ออก ส่วนลูกสาวคนเล็ก (คารอล ลอมบาร์ด) ก็ตกหลุมรักนายก๊อดฟรีย์ เลยเรียกร้องความสนใจเขาโดยการแกล้งเป็นบ้า เฮ้อ หนังมันเพี้ยนจริงๆ แล้วตัวละครทุกคนก็เล่นกันสุดตัว จนจอยแทบไม่อยากเชื่อว่า หนังสมัยนั้นเค้ากล้าทำออกมาได้ไง มาก่อนยุคมากๆ และฮาสุดๆ
2. Libeled Lady (1936)
Directed: Jack Conway
Starred: William Powell, Myrna Loy, Jean Harlow, Spencer Tracy
ปี 1936 ดูจะเป็นปีทองของวิลเลียม โพเวลล์นะคะ เพราะเขาเล่นหนังเรื่องนี้อีกเรื่องที่จอยชอบมากๆ และเป็นหนังที่รวมดาราดังๆ อย่าง เมียร์น่า ลอย (ดาราสาวสวยหน้าหมวย ที่มักจะเล่นเป็นเมียของโพเวลล์ ในหนังตลกนักสืบชุด Thin Man และอื่นๆ อีกสิบกว่าเรื่อง) จีน ฮาร์โลว (แฟนสาวตัวจริงของโพเวลล์ เธอเป็นสาวบลอนด์สุดเซ็กซี่ในยุคก่อนมาริลีน มอนโรว์เสียอีก) และ สเปนเซอร์ เทรซี (นักแสดงฝีมือฉกาจ ที่เป็นคนรักของแคทเธฮรีน เฮปเบิร์น) ที่มาพบกันในหนังตลกโรแมนติค เกี่ยวกับวงการหนังสือพิมพ์เรื่องนี้
3. The Adventure of Robin Hood (1938)
Directed: Michael Curtiz
Starred: Errol Flynn, Olivia de Havilland, Basil Rathbone, Claude Rains
จริงๆ แล้วหนังพวกเทพนิยาย อัศวิน สู้กุ้งมังกร อะไรพวกนี้ ไม่ใช่หนังในสเป็คเลยนะคะ แต่ว่าพอมาดูเรื่องโรบิน ฮู้ดเนี่ย ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะว่าหนังสนุกมากๆ เพราะมีส่วนผสมลงตัวของ ฉากแอคชั่นกับฉากโรแมนติคเกี้ยวพาราสีระหว่าง แอรอล ฟลินน์ (ที่หล่อจนผู้เขียนอยากจะเป็นลม) กับ โอลิเวีย เดอ ฮาวิลลานด์ (เรื่องนี้เธอหน้าบานไปหน่อย) และสีสันของหนังที่สวยจัดจ้านซะจนทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนังใหญ่ เสียจริง สำหรับคนที่ไม่ถนัดดูหนังเก่าเพราะกลัวเชย ลองเริ่มต้นกับหนังเรื่องโรบินฮู้ดนี้ก็ไม่เลวนะคะ (หาได้ตามกระบะวีซีดีในห้างทั่วไป)
4. Mr. Smith Goes to Washington (1939)
Directed: Frank Capra
Starred: James Stewart, Jean Arthur, Claude Rains
อย่า ว่ากันนะคะที่เขียนหนังในยุค 1930’s มาสี่เรื่องแล้ว ก็ยุคนี้หนังมันดีจริงๆ นี่นา สำหรับหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของ นายสมิธ (แสดงโดยเจมส์ สจ๊วต) นักการเมืองท้องถิ่นจิตใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิก เขาจึงต้องไปวอชิงตัน (ตามชื่อเรื่องเลย) เพื่อรับหน้าที่ในสภา และได้ค้นพบกับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า พวกส.ว. ที่เขาเคยนับถือนั้น แท้ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับปลิงสูบเลือดประชาชน เขาจึงใส่เกียร์หนึ่งเดินหน้าฉายเดี่ยว สู้กับส.ว.เขี้ยวลากดินทั้งสภา ได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรีวิวที่จอยเขียนไว้นะคะ
http://fancyjoy.blogspot.com/2007/11/mr-smith-goes-to-washington-1939.html
5. Nosotros, los pobres (1948)
Directed: Ismael Rodríguez
Starred: Pedro Infante, Evita Muñoz ‘Chachita’, Katy Jurado
หนัง เพลงสัญชาติเม็กซิกันเรื่องนี้ เป็นต้นกำเนิดของหนังตระกูล “เราคือคนจน” (ตามชื่อหนัง) ที่ทยอยสร้างกันหลังจากความสำเร็จของเรื่องนี้ เรื่องราวก็ค่อนข้างน้ำเน่าเศร้าโศก เรื่องของช่างไม้จนๆ ที่อาศัยอยู่กับลูกสาวกับแม่ที่เป็นอัมพฤกษ์ ที่ถูกเคราะห์กรรมกระหน่ำซ้ำเมื่อชาวบ้านต่างโจษจันกันว่าเขาเป็นฆาตกร แถมเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตก็ถูกคนข้างบ้านขโมยไปอีก เป็นต้น (เพราะว่ายังมีเคราะห์กรรมมากกว่านี้) ถึงแม้ว่าหนังจะเศร้า แต่เพลงประกอบก็เพราะและเร้าใจตามสไตล์เม็กซิกัน และหนังก็นำเสนอเรื่องได้หลายรสชาติ ทั้งสุข เศร้า ตลก แอคชั่น หนังนำแสดงโดย เปโดร อินฟันเต้ นักแสดงระดับตำนานของเม็กซิโกในสมัยนั้น ที่มาเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยเหตุเครื่องบินตกในภายหลัง
6. Ace in the Hole (1951)
Directed: Billy Wilder
Starred: Kirk Douglas, Jan Sterling
หนัง ที่แฉวงการนักข่าว และความบ้าคลั่งอยากดังของคนอเมริกัน อย่างไม่ประนีประนอมของผู้กำกับบิลลี ไวลเดอร์เรื่องนี้ ถึงแม้จะผ่านมา 50 กว่าปีแล้ว แต่ว่าเนื้อเรื่องยังทันยุคทันสมัยอยู่เลย จอยเพิ่งเขียนลงรีวิวเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าหากอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มกรุณาชมได้ที่นี่นะคะ
http://fancyjoy.blogspot.com/2007/12/ace-in-hole-1951.html
7. The Caine Mutiny (1954)
Directed: Edward Dmytryk
Starred: Humphrey Bogart, José Ferrer, Van Johnson, Fred MacMurray

เรื่อง ราวของกลุ่มทหารหนุ่มบนเรือรบ “เคน” ที่รวมหัวกันก่อกบฏ ต่อต้านกัปตันควีค (ฮัมฟรีย์ โบการ์ท) ซึ่งมีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็น “บ้า” สำหรับหนังเรื่องนี้ ดูหน้าหนังแล้วอาจจะเหมือนหนังสงคราม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นงานวิเคราะห์ทางจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยมของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันบนเรือเป็นเวลาหลายๆ เดือน ฮัมฟรีย์ โบการ์ทได้คะแนน 10 เต็มไปเลยกับบทกัปตันสติแตก ที่จอยคิดว่าเขาเหมาะสมกับบทพวกนี้ มากกว่าบทนิ่มๆ อย่าง ริค เจ้าของไนท์คลับที่คาซาบลังก้าเสียอีก (อ่านบทรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://fancyjoy.blogspot.com/2007/10/caine-mutiny-1954_31.html)
8. Witness For Prosecution (1957)
Directed: Billy Wilder
Starred: Tyrone Power, Marlene Dietrich, Charles Laughton, Elsa Lanchester
เมื่อ หนุ่มวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ (ไทโรน พาวเวอร์) ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเมียหน้าตาเย็นชาของเขา (มาร์ลีน ดีทริช) ผู้เป็นพยานรู้เห็นคนเดียวในเหตุการณ์ ตัดสินใจเดินหน้าให้การในศาล ในฐานะ “พยานฝ่ายโจทก์” เพื่อปรักปรำสามีเธอให้ถูกแขวนคอ! นี่คือการเผชิญหน้ากันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันระหว่าง มาร์ลีน ดีทริช นางพญาของวงการฮอลลีวู้ด กับ Charles Laughton นักแสดงเจ้าบทบาท ผู้มารับบทเป็นทนายความให้กับจำเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของดาราทั้งคู่ หรือของผู้กำกับบิลลี ไวล์เดอร์ หรือของนักเขียนอกาธา คริสตี หรือไม่ได้เป็นแฟนใครเลย แต่ชอบดูหนังขึ้นโรงขึ้นศาล นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ
9. Papillon (1973)
Directed: Franklin J. Schaffner
Starred: Steve McQueen, Dustin Hoffman
“คน เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่ตายได้” เป็นความเชื่ออย่างแรงกล้าสำหรับคนอย่างปาปิยอง (สตีฟ แมคควีน) นักโทษข้อหาฆ่าแมงดา ที่ถูกขังตลอดชีวิตในเกาะคุกนรกของฝรั่งเศส เขาร่วมมือกับ หลุยส์ เดก้า (ดัสติน ฮอฟแมน) เพื่อนร่วมคุก เพื่อหาทางหนีครั้งแล้วครั้งเล่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีเรื่องสุดท้ายที่สตีฟ แมคควีนแสดง ฉากที่บีบคั้นหัวใจจอยที่สุดก็คือ ฉากที่เขาโดนขังในคุกมืด ให้อดข้าว อดน้ำ ต้องจับแมลงสาบกิน สภาพของเขาที่ไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้ จึงขอยกนิ้วให้สตีฟ แมคควีนว่าคุณแน่มาก
10. Una Giornata particolare (A Special Day) (1977)
Directed: Ettore Scola
Starred: Sophia Loren, Marcello Mastroianni

ใน วันที่ฮิตเลอร์มาเยือนอิตาลีนั้น ทุกคนในอพาร์เมนท์เก่าๆ แห่งหนึ่งกรูกันออกไปดูพิธีสวนสนาม เหลือเพียงแม่บ้านวัยกลางคนผู้สนับสนุนฟาสซิสต์ (โซเฟีย ลอเรน) กับนักข่าววิทยุ “นอกรีต” ห้องตรงกันข้ามที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย (มาร์เซลโล มาสโตรยานนี่) โชคชะตาลิขิตให้ทั้งสองมาพบและมีความสัมพันธ์ดูดดื่มในช่วงเวลาไม่กี่ ชั่วโมงของวัน “พิเศษ” นั้น ก่อนที่ความโหดร้ายในโลกของความเป็นจริงจะดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น หนังเรื่องนี้ โซเฟีย ลอเรน สลัดคราบเซ็กส์ซิมโบล กลายมาเป็นแม่บ้านหน้าโทรม จอยชอบคำพูดหนึ่งของมาร์เซลโลมาก ที่เขาถามโซเฟีย ลอเรนว่า “ทำไมคุณไม่เคยยิ้มเลย ทั้งๆ ที่ชีวิตคุณมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งบ้าน สามี ลูกๆ” โซเฟียจึงตอบว่า “รัฐบาลไม่ได้สั่งให้ฉันยิ้มนี่”
11. Clerks (1994)
Directed: Kevin Smith
Starred: Brian O’Halloran, Jeff Anderson
ไม่ใช่ แค่เพียงจุดเริ่มต้นของ เควิน สมิธ ในฐานะผู้กำกับ แต่เป็นการกำเนิดของ “วิว แอสคิว ยูนิเวิร์ส (View Askew Universe)”จักรวาลที่ประกอบด้วยตัวละครต่างๆ ที่ล้วนเกี่ยวดอง เชื่อมโยงกัน ในหนังแต่ละเรื่องของ เควิน สมิธ สำหรับหนังเรื่อง Clerks นี้ เป็นเรื่องของหนุ่มเสมียนร้านขายของชำ กับเพื่อนปากเสียจากร้านวิดีโอข้างๆ ที่พบเจอกับบรรดาคนพิลึกๆ ที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน รวมทั้งไอ้หนุ่มขี้ยา เจย์ กับ บ๊อบใบ้ ที่ยืนขายโคเคนและเต้นเบรคแดนซ์อยู่หน้าร้าน ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกผูกพันกับพวกคนเหล่านี้มาก จนทำให้ต้องไปหาหนังเรื่องอื่นๆ ของ เควิน สมิธมาดูอีก
12. Wild Things (1998)
Directed: John McNaughton
Starred: Matt Dillon, Neve Campbell, Denise Richards
ดู หนังเรื่องนี้จบ พูดได้สองคำว่า “โอ้ ก๊อด” ทำไมหนังเรื่องนี้มันซับซ้อนถูกใจอะไรอย่างนี้ เนื้อเรื่องฉลาด ซ่อนเงื่อน พลิกแพลง ตลบแตลง จนคนดูต้องปวดหัว ดูหนังจบต้องมานั่งคิดลำดับเรื่องราวกันอีกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในความคิดจอย จริงๆ แล้ว หนังน่าจะได้รับการกล่าวถึงในแนวชื่นชมมากกว่านี้ ถ้าหากตัดฉากเลิฟซีนหมู่และฉากเลสเบี้ยนอันลือลั่นออกไป
13. Children of Men (2006)
Directed: Alfonso Cuarón
Starred: Clive Owen, Julianne Moore, Michael Caine

แค่ พล็อตเรื่องสั้นๆ ของหนังที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมนุษย์เราไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป” ก็ทำให้จอยอยากจะดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะสงสัยว่าโลกจะกลายเป็นอย่างไร และหนังก็นำเสนอภาพของวิกฤติโลกนี้ได้อย่างน่าสนใจ ชอบที่ว่าข้างทางจะมีป้ายโฆษณาเต็มไปหมดว่า “เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องไปตรวจภาวะการเจริญพันธุ์” และก็มีการโฆษณา “ชุดยาฆ่าตัวตาย” ทางทีวี สำหรับคนแก่ที่เห็นว่าโลกมันหดหู่เกินไปสำหรับพวกเขา และมีฉากหนึ่งที่จอยชอบมากๆ คือตอนที่รถของพระเอกที่นำพาหญิงสาวที่ตั้งท้องหนี โดนปะทะโดยกลุ่มผู้ร้ายในป่า ถ้าหากคนเคยดูหนังเรื่องนี้คงจะจำได้เพราะฉากนี้ถ่ายติดต่อกัน 12 นาทีโดยไม่มีการตัดภาพ ซึ่งทำให้รู้สึกกดดันและสมจริงมาก จนเหมือนกับเราอยู่ในรถคันนั้นด้วยเลย ลุ้นสุดๆ
14. Zodiac (2007)
Directed: David Fincher
Starred: Jake Gyllenhaal, Mark Ruffalo, Robert Downey Jr.
หลายๆ คนบ่นว่าหนังยาวเกินไป และก็รู้ตอนจบอยู่แล้วว่า ในปัจจุบันนี้ตำรวจก็ยังตามจับตัวฆาตกรโซดิแอคไม่ได้ แต่สำหรับจอย กลับรู้สึกว่า หนังไม่ได้เน้นเรื่องของตัวฆาตกรเท่านั้น แต่มันยังนำเสนอกลุ่มคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากคดีนี้ เพราะพวกเขายังถูกครอบงำโดยปริศนาฆาตกรรมที่ไม่มีคำตอบนี้ คนที่ดูจะหมกมุ่นที่สุดในกลุ่มก็คือ นักวาดการ์ตูนหนุ่ม (Jake Gyllenhaal) ที่ลาออกจากงาน และทุ่มเทเวลาในการสืบหาตัวฆาตกรด้วยตัวเอง จนถึงกับทำให้ชีวิตครอบครัวแตกสลาย ในบรรดาหนังของเดวิด ฟินเชอร์ที่ดูมา จอยชอบเรื่องนี้ที่สุด อาจเป็นเพราะหนังอยู่ในยุค 70 ด้วย มีบรรยากาศย้อนยุคอย่างนี้ก็มักจะได้คะแนนจากเราเสมอ
.....................
สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ เก้าอี้มีพนัก
1 ในคณะผู้จัด World Film Festival of Bangkok
ภาพยนตร์ตรึงตา
1. India Song (กำกับโดย Marguerite Duras, 1975)

ถือ เป็นความใฝ่ฝันมานานที่ชีวิตนี้อยากจะได้ดูหนังของ มาร์เกอริต ดูราส ซักครั้ง ตามภาษาคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับวรรณกรรมของเธอมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ India Song ที่เสียงล่ำลือถึงความดีงามนั้นดังมาจากทั่วสารทิศ และก็ไม่ต้องเฝ้าฝันกันนมนาน เมื่อดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์และสมาคมฝรั่งเศสได้นำฟิล์มภาพยนตร์ India Song ให้ได้รับชมกัน
แล้วก็ไม่ผิดกับความคาดหวังที่รอคอย ความรู้สึกระหว่างชมนั้นเหมือนกับการได้ปลดปล่อยตัวตนให้ล่องลอยราวกับตก อยู่ในภวังค์ เหมือนเข้าไปเดินเที่ยวเล่นลัดเลาะอยู่บนบาทบรรทัดของบทกวี อารมณ์ที่พรุ่งพรูดั่งสายธารเอื่อยนิ่งแต่ลึกลงไปแล้วเกรี้ยวกราด ส่งผลให้งานภาพยนตร์ของเธองดงามไม่ต่างจากบทบาททางวรรณกรรม
เหนือ สิ่งอื่นใดนั้น งานศิลปะนั้นก็คืองานศิลปะ เฉกเช่นเดียวกับที่ India Song ทรงคุณค่าทางศิลปะอยู่ในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องป่วยการเสาะแสวงหาความเป็นปัญญาชนใดๆ เพื่อฉาบหน้าให้สวยหรูด้วยยาพิษ
2. Frost (กำกับโดย Fred Kelemen, 1997)

ก่อน อื่นต้องขอกราบงามๆซักสิบครั้ง ให้กับ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ที่ช่วยกรุณานำผลงานภาพยนตร์ของ เฟรด เคเลเมน มาให้ชมกันครบทุกเรื่อง อีกทั้งยังนำตัวเป็นๆของเขามาให้ยลโฉมกันอีกด้วย แถมตัวจริงอัธยาศัยดีเสียอีก (ถึงแม้เวลางานจะแอบโหด และดูจริงจังไปนิด) จะมีซักกี่ประเทศที่จะมีโอกาสได้ฉายของเขาครบทุกเรื่อง แถมเจ้าตัวยังมาเปิดกึ่งเวิร์คช็อปอธิบาย ตอบข้อซักถามกันอีกต่างหาก
ได้ ดูหนังของ เฟรด เคเลเมน ไปทั้งหมด 5 เรื่อง บวกงานละครเวทีที่เขาอุตส่าห์นำเอาบันทึกการแสดงมาให้รับชมอีกหนึ่งเรื่อง ส่วนตัวชอบงานของเขาทุกเรื่อง มากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป ส่วนงานภาพยนตร์ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Frost และ Fate แต่หากจะให้ตัดใจเลือกเรื่องที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Frost
(อ่านเกี่ยวกับ Frost + ผลงานละครเวทีและหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Fred Kelemen ได้ที่: http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2484)
3. Celine and Julie Go Boating (Jacques Rivette, 1974)

หนัง สุดโปรดของหลายๆ คนใกล้ตัว พอมีโอกาสได้ดูแล้วก็ไม่เกิดอาการแคลงใจ พร้อมน้อมรับเข้ามาเป็นหนึ่งในดวงใจเช่นกัน ส่วนตัวดูหนังฝรั่งเศสมาก็แยะ แต่ต้องบอกว่าไม่เคยดูหนังดูหนังที่ไม่ใช่หนังตลาดจากชาตินี้ แล้วมีความรู้สึกสนุกสนานไปกับการดำเนินเนื้อเรื่องและบทบาทของตัวละครเท่า นี้มาก่อนเลย เหมือนถูกดูดไปอยู่ในช่วงวัยเด็กที่หลงใหลอยู่กับนิทานสนุกสนาน(อา อยากมีลูกอมตามังกรบ้างจัง) แม้ว่าช่วงครึ่งชั่วโมงแรกจะน่าเบื่อหน่ายไปบ้าง ต้องอาศัยสมาธิและความอดทนในการติดตามอยู่พอสมควร แต่หากผ่านช่วงนั้นมาได้ ความหฤหรรษ์ในเวลาสามชั่วโมงกำกังรอคุณอยู่แล้ว
4. La Puritaine (กำกับโดย Jacques Doillon, 1986)

เป็น ผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่อยากดูหนังของเขามากๆ ดูผิวเผินเหมือนเป็นแค่เรื่องราวปัญหาครอบครัว พ่อง้อลูกงอน แต่ประเทศนี้ทำหนังธรรมดาๆกับเขาเป็นเสียที่ไหน มันจึงอุดมด้วยความแปลกประหลาดทางพฤติกรรมของตัวละคร ที่มีแต่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทำออกมาแล้วดูไม่เคอะเขินทางจริต
5. The Red and the White (กำกับโดย Miklos Jancso, 1967)
หนังสงครามที่ทำแต่น้อยแต่ผลลัพธ์นั้นกลับงดงามมหาศาล
6. Sweet Movie (กำกับโดย Dusan Makavejev, 1974)
Dusan Makavejev ชื่อนี้จะจดจำไปอีกแสนนาน เป็นหนังที่ประหลาดหลุดโลกเหลือแสนถึงขีดสุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา ดำเนินโดยไร้พล็อตเต็มไปด้วยเรื่องราวผิดศีลธรรม เหนี่ยวนำความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ไปอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อครั้งได้รับจาก Freak Orlando ของ Ulrike Ottinger
7. Regular Lovers (กำกับโดย Philippe Garrel, 2005)
ได้ยิน ชื่อเสียงของ ฟิลิปเป้ การ์เรล มานาน ว่าเขาผู้นี้แหละคือหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์มากฝีมือระดับสุดยอดของฝรั่งเศส แต่กลับได้รับการยกย่องเพียงน้อยนิดผิดกับคุณภาพคับแก้วที่เอ่อล้นอยู่ใน หนังของเขา แต่ก็ได้แต่เปล่งพลังจิตรนิมิตรฝันถึงงานของ การ์เรล อยู่ร่ำไป เมื่อพบว่าหนังของเขานั้นหาชมได้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก แม้กระทั่งในรูปแบบดีวีดีก็ไม่มีระเทศไหนกรุณาทำออกมาแบบมีซัปไตเติ้ลภาษา อังกฤษให้เสียที
จนกระทั่ง Regular Lovers หนังเรื่องล่าสุดของเขาได้เข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ และได้รับการจัดจำหน่ายในอเมริกา เท่านั้นแหละนักดูหนังแห่งประเทศอันไกลโพ้นก็ไม่ต้องนอนฝันเอาอีกต่อไป แถมซ้ำในช่วงท้ายปีนี้ทางสมาคมฝรั่งเศสก็ได้มอบของกำนัลวันคริสต์มาส เมื่อได้นำหนังสองเรื่องของ การ์เรล มาจัดฉายในรูปแบบฟิล์มถึงสองเรื่องคือ Regular Lovers และ The Birth of Love หนำซ้ำรุ่นพี่ผู้เคารพท่านหนึ่งยังได้กรุณามอบดีวีดีหนังเรื่อง The Phantom Heart ซึ่งเป็นงานที่เขาทำเพื่อฉายทางช่องทีวีฝรั่งเศสมาให้ชมอีก
โอว !! พูดไปแล้วก็เหมือนกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่งสามงวดติดต่อกัน
8. Come and See (กำกับโดย Elem Klimov, 1985)
เชื่อ แล้วว่าวงการภาพยนตร์รัสเซียไม่เคยสิ้นคนมีฝีมือจริงๆ เป็นหนังสงครามที่ให้ความรู้สึกหลอกหลอนประสาทมากที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยก็ ว่าได้
9. Phantom Love (กำกับโดย Nina Menkes, 2007)
ไม่รู้ จะหาคำอธิบายใดๆให้กับหนังเรื่องนี้ดี ความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมด ทั้งตื่นตลึง ทั้งอาการที่ดูราวกับร่วงหล่นเคว้งคว้างอยู่ในหลุมดำในอวกาศ นับว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าอย่างแท้จริงที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง
10. Still Life (กำกับโดย Jia Zhang Ke, 2006)
ชอบ หนังของ เจี่ยจางเคอะ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เป็นผู้กำกับจากจีนแผ่นดินใหญ่คนเดียวที่ยอมรับในฝีมือ ยิ่งได้ยินว่าหนังของเขาไปได้รางวัลใหญ่มาจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง เวนิซ แถมเอาชนะหนังของผู้กำกับระดับปรมาจารณ์และระดับเซียนน้อยใหญ่ที่พาเหรดกัน เข้ามากระจุกตัวกันมากมายในปีนั้น เป็นที่แปลกตาของเทศกาลแห่งนี้ที่มักจะเน้นหนังอิงการตลาดจากฝั่งอเมริกัน เป็นหลักอยู่เสมอ ยิ่งทำให้ความรู้สึกอย่างดูเพิ่มเป็นทวีคูณ
ใน Still Life เจี่ยจางเคอะ ยังคงเล่าเรื่องของคนเล็กๆที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในสังคม หนนี้เป็นหนทางของสองชีวิตที่แตกต่างทางชะตากรรมแต่จากต้นสายปลายเหตุ เดียวกัน แม้ไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงแต่ก็กี่ยวกระกวัดกันไว้อย่างหลวมๆ หนังให้ความสำคัญกับบทบาทชีวิตตัวละครมากกว่าคร่ำเคร่งกับการวิพากษ์วิจารณ์ สังคม แถมยังแทรกด้วยอารมณ์เหนือจริงที่ไม่เคยปรากฏเลยในงานเก่าๆของเขาอีกต่างหาก รู้สึกได้เลยว่า เจี่ยจางเคอะ ก้าวไปอีกขั้นแล้ว
วรรณกรรมตรึงใจ
(เรียงลำดับตามแต่สมองจะสั่งการให้นึกออก)
1. เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (The God of Small Things) / อรุณธตี รอย
“สถาปนิก แห่งถ้อยคำ” “นักพฤษศาสตร์แห่งสวนอักษร” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยที่ใกล้เคียงและเหมาะสมของนักเขียนหญิงชาวอินเดีย “อรุณธตี รอย” กับ งานเขียนชิ้นแรกและเป็นงานวรรณกรรมชิ้นมาสเตอร์พีซ ที่ส่งให้ชื่อของเธอขึ้นทำเนียบรางวัล Booker Prize ในปี 1997
ก่อน หน้านี้ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง รวมถึงเสียงเชียร์มากมายอื้ออึงถึงคุณความดีของหนังสือเล่มนี้ ทั้งจากคำสรรเสริญจากผู้คนวงการวรรณกรรมและเสียงกระซิบจากมิตรสหาย แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือตามกระแสนิยมมากนัก(แต่ตอนนี้เริ่ม เปลี่ยนใจตามกระแสมั่งแล้ว) กอปรกับพอเหลือบมองหิ้งหนังสือของตัวเองที่จำนวนเล่มดองเค็ม (มีหลายเล่มที่เริ่มจะเปรี้ยว)ที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน เริ่มส่งเสียงอิดออดวิงวอนให้ช่วยหยิบกระผมมาลิ้มลองบ้างเถิด ก็เกิดอาการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ขวนขวายหามาพิสูจน์เสียที จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสเดินเข้าร้านหนังสือตามภาษาคนชอบสำรวจ แล้วพบหนังสือเล่มนี้วางอวดโฉมราวกับว่ารอท้าพิสูจน์คุณค่าที่คับคั่งอยู่ใน ตัวอยู่นานนม
ผลน่ะหรือ? เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ สร้างความอิ่มเอมทางอารมณ์ในการอ่านของผมเป็นอย่างยิ่ง พาลทำให้หนังสือเล่มอื่นที่อ่านต่อจากแทบจะจืดสนิทไปเลย ขึ้นแท่นเป็นหนังสือตรึงใจที่สุดในปีนี้ที่มาเผยโฉมเอาเมื่อก่อนเดือนส่ง ท้ายปีนี่เอง
“เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ” นั้นเชื่อมโยงเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน คราเคล้ากันไปทั้งสุขและโศกนาฎกรรม ความรัก ความศรัทธา ทับท่าวกับเรื่องราวของชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปลดเปลื้องสามานย์คติภายในจิตใจมนุษย์ ผ่านการเรียงร้อยถ้อยคำหมดจดงดงามอยู่ทุกก้าวย่างของสายตา อย่างดูราวกับว่าอักษรทุกตัวได้งอกเงยแปรเปลี่ยนเป็นพืชพันธ์แห่งสวนอักษรา เลาะเลื้อยเกาะกุมเข้าถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจ แม้บทสรุปจะเผยโฉมให้เราได้รับรู้ตั้งแต่ปฐมบทจากการเรียบเรียงเนื้อหาแบบ ไม่เรียงลำดับเวลา แต่ก็มิได้ลดทอนความเข้มข้นของเนื้อหาแต่อย่างใด หากเป็นรายระเอียดหลากหลายมิติวิจิตรบรรจงนั่นต่างหากเล่า ที่ทำหน้าที่ชักจูงเราไปสู่บทสรุปที่ซาบซึ้งทรงพลัง
ที่สุดแล้วไม่ ว่า เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ในงานของ อรุณธตี รอย จะมีความหมายว่าอย่างไร แต่สำหรับผมแล้วหนังสือเล่มนี้ ได้ทำหน้าที่เป็น เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ที่เปรียบได้ดั่งของกำนัลส่งความสุขเล็กจ้อยที่แทรกซึมลึกอยู่ภายใน
2. คุณนายดัลโลเวย์ (Mrs. Dalloway) / เวอร์จิเนีย วูล์ฟ

เป็น เรื่องที่ชวนให้ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก ที่ในที่สุดงานของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ หนึ่งในนักวรรณกรรมแนวกระแสสำนึก อันเป็นที่หลงไหลของนักอ่านทั่วโลกมายาวนาน ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทย ให้นักอ่านบ้านเราได้ลิ้มรสความงดงามกันโดยไม่ต้องอาศัยการนิมิตรฝันเอา ต้องขอขอบคุณ สำนึกพิมพ์คมบาง และ ดลสิทธิ์ บางคมบาง(สิทธิชัย แสงกระจ่าง) นักแปลมือฉมัง ซึ่งผ่านการแปลงานวรรณกรรมของนักเขียนคนสำคัญของโลกมามากมาย รวมถึงงานของ นิโคไล โกโกล, บรูโน ชูลซ์, วีโทลด์ กอมโบรวิช ที่ให้ความสำคัญกับงานวรรณกรรมทรงคุณค่า แม้ว่ามองอย่างไรแล้วก็ไม่เห็นหนทางที่งานเหล่านี้จะขายได้มากมายเลย ก็ได้แต่หวังว่าทางฝ่ายผู้จัดทำจะไม่หมดแรงหมดกำลังใจในการนำวรรณกรรมคลาสสิ คอื่นๆมาเปิดหูเปิดตาชาวไทยไปเสียก่อน
แม้ว่าจะเคยอ่านงานของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ มาบ้าง คือ Kew Gardens และ A Haunted house ที่มีการแปลลงในเวปไซต์วรรณกรรมดอทคอมอีกหนึ่งแห่งที่ให้ความสำคัญกับงาน วรรณกรรมทรงคุณค่า แต่ก็เป็นเพียงเรื่องสั้น ไม่ได้เป็นนวนิยายขนาดยาว คุณนายดัลโลเวย์ จึงเป็นงานขนาดยาวชิ้นแรกของเธอที่มีการแปลออกมาเป็นรูปเล่มกันอย่างจริงๆ จังๆ
ครั้นเมื่ออ่านจบก็ไม่ผิดต่อความคาดหวัง แม้ว่าหากพูดตามตรงว่าความซับซ้อนทางภาษาและความพิศวงของสำนวนแปลจะทำให้ เกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าไปบ้าง(บางคนบอกมาก) ต้องเรียกหาพาราเซตามอลทุกๆสามหน้า แต่เมื่อได้ลองอดทนระเลียดอ่านไปเรื่อยๆ ความงดงามของถ้อยคำที่ซ่อนอยู่ในความซับซ้อนก็ได้พรั่งพรูราวออกมากับน้ำพุ แห่งความวิจิตร เนื้อเรื่องหลักอยู่ที่การเดินเท้าภายในวันเดียวของตัวละครคือ คุณนายดัลโลเวย์ แทรกสลับด้วยการดำเนินของตัวละครที่กระหวัดกลัดเกี่ยว ผ่านการพรรณาทางอารมณ์ รำพึงรำพันถึงความรู้สึกนึกคิดและความทรงจำที่ปนเปด้วยห้วงแห่งความสุขและ ความถวิลหาอดีต บ่อยครั้งที่นวนิยายโรแมนติกที่เน้นการบรรยายอารมณ์และบรรยากาศด้วยความ เยิ่นเย้อจนกลายเป็นความกลวงโบ๋ในแก่นแกน แต่แตกต่างไปจากงานของ วูล์ฟ คุณนายดัลโลเวย์ อิ่มเอมไปด้วยอารมณ์กึ่งฝันกึ่งจริง พาผู้อ่านเดินทางสู่ห้วงลึกของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ
3. เจ้าการะเกด / แดนอรัญ แสงทอง
เจ้า การะเกด ผูกโยงเรื่องราวปรัมปราและนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกัน ผ่านการเรียงร้อยภาษาที่งดงามจนเป็นเรื่องราวที่จับจิตทรงพลัง น้ำเสียงของการบรรยายบรรยากาศของป่าและเรื่องราวของเสือสมิง ชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึงไปด้วยยิ่งนัก ก่อให้เกิดความพุ่งพล่านของอารมณ์ในระดับเดียวกันกับเมื่อครั้งได้ชม ภาพยนตร์เรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’ นวนิยาย ’เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์’ (ตามที่ปรากฏบนปกเป็นชื่อรอง) เล่มนี้ สร้างความเอ่อท้นทางความรู้สึกจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ
4. หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง (...if on a winter’s night a traveller) / อิตาโล คัลวิโน
ใน ขณะที่อ่าน ‘นิยายซ้อนนิยาย’ เรื่องนี้ เหมือนกับว่าถูกดูดเข้าไปสู่เขาวงกตพลิกพิสดาร ‘หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง’ ได้ทลายเส้นแบ่งบางเบาที่เชื่อมต่ออณาเขตต้องห้ามของตัวละครในเนื้อเรื่อง กับผู้อ่าน คัลวิโน จูงมือผู้อ่านไปโลดแล่นเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในสวนพฤกษาอักษรของเขา ดั่งกับว่าก้าวย่างของตัวละครนั้นเป็นร่องรอยของเราเช่นกัน เรื่องราวเล่าขานที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างบท แต่เกาะเกี่ยวกันด้วยความสัมพันธ์ของตัวละคร สะกิดเตือนให้ผู้อ่านได้ประหวัดถามในจิตใจถึงความเป็นเรื่องจริงกับเรื่อง สมมุติ
5. ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ (Things Fall Apart) / ชินัว อาเชเบ
ถ้า ความจำไม่เลอะเลือน ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ ของ ชินัว อาเชเบ น่าจะเป็นวรรณกรรมแอฟริกันเล่มแรกที่มีโอกาสได้อ่าน ได้เล่มนี้มาจากการขุดคุ้ยร้านหนังสือมือสองที่ทำเป็นกิจวัตร อ่านจบแล้วก็ไม่นึกแปลกใจที่ใครต่อใครพากันยกย่อง ถึงขนาดเป็นหนึ่งในหนึ่งร้อยหนังสือดีตลอดกาลที่จัดอันดับโดยนักวรรณกรรม ระดับพระกาฬทั่วโลก เช่น ดอริส เลซซิ่ง, ซัลมาน รัชดี, คาร์ลอส ฟูเอนเตส
ก่อน รัตติกาลจะดับสูญ เล่าขานเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตตามครรลองของชนเผ่าอิโบ ในช่วงเวลาแห่งการรุกคืบของชาติตะวันตก ผ่านตัวละครเอก โอกอนโกว ชายหนุ่มผู้ทนงในเกียรติยศศักดิ์ศรี เสิมแต่งด้วยเรื่องเล่าขานของนิทานปรัมปราพื้นบ้านอย่างงดงาม นำพาผู้อ่านซาบซึ้งสะเทือนใจไปกับบทสรุปของโศกนาฏกรรมมนุษย์ธรรมดาผู้ยืน หยัดต่อสู่เพื่ออุดมตคิของตน
6. เฟอร์ดีเดอร์ก (Ferdydurke) / วีโทล์ด กอมโบรวิช
ประหลาด โลก น่าจะเป็นคำนิยามที่ไม่เกินเลยไปนัก สำหรับนวนิยายแนวปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ของนักเขียนชาวโปแลนด์ วีโทล์ด กอมโบรวิช เล่มนี้
เฟอร์ดีเดอร์ก เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สุดแสนจะพิสดาร การเรียงร้อยถ้อยคำที่ต้องใช้สมาธิในการเรียบเรียงเรื่องราวในหัวสมองพอ สมควรในการทำความเข้าใจ และการตีความที่ต้องครุ่นคิดกันหลายตลบ แต่ถึงกระนั้นหากจะละเลยการอ่านเอาเรื่อง แล้วหันมาเพลิดเพลินกับการอ่านในฐานะของวรรณกรรมแหวกขนบที่เปี่ยมล้นไปด้วย คุณค่าทางศิลปะ พร้อมพินิจพิเคราะห์ตั้งคำถามเปรียบเทียบตัวละครใน เฟอร์ดีเดอร์ก กับสังคมในชีวิตจริงของบ้านเรา งานวรรณกรรมเล่มนี้ก็น่าจะนำพาความหฤหรรษ์มาให้ไม่มากก็น้อย
สำหรับ ตัวผมเอง อ่านแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจว่า ตัวละคร “คุณน้าทางวัฒนธรรม” ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ช่างชี้ชวนให้นึกถึงใครบางคน(หรือกลุ่มคน)ที่ ‘เป็นผู้เปี่ยมล้นทางศีลธรรม’ เที่ยวมาสอดส่ายตีกรอบชีวิต กำหนดคุณค่าความดีงามของสังคมบ้านเราในขณะนี้เสียเหลือเกิน
7. จมูก (The Nose), บันทึกของคนบ้า (The Diary of a Madman), เสื้อโค้ท (The Greatcoat) / นิโคไล โกโกล
รอบ ปีที่ผ่านมาได้อ่านงานของ นิโคไล โกโกล สามชิ้นคือ จมูก บันทึกของคนบ้า และ เสื้อโค้ท ซึ่งงานทั้งสามชิ้นนี้ก็ได้พาให้ตกไปสู่ห้วงเสน่หาในงานของเขาอย่างยากจะถอน ตัว
งานของ โกโกล ถึงพร้อมด้วยลีลาชั้นเชิง ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและชนชั้น ด้วยท่าทีของตลกเสียดสีอย่างร้ายกาจ ผสมกับนื้อหาเหนือจริงที่ก้าวข้ามเส้นกั้นแห่งความเป็น สัจนิยม สร้างอารมณ์ขันขื่นของทั้งตัวละครและผู้อ่านในขณะเดียวกัน งานของ โกโกล จึงได้ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นน้ำแห่งสายธารวรรณกรรมรัสเซียโดยน้อยคนนัก ที่จะซักค้าน
ก็เหมือนอย่างที่ ดอสโตเยฟสกี เคยบอกเอาไว้ว่า “พวกเรา(นักเขียน)ล้วนออกมาจาก’เสื้อโค้ท’ของโกโกล”
8. เขื่อนกั้นแปซิฟิก (Un Barrage Contre le Pacifique)/ มาร์เกอริต ดูราส
ก่อน หน้านี้เคยได้สัมผัสงานของ มาร์เกอริต ดูราส ทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์มาเพียงอย่างละหนึ่งชิ้น คือนวนิยายเรื่อง L’amant หรือ The Lover ในชื่อภาษาไทยว่า “คนรักจากโคลอง” และภาพยนตร์เรื่อง India Song เมื่อต้นปี ซึ่งงานทั้งสองชิ้นนี้ก็ได้ก่อให้เกิดประสบการณ์ทางอารมณ์ความรู้สึก ที่เหมือนกับได้เดินทางอยู่ในอาณาจักรนิมิตวิกาล
เขื่อนกั้น แปซิฟิก เขียนขึ้นจากชีวิตจริงของ ดูราส เอง (เช่นเดียวกันกับงานเขียนหลายๆชิ้น ซึ่งรวมไปถึง L’amant ) เมื่อครั้งที่ยังใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นต่อสู้กับชะตาชีวิตที่ดูราวกับถาโถม เพื่อเล่นตลกกับครอบครัวของเธอ ตอนยังอาศัยอยู่ในซึ่งในประเทศกัมพูชา ดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศสในขณะนั้น แม้ว่านวนิยายเรื่องนี้จะไม่ถึงกับสร้างความรู้สึกราวกับท่องไปในเขาวงกต แห่งสวนอักษร เหมือนเมื่อครั้งที่ได้ระเลียดลิ้มรสของ คนรักจากโคลอง แต่ถึงกระนั้นก็งดงามในตัวของมันเอง โดดเด่นด้วยภาษาอันเพริดแพร้ว และเนื้อหาที่ระคนทั้งโศกและน่าขบขันในชะตาชีวิต รวมถึงการบรรยายภาพชีวิตอย่างเนิบนิ่งแต่แฝงไปด้วยสีสรรและชั้นเชิง บ่งบอกความเป็นอัจฉริยะศิลป์ของ ดูราส ได้อย่างเต็มเปี่ยม
9. แพน (Pan) / คนุท แฮมซุน
จริงๆ แล้วงานที่เป็นตัวแทนความเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของ ‘ฮนุท แฮมซุน’ ได้มากที่สุด ควรจะเป็น Hunger หรือ คนโซ นวนิยายที่น่าจะเรียกได้ว่าสร้างชื่อให้แก่ แฮมซุน มากที่สุด จนส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1920
แต่ถึง อย่างไรก็ตามงานนวนิยายอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานและคำชมเคียงคู่กัน มากับ Hunger เสมอคือ ‘แพน’ นวนิยายขนาดสั้นที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอแห่งการวิพากษ์จิตใจเบื้องลึกของ มนุษย์ แฮมซุน ถ่ายทอดมิติอันซับซ้อนของตัวละคร ที่แสดงออกให้เห็นทั้งความแปลกแยกและแปรปรวนในจิตใจ การกระทำที่ปราศจากเหตุผลรองรับ ระคนไปด้วยด้านที่มืดมนและฟากฝั่งแห่งแสงสว่าง แต่ถึงกระนั้น แฮมซุน ก็มิได้ทำตัวเป็นนักจิตวิเคราะห์จนหลงลืมแก่นแกนของงานวรรณกรรม แพน นั้นงดงามไปด้วยการสลักเสลาทางภาษาอย่างวิจิตรบรรจง ราวกับเป็นบทบรรยายทางกวีนิพนธ์ สะกดผู้อ่านให้ตราตรึงอยู่กับความพริ้วไหวของตัวอักษร
10. ไร้เลือด (Without Blood) / อเลซซานโดร บาริกโก
รู้จัก อเลซซานโดร บาริกโก จากข่าวคราวของการที่นวนิยายเรื่อง ไหม ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่เป็น ไร้เลือด นวนิยายเล่มล่าสุดของ บาริกโก ที่มีโอกาสได้หยิบมาอ่านก่อน ซึ่งด้วยความหนาเพียงแปดสิบกว่าหน้า และความสวยงามของภาษา ทำให้อ่านจบลงในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ไร้ เลือด เปี่ยมล้นไปด้วยท่วงทำนองของการเล่าเรื่องที่นิ่งเนิบ แต่กินใจ ประหยัดถ้อยคำ แต่ทรงพลังเหลือแสน ความกระชับนั้นแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง ชี้ชวนให้ผู้อ่านได้พินิจพิเคราะห์ถึงห้วงสุญญากาศระหว่างบรรทัด ปล่อยอารมณ์ไปกับห้วงคิดคำนึงแห่งตัวอักษรที่ร้อยเรียงเข้าหากันอย่างงดงาม
ละคร(เวที)แห่งความรู้สึก
ไร้พำนัก กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง / คณะละครแปดคูณแปด
ปี นี้มีโอกาสได้ดูละครเวทีค่อนข้างน้อย แต่เรื่องดีสิ่งหนึ่งคือในจำนวนน้อยนิดที่ได้รับชมนั้นกลับเต็มเปี่ยม คับคั่งไปด้วยคุณภาพทางศิลปะ ชื่อของ นิกร แซ่ตั้ง และ คณะละครแปดคูณแปด เป็นชื่อหนึ่ง ที่หากว่าได้ยินว่ามีงานละครเมื่อใด ก็ควรค่าแก่การสละเวลาไปรับชม
ไร้พำนัก เล่าขานผ่านตัวละครหลายหลาก บ้างมีชีวิต บ้างจบชีวิต ทุกผู้ทุกคนดำเนินบทบาทไปตามเส้นทางของตน จากเส้นทางหลายแพร่งร่วมบรรจบสู่จุดหมายเดียวกัน เสาะแสวงหาคุณค่าแห่งตัวตนในคำมั่นสัญญา เพื่อเรียนรู้ความรักและมิตรภาพจากโมงยามที่ผ่านเลยในอดีต ซึ่งยากจะบรรจบเมื่อครั้งสายธารชีวิตยังปริ่มล้นภายในจิตใจ เพียงแต่กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นจะเป็นเบ้าหลอมรวมทุกหยาดหยดเอื่อยไหลสู่ กระแสธารแห่งความเข้าใจ
น่าเศร้าใจยิ่งนักเมื่อทราบว่า ไร้พำนัก จะถูกแสดงเป็นเรื่องสุดท้ายในโรงละครแปดคูณแปด โรงละครขนาดเล็กที่เป็นสถานที่บ่มเพาะศิลปะการละคร และหลังจากการแสดงรอบสุดท้ายจบลงคณะละครแห่งนี้ –ถ้าจะพูดให้ถูก วงการละครเวที- ก็จะมีสถานะไม่ต่างไปจากละครเวทีเรื่องสุดท้ายของพวกเขา
อ่านสัมภาษณ์ นิกร แซ่ตั้ง ได้ที่ : http://www.onopen.com/2006/02/340
เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ (WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF REVOLUTION) กำกับโดย นินาท บุญโพธิทอง คณะละครหน้ากากเปลือย
สิ่ง แรกที่ดึงความสนใจอย่างมากต่อละครเวทีที่มีชื่อภาษาอังกฤษยืดยาวนี้คือ การที่ละครเรื่องนี้ดัดแปลงจากบทละครคลาสสิคเรื่อง “The Tragedy of Hamlet, Prince of Denmark” หรือ แฮมเลต ของนักการละครเลื่องชื่อ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ แล้วสิ่งสำคัญที่สร้างแรงดึงดูดในระดับที่ต้องบอกตัวเองว่าห้ามพลาดด้วย ประการทั้งปวง คือการที่กลุ่มละครหน้ากากเปลือยเลือกจะนำเสนอในรูปแบบเหนือจริงผสานกับสื่อ ผสม ต้องยอมรับว่าผู้กำกับคือ นินาท บุญโพธิทอง กล้ามากพอสมควรที่นำเอาบทละครคลาสสิคมาเสนอโดยแหวกขนบ
ก่อนหน้าที่ จะได้ชมละครเรื่องนี้ ต้องบอกตามตรงว่ายังไม่เคยอ่านบทละครดั้งเดิมของ เชคสเปียร์ หรือชมละครที่เล่นโดยไม่ผ่านการดัดอแปลงใดๆ แม้กระทั่งรับชมในรูปแบบของภาพยนตร์ที่สร้างกันหลากหลายเวอร์ชั่นมาก่อนเลย ซึ่งอาจจเป็นปัญหาอยู่พอสมควรต่อความสับสนในการเชื่อมโยงเรื่องราว
แฮม เลต ฉบับเซอร์เรียลลิสต์นี้แม้จะออกตัวจั่วหัวว่านำเสนอในรูปแบบเหนือจริงไม่ได้ เดินตามขนบของความเป็น เชคสเปียร์ ดั้งเดิม แต่ผู้กำกับก็ยังไม่ได้ละทิ้งแก่นสำคัญของบทละคร เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ ยังคงแสดงถึงเบื้องลึกและความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ ผ่านตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนบทบาทไปมา โดยเฉพาะตัวละครของ แฮมเลต ที่เชื่อมโยงกันทั้งฝากฝั่งแห่งความจริงและความฝัน สร้างความสัมพันธ์ที่เหนือจริงซึ่งในที่สุดซ้อนทับกันอย่างประหลาด เรื่องราวดำเนินไปโดยยึดอยู่ที่บทละครตามเนื้อเรื่อง สอดผสานกับประเด็นการเรียนรู้ชีวิตของตัวละครและเรื่องราวทางการเมืองที่คอย สะกิดเตือนให้เราได้ฉุกคิดถึงอย่างแยบยล แม้ว่าตามความรู้สึกผมการแสดงของนักแสดงบางคนจะดูเกร็งไปบ้าง แต่ด้วยความแข็งแรงของประเด็นเนื้อหาที่ค่อนข้างจะส่งเสริมกันและกันก็ช่วย กลบจุดอ่อนจุดนั้นไปได้ รวมไปถึงหลายบทเพลงจากคณะดนตรี The Beatles ที่ช่วยส่งเสริมประเด็นของเนื้อหาได้ลงตัว
เว็บไซต์ของคณะละครหน้ากากเปลือย: http://www.nakedmasks.com/index.html
เทศกาลละคร “ผู้หญิงในดวงจันทร์”
ได้ มีโอกาสชมละครในเทศกาลละคร ผู้หญิงในดวงจันทร์ ไปเมื่อช่วงกลางปี ซึ่งสำหรับผมถือว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้เข้าไปศึกษาความรู้สึกนึกคิด ของเพศหญิงผ่านศิลปะละครเวที
ละครในเทศกาล ผู้หญิงในดวงจันทร์ นำเสนอมุมมองหลายหลากของผู้หญิง ผ่านละครทั้งสี่เรื่องสี่รส ประกอบไปด้วย Vagina Monologues โสมเกาหลี ยามพลบ 2 และ แสลง
ส่วนตัวแล้วนั้น ชอบหมดทั้งสี่เรื่องในเทศกาล ที่ชอบมากที่สุดคงจะเป็นเรื่อง แสลง ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของความรักความเข้าใจระหว่างวัย มันบาดซึมลึกดี ชอบการแสดงของป้าในเรื่องนี้อย่างสุดๆ
อ่านรายละเอียดของละครทั้ง 4 เรื่องในเทศกาลละคร “ผู้หญิงในดวงจันทร์” ได้ใน สองเพศต่างพันธุ์ (บนดวงจันทร์ดวงเดียวกัน) ที่ Artvirus-Onopen: http://www.onopen.com/2007/02/1921
ใจยักษ์ กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง / คณะละครแปดคูณแปด / เบบี้ไมม์
เป็น ละครอีกเรื่องหนึ่งที่กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง คณะละครแปดคูณแปดที่ได้ดูในปีนี้ แล้วเกิดความรู้สึกชื่นชอบเอามากๆ ละครเรื่อง ใจยักษ์ นี้ ได้เปิดแสดงในเทศกาลละครเวทีครั้งที่ผ่านมา เป็นละครตลกเสียดสีในรูปแบบละครที่ปราศจากบทสนทนา แต่เน้นการออกท่าทางและการแสดงเป็นหลัก (ผมไม่แน่ใจว่าละครในรูปแบบนี้จำกัดความว่าอย่างไร) สิ่งที่พิเศษสุดที่เป็นจุดสำคัญของละครเรื่องนี้คือ การทำลายพรมแดนขวางกั้นหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มักเกิดขึ้นเสมอระหว่างงานศิลปะและผู้ทัศนาลงได้อย่างราบคาบ ตั้งแต่เรื่องของภาษา ที่ไม่ว่าจะพูดภาษาใดก็สามารถรับรู้สารของการแสดงได้ไม่ต่างกัน หรือจะเป็นทางด้านเนื้อหาที่ค่อนข้างร่วมสมัยกับคนหมู่มาก สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอออกมาอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องอาศัยการตีความกันหลายตลบ ซึ่งท้ายที่สุด ใจยักษ์ ก็สร้างความสนุกสนานสำราญใจแก่ผู้ชมพร้อมกับเสียงปรบมืออันกึกก้อง
......................
10 อันดับประทับ ‘จี๊ด’ ประจำปี 2550 โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’
1 ในคณะนักเขียน Artvirus / Onopen
kalapapruek@hotmail.com
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีแล้ว สำหรับพุทธศักราช 2550 ที่แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วจะยังไม่มีอะไรในแวดวงศิลปะวิทยาการที่จะสร้างความ ประทับใจในแบบ ‘สุดฤทธิ์’ ให้ผู้เขียนได้มากนัก แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายผลงานและบางเหตุการณ์ที่สามารถสร้างความรู้สึกโดนใจ ‘จี๊ด’ ให้ข้าพเจ้าได้เกือบตลอดทั้งปี ตามที่จะขอรวบรวมมาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังสักสิบอันดับตามลำดับเวลาดังนี้ . . .
1. หนังสือสุดจี๊ด: “POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ” โดย ไชยันต์ ไชยพร พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2550 สำนักพิมพ์ openbooks
แหม! ไม่ได้คิดจะเชียร์หนังสือของสำนักพิมพ์เจ้าของพื้นที่คอลัมน์ ARTVIRUS เอง หรอกนะ แต่ของเขาดีจริง ๆ จึงต้องมาบอกต่อกัน ใครที่เคยไม่เข้าใจว่า Postmodern คืออะไร? ทำไมต้อง Postmodern? เราอยู่ในยุคสมัยของ Postmodern จริงหรือ? แล้วแบบไหนอย่างไรถึงจะเป็น Postmodern? ศิลปะ Postmodern มีจริงไหม? หนังทุกเรื่องสามารถทำให้เป็น Postmodern ได้จริง ๆ หรือ? (ข้อหลังนี่ดูเหมือนจะมีคนพยายามมาแล้วนะ) หนังสือเล่มนี้แหละน่าจะช่วยให้คุณ ‘กระจ่าง’ กับความหลุกหลิกช่างตอหลดตอแหลของเจ้า Postmodern ได้อย่างถึงแก่นจริง ๆ เลยนะ จะบอกหั้ย!
2. การบรรเลงสุดจี๊ด: Piano Sonata in Eb major, op.31, no.3 ของ Ludwig van Beethoven โดย จุน โคมัสซึ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
การ บรรเลงนี้ก็ได้ฟังจากมหกรรมคอนเสิร์ตเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ Beethoven ที่เคยได้เขียนแนะนำไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อปีก่อนโน้นนั่นแหละ จริง ๆ แล้ว Sonata บทนี้ถือเป็นบท ‘ชอบน้อย’ ของข้าพเจ้า เพราะเท่าที่ได้ฟังมาหลากหลาย version ก็ไม่เห็นว่าจะมีนักเปียโนรายไหนบรรเลงได้ถึงขั้นน่าประทับใจจนสามารถสดับ ถึงความหมายที่แฝงไว้ภายใต้ลีลาสนุกสนานนี้ได้เลย กระทั่งได้มาฟังการบรรเลงของคุณจุน โคมัสซึ นักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่นรายนี้เท่านั้นนี่แหละถึงทำให้รู้ว่า Sonata บทนี้มันพิสุทธิ์งดงามขนาดไหน เทคนิคฝีมือในการบรรเลงของเธอนั้นเข้าขั้นสุดยอด ไม่ว่าตัวโน้ตจะกระโดดโลดเต้น เปล่งเสียงดัง เบา เร้าจังหวะกันขนาดไหน เธอเอาอยู่หมด เมื่อเทคนิคอยู่มือสมาธิของเธอจึงเพ่งไปที่การตีความบทเพลงอย่างไม่วอกแวก รายละเอียดด้านลูกเล่นลีลาทั้งที่อ่อนหวานหรือกระแทกกระทั้นแดกดันทั้งหลาย ที่ Beethoven ประพันธ์เอาไว้เธอเลยถ่ายทอดออกมาได้ถ้วนครบ นับเป็นการบรรเลงในระดับบรมเทพที่ถึงพร้อมทั้งทางด้านเทคนิคการบรรเลงและ รสนิยมทางดนตรีที่นาน ๆ ครั้งจึงจะมีโอกาสสัมผัส เลยต้องจัดให้เป็นอีกหนึ่งความประทับ ‘จี๊ด’ แห่งปีไปกันอย่างเต็มใจ
อ่านบทความ มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้ง 32 ของ Beethoven 9vo 1 โดย กัลปพฤกษ์:
http://www.onopen.com/2006/02/1120
อ่านบทความ มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้ง 32 ของ Beethoven ตอน 2 (ตอนจบ) โดย กัลปพฤกษ์:
http://www.onopen.com/2006/02/1153
3. หนังไทยสุดจี๊ด: “อสุจ๊าก!” กำกับโดย ทวีวัฒน์ วันทา
จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้อะไรดีเด่ไปกว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” “Final Scoreฯ” หรือ “รักแห่งสยาม” ที่ใคร ๆ ต่างก็ชอบกันหรอกนะ แต่ที่ต้องขอถือวิสาสะยกให้ติดอันดับหนังไทยแห่งปี ก็ด้วยความกล้าและบ้าบิ่นของผู้กำกับ ทวีวัฒน์ วันทา ที่ช่างทำออกมาได้สุด cult สะใจคนดูวัยรุ่น 1970’s อย่างข้าพเจ้าได้โดนนักแล แม้หน้าหนังจะเป็นเพียงงาน Sci-Fi แนวตลกปนทะลึ่งสัปดน แต่คนทำเค้าก็มีจินตนาการกว้างไกลเกินจะคาดคิด หนังอุดมไปด้วยจริตลีลาชนิดเอาแต่ใจอย่างที่จะเห็นได้ไม่บ่อยนักในหนังไทย กลุ่มตลาด โดยเฉพาะมุกตลกห่าม ๆ ทั้งหลายที่ช่างสร้างสรรค์มาได้อย่างไม่อายฟ้าดิน หนึ่งในหนังไทยที่ไม่ควรมองข้ามมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี
4. เหตุการณ์สุดจี๊ด: กรณีเซ็นเซอร์ ‘แสงศตวรรษ’
แม้ จะเป็น ‘จี๊ด’ ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ต้องขอรวมเอาไว้ เพราะมันเป็นอะไรที่เจ็บใจ ‘จี๊ด’ เลยจริง ๆ แหม! นึกว่าจะได้ดู ‘แสงศตวรรษ’ กันแบบจอใหญ่ ๆ อิ่มตาอิ่มใจในโรงหนังกลางกรุง ที่ไหนได้ กองเซ็นเซอร์บ้านเราดันเกิดผีเข้าเอาจริงเอาจังกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะปล่อย ๆ ไปได้ แหม! แค่ขึ้นคำเตือนก่อนหน้าหนังกันสักนิดว่า “ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงตัวละครในจินตนาการ” ชาวบ้านร้านตลาดที่ไหน ๆ เขาก็เข้าใจกันได้อยู่แล้วว่า หมอ หรือ พระ ในชีวิตจริงเขาก็ไม่ได้มีธรรมเนียมที่จะทำอะไรกันแบบนี้หรอก นี่เล่นมีคำสั่งให้ตัดออกไปตั้งสี่ฉาก มันไม่มากไปดอกหรือคุณพี่! แต่ที่ ‘จี๊ด’ เสียยิ่งกว่า ก็คือฝ่ายสนับสนุนการจัดฉายเองที่ดันถอนหนังเรื่องนี้ออกจากการพิจารณา ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายเซ็นเซอร์เองก็บอกว่าสามารถจะยื่นอุทธรณ์ได้ เลยไม่ได้รู้ดำรู้แดงกันพอดีว่ากฎหมายบ้านนี้เมืองนี้มันมีความเป็น ประชาธิปไตยกันขนาดไหน ยิ่งรู้ว่าเรื่องนี้สามารถฟ้องร้องได้ถึงชั้นศาลปกครอง ก็ต้องรู้สึกแสนเสียดายที่ฝ่ายสนับสนุนการจัดฉายไม่น่าจะพับเสื่อไปตั้งแต่ ยกแรก แล้วอย่างนี้จะเอาน้ำหนักหลักการอะไรไปสู้กะเขา ในเมื่อเขาให้อุทธรณ์แล้วเราไม่เอาเอง (ครั้นจะอ้างว่าอุทธรณ์ไปก็แพ้ ก็คงไม่พ้นข้อหา ‘คิดแทน’ ฝ่ายตรงข้ามกันไปอีก) เรื่องมันก็เลยตะเลงตะเลงเป็นไฟไหม้ฟางที่ไม่เห็นผลอะไร ได้ยินว่า พรบ. ฉบับใหม่ที่จะออกมาก็มีเนื้อหาที่รัดกุมยิ่งกว่าเดิมอีก อุตส่าห์ล่ารายชื่อไปได้ตั้งหลายพัน ไทยบ้าง ฝรั่งบ้าง เหมา ๆ รวม ๆ กันแล้วมันจะได้ผลขนาดไหน? เฮ้อ! อย่างว่าละนะ ของอย่างนี้มันเป็นเรื่องของตัวบทกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ต่อคนทั้งประเทศ จะเอาแต่ใจหรือใช้อุดมคติในเชิงศิลปะมาต่อสู้กันมันคงไม่ได้ ปัจจัยรายละเอียดมันมีให้ได้ถกเถียงกันเยอะ คนทำหนังก็ย่อมต้องการอิสระ เด็กและเยาวชนรวมทั้งคนทั่วไปก็ย่อมต้องการการปกป้องจากสิ่งไม่บังควร โดยเฉพาะพ่อค้าหัวใสที่หวังจะกอบโกยกำไรนี่แหละตัวดีที่ต้องคอยระวัง กฎหมายมีช่องว่างช่องโหว่ตรงไหน พี่แกก็สามารถใช้มันมาโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้โดยไม่ต้องมาหวั่นเกรงศีล ธรรม ก็ขอส่งกำลังใจให้แต่ละฝ่ายได้ต่อสู้เพื่อจุดยืนของตัวเองกันต่อไป หากจะเปิดใจรับฟังและทำความเข้าใจอีกฝ่ายนึงได้ก็ยิ่งดี ตรงไหนยอมได้ก็ยอมไป จุดไหนยอมไม่ได้ก็จงหนักแน่นไว้ ส่วนอคติทั้งหลายก็คงต้องโยนทิ้งไปอย่าให้มันมาลวงจิตลวงใจจนต้องไขว้เขวจาก ความเป็นจริง หวังว่าในปีนี้เราคงจะมีตัวบทกฎหมายใหม่แบบ ‘จี๊ด ๆ’ ที่สนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้อย่างน่าพึงใจ อย่าให้มีหนังเรื่องไหนต้องโดน ‘จี๊ด จี๊ด จี๊ด จี๊ด’ แบบ ‘แสงศตวรรษ’ กันอีกเลยนะ
5. บทกวีสุดจี๊ด: “ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์” โดย อุเทน มหามิตร, พิมพ์ครั้งแรกในรูปแบบหนังสือทำมือ เมษายน 2550
ผู้ เขียน (หมายถึง ‘ข้าพเจ้า’ นะ ไม่ใช่ ‘อุเทน มหามิตร’ เขียนไปชักงงเอง) ได้รู้จักกับบทกวีชุดนี้จากงานแถลงข่าวประกาศรายชื่อหนังสือที่ผ่านเข้ารอบ สุดท้ายรางวัลซีไรต์ ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือทำมือ มิได้ออกวางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไปในเวลานั้น ผู้เขียนจึงต้องใช้ความพยายามหาแหล่งซื้ออยู่นานกว่าจะได้มันมาครอบครอง ซึ่งเมื่อได้อ่านแล้วก็ไม่รู้สึกผิดหวัง แถมยังประทับจิตประทับใจกับลีลากวีเหนือจริงแบบไทย ๆ ที่ไม่ได้เห็นกันมาตั้งแต่สมัยของ อังคาร กัลยาณพงศ์ โน่นแล้ว บทกวีชุดนี้เป็นงานที่ทำให้ผู้เขียนต้องรู้สึกทึ่งในจินตนาการอันพิสดาร พันลึกของผู้ประพันธ์ที่สามารถรังสรรค์ภาพฝันอันน่าสะพรึงได้อย่างบริสุทธิ์ จริงใจ ด้วยลีลาที่ห่างไกลจากคำว่า cliché ได้อย่างน่าทึ่ง ชวนให้ได้ซาบซึ้งถึงพลังแห่งเวิ้งศิลปะที่เป็นอิสระจากเหตุและผลอันไร้สาระ ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างหลุดลอย . . .
6. หนังต่างประเทศสุดจี๊ด: The Edge of Heaven (2007) กำกับโดย Fatih Akin

สำหรับ หนังเรื่องนี้ผู้เขียนก็มีวาสนาได้ดูกันแบบเต็มตาในโรงภาพยนตร์จากงานเทศกาล ภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากที่เคยรับไม่ได้เลยกับหนังสุดเน่าอย่าง Head-On (2004) พอได้ดูผลงานเรื่องนี้ ผู้เขียนก็มีอันต้องเปลี่ยนใจหันมาสนใจกับผู้กำกับ Fatih Akin กันใหม่ในทันที ก็หนังอะไรช่างทำออกมาได้คมคายละเมียดละไม จัดวางทุกองค์ประกอบได้งดงามลงตัวยิ่งนัก นับเป็นผลงานที่ควรค่าแก่รางวัลปาล์มทองคำเสียยิ่งกว่า 4 Months, 3 Weeks and 2 Days เสียด้วยซ้ำ หนังเรื่อง The Edge of Heaven นี้ผู้เขียนเห็นไว ๆ ว่ามี DVD ออกมาแล้วที่ร้านใน Fortune Tower ย่านดินแดง ใครที่เคยพลาดไปก็เสาะหามาดูกันได้ว่าดีจริงอย่างที่ผู้เขียนโพนทะนาไว้หรือไม่
7. สารคดีสุดจี๊ด: “มอแกน, ป่ะ?” กำกับโดย พิศาล แสงจันทร์, ทายาท เดชเสถียร และ ณัฐวิทย์ ขาวศรี
ปี ที่แล้วเขาว่ากันว่า สารคดีไทยมาแรง นับตั้งแต่ “Final Score ฯ” ที่ได้เข้าโรงฉายเมื่อตอนต้นปี แถมในเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทยก็มีหนังสารคดีได้รับรางวัลใหญ่กันถึง สามเรื่อง แต่จากที่ได้ดูผู้เขียนกลับรู้สึกว่าไม่เห็นจะมีเรื่องไหนถึงพร้อมในด้านฝี ไม้ลายมือได้เท่ากับสารคดีสุดฮาเรื่อง “มอแกน, ป่ะ?” ของผู้กำกับสามทหารเสือกลุ่มนี้กันอีกแล้ว ก็แหม! คุณเธอเล่นวี้ดว้ายกระตู้ฮู้ “หนูเป็นกะเทยคะ!” กันอย่างโฉบเฉี่ยวไฉไล แถมยังได้ทั้งสาระกินใจและความสนุกสนานแบบวายป่วงไปพร้อม ๆ กันอย่างที่ไม่นึกไม่ฝันว่าจะทำได้ จึงต้องขอปรบมือดัง ๆ ให้ดังกับความจริงใจและไว้ลายของพวกหนูทั้งหลาย แต่อย่างว่าละนะ เกิดเป็นกะเทยแล้วมันต้องทำใจ เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครหน้าไหนมายกรางวี่รางวัลอะไรใหญ่โตให้กับ หนังแนว ‘เริ่ดคะ!’ ที่ไม่ยี่หระต่อความจริงจังอย่าง “มอแกน, ป่ะ?” เรื่องนี้ แม้ว่าทักษะฝีมือของพวกหนูจะโดดเด่นมีดีกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจนแค่ไหนก็ตาม!
8. Retroฯ สุดจี๊ด: หนังสั้นของกุลชาติ จิตขจรวานิช และผองเพื่อน ในงานเทศกาลหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย
“อย่างนี้สิ! อย่างนี้สิ! ต้องให้ได้อย่างนี้สิ! มันต้องอย่างนี้สิ! อย่างนี้สิ! ต้องให้ได้อย่างนี้สิ!”
เห็น ทีจะต้องขอยืมเพลงสุดฮิตเมื่อทศวรรษที่แล้วของคุณคริสติน่า อากีลาร์ มาร้องเปิดอันดับ Retroฯ สุดจี๊ดประจำปีที่โดนใจผู้เขียนไปเต็ม ๆ กับหนังสั้นชุดสุดเถื่อนของคุณกุลชาติ จิตขจรวานิช และเหล่าสหาย ที่บอกได้คำเดียวว่า ‘สถุล’ บรรลัย ชนิดที่คงไม่มีใครเลียนแบบได้อีกแล้ว ก็อย่างว่า หากคิดจะทำหนัง cult แบบแรง ๆ ก็ต้องทำออกมาให้ชวนแสลงได้แบบนี้ อย่าได้คิดประนีประนอมกลัวคนดูจะรับไม่ได้กันเป็นอันขาด! ถ้ารักจะอุบาทว์หยาบช้าก็ต้องเอาให้ตาค้างกันแบบเห็น ๆ สมแล้วที่จะได้เป็นอีกหนึ่งสุดยอดแห่งความ ‘จี๊ด’ ประจำปีที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าเทศกาลหนังสั้นไทยในปีที่แล้วนี้ก็ยังคงมี อะไรที่เจ๋ง ๆ ให้ได้ดูอยู่เหมือนกันนะ!
อ้าว! ว่าแล้วก็ . . . (โปรดนึกภาพสองนักแสดงนำจาก “มอแกน, ป่ะ?” ร่วมเต้นประกอบ)
“อย่างนี้สิ! อย่างนี้สิ! ต้องให้ได้อย่างนี้สิ! มันต้องอย่างนี้สิ! อย่างนี้สิ! ต้องให้ได้อย่างนี้สิ! . . .”
9. เรื่องสั้นสุดจี๊ด: ‘มือสังหาร’ โดย เดช อัคร ตีพิมพ์ใน “ช่อการะเกด ฉบับที่ 42 ตุลาคม – ธันวาคม 2550”
หนึ่ง ในข่าวดีสุด ‘จี๊ด’ ประจำปี 2550 ก็คือการหวนคืนมาอีกครั้งของนิตยสารเรื่องสั้นชั้นเยี่ยม ‘ช่อการะเกด’ ที่ห่างหายไปจากวงการมายาวนานถึง 9 ปี กลับมาในฉบับที่ 42 นี้คุณภาพของเรื่องสั้นทั้ง 12 เรื่องที่ได้ลงตีพิมพ์ก็ยังคงคับเล่มอยู่เหมือนเดิม สำหรับเรื่องสั้นที่ผู้เขียนอ่านแล้วรู้สึก ‘จี๊ด’ มากที่สุดในเล่มนี้ก็เห็นจะเป็น ผลงานเรื่อง ‘มือสังหาร’ ของนักเขียนช่อการะเกดหน้าใหม่ เดช อัคร ที่แม้จะดูเป็นเรื่องเล่าที่สามัญธรรมดาแต่กลับแฝงความน่าสะพรึงเอาไว้ได้ หลายมิติชั้น อ่านแล้วชวนให้นึกไปถึงบรรยากาศของหนังเรื่อง Bled Number One (2006) ของ Rabah Ameur-Zaimeche ที่ได้ดูในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งกรุงเทพ ฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ซ่อนพลังปะทุรุนแรงภายใต้บรรยากาศที่เรียบเรื่อยเอาไว้ไม่ต่างไปจาก เรื่องสั้นเรื่องนี้เลย
10. การแสดงสุดจี๊ด: นักแสดงทั้งหมดจากหนังเรื่อง Import/Export (2007) กำกับโดย Ulrich Seidl
หนัง เรื่องนี้แหละที่ทำให้ผู้เขียนต้องปล่อยไก่กับนักดูหนังรุ่นน้อง ด้วยหลงคิดว่าผู้กำกับใช้นักแสดงมารับบทเป็นคนไข้ในโรงพยาบาลประสาท ที่ไหนได้ผู้กำกับ Ulrich Seidl ดันใช้คนบ้าจริง ๆ มาเล่นโดยไม่หวั่นเกรงข้อหาใช้ประโยชน์จากความป่วยไข้มาสร้างความขบขัน ซึ่งฝรั่งเค้าถือกันนักหนาว่าเป็นอะไรที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ว่าใครคนไหนจะเป็นนักแสดงหรือตัวจริง สิ่งหนึ่งที่ต้องขอซูฮกให้เลยก็คือฝีมือในการกำกับการแสดงของ Ulrich Seidl ที่ทำออกมาได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริง อันไหนเป็นการแสดง จนบัดนี้ผู้เขียนเองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้เลยว่า โสเภณีสาววัยกำดัดที่บำเรอโอษฐกามให้ตัวละครพ่อเลี้ยงนั้น เธอเป็นโสเภณีจริง ๆ หรือเป็นนักแสดง เพราะจังหวะจะโคนในการ ‘เอ๊อะ! อ๊ะ!’ แบบแอ๊บแบ๊วไม่รู้ภาษาของเธอนั้นมันช่างได้จังหวะเป็นธรรมชาติจนไม่อาจจะ แยกแยะอะไรกันได้อีกต่อไปแล้ว!
จบจากการรายงานสิบอันดับสุด ‘จี๊ด’ ประจำปี ก็ขอมีอันดับแถมท้ายสำหรับผลงานที่ผิดหวังดัง ‘จี๊ด’ ในรอบปีเพื่อความสมดุลในเชิงสุนทรียศาสตร์กันสักหน่อย ซึ่งผลงานศิลปะที่ได้รับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้จากผู้เขียนประจำปี พ.ศ. 2550 ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง The Golden Door (2006) ของผู้กำกับ Emanuele Crialese ที่ฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายน นั่นเอง แหม! ก็พี่ท่านได้รางวัลใหญ่โตมาจากเทศกาลหนังเมืองเวนิส เลยอดไม่ได้ที่จะคิดเอาไว้ล่วงหน้าว่าหนังจะต้องดีเลิศประเสริฐศรีมีดีเหนือ กว่าหนังประกวดอีก 18 เรื่องที่เหลืออย่างแน่แท้ แต่ที่ไหนได้หนังเรื่องนี้กลับกลายเป็นอะไรที่ เสร้อ เสร่อ เหลือใจ ไม่ว่าจะเป็นตัวบทที่อ่อนเชย การแสดงที่เฉย ๆ ถึงเฉยมาก การใช้สัญลักษณ์แบบนมทะลักลอยคอจนต้องอุทานว่า ‘เล่นกันตรง ๆ แบบนี้เลยเหรอ?’ แถมด้วยการกำกับที่ไม่พบเจอทักษะฝีมือใด ๆ ให้ได้ชื่นชมกันแม้สักกระผีกริ้น ให้ดิ้นตายเหอะ! หนังคว้ารางวัลมาได้อย่างไรกันนี่! ช่วยบอกข้าน้อยให้รู้ทีว่าหนังเรื่องนี้มันมีดีกว่าหนังไทยเรื่อง ‘แสงศตวรรษ’ ที่ได้เข้าประกวดด้วยกันตรงไหน?
อืม! . . .รู้สึกว่าอันดับประจำปีของผู้เขียนคราวนี้จะมีอะไรออกทะเลไปเยอะ เอาเป็นว่าก็ขอถือโอกาสในช่วงเริ่มต้นปีอวยพรให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพ กายและสุขภาพใจที่ดี พร้อมรับกับสิ่งที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตใน พ.ศ. 2551 นี้ และขอให้เจอแต่เรื่อง ‘จี๊ด’ แบบดี ๆ อย่าได้มีอะไรต้องขุ่นมัวหัวใจตลอดปีใหม่นี้ด้วยเทอญ . . .
......................
สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ Madeleine de Scudery (MDS)
ตามอ่านความเห็นที่ Limitless Cinema : http://celinejulie.blogspot.com/
(เรียงตามลำดับความชอบส่วนตัว)
อันดับภาพยนตร์ + Video Installation ที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007
1. CRY IN SILENCE (2006, J. G. Biggs)

หนัง ขาวดำจากฝรั่งเศสเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกพ่อ กระทำทารุณกรรมอย่างรุนแรง หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมอย่างมากๆ และเป็นหนึ่งในหนังที่ดิฉันชอบที่สุดในชีวิต เพราะมันเป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องในโลกนี้ที่ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามัน “เข้าใจดิฉัน” จริงๆแล้วสิ่งที่นางเอกของหนังเรื่องนี้ประสบพบเจอไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่ง ที่ดิฉันเคยเจอในอดีตแต่อย่างใด แต่หนังเรื่องนี้สะท้อนความรู้สึกเจ็บปวดบางอย่างที่ดิฉันเข้าใจได้ และเมื่อดิฉันได้พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างบนโลกนี้ (ซึ่งก็คือหนังเรื่องนี้) ที่สามารถเข้าถึงความรู้สึกส่วนลึกในใจของดิฉันอย่างที่แทบไม่มีหนังเรื่อง ใดเคยทำได้มาก่อน ดิฉันก็เลยรู้สึกเหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้เปรียบประดุจดั่งหยดน้ำทิพย์จาก สรวงสวรรค์ที่ช่วยปลอบประโลมให้ดิฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
นอกจาก CRY IN SILENCE แล้ว หนังฝรั่งเศสที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 ยังรวมถึง
1.1 MON FILS A MOI (2006, Martial Fougeron)
1.2 THE MOTHER AND THE WHORE (1973, Jean Eustache)
1.3 LE COEUR FANTOME (1996, Philippe Garrel)
1.4 THE 10TH DISTRICT COURT: MOMENTS OF TRIAL (2004, Raymond Depardon)
1.5 DEMENTED (2006, Laurent Achard)
1.6 LA PURITAINE (1986, Jacques Doillon)
1.7 LA BELLE CAPTIVE (1983, Alain Robbe-Grillet)
1.8 LA CALIFORNIE (2006, Jacques Fieschi)
1.9 MY LIFE AND TIMES WITH ANTONIN ARTAUD (1993, Gerard Mordillat)
1.10 THE PASSENGER (2005, Eric Caravaca)
2. KALYI – AGE OF DARKNESS (1993, Fred Kelemen)

หนัง เยอรมันเรื่องนี้นำเสนอภาพอันละลานตระการตาและการจัดแสงเงาที่น่าทึ่งอย่า งมากๆ โดยที่ดิฉันไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าแต่ละวินาทีที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่อง นี้มันหมายความว่าอะไร อย่างไรก็ดี ผู้กำกับ Fred Kelemen ได้ช่วยอธิบายไว้ว่าหนังเรื่องนี้สื่อถึง “กลียุค”
(อ่านเกี่ยวกับ Kalyi + ผลงานละครเวทีและหนังของ Fred Kelemen เรื่องอื่นๆ ได้ที่: http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2484)
นอกจาก KALYI – AGE OF DARKNESS แล้ว หนังเยอรมันที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 ยังรวมถึง
2.1 FROST (1997, Fred Kelemen)
2.2 GHOSTS (2005, Christian Petzold)
2.3 FATE (1994, Fred Kelemen)
2.4 THE HUNGER YEARS: IN A LAND OF PLENTY (1980, Jutta Brueckner)
2.5 PINGPONG (2006, Matthias Ludhardt)
2.6 NIGHTFALL (1999, Fred Kelemen)
2.7 THE LIVES OF OTHERS (2006, Florian Henckel von Donnersmarck)
2.8 BORN IN ‘45 (1965, Juergen Boettcher)
2.9 REQUIEM (2006, Hans-Christian Schmid)
2.10 NO REGRETS (2001, Benjamin Quabeck)
3. PHANTOM LOVE (2007, Nina Menkes)
หนัง ขาวดำเรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะพยายามปรับ สมดุลของชีวิตตัวเอง ซึ่งรวมถึงการปรับสภาพจิตใจเพื่อรับมือกับปัญหาในครอบครัว, การทำงาน, ชีวิตรัก, รูปโฉม, ปัญหาสังคมทั้งใกล้ตัวและไกลตัว โดยที่หนังดูเหมือนจะนำเสนอสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเธอเป็นหลัก หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นตะลึงมากๆ ดิฉันรู้สึกราวกับว่าภาพบางภาพในหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นด้วยการปลุกเสกทาง เวทมนตร์ ไม่ใช่ด้วยกล้องถ่ายหนัง
PHANTOM LOVE เป็นผลงานของผู้กำกับหญิงที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกแบบผู้หญิงออกมาได้อย่างน่าหลงใหลมาก ทั้งนี้ นอกจาก PHANTOM LOVE แล้ว ผลงานของผู้กำกับหญิงเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ยังรวมถึง
3.1 BERLIN (10 NOV. 1974 – 28 JAN. 1975) – EXERCISES IN NINE PARTS: DREAMING UNDER WATER OF THINGS AFAR (1974-1975, Rebecca Horn)
3.2 SEEING SPACE AND HEARING SPACE (1974, Valie Export)
3.3 I’M NOT THE GIRL WHO MISSES MUCH (1986, Pipilotti Rist)
3.4 KUNG-FU MASTER (1987, Agnes Varda)
3.5 THE DEAD GIRL (2006, Karen Moncrieff)
3.6 ONCE UPON A TOMORROW (2006, Sandrine Veysset)
3.7 LIVING A BEAUTIFUL LIFE (2003, Corinna Schnitt)
3.8 KITCHEN (2005, Alice Winocour)
3.9 THE BALL OF WOOL (2006, Fatma Zohra Zamoum)
3.10 สมมุติสถาน (IMAGINED LANDSCAPE) (2007, วรรณนิศา เอี่ยมละออง)
4. VIDEO 50 (1978, Robert Wilson)

หนัง เยอรมันเรื่องนี้ติดอันดับหนังที่พิสดาร พาลสะดิ้งที่สุดในใจดิฉันประจำปี 2007 หนังเรื่องนี้มีความยาว 51 นาที 40 วินาที และประกอบด้วยฉากต่างๆประมาณ 100 ฉาก โดยแต่ละฉากกินเวลาประมาณ 30 วินาที และแต่ละฉากแทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย อย่างไรก็ดี ถึงแม้ฉาก 100 ฉากที่นำมาเรียงต่อๆกันในหนังเรื่องนี้แทบไม่สามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ ตามหลักเหตุผล แต่ในทางอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ดิฉันรู้สึกว่าการได้ดูฉาก 100 ฉากติดต่อกันในหนังเรื่องนี้ก่อให้เกิดเส้นอารมณ์ที่ต่อเนื่อง และเส้นอารมณ์ของดิฉันก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุดในฉากที่เป็ดมาร้องก๊าบๆๆ
นอกจาก VIDEO 50 แล้ว หนังพิสดารที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 ยังรวมถึง
4.1 SUBURBS OF EMPTINESS (2003, Thomas Koener)
4.2 STADT IN FLAMMEN (1984, Schmelzdahin)
4.3 JIVAN, UP THERE (2002, Marc Comes)
4.4 NACHRICTEN VON DEN STAUFERN (1977, Alexander Kluge + Maximiliane Mainka)
4.5 TO CRY UNTIL EXHAUSTION (1972, Jochen Gerz)
4.6 ฟ้าผ่า (THUNDER) (2005, จุฬญาณนนท์ ศิริผล)
4.7 MALEREI DECKT ZU, KUNST DECKT AUF! (PAINTING COVERS, ART REVEALS) (1977, Richard Kriesche)
4.8 ที่นั่น, ที่นั่น (THERE, THERE) (2005, นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)
4.9 PERFORMANCE ART IS NO MORE THE ART OF PERFORMANCE THAN A WINE BOTTLE IS A BOTTLE OF WINE (2007, Thomas J. Berghuis)
4.10 SCAPE_TIME (2006, Telcosystems)
5. LOOK OF LOVE (2006, Yoshiharu Ueoka)
หนัง ญี่ปุ่นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการผจญภัยของนักถ้ำมองโรคจิต, โสเภณีสาว และตัวละครอื่นๆท่ามกลางคืนอันชุลมุนวุ่นวาย และมีฉากพิลึกกึกกือมากมายอยู่ในหนัง นี่คือหนังที่ทำให้ดิฉันหัวเราะมากที่สุดในปีนี้
นอกจาก LOOK OF LOVE แล้ว หนังญี่ปุ่นที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 ยังรวมถึง
5.1 NIGHT TIME PICNIC (2006, Masahiko Nagasawa)
5.2 FIRST LOVE (HATSUKOI) (2006, Yukinari Hanawa)
5.3 TO WHOM IT MAY CONCERN (2007, Wakai Makiko)
5.4 FUNERAL PARADE OF ROSES (1969, Toshio Matsumoto)
5.5 WHEN A WOMAN ASCENDS THE STAIRS (1960, Mikio Naruse)
5.6 DOUBLE SUICIDE (1969, Masahiro Shinoda)
5.7 SHINDO (2007, Koji Hagiuda)
5.8 RAINBOW SONG (2006, Naoto Kumazawa)
5.9 MIDNIGHT SUN (2006, Norihiro Koizumi)
5.10 KITARO (2007, Katsuhide Motoki)
6. ความลักลั่นของงานรื่นเริง (THE BANGKOK BOURGEOIS PARTY, ปราปต์ บุนปาน, 2007)
หนัง สั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับงานปาร์ตี้ของหนุ่มสาวชนชั้นกลางกลุ่มหนึ่ง ในกรุงเทพ ที่คนในงานพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางการเมืองมากมายหลายประเด็น อย่างไรก็ดี การสนทนาในงานเริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ และนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงในเวลาต่อมา
นี่คือหนังการเมืองที่ถูกใจ ดิฉันมากที่สุดในชีวิตเรื่องหนึ่ง สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าดิฉันไม่มีความรู้เรื่องการเมืองเลย ดังนั้นหนังการเมืองที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาอย่างหนังเรื่องนี้จึงเป็น หนังที่ทำให้ดิฉันได้รับ “สาร” มากที่สุด และสารหลายอย่างในหนังเรื่องนี้ก็เป็นสารที่ตรงกับชีวิตประจำวันของดิฉัน อย่างมากๆ หลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวละครในหนังเรื่องนี้พูดคุยกัน ตรงกับสิ่งที่ดิฉันคิดกังวลอยู่ในใจในแต่ละวัน หรือตรงกับสิ่งที่เพื่อนๆดิฉันเคยพูดถึง การได้ดูหนังเรื่องนี้จึงเหมือนกับการได้พิจารณาดูตัวเองกับเพื่อนๆของตัว เอง และสิ่งที่สำคัญก็คือว่า หนังเรื่องนี้ได้ชี้ให้ดิฉันเห็นว่า ดิฉันอาจจะคิดผิดพลาดไปในจุดใดบ้าง, ดิฉันได้มองข้ามความเป็นจริงในจุดใดบ้าง และดิฉันควรจะใส่ใจกับคนกลุ่มใดในสังคมบ้าง หลังจากที่ดิฉันไม่เคยนึกถึงคนกลุ่มนั้นมาก่อน
นอกจาก “ความลักลั่นของงานรื่นเริง” แล้ว หนังที่นำเสนอประเด็นทางสังคมหรือการเมืองเรื่องอื่นๆที่ดิฉันชื่นชอบที่สุด ในปี 2007 ยังรวมถึง
6.1 LETTER FROM THE SILENCE (2006, ปราปต์ บุนปาน)
6.2 COUP POUR COUP (1972, Marin Karmitz)
6.3 THE OLD GARDEN (2006, Im Sang-soo)
6.4 ADMIT (2007, นัฎฐพล ทิมเมือง)
6.5 ขจีภพ (THE ORGANISATION) (2007, ธนพล เชาวน์วานิชย์)
6.6 THREE DOLLARS (2005, Robert Connolly)
6.7 THE MURMURING COAST (2004, Margarida Cardoso)
6.8 COMEDY OF POWER (2006, Claude Chabrol)
6.9 TWO ACRES OF LAND (1953, Bimal Roy)
6.10 โรงเรียนชาวนา จากข้าวขวัญ...สู่ขวัญของชาวนาไทย (2007, สุพงศ์ จิตต์เมือง)
7. HEREMIAS (2006, Lav Diaz)
หนัง ความยาว 9 ชั่วโมงจากฟิลิปปินส์เรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับพ่อค้าที่เร่ขายของตามท้อง ถนนในชนบท ชีวิตประจำวันของเขาค่อนข้างยากลำบาก แต่ชะตากรรมก็สร้างความยากลำบากให้เขามากยิ่งขึ้นเมื่อเกวียนที่ใช้บรรทุก สินค้าทั้งหมดของเขาถูกขโมยไป, เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจ และเขายังได้เรียนรู้ถึงความเลวร้ายของสังคมอย่างรุนแรงในช่วงท้ายเรื่อง หนังเรื่องนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกทึ่งกับหลายๆช่วงของหนังที่ “ไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นเลย” แต่หนังกลับสามารถสร้างอารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงระหว่างผู้ชมกับตัวละครใน เรื่อง และหนังเรื่องนี้ยังช่วยตอกย้ำความเชื่อของดิฉันที่ว่า “โลกมนุษย์คือนรก” อีกด้วย
นอกจาก HEREMIAS ซึ่ง เป็นหนังฟิลิปปินส์แล้ว ดิฉันยังประทับใจกับหนังอีกหลายๆเรื่องในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2007 ซึ่งรวมถึงหนังของประเทศไทย โดยหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดในปี 2007 รวมถึง
7.1 AUTOHYSTORIA (2007, Raya Martin, Philippines)
7.2 บ้านผีสิง (THE HOUSE) (2007, มณฑล อารยางกูร, Thailand)
7.3 LOVE CONQUERS ALL (2006, Tan Chui Mui, Malaysia)
7.4 RAIN DOGS (2006, Ho Yuhang, Malaysia)
7.5 VILLAGE PEOPLE RADIO SHOW (2007, Amir Muhammad, Malaysia)
7.6 MANORO (2006, Brillante Mendoza, Philippines)
7.7 หนีนรกโพธิ์พระยา 2526 (ESCAPE FROM POPRAYA 2526) (2007, ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ)
7.8 TEACHING A FISH THE ALPHABET (ABRIDGED) (2006, Khairuddin Hori, Singapore)
7.9 THE BET COLLECTOR (2006, Jeffrey Jeturian, Philippines)
7.10 LONDRES-LONDON (2007, Eva Tang, Singapore)
8. PALMS (1993, Artour Aristakisian)
หนัง สารคดีจากรัสเซียเรื่องนี้นำเสนอภาพชีวิตของคนจนหลายๆคน ชีวิตของพวกเขาแร้นแค้นอย่างแสนสาหัส และหลายๆคนก็ดูเหมือนจะสติไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี หนังเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกับสารคดีทางโทรทัศน์ เพราะ “ภาพ” และ “บรรยากาศ” ของหนังเรื่องนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ ในขณะที่ “เสียงบรรยาย” ของหนังเรื่องนี้ก็ก่อให้เกิดความรู้สึกที่พิสดารสุดๆ
นอกจาก PALMS แล้ว หนังเกี่ยวกับยุโรปตะวันออกที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 ยังรวมถึง
8.1 VIDEOGRAM OF A REVOLUTION (1993, Harun Farocki, Andrei Ujica, Romania)
8.2 FROM THE EAST (1993, Chantal Akerman)
8.3 THE PARTY AND THE GUESTS (1966, Jan Nemec, Czechoslovakia)
8.4 SAVIOUR’S SQUARE (2006, Joanna Kos-Krauze, Krzysztof Krauze, Poland)
8.5 4 MONTHS, 3 WEEKS AND 2 DAYS (2007, Cristian Mungiu, Romania)
8.6 THE THIRD PART OF THE NIGHT (1971, Andrzej Zulawski)
8.7 TAXIDERMIA (2006, Gyorgy Palfi, Hungary)
8.8 FALLEN (2005, Fred Kelemen, Latvia)
8.9 WHITE PALMS (2006, Szabolcs Hajdu, Hungary)
8.10 THE MOSQUITO PROBLEM AND OTHER STORIES (2007, Andrey Paounov, Bulgaria)
9. EGG (2007, Semih Kaplanoglu)
หนัง ตุรกีเรื่องนี้เล่าเรื่องของกวีชายคนหนึ่งที่กลับไปเยือนบ้านเกิดเพื่อจัด งานศพของแม่ และได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เคยทำงานในบ้านของแม่ของเขา หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่มีมนต์สะกดอย่างประหลาดต่อดิฉัน ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกดึงดูดอย่างรุนแรงด้วยหนังเรื่องนี้และด้วยตัวละคร ในหนัง ดิฉันรู้สึกหลงรักและผูกพันกับตัวละครในหนังเรื่องนี้อย่างสุดๆจนถอนตัวไม่ ขึ้น จริงๆแล้วหนังเรื่องนี้แทบไม่มีเนื้อเรื่องอะไรมาก และแทบไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น แต่ขณะที่ดิฉันดูหนังเรื่องนี้ ดิฉันกลับรู้สึกหวาดกลัวตลอดเวลาว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์ชั่วๆหรือเลวร้าย อย่างรุนแรง แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ชั่วๆแบบที่ดิฉันคาดคิดไว้เกิดขึ้นในหนังแต่ อย่างใด ซึ่งนั่นก็ทำให้ดิฉันชอบหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น เพราะมันไม่ได้เป็นไปตามที่ดิฉันคาดไว้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็กระตุ้นให้ดิฉันเกิดจินตนาการต่างๆนานาอย่างมากมายในขณะที่ได้ดู
อีก จุดที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ก็คือการที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เร้าอารมณ์มาก เกินไปและไม่ได้ให้อารมณ์ฟูมฟายมากเกินไป นอกจากนี้ ดิฉันยังชอบการแสดงของ Nejat Isler ในบทพระเอกของเรื่องนี้มาก ดิฉันรู้สึกว่าเขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาในระดับพอเหมาะพอควร ไม่มากเกินไปเหมือนพระเอกในหนังหลายๆเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน การแสดงของเขาก็ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าตัวละครชายตัวนี้เป็นตัวละครที่มีอะไร น่าค้นหามากๆ
นอกจาก Nejat Isler ใน EGG แล้ว นักแสดงชายคนอื่นๆ ที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดในปี 2007 รวมถึง
9.1 Pierre Arditi ใน SMOKING/NO SMOKING (1993, Alain Resnais, France)
9.2 Lou Castel ใน INTERVIEW (2003, Jeanne Faust, Germany)
9.3 วสันต์ สิทธิเขตต์ ใน HOW TO MAKE A GOOD ART FOR GET WIN AWARD (วสันต์ สิทธิเขตต์, Thailand)
9.4 Nuno Lopes ใน ALICE (2005, Marco Martins, Portugal)
9.5 Mathieu Amalric ใน AMOUR D’ENFANCE (2001, Yves Caumon, France)
9.6 German Palacios ใน POSSIBLE LIVES (2006, Sandra Gugliotta, Argentina)
9.7 Michael Shannon ใน BUG (2006, William Friedkin, USA)
9.8 Ben Lee ใน THE RAGE IN PLACID LAKE (2003, Tony McNamara, Australia)
9.9 Gao Meng-jie ใน THE BEST OF TIMES (2001, Chang Tso-chi, Taiwan)
9.10 August Diehl ใน THE NINTH DAY (2004, Volker Schlondorff, Germany)
10. CROSS-REFERENCE, 35:27:02N/139:39:36E (2005-2007, Craig Walsh)

งาน ชิ้นนี้เป็น video installation ที่ชอบที่สุดในปี 2007 โดยจัดแสดงที่หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่มาชมงานชิ้นนี้จะได้เห็นจอภาพหลายจอ โดยบางจอเป็นภาพที่บันทึก “ผู้มาชมงานในครั้งก่อนๆ” และบางจอก็เป็นภาพที่บันทึก “ผู้ที่มาชมงาน ณ วินาทีนั้น” และบางจอก็เป็นการซ้อนภาพผู้มาชมงานในแต่ละครั้งเข้าด้วยกัน ดังนั้นผู้ที่มาชมงานชิ้นนี้จะได้เห็นตัวเองปรากฏอยู่ตามจอภาพต่างๆและได้ เห็นผู้ที่มาชมงานในครั้งก่อนๆหน้านี้ปรากฏอยู่ร่วมกับตัวเองบนจอด้วย ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มาชมงานนี้จึงเท่ากับเป็น “ส่วนหนึ่งของงาน” หรือเป็น “นักแสดง” ไปโดยปริยาย และดิฉันก็รู้สึกสนุกสนานเป็นยิ่งนักกับการเป็นทั้งนักแสดง, ผู้ชม “ผู้ชมคนอื่นๆ” และ ผู้ชม “ตัวเองในฐานะนักแสดง” ในขณะที่ชมงานชิ้นนี้มากๆ
นอกจาก CROSS-REFERENCE, 35:27:02N/139:39:36E แล้ว งาน video installation ที่ดิฉันชื่นชอบที่สุดที่ได้ดูในปี 2007 รวมถึง
10.1 I’M SORRY (2007, นรเศรษฐ์ ไวศยกุล)
10.2 SILENCE OF THE OTHER END (2007, Arunkumar HG)
10.3 NEVER CONGREGATE, NEVER DISREGARD (2007, อริญชย์ รุ่งแจ้ง)
10.4 MODE OF MORAL BEING (1996, กมล เผ่าสวัสดิ์)
10.5 IN A BLUR OF DESIRE (2007, อารยา ราษฎร์จำเริญสุข)
10.6 WHO WISHES TO REPRESENT AN ANGEL, MAKES A BEAST (2007, Christine Laquet)
10.7 BEING FOR 15 MINUTES (2007, Edward Squire)
10.8 NAVINS OF BOLLYWOOD (2006, Navin Rawanchaikul, Naren Mojidra)
10.9 YOU ONLY LIVE TWICE (2007, Tintin Cooper)
10.10 THE INSTALLATION SERIES OF UNTITLED 2007 (2007, Sarawut Chutiwongpeti)
อันดับการแสดงบนเวทีที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007
1. คนบ้ากับสุดสาคร
ผลงานการกำกับของ สนธยา สุชฎา
2. Ten…10th ตาดู หูฟัง, I’m a flower
ผลงานของ วรรณศักดิ์ ศิริหล้า
3. เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ (WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF THE REVOLUTION)
ผลงานของ เครือข่ายหน้ากากเปลือย, กำกับโดย นินาท บุญโพธิ์ทอง

4. DEAD 1+
ผลงานของ Ko & Edge Co.
5. VAGINA MONOLOGUES
กำกับโดย พันพัสสา ธูปเทียน
6. ติดกับ (BLACKBIRD)
ผลงานของ Drama 69, กำกับโดย ศศิธร พานิชนก
7. ยามพลบ 2
ผลงานของ กลุ่มละคร B-Floor Theatre, กำกับโดย จารุนันท์ พันธชาติ
8. HIGH SCHOOL BASEBALL
ผลงานการแสดงของ Honda โดยเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงละครใบ้ชุด PANTOMIME IN BANGKOK 10/2
9. WASTELAND
ผลงานของ Cie Kafig, choreographed by Mourad Merzouki
10. นางแบบ แอบอยาก (THE TRAGEDY OF BELLIES)
ผลงานของ ชมรมละครอักษรจุฬา, กำกับโดย ชวัตถ์วิช เมืองแก้ว
รวมอันดับงานศิลปะแขนงอื่นๆ ที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007
1. ผลงานศิลปะชุด “สิ่งที่ฉันเห็น ความรู้สึกที่เขาเป็น สิ่งที่เขาต้องทำ” ของพรพรรณ เกียรติภาคภูมิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ศิลปะจินตทัศน์นิพนธ์ “OPEN MIND” ของนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ซึ่งจัดแสดงที่ HOF ART GALLERY

2. ผลงานภาพถ่ายชุด HORROR IN THE PINK (2001) ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ ซึ่งจัดแสดงที่ BANGKOK UNIVERSITY GALLERY
3. MEMBRANES AND MARGINS (2007) ซึ่งเป็นผลงานวอลเปเปอร์ของ Prajakta Potnis Pommany และเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ HERE THERE NOW ที่ GALLERY SOULFLOWER
4. ผลงานสิ่งถักทอที่มีชื่อว่า I BELIEVE IN FAIRIES (2000) ของ Jean-Michel Othoniel ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะสิ่งถักทอ “METISSAGES” ที่ศูนย์ศิลปะพิพิธภัณฑ์ บ้านไทย จิม ทอมป์สัน
5. งาน installation ของ Khiew Huey Chien ในนิทรรศการ PRANA: ART LIGHT SPACE ซึ่งจัดที่ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. วิดีโอบันทึกภาพการแสดงผลงานของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ซึ่งนำมาจัดแสดงในงาน SILPATHORN AWARDS ที่ THE QUEEN’S GALLERY
7. ผลงานภาพถ่ายชุด FADING MEMORIES ของ Sybille Bergemann ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ DEUTSCHLANDBILDER ที่สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย
8. ผลงานภาพถ่ายชุด NIRVANA/PARADISE: REALITY/ILLUSION ของมนตรี เติมสมบัติ ซึ่งจัดแสดงที่ KATHMANDU GALLERY
9. ภาพสีน้ำมัน “ชีวิต (ความฝัน)” หรือ “THAT’S LIFE” ของ ศิรัส อุบลแย้ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 29 พ.ศ. 2550 ที่ THE QUEEN’S GALLERY
10. DRIFT ซึ่งเป็นผลงานศิลปะแนวจัดวางเฉพาะที่ของ สถิตย์ ศัสตรศาสตร์ ที่โรงแรมโรส
......................
TOP 30 Artvirus หนังและหนังสือเรื่องโปรดส่งท้ายปี 2007 โดย Filmsick
นักเขียน Filmvirus / Onopen และ http://filmsick.exteen.com/
หนังโรง (นับหนังที่เข้าฉาย / ออกแผ่นลิขสิทธิ์ ในรอบปีที่ผ่านมา)
1. CHILDREN OF MEN (ALFONSO CAURON)
หนัง พูดถึงโลกที่สิ้นหวัง โลกที่กำลังสึกกร่อนเปื่อยเน่ารอการดับสูญ โลกในอนาคตอันใกล้ที่ไม่มีเด็กเกิดมาอีกต่อไป ภายใต้รูปแบบหนังไซไฟที่เกิดขึ้นในอนาคต หากซ้อนทับกับเรื่องเล่าทางศาสนา และตัวหนังที่แท้พูดถึงปัญหาในโลกชั่วขณะปัจจุบันได้อย่างครบสมบูรณ์ ทั้งปัญหา แรงงานต่างด้าว ปัญหาสงคราม ปัญหาความเสื่อมโทรม ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาเทคโนโลยี หนังเล่าเรื่องอย่างทรงพลัง ใช้สเปเชี่ยลเอฟเฟคต์แต่น้อย หากสร้างผลกระทบได้รุนแรง และน่าทึ่ง
นอกจาก CHILDREN OF MEN หนังไซไฟสยองขวัญที่พูดถึงปัญหาการเมืองที่ผมชอบยังรวมถึง
1.1 28 WEEKS LATER ( JUAN CARLOS FRESNADILLO)
1.2 SUNSHINE (DANNY BOYLE )
2. GRINDHOUSE PLANET TERROR ( ROBERT RODIGUEZ) / DEATH PROOF (QUENTIN TARANTINO)
นี่ คือหนังที่สร้างขึ้นเพื่อคารวะภาพยนตร์เกรดต่ำ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองด้วยหางตาอย่างเหยียดหยาม ในฐานะหนังชั้นรองดูฆ่าเวลา แต่ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ มันยังกระทำการคารวะ วัฒนธรรมการดูหนังอีกด้วย ซึ่งในที่นี้มันคือการดูหนังควบในโรงหนังชั้นสองแบบฉายวนที่เคยเฟื่องฟู ที่สุดในยุคหนึ่ง โดยลำพังตัวหนังหากตัดบริบทรายล้อมมันอาจเป็นเพียงแค่หนังชั้นสองสำหรับการ ดูเอามัน แต่เมื่อพิจารณาตามบริบท และการยั่วล้อนอกจอ นี่คือหนังที่เปิดแนวหนังแบบใหม่ในฐานะหนังอิงหนัง ที่พิสูจน์ว่าในที่สุดภาพยนตร์ก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากพอที่จะล้อเล่นกับ ตัวเอง (อย่างไรก็ดี ในฐานะคอหนังพันธุ์ต่ำ เรานิยม PLANET TERROR ในแง่ที่ว่ามันถูกสร้างมาอย่างเกรดต่ำ โดยคนทำหนังเกรดต่ำ เพื่อคนดูหนังเกรดต่ำโดยเฉพาะ! ขณะที่ DEATHPROOF ดูจัดจ้าน เท่ และฉลาด เกินหน้าความเกรดต่ำของมันอยู่ไม่น้อย )
3. อสุจ๊าก (ทวีวัฒน์ วันทา)
หนัง ไทยสุดคัลท์ เล่าเรื่องล่อแหลม เกี่ยวกับไอ้หนุ่มที่ช่วยตัวเองผิดที่ผิดทาง จนออกลูกออกหลานพล่านทั้งเมือง หนังเป็นทั้งการคารวะหนังไทยเกรดต่ำ (แต่สนุกมาก) อย่างหนังของไชโยภาพยนตร์ไปจนถึง คารวะแกมจิกกัด หนัสุดคัลท์ รุ่นพี่ อย่าง ผู้หญิง 5 บาป ทวีวัฒน์ วันทา ทำหนังออกมาอย่างสนุกสนาน และไม่ประนีประนอม หนังอาจจะทำให้หลายคนสะอึก และหลายคนสนุกสุดขีด ที่สำคัญ นี่คือหนังที่แสดงความสัมพันธ์ วัฒนธรรมความโป๊ กับสังคมไทยได้อย่างน่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
4. FALLEN (FRED KELEMEN)
นาฏกรรมสำนึกบาปจาก FRED KELEMEN ผู้ กำกับที่โด่งดังตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนหนัง เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่พบเห็นสตรีบนราวสะพาน แต่ไม่ได้ยื้อชีวิตหล่อนไว้ จนได้แต่ต้องพยายามไถ่บาปด้วยการตามหาที่มาที่ไปของเธออย่างมืดมน หนังแทบจะเป็นหนังธรรมดาที่ไม่ได้มีอะไรหวือหวา ผูกและคลี่คลายเรื่องอย่างง่าย ๆ จนถูกมองข้าม แต่ KELEMEN ซุกซ่อน สารสำคัญไว้ในทุกก้าวย่างของบทจนกลายเป็นาฏกรรมอันอิหลักอิเหลื่อและง่อย เปลี้ยเสียขาอย่างสิ้นเชิงในตอนจบ ประกอบกับภาพขาวดำที่ฉมจมในแสงมืดทำให้หนังมืดเข้มข้นขึ้นไปอีก
นอกจาก FALLEN หนังแห่งความมืดที่ผมชอบยังรวมถึง
(อ่านเกี่ยวกับ Fallen + ผลงานละครเวทีและหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Fred Kelemen ได้ที่: http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2484)
4.1 KALYI (FRED KELEMEN)
4.2 PHANTOM LOVE (NINA MENKES)
5. OUR DAILY BREAD (NIKOLAUS GREYHALTER)
นี่ คือหนังสารคดี ที่ไม่มีเสียงบรรยายประกอบ ไม่มีกระทั่งเสียงดนตรี ทั้งหมดที่เราจะได้เห็นคือการพาคนดูไปทอดน่องท่องสายพานของ อุตสาหกรรมอาหาร ที่ที่สัตว์และพืชจากท้องไร่ท้องนากลายเป็นเพียงวัตถุประหลาดที่รอชำแหละ ท่ามกลางเสียงอึงอลแห่งเครื่องจักรไร้ชีวิตในโรงงานอันแข็งเย็น ในฐานะผู้บริโภค ด้านปลายห่วงโซ่อาหาร เราอาจมองพืชและสัตว์เหล่านี้ในฐานะผลิตภัณฑ์ แต่ในฐานะมนุษย์มันคือภาพอันชวนขนลุกของการสังหารหมู่ที่แสนเย็นชา ไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะบอกว่านี่คือหนังที่ทำให้ผม -กลัว -มากที่สุดในปีนี้
นอกจาก OUR DAILY BREAD หนังสารคดีที่ผมชอบมากๆ ในปีนี้ยังรวมถึง
5.1 VILLAGE PEOPLE RADIO SHOW (AMIR MUHAMMAD)
6. รักแห่งสยาม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล)
สิ่ง ที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอยู่เพียงที่ตัวเรื่อง ที่เล่าได้อย่างละมุนละไมเท่านั้น หากยังอยู่ที่ปรากฏการณ์ที่หนังสร้างขึ้น ทั้งในขณะการรับชม และการพูดคุยของคนที่ได้ดูแล้ว เนื่องจากมันส่องสะท้อนความหน้าไหว้หลังหลอกและความลักลั่นของสังคมไทย ที่อ้างว่าตัวเองเป็นสังคมอันเปิดกว้าง
นอกจาก รักแห่งสยาม หนังที่เกี่ยวกับการก้าวพ้นวัยที่ชอบไปนี้ยังรวมถึง
6.1 THISI IS ENGLAND (SHANE MMEADOW)
6.2 FIRST LOVE (HANARA YUKINARI)
7. INDIA SONG (MAGUERITE DURAS) / EDEN AND AFTER (ALAIN-ROBBE GRILLET)
ทั้ง INDIA SONG และ EDEN AND AFTER ล้วนถูกจัดฉายในโปรแกรม เคลียร์บัญชี อันเป็นโปรแกรมสุดท้ายของ FILMVIRUS จัด ฉายโดยฟิล์ม 16มม. และทั้งสองเรื่องไม่มีดีวีดีวางขาย เพียงเท่านี้ก็ทำให้มันเป็นหนังที่น่าจดจำแล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือหนังที่เล่นสนุกกับการรื้อขนบของภาพยนตร์ออกจนหมดสิ้นแล้วประกอบมัน ขึ้นมาใหม่ ทั้งการรับรู้ ภาพ และเสียง ใน INDIA SONG และการรับรู้ลำดับของเรื่องเล่าใน EDEN AND AFTER การถอดประกอบอย่างกล้าหาญขยายความสามารถของภาพยนตร์ ให้กว้างขึ้นไปจนอำนาจวรรณกรรมอาจตามไปไม่ถึง
8. SAVIOR’S SQUARE (JOANNA KOS / KRYZTOF KRAUZE)
หนัง ว่าด้วยเรื่องครอบครัวที่ถูกโกงจากบ้านจัดสรรที่ซื้อไว้ จนต้องย้ายมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกับแม่ฝ่ายชาย ความกดดันนำความหายนะมาสู่ครอบครัวแบบกู่ไม่กลับ หนังทำให้นึกถึง FAMILY NEST และ THE PREFAB PEOPLE ของ BELA TARR ซึ่ง ว่าด้วยความยากลำบากของการไร้ที่อยู่อาศัยในประเทศคอมมิวนิสต์ หากหนังกลับไม่ได้พุ่งประเด็นไปที่ความยากไร้ของผู้คน แต่หนังกลับพุ่งประเด็นไปเรื่องความเป็นหญิงที่ถูกทำลายลงอย่างช้าๆ หนังเลือกตัวเอกได้ดีมาก เพราะเธอดูไม่น่าจะเป็นนางเอกหนังได้ แต่เธอเหมาะกับหนังมาก เพราะเธอต้องเล่นเป็น สาวชนบท ที่เข้ามาเรียนมหาลัย แล้วดันท้องก่อนจบ เธอเลยเรียนไม่จบออกมาเลี้ยงลูก สองคน เริ่มจะย้วยเพราะต้องทำงานหนัก แม่สามีเกลียดเธอเข้าไส้ ส่วนสามีก็เริ่มเบื่อหน่าย และเธอก็ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่มีวุฒิการศึกษา ออกไปทำงานก็ไม่ได้เพราะต้องดูลูก ที่บ้านก็ไม่อยากเป็นภาระเรื่องเธออีก หนังแสดงให้เห็นว่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งค่อยๆ ถูกทำลายลงจากการติดบ่วงของความเป็นเมีย และเป็นแม่ เธอสูญเสียความงามเป็นตัวเองลง เสียสละเพื่อคนที่เธอรัก ก่อนที่ทุกคนจะหักหลังเธออย่างเจ็บปวด หนังเรื่องนี้บอกกับเราว่า จริงๆ แล้ว เราทำให้ชีวิตคนอื่นฉิบหายด้วยการไม่ทำอะไร หรือด้วยการทำอะไรเพียงเล็กน้อยได้อย่างไร
นอกจาก SAVIOR’S SQUARE หนังเกี่ยวกับครอบครัวที่ผมชอบยังรวมถึง
8.1 LITTLE MISS SUNHINE (JONATHAN DAYTON / VALERIE FARIS )
9. RAISED FROM THE DUST (GAN XIAO ER)
หนังว่าด้วยเรื่องหญิงจนๆ ที่มีสามีนอนป่วยที่โรงพยาบาล และลูกสาวที่ค้างค่าเทอม ทำ SURPRISE ด้วยการเล่าเรื่องเหล่านี้โดยไม่ใส่อารมณ์ฟูมฟายมาเลยแม้แต่ฉากเดียว หนังเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ตั้ง กล้องแบบstatic shot แทบไม่มีความเคลื่อนไหว ภาพถูกแช่ทิ้งไว้ในบรรยากาศ รกร้างว่างเปล่าของชนบทจีน บางฉาก เหมือนถ่ายตรงถนนหน้าบ้านในหมู่บ้าน และแทบไม่มีการจัดฉากใดๆ ทุกฉากจึงสมจริงและยาวนานมากจนชวนทรมาน ด้วยความคล้ายคลึงสารคดี หนังจึงเล่าเรื่องอย่างไม่ฟูมฟาย เราแทบไม่ได้เห็นภาพ CLOSE UP หญิงผู้นี้ ทุกฉาก มักตั้งกล้องซ้ำที่เดิม เรื่องราวไม่มีอะไรคืบหน้า ไม่มีดนตรีประกอบ กระทั่งในฉากสำคัญของเรื่องก็มีเพียงเสียงล้อ จากสามล้อถีบของเธอเท่านั้น นี่ไม่ใช่หนังนิ่งลึกๆ แบบของโหวเชี่ยวเฉียน หรือนิ่งขันขื่นแบบไฉ้หมิ่งเหลียง แต่มันคือความนิ่งเงียบอันแห้งแล้ง ร้าวรานและทรงพลังมาก
10. THE EDGE OF HEAVEN (FATHI AKIN)
หนัง ที่ว่าด้วยความตายของหญิงสองคนจากสองแผ่นดินที่เชื่อมโยงผู้คนหลากเชื้อชาติ เอาไว้ด้วยความบังเอิญที่มากกว่าการเล่นตลกของพระเจ้า หนังเล่าเรื่องโดยอาศัยความบังเอิญเป็นหลัก แต่มันไม่ได้มีขึ้นเพียงเพื่อเล่าเรื่อง หากแต่มันสะท้อนความสัมพันธ์ของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หนังมีทั้งคนตุรกีชั้นล่างสุด ไปถึงคนเยอรมันชั้นกลาง เพื่อจะพูดถึงทัศนะได้อย่างทั่วถึง การที่ตุรกีพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EU อาจเป็นได้ทั้งการวิพากษ์ตุรกี และการเป็นแบบจำลอง ชนิดเดียวกับที่ HIDDEN ใช้ หนังมีทั้งนักวิชาการ ที่ประณาม พ่อตัวเอง (ชาติตัวเอง) ไปจนถึง ผู้ก่อการร้ายที่ไม่รู้ว่าแม่ตาย (แผ่นดินเกิด) แม้แต่ละคนจะเป็นตัวแทนบางสิ่ง แต่ผู้กำกับก็รักตัวละครมากพอจะทำให้พวกเขาและเธอมีชีวิต เป็นมนุษย์จริงๆ การตายในเรื่องเกิดขึ้นจากความไร้สาระและความหวาดระแวง สรรพสิ่งเชื่อมโยงกันจริงแท้ และเราเป็นพ่อแม่พี่น้องกัน
10.1 THE LIVES OF OTHERS (FLORIAN HENCKEL VON DONNERSMARCK/2006)
11. TAKESHI’S ( TAKESHI KITANO)
หนัง มีชื่อไทยว่า ทาเคชิ บ้า 500 % นั่นแหละมันเป็นไปตามชื่อเรื่องโดยไม่ต้องสงสัย คิตาโน่อาจเป็นทั้งดาราตลก และเป็นทั้งผู้กำกับระดับ WORLD CLASS แต่เมื่อ เขาทำหนังล้อตัวเอง เขาก็เอาหนังทั้งสองแบบมาขยี้รวมกัน ตัวละครชุดเดียวออกในหลายบทบาท จนในที่สุด ไม่ต้องรู้เรื่องอะไรกันอีกแล้ว จะว่าไปนี่คือ 8 ½ ฉบับคิตาโน่ ที่เพี้ยนได้ใจจริงๆ
12. LOOK OF LOVE (YOSHIHARU UEOKA)
เรื่องนี้ฉายเพียงรอบเดียวในเทศกาล BANGKOK INTERNATIONAL FILM ครั้ง ที่ผ่านมา และไม่มีข้อมูลสำรองเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้หรือผู้กำกับคนนี้จาก อินเตอร์เน็ตเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้าย นี่คือหนังที่ติดอันดับคนลุกออกจากโรงมากที่สุดในเทศกาล และแน่นอน มันเป็นหนึ่งในหนังผู้เขียนกรี๊ดที่สุดในเทศกาลนี้ด้วยเช่นกัน! เราอาจเรียกได้ว่า มันคือหนังไร้สติ เพราะมันเล่าเรื่องนักถ้ำมองที่อยากเป็นดาวเทียม การฆาตกรรมที่ไม่รู้เกิดขึ้นหรือเปล่า เด็กผีที่ถูกปล่อยให้อดตาย แต่ลงท้ายเป็นการเดินทางไปกินซุปกระรอก OH SO CULT !
13. THE RED SQUIRREL (JULIO MEDEM)
หนังที่สุดแสนโกลาหลของ JULIO MEDEM หลุด มาฉายในเทศกาล บางกอกฟิล์มอย่างน่าทึ่งหนังเล่าเรื่องของสาวนางหนึ่งที่สูญเสียความทรงจำ หลังประสบอุบัติเหตุ ชายหนุ่มที่ช่วยเธอมาจึงสร้างความทรงจำขึ้นมาใหม่ให้เธอ โดยมีเขาเป็นตัวเอก หนังเล่าเรื่องแบบเว้นช่องว่างเติมเหตุการณ์เหนือจริง ความไม่น่าไว้วางใจ อย่างเข้มข้นและหนักแน่น เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าสิ่งไหนจริงกว่าสิ่งไหน ใครโกหกใคร ลูกเล่นที่ทำให้นึกถึงงานเขียนของนักเขียนลาตินอย่างกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ที่สามารถทำให้เหตุการณ์สามัญกลายเป็นความเหนือจริง ที่ถูกเล่าอย่างโกลาหล หนังสนุกอย่างร้าย และ ทำให้คนดูเชื่อกระทั่งสิ่งซึ่งเชื่อไม่ได้ที่สุดอย่างน่าทึ่ง นับเป็นประสบการณ์ นั่งไม่ติดเก้าอี้สุดมันส์ ประจำปีนี้
14. 4 MONTHS, 3 WEEKS AND 2 DAYS (CRISTIAN MUGIU)
ชื่อ หนังคือจำนวนเดือนการตั้งครรภ์ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอและเพื่อนสาวต้องหลบซ่อนไปทำแท้งเถื่อนในเมืองห่างไกล หนังใช้รูปแบบการถ่ายทำอย่าสมจริงราวกับหนังสารคดี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาข้ามคืนได้อย่างหนักแน่น และน่ากลัว หนังแสดงให้เห็นว่าการทำแท้งเป็นเรื่องเลวร้ายแต่ไหน โดยมิพักต้องเทศนาธรรมสั่งสอนความรักนวลสงวนตัวแต่อย่างใด หากยังเสริมภาพโครงสร้างทางสังคม(ในโรมาเนีย) ที่ส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อผู้คน เป็นหนังที่พูดเรื่องการทำแท้งได้อย่างตรงไปตรงมาและแหลมคมมากที่สุดเรื่อง หนึ่ง
นอกจาก 4 MONTHS, 3 WEEKS AND 2 DAYS หนังเกี่ยวกับผู้หญิงที่ผมชอบในปีนี้ยังรวมถึง
14.1 VOLVER (PEDRO ALMODOVAR)
หนังแผ่น
1. PALMS (ARTUR ARISKTAKISYAN)
สารคดี เชิงกวีสุดประหลาดล้ำที่ติดตามถ่ายภาพของเหล่าคนจรจัดข้างถนน ด้วยภาพขาวดำที่แตกพร่าเรือนลาง ตลอดเวลาสองชั่วโมง โดยมีเสียงประกอบเบื้องหลังเป็นเสียงบรรยายเนื้อความในจดหมายที่ผู้กำกับ เขียนถึง ลูกที่ยังไม่ได้เกิดมา มีทั้งการเล่าเรื่องน่าขนลุกของผู้คนเหล่านั้น หรือการแสดงความคิดเห็น การสั่งสอนลูกของเขา ให้จงเป็นคนจน ให้ไปให้พนจากระบบเพื่อที่จะได้มีเสรีภาพอย่างแท้จริง การปะทะสังสรรค์ของภาพที่อาจจะทำให้ช็อค กับเสียงเล่าที่ทำให้หวั่นไหว ไม่ประนีประนอม ทำให้นี่เป็น หนังที่ดีที่สุดที่ผมได้ดูในปีนี้ครับ
นอกจาก PALMS สารคดีรูปแบบพิเศษที่ผมชอบยังรวมถึง
1.1 ดอกฟ้าในมือมาร (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล)
1.2 VIDEOGRAM OF A REVOLUTION (HARUN FAROCKI)
2. LIGHTS IN THE DUSK (AKI KAURISMAKI)
นี่คือบทจบของไตรภาค FINLAND จาก AKI KAURISMAKI ผู้ กำกับชาวฟินแลนด์ อันเป็นที่รักของผู้เขียนในหนังใหม่ของเขาเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจาก หนังเรื่องก่อนหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงสามารถบรรยายด้วยข้อความเดิมๆ หนังตลกหน้าตาย ในบรรยากาศ minimalist หนังของคนตัวเล็กขี้แพ้ที่ยังคงเต็มไปด้วยความหวังท่ามกลางมรสุมชีวิต แต่ภายใต้ความเหมือน (ที่ทำให้นักวิจารณ์และคนดูพากันลงความเห็นว่าไม่มีอะไรใหม่นั้น ) นี่คือหนังที่ทำให้ภาพร่างของเขาเสร็จสมบูรณ์ เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า IF YOU WANT TO WORK WITH ME YOU HAVE TO BE DESPERATE หากความสิ้นหวังของ KAURISMAKI ทำให้ผมนึกถึงตัวละครของBUSTER KEATON ทั้ง คู่คล้ายคลึงกัน นอกจากในแง่ที่ว่าเป็นผู้กำกับในดวงใจของผมทั้งคู่แล้ว ทั้งคู่ยังคล้ายคลึงในแง่ที่เล่าเรื่องความทุกข์ตรมขมไหม้ของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อสู้ เมื่อพวกเขาถูกทำลาย พวกเขาพยายามมีชีวิตสืบต่อ ไม่แก้ตัว ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อพวกเขารักใครสักคน เขาจะไม่ยื้อแย่ง แต่เขาจะรอ คอยดูแลคนที่พวกเขารัก คนที่ผู้คนในยุคสมัยนี้อาจกล่าวได้เต็มปากว่า ตัวโง่งม แต่เหล่าตัวโง่งมนี้เอง ที่มุ่งมั่นจะขับเคลื่อนโลกในด้านดี คนที่ทำให้เราอุ่นใจว่าหายังมีพวกเขาอยู่ในโลกมันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก
นอกจาก LIGHTS IN THE DUSK แล้ว หนังรักเงียบเศร้าที่ผมชอบในรอบปีนี้ ยังรวมถึง
2.1 A SCENE AT THE SEA (TAKESHI KITANO)
3. WHO CAN KILL A CHILD? (NARCISSO IBANEZ SERRADOR)
หนัง สยองขวัญ ปี 1976 จาก สเปนเรื่องนี้ เคยจัดเป็นหนังหาดูยากมาก่อน เนื่องจากนับจากมันออกฉาย ด้วยเนื้อหาที่ล่อแหลม เกี่ยวกับเรื่องของเด็กที่ลุกขึ้นมาฆ่าผู้ใหญ่หนังใช้ฟุตเตจภาพเด็กๆ ที่ถูกทำร้ายระหว่างสงครมและความอดอยาก แล้วหันมาตั้งคำถามว่าถ้าเด็กๆหันมาเอาคืนบ้าง มันจะเป็นเช่นไร เนื่องจากมันว่าด้วยความรุนแรงและเด็กๆ จึงทำให้หนังโดน แบน โดนตัดต่อใหม่ โดนห้ามฉาย และไม่มีแผ่น DVD ออกมาร่วม 30 ปี ทั้งที่นี่คือหนังที่พูดถึงความรุนแรงที่มีผลต่อเด็กได้จัดจ้านมากที่สุด รุนแรงที่สุด และตบกะโหลกคนดูได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา
นอกจาก WHO CAN KILL A CHILD? หนังที่ พูดถึงความรุนแรงที่มีผลต่อปัจเจกบุคคลที่ผมชอบในปีนี้ยังรวมถึง
3.1 TO BE TWENTY (FERNANDO DE LIO)
3.2 เมืองในหมอก (เพิ่มพล เชยอรุณ)
4. RETRIBUTION (KIYOSHI KUROSAWA)
หนังเรื่องล่าสุดของ KIYOSHI KUROSAWA ผู้กำกับหนังสยองขวัญคนสำคัญของญี่ปุ่น ที่เราอาจกล่าวได้ในทันทีที่อ่านพล็อต กระทั่งทันทีที่ดูหนังจบว่า นี่คือการผลิตซ้ำ CURE และ KAIRO โดย ตัวผู้กำกับเอง ! เพราะหนังเล่าเรื่องนายตำรวจที่สืบสวนการฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดโดยคนชิด ใกล้ ก่อนจะค้นพบความเปื่อยเน่าในตนเอง แต่หนังเรื่องสยองขวัญในหนังของ KUROSAWA ล้วน ถูกนำไปขยายความในเชิงการตั้งคำถามถึงความผูกพังในจิตวิญญาณแปลกแยกของคน เมือง ในยุคสมัยใหม่ โดยอาศัยการมีอยู่ของภูติผี และฉากหลังเหนือจริงของเมืองที่ดูเหมือนกำลังจะล่มสลาย เขาเล่าเรื่องแบบไม่แคร์คนดูอีกต่อไป หนังไปข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจจะจบมันในฐานะหนังสืบสวนสอบสวน หรือหนังสยองขวัญ อีกต่อไป การเล่าแบบเปิดปลาย คล้ายสะเปะสะปะ กันคนดูออกจากหนังของเขามาตลอด (คนมักบอกว่าหนังของเขาดูไม่รู้เรื่อง) แต่ดูเหมือน โครงเรื่องสำหรับเขาเป็นเพียงการเร้าความสนใจเบื้องต้น เพื่อนำพาคนดูไปสู่การถกปรัชญาว่าด้วยแบบจำลองของภูติผี
5. THE FIFTH HOREMAN IS FEAR (ZYBNECK BRYNYCH / 1964)
หนัง เชกที่ถูกแบนในประเทศอยู่หลายปี เล่าเรื่องในช่วงที่นาซียึดครองประเทศ หมอคนหนึ่งที่ถูกห้ามรักษา โดนมนุษยธรรมในใจผลักดันให้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรักษาชายที่ถูกยิงคน หนึ่ง ท่ามกลางการตรวจตราอย่างแน่นหนาของพวกนาซี หนังขาวดำเรื่องนี้ถ่ายภาพอย่างพิลาศพิไลและสุดสะพรึงฉายภาพฝันหลอนในยุค นาซีที่ทั้งสวยงามและเต็มไปด้วยภัยคุกคาม ภาพมุมกดมุมเงยในโถงบันไดแฟลตหลอกหลอนราวกับแดนสนธยาขณะเนื้อที่เองหนักแน่น ด้วยประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะการฉายภาพ การควบคุมประชาชนโดยความกลัว ให้กลายเป็นแขนขาของรัฐ
นอกจาก THE FIFTH HORSEMAN IS FEAR ยังมีหนังยุโรปตะวันออกที่ออกดีวีดีโดย SECOND RUN ที่ชอบมากในปีนี้รวมถึง
5.1 THE PARTY AND THE GUEST (JAN NEMEC)
5.2 INTERROGATION (RYZARD BUGASKI)
5.3 THE THIRD PART OF THE NIGHT (ANDREZJ ZULAWSKI)
6. CLEAN, SHAVEN (LODGE KERRIGAN)
หนังอันมีเสียงเป็นสำคัญของ LODGE KERRIGAN เรื่อง นี้พาเราท่องไปในหัวของ คนไข้โรคจิตรายหนึ่งที่ เดินทางไปรับลูกสาวหลังออกจาสถานพยาบาล แตกต่างไปจากหนังเรื่องอื่น ที่เล่าเรื่องคล้ายคลึงกัน แทนที่หนังจะให้เรา มองเห็น – คนไข้โรคจิตรายนี้ หนังกลับแสดง สิ่งที่เขารับรู้จนในที่สุด คนดู ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาการจิตหลอน เสียเอง จุดจบอันเสร้าสร้อย ท่ามกลางช่องว่างอันคลุมเครือของตัวเรื่องทำให้มันเป็นหนังที่ทั้งสยองขวัญ และแสนโศกศัลย์
นอกจาก CLEAN ,SHAVEN ยังมีหนังที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางในจิตใจที่ชอบมาในรอบปีนี้ยังรวมถึง
6.1 KEANE (LODGE KERRIGAN)
6.2 LA NINA SATA (LUCRECIA MARTEL)
7. SWEET MOVIE (DUSAN MAKAVEJEV)
หนัง สุดขั้วตกขอบจากยุค 70 ที่ว่าด้วยเรื่องของการเดินทางทางเรือ ของเจ้าแม่คอมมิวนิสต์ กับสตรีที่เป็นนางงามจักรวาล ที่ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับ พฤติกรรมสุดห่ามทั้งจากตัวของเจ้าหล่อนเอง และผู้คนรายรอบ ซึ่งมีครบครันทั้ง กิน ขี้ ปี้ นอน ด้วยความไม่ยั้งมือทางภาพ และไม่ใส่ใจจะประนีประนอมกับใครทั้งสิ้น นี่คนผลิตจากยุคที่เสรีภาพเบ่งบาน ส่องสะท้อนความเหลวแหลกล้มละลายของมนุษย์ออกมาอย่างน่าทึ่งและสะพรึงสุดตีน แบบที่ไม่มีวันทำได้ในโลกปัจจุบันอีกต่อไป
นอกจาก SWEET MOVIE หนังสุดขอบจากยุค 70 ที่ผมชอบ ยังรวมถึง
7.1 I WILL WALK LIKE A CRAZY HORSE (FERNANDO ARRABAL)
7.2 FANDO AND LIS (ALENJANDRO JODORWOSKY)
8. CELINE AND JULIE GO BOATING (JACQUES RIVETTE)
หนัง ในตำนาน ที่ว่าด้วยการเล่นสนุกของสองสาวหนึ่งบรรณารักษ์ และหนึ่งนักมายากล ที่มีส่วนร่วมเข้าไปผจญภัยในบ้านผีสิงผ่านลูกอมประหลาด เพื่อช่วยสาวน้อยคนหนึ่งให้พ้นภัย หนังสุดแสนเสเพล ขี้เล่น ที่สนุกสนาน อิ่มเอิบ ของ JACQUES RIVETTE เรื่องนี้ทำให้คน ดูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เกาหัวแกรกๆ ในพล็อตประหลาดล้ำ ที่เป็นเหมือนการเล่นสนุกของเด็กๆ เรื่องนี้ตลอดสองชั่วโมงเศษ อันแสนวิเศษ !
นอกจาก CELINE AND JULIE GO BOATING แล้ว หนังเรื่องสำคัญจากยุค 60-70 ที่ชอบในรอบปียังประกอบด้วย
8.1 LA BELLE CAPTIVE (ALAIN ROBBE GRILLET)
8.2 LAST YEAR AT RESNAISE">MARIENBAD
8.3 A WOMAN IS A WOMAN (JEAN-LUC GODEARD)
8.4 ALPHAVILLE (JEAN-LUC GODEARD
9. TARCH TRIP / INSIDE MINDS (OKI HIROYUKI)
หนัง สารคดีเชิงกวีสุดแสนหม่นเศร้า ที่ไม่มีเสียงประกอบหรือบทบรรยายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นเพียงการร้อยต่อภาพ อันไม่ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ถ่ายทอดภาพของ เกย์หนุ่มคนหนึ่ง โดย ไม่เล่าเรื่องอะไรทั้งสิ้นนอกจากภาพฉาย ที่เป็นเสมือนภาพถ่ายเคลื่อนไหว ร้อยต่อกันไปตัดสลับกับแสงวาบขาวราวกับฟิล์มเสื่อมสภาพ แต่ภายใต้ภาพขุ่นมัวหมองเศร้านั้นกลับเปิดโอกาสให้คนดูได้ตีความ แต่เรื่องราวขึ้นมาใหม่ ตามใจชอบ และแน่นอน มันมักเป็นเรื่องเศร้าตามภาพเก่าที่เราเห็น หนังเป็นผลงานของ OKI HIROYUKI ผู้กำกับหนังเกย์ที่ไม่ได้โด่งดังอะไรแต่ยังคงมุ่งมั่นทำหนังเพื่อถ่ายทอด สภาพภายในโดยไม่แคร์อะไรกับชื่อเสียงทั้งสิ้น
10. SATANTANGO (BELA TARR)
มหากาพย์ ความยาวเจ็ดชั่วโมงของ BELA TARR ผู้ กำกับชาวฮังการีที่เล่าเรื่องตามรูปแบบการเต้นแทงโก้ ไปหน้า 6 ถอยหลัง 6 เล่าเรื่องของชาวนาในหมู่บ้านห่างไกลที่จู่ๆ ก็ได้รับข่าวการกลับมาของคนที่น่าจะตายไปแล้ว หนังดำเนินเรื่องอย่างเชื่องช้าแช่ภาพเนิ่นนานนับสิบนาทีในแต่ละฉาก และเต็มไปด้วยดวงตาของการจ้องมองอันชั่วร้าย หนังจับจ้องราวกับดวงตาปีศาจที่มองดูความล่มสลายของผู้คน อย่างเงียบเชียบและพึงใจ!
หนังสั้น
1. ไม่มีอะไรให้ดู (สุชาติ สวัสดิ์ศรี)
หนัง สั้นจาก สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่เป็นเสมือน มิวสิควีดีโอรวมภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ด้วยดวงตาของผู้ที่เคยประสบเหตุเภทภัยผ่านมาด้วยตนเอง หนังอาจดูเป็นเพียงการเสียดสีอย่างง่าย แต่ซ่อนนัยยะไว้ในความไม่พ้องภาพเสียง และการใช้สีในหนังทำให้นี่เป็นหนังที่มีนัยยะทางการเมือง รุนแรงมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
2. บ้านผีสิง / แม่ย่านาง / มาลีและเด็กชาย (อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล)
สาม หนังสั้นแห่งความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า โดยอภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับที่เล่นสนุกกับระนาบของภาพและเสียง ใช้วัตถุดิบจาก พ้นฐานวัฒนธรรมป๊อปของประเทศไทย มาวิพากษ์ตีความ และอ้างอิงด้วยดวงตาของความรักและ ความช่างคิด
3. THE GARDEN (JAN SVANKMAJER)
หนังสั้นสุดโดดเด่นของ JAN SVNKMAJER ที่ ไม่ได้เป็น animation แต่ยังคงรูปแบบความคิดในการเห็นมนุษย์ เป็นเพียงวัตถุเพื่อวิพากษ์ความง่อยเปลี้ยของปัจเจกบุคคลและ วิพากษ์อำนาจรัฐ หนังสั้นชวนขนหัวลุก (ที่ไม่ได้มีผี หรือ องคาพยพ ประหลาด) เรื่องนี้ คือความโดดเด่นจากปรมาจารย์โดยแท้จริง
4. มอแกน, ป่ะ?
หนัง สั้นสุดเปรี้ยว ที่ว่าด้วยคนขอบสองกลุ่มนั่นคือ กะเทย กับมอแกน หนังพูดถึงการปะทะทางวัฒนธรรม และมายาคติของคนเมือง ด้วยดวงตาที่มองมอแกนในฐานะพลเมืองโลก ไม่ใช่คนนอกที่เชิดชูหรือเหยียดหยาม หนังสนุกอย่างร้ายกาจและเต็มไปด้วยประเด็นอ่อนไหวน่าขบคิด
5. ความลักลั่นในงานรื่นเริง (ปราบต์ บุนปาน / 2007)
หนัง การเมืองสำหรับตบหน้าคนชั้นกลางไทยเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาที่เหมือนบทความ เชิงวิชาการ ด่ากราดความคิดทางการเมืองอันฉาบฉวยของคนไทย แต่ในขณะเดียวกันมันก็ตั้งคำถามต่อวิธีวิพากษ์แบบไล่ทุบของนักวิชาการอยู่ใน ที เป็นหนังที่ดูด้วยความรู้สึกราวกับถูกตบหน้าตลอดเวลาการรับชม
6. SUBURB OF EMPTINESS (THOMAS KOENER /2003)
หนัง สั้นๆ ประมาณ 10 นาที ที่ไม่มีเรื่องอะไร นอกจากภาพถ่ายนิ่งๆ ของถนนที่มีหิมะปกคลุมขาวโพลน ภาพเกือบนิ่ง ตลอดหนังเรื่องนี้อาจไม่มีความหมายอะไรเลยก็จริง แต่การทิ้งเราไว้กับภาพนี้ทำให้เราค่อยๆ เพ่งพิศมัน มีเพียงหิมะเท่านั้นที่เคลื่อนไหว และจริงๆ แล้วซึ่งนิ่งที่สุด เงียบที่สุดเลือกนี้ กลับอิ่มเต็มด้วยความเคลื่อนไหว หิมะโปรยจนรอยรถบนถนนค่อยๆ เลือน และการค่อยๆ ซ้อนภาพถนนอีกเส้นเข้ามาช้าๆ จนเราแทบไม่สังเกต ความเปลี่ยนแปลง การจมจ่อมอยู่ในชานเมืองแห่งความว่างเปล่า ทำให้เราค้นพบช้าๆ ว่าสิ่งที่นิ่งที่สุดนั้นสิที่เคลื่อนไหวมากที่สุด!!!
7. THE GRANDMOTHER (DAVID LYNCH)
หนัง สั้นเรื่องนี้เล่าเรื่อง ของ ครอบครัวประหลาด ที่เริ่มจากการลุกขึ้นมาจากใต้ดิน!! และความสัมพันธ์สุดเหวอของเด็กน้อยกับพ่อแม่ที่ชอบทุบตีและคุณยายที่หวีด ร้องตลอดเวลา! ภาพประหลาด หวาดแสยง และเสียงประกอบที่เหมือนหลุดมาจากดาวอังคาร สเปเชียล เอฟเฟคต์ แบบบิดเบี้ยวบูดบึ้งสกปรก ยังผลให้หนัง หลอนกว่าหลอน แถมพกด้วยการใช้อนิเมชั่นเฮี้ยนๆ ในบางฉาก และการใช้เทคนิค หลอนๆ (เช่น การ FFWD ภาพคุณยายกรีดร้องไปมา น่าขนหัวลุก) ทำให้หนังหลอนของลุงลินช์ เรื่องอื่นๆ เป็น เอ่อ หนังเด็กไปเลย
8. อย่าลืมฉัน (มานัสศักดิ์ ดอกไม้)
หนัง สั้นที่ใช้ภาพจากฟุตเตจเหตุการณ์ หกตุลา และภาพจากสารคดีผีตองเหลือง มาเล่นแร่แปรธาตุสร้างความหมายใหม่ อันแสนกราดเกรี้ยวเกี่ยวกับ การใช้อำนาจรัฐกดขี่ข่มเหงประชาชน นี่คือหนังที่รุนแรง กราดเกรี้ยวและเปิดกว้างต่อการตีความอย่างน่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
9. CRUEL ILLNESS OF MEN (IGOR and GLEB ALEINIKOV / 1987)
พี่ น้องคู่นี้เป็นนักทำหนังอิสระรุ่นแรกๆ ของรัสเซียที่ไม่ทำหนังใต้ร่มเงาสตูดิโอ และทำหนังแบบหนังทดลองของแท้ หนังจับเอาภาพชีวิตประจำวันของคนในรัสเซียมาตัดสลับกับฝันหลอนของชายที่พัน ผ้าพันแผลทั้งตัวเดินเปื้อนเลือดอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม หนังบริภาษ สังคมยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การสงคราม ไปจนถึงโลกยุคปัจจุบัน ฉากจบของหนังรุนแรงมากๆ เมื่อชายคนหนึ่งถูกชายในชุดสูทวัยกลางคนข่มขืนบนรถไฟ โดยมีชายชุดสูทอีกคนนั่ง สำเร็จความใคร่ไปด้วยเป็นการบริภาษโลกในยุคปัจจุบันอย่างรุนแรงแสบสันต์
10. TOP BOOT ON MY HEAD (วสันต์ สิทธิเขตต์)
ชุด หนังสั้นของ คุณวสันต์ สิทธิเขตต์จัดฉายที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นชุดหนังสั้นที่กล้าหาญและรุนแรงมากๆ แต่หากต้องเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็อยากเลือกหนังเรื่องนี้ ซึ่งที่จริงคือการตามบันทึกภาพ PERFORMANCE ART ที่ คุณวสันต์เดินไปตามท้องถนนโดยมีรองเท้าบูตอยู่บนหัว ตลอดเวลาส่วนสาเหตุที่เลือกเพราะหนังเรื่องนี้อธิบายเหตุการณ์ทางการเมือง ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาได้อย่างหมดจดงดงาม!
หนังสือ
1. มาตานุสติ (แดนอรัญ แสงทอง)

หนังสือ อันเข้มข้นและมืดดำ จากฝีมือนักเขียนไทยที่ไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ จากประเทศของตัวเอง หนังสือดัดแปลงจากเรื่องสั้นโบราณให้กลายเป็นภาพรวมของสังคมไทยร่วมสมัย อันข้นคลั่ก ดำดิ่งสู่ขุมนรกผ่านตัวหนังสือ นี่คือหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนตลอดการอ่านเป็นประสบการณ์อัน เข้มข้นที่สุดในรอบปี
2. มาร์โควัลโด (อิตาโล คัลวิโน)
นิยาย ชวนหัว ของคนตัวเล็กๆ พ่อหนุ่มมาร์โควัลโด ชายชาวบ้านขี้เพ้อ กับลูกเมียโขยงใหญ่ ที่ดิ้นรนจะมีความสุขกันอย่างน่าขันและตามมีตามเกิด ตัวหนังสือเป็นเรื่องสั้นย่อยๆ หลายๆ เรื่องรวมกัน แต่ละตอนทั้งขันทั้งขมขื่น จนอยากให้มีใครเอามาพิมพ์ใหม่อย่างยิ่ง
3. เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (อรุณธตี รอย)
นิยาย ที่เข้มข้น ด้วยสำนวนบรรยายอันทรงพลัง สยายปีกให้เห็นภาพร่างของประเทศอินเดีย ประเทศที่มีเทพเจ้าสถิตในทุกสรรพสิ่ง โดยเล่าผ่านชะตากรรมของสองพี่น้องฝาแฝดชายหญิงและการถูกกระทำซ้ำซ้อน ทั้งจากเจ้าอาณานิคม ไปจนถึงคนต่างชนชั้น ภาพร่างการถูกกระทำภายในครัวเรือนนี้สะท้อนความจริงของทั้งประเทศได้อย่าง น่าทึ่งเป็นหนังสือที่อ่านแล้ววางไม่ลง!
4. ข้างถนน (สุรชัย จันทิมาธร)
เรื่อง สั้นสมัยต้นของเสาหลักแห่งนักดนตรีเพื่อชีวิตบ้านเรา เป็นรวมรื่องสั้นที่สะท้อนภาพของผึ้งคนในยุคสองพันห้าร้อยต้นๆ อย่างสะท้านใจด้วยสำนวนเชิงกวี โดยไม่จำเป็นต้องเดินตามขนบเพื่อชีวิต แต่อย่างใด
5. ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ (อุเทน มหามิตร)
บท กวีไม่มีฉันทลักษณ์ ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของซีไรต์ ด้วยลีลาที่สะท้อนความร่วมสมัยภายใต้ภาษาที่น่าทึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องถูกแบ่งแยกดีเลวด้วยเพียงมีไม่มีฉันทลักษณ์แต่อย่างใด
6. รอบบ้านทั้งสี่ทิศ (กนกพงศ์ สงสมพันธุ์)
งาน เรื่องสั้นของนักเขียนหนุ่มผู้ไม่มีวันตาย อาศัยการบรรยายอันแน่นหนาถักทอภาพสมจริงที่กินลึกถึงกระดูกเหตุการณ์ เข้มข้นราวกับผู้อ่านได้ยินอยู่ตรงนั้นด้วย ทะลุผ่านงานดาดๆ ที่มุ่งสั่งสอนกันซึ่งหน้าไปสู้เรื่องเชิงขนบที่หนักแน่นด้วยพลังภาษา น่าเสียดายแทนวงการวรรณกรรมไทย ที่เสียพี่ชายผู้จากไปก่อนวัยอันควรผู้นี้อย่างยิ่ง
7. เทวดามีปีก (หลายคนเขียน)
รวมเรื่องสั้นของบรรดานักเขียนโนเบล เลือกเรื่องมาอย่างดี แสดงเอกลักษณ์ของนักเขียนแต่ละท่านอย่างน่าทึ่ง อ่านแล้วอิ่ม
8. คาฟกา วิฬาร์ นาคาตะ (ฮารุกิ มุราคามิ)
หนังสือ ที่เสมือน porfolio งานเก่าๆ ของมุราคามิ อาจไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไปหากเคยผ่านงานของมุราคามิมา แต่ก็ยังทรงพลังมากพอจะยึดหนี่ยวผู้อ่านด้วยตัวหนังสืออันหนาหนักตั้งแต่ต้น จนจบ
9. FILMVIRUS COLLECTION
151 CINEMA, FILMVIRUS 4 สางสำแดง, FILMVIRUS 5 ปฏิบัติการหนังทุนน้อย, THE 8 MASTERS, UNKNOWN FORCES สัตว์วิกาล ผลงานชุดสุดท้ายของคนดูหนัง ที่ต้องมาช่วยกันเขียนเองขายเอง โปรดหาซื้อมาอ่านก่อนจะสาบสูญไปตลอดกาล
10. ประชาไท / ฟ้าเดียวกัน
สอง เว็บไซต์ (กรณีฟ้าเดียวกันรวมไปถึงหนังสือ) ที่เป็นแหล่งข่าว สำหรับข่าวที่ไม่เป็นข่าว และช่วยจุดประกายความคิดท่ามกลางคืนวันอันมืดบอดของประเทศไทย
11. วานปีศาจเขียน (รงค์ วงษ์สวรรค์)
หนังสือ เปรี้ยวเยี่ยวราดที่ อาว์ รงค์ เขียนไว้ตั้งยี่สิบสามสิบปี แต่ยังสวิงสวายราวกับหลุดมาจากอนาคต บทความทำใช้ภาษารจนา ความสามัญดาษดื่นให้กลายเป็นความงาม ในความหยำเหยอะสกปรกของกรุงเทพ พ.ศ. นั้น อ่านเอารส ก็กำซาบ อ่านเอาเรื่องก็แสบทรวงแท้
เหตุการณ์ประทับใจแห่งปี
FRED KELEMEN เลี้ยงชาเย็น!
.......................
Top 10 Artvirus ของ ธเนศน์ นุ่นมัน
ปีที่ผ่านมา บรรยากาศการดูหนังเงียบเหงาพิลึก (มาตรฐานสำหรับผมคนเดียว) ไม่มีหนังเรื่องไหนส่องประกายวาววับ ประดับสมองได้ถึงปลายปี เพียรนึก ก็ไร้ผล หากจะไล่ให้ได้ 10 เรื่อง คงต้องยุ่งยากเกินงามเป็นแน่ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจผสมรวมทุกแขนงเข้าด้วยกัน ตามคำแนะนำของคุณสนธยา
1. หนังสือ เสียงร่ำไห้ที่เงียบงัน ของ เคนซาบุโร โอเอะ
ซื้อ มาก่อนหน้านี้ แต่ก็อ่านจบเมื่อปีที่แล้ว ที่จริงเนื้อหาที่ โอเอะ เขียน ไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย แต่ความคล่องตัวในการเรียงร้อย ความเป็นเจ้าแห่งการสร้างบรรยากาศขมุกขมัว และที่สำคัญคือจริงใจกับงานเขียนของตัวเอง สัตย์ซื่อต่อความรู้สึก ไม่ปล่อยให้งานของเขากลายเป็นอุปกรณ์ฟอกตัวเอง สารภาพบาปที่สารภาพเสร็จก็ทำอีก
2. หนังสือ เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ อรุณธตี รอย
จุด ระเบิดส่งงานเขียนสำคัญของเธอพุ่งไปถึงเป้าหมายได้ด้วยความโลดโผน จับใจจนวางไม่ลง นานมาแล้วที่ไม่ได้อ่านหนังสือแบบรวดเดียวจบ ไม่อยากวาง
3. รอบบ้านทั้งสี่ทิศและโลกหมุนรอบตัวเอง งานของพี่กนกพงศ์
ตอกย้ำ ให้รู้สึกว่าเราได้สูญเสียมือดีไปแล้ว ตอนที่งานของเขากำลังเข้ามือ การที่ทิ้งเรื่องเล่าที่บ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่รอบตัวแกไว้ให้ดูต่างหน้า ชวนให้รำลึกว่า แกยังเฝ้าดูความเป็นไปที่เคยดำเนินอยู่ ที่ไหนสักแห่ง อย่างสุขุม เข้าใจโลกที่เคยพำนักและจากไป ความตายมิใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เร้าให้ย้ำคิด ยำเกรงถึงยามที่ยังมีลมหายใจอยู่
4. Exiles หนังของ Tony Gatlif
ชวน ให้คิดว่า เราจะเนรเทศตัวตนได้หรือ? เป็นหนังที่พาเราเดินทางไปค้นหาจิตวิญญาณตัวเอง ที่จริงเรื่องราวระหว่างเดินทาง ต่างหาก ที่ทำให้ค้นพบตัวตนที่เหี้ยนลง เพราะหลงละเลย สถานที่มีผลกับจิตใจเรา? ขึ้นกับเดินทางไปไหน? ต้องก้าวขาไปเองถึงรู้ได้ ช่วงที่น่าประทับใจที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือตอนที่ ซาโน่ พระเอกของเรื่อง ด่าทอไนม่า นางเอก อย่างเหลืออด หนที่เธอปลีกตัวปันใจให้ชายอื่น ตามรายทาง “ไปเรียนเรื่องพวกนี้มาจากไหน” ซ่าโน่พ่น “จากหนังโป๊ที่แกดูนั้นแหละ” ไนม่า ย้อนเข้าให้
5. Lost ซีรีย์
น้อง คนหนึ่งแนะนำมา หลายคนบ่นในท่าทีเหมือนคนอมพะนำหนังชุดๆ นี้ ที่จริงก็ไม่ได้ดีเด่สมบูรณ์แบบอะไรหรอก ไม่ต้องดูก็ได้ ไม่ดูก็แล้วไป เพราะถ้าดู แล้วจะติด เหมือนที่ผมเป็นอยู่นี่ ขอแถม CSI ด้วย อีกเรื่อง สนุกเป็นบ้า หากออกมาเมื่อไหร่ ใครอย่าได้รบกวน ปิดโทรศัพท์ ปิดห้องดูต่อกัน ข้าวปลาไม่ยอมกิน ดูให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว
6. หนังของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อค
เพิ่ง ได้ขนเอาหนังของเขามาดูอย่างจริงจัง หลังจากดูอย่างสะเปะสะปะ ดูแล้วเหนื่อย เหมือนเพิ่งเจอโกดังเก็บของที่เคยอยากได้ อัดอยู่เพียบแปล้ คิดไปถึงตอนสร้างแต่ละเรื่อง โอว...ช่างเป็น สิ่งมหัศจรรย์โดยแท้
7. เพลงของ Anjani Thomas ชุด Blue Alert
มี เพลงไม่มากที่ได้รับอนุญาตให้ทำลายความเงียบยามค่ำคืน ไม่ใช่เพราะแค่เพราะเพลงของเธอ น้ำเสียงรื่นหู หรือความที่เธอเป็นเด็กเส้นของ Leonard Cohen ผู้ที่ครอบครองยามค่ำคืนตลอดกาล แต่เพลงของเธอคือห้วงอารมณ์ที่หายากยิ่งในยุคนี้ ด้วยว่า เพลง คือศิลปะที่ถูกยุคสมัยปัจจุบันทำร้าย ทำลาย มากที่สุด ชั่วข้ามคืน ฝันร้ายเนรมิตให้ซีดีกลายเป็นแผ่นอะคลิลิคสะท้อนแสง ไร้ค่างวด ไม่มีแผ่นที่มีสรรพเสียงแห่งทางเลือก วางจำหน่ายในร้านทั่วไปอีกต่อไปแล้ว เป็นครั้งแรกที่ของฟรี (ที่ได้จากการโหลด) ทำให้เกิดความหมองเศร้าจับจิต
8. ละครเวทีเรื่อง ไร้พำนัก โดยคณะ 8 คูณ 8 กำกับโดย พี่นิกร แซ่ตั้ง
ห่าง เหินการดูละครเวทีมานานนม ด้วยปรามาสว่าศาสตร์นี้ เป็นเพียงกิจกรรมยามว่าง งานอดิเรกของดาราบางคน แต่เมื่อได้ดูงานของมืออาชีพ ทำให้โลกทัศน์อันแสนคับแคบที่ตัวเองแบกมานาน หลุดล่อนออกจากแผ่นหลัง เชื่อว่าหากใครได้ดูละครเรื่องนี้ก็คงคิดเหมือนผม ขอคาราวะแก่คนละคร ผู้เปี่ยมความตั้งใจทุกคณะ
9. Import / Export ของ Ulrich Seidl
หนัง ที่ฉายในเทศกาล World Film แม้หนังจะทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่เอาเสียเลย โลกถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นนรก เพราะความละเลย ราวกับว่าเราเชื่ออย่างแข็งขันว่าจะใช้ความสิ้นหวัง ถมรอยแยกของทวีปกู้โลกกลับมาได้ เป็นมุมมองที่คงไม่มีใครกล้าพูดถึงนัก ด้วยเป็นเหลี่ยมคูที่ทำให้หนังของเขากลายเป็นหนังดูยาก ไม่เบาสมอง มองโลกในแง่ร้าย หากเทียบกับการมองมองโลกในแง่ดีจนป่วยไข้ อย่างไหนจะทำลายโลกได้ดีกว่ากัน...น่าคิดๆ
10. หนังสือเรื่อง หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง* ของ อิตาโล คาวิโน่ ...(เพิ่งนึกออก)
อ่าน จบด้วยความอึ้ง เป็นงานเขียนที่ปราดเปรื่องอะไรเช่นนี้ หนังสือดีต้องทำให้เรารู้สึกโง่ๆ ในตอนแรกและโง่อย่างที่สุดเมื่ออ่านจบ จนต้องพลิกอ่านใหม่อีกหลายรอบ ให้หายโง่ เล่มไหนยิ่งพลิกยิ่งว่างเปล่าจะโดนข้อหาทำลายทรัพยากรโลกเอาได้ง่ายๆ เป็นไปได้ที่หนังสือบางเล่ม (ที่จริงแล้วมากกว่าร้อยเล่ม) มีส่วนทำให้โลกร้อน(ขึ้น) มิน่าเล่า เวลาที่นั่งร้อนๆ อยู่ที่บ้าน ผมอยากฉีกทึ้งหนังสือบางเล่มเป็นที่สุด คิดอยู่ว่าจะเลี้ยงหมาไว้ในบ้านสักฝูง ฝึกมันให้กัดทึ้งหนังสือ แต่ก็เกรงว่ามันจะลามปาม ฉีกหนังสือดี ๆ ไปเสียด้วย ต้องฝึกให้มันรู้จักแยกแยะ ...ถึงกระนั้น ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าพวกมันหลุดเข้าไปในหนังสือจะวินาศสันตะโรแค่ไหน
แต่หากมันเหลวแหลกนัก คงต้องไล่มันไปอยู่ “ที่อื่น”











