นอกจากพื้นฐานความแตกต่างทางด้านต่างๆ ของคนในสังคมไทยที่ทำให้ความขัดแย้งทางความคิดในวันนี้รุนแรงมากขึ้นแล้ว การไร้ความสามารถในการสร้าง “จริยธรรม” ในการอยู่ร่วมกันในสังคมปัจจุบันก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552
หากจะนิยามความหมายของ “จริยธรรม” อย่างกว้างๆ เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ก็อาจกล่าวได้ว่า “จริยธรรม” หมายถึงระบบการตัดสินให้คุณค่าต่อความสัมพันธ์ทางสังคมในทุกมิติ จริยธรรมประกอบด้วยการตัดสินให้คุณค่าอย่างน้อยสี่ลักษณะด้วยกัน ได้แก่ สิ่งดีที่ต้องทำ สิ่งดีที่ควรทำ สิ่งเลวร้ายที่ไม่ควรทำ และสิ่งเลวร้ายที่ต้องไม่ทำ
มาตรฐานของการตัดสินให้คุณค่าในชุดการกระทำสองชุดระหว่าง “ทำ” และ “ไม่ทำ” จะขึ้นอยู่กับกรอบความคิดหลักที่อธิบายการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด ดังนั้นการทำหรือไม่ทำอะไรจึงต้องอ้างอิงอยู่กับกรอบความคิดหลักในการอธิบายสังคมเสมอ
ในสมัยที่กรอบความคิดหลักในการอธิบายสังคมผูกพันอยู่กับจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ มีคติทางเวลาแบบปัญจอันตรธาน (พุทธศาสนามีอายุ 5,000 ปี ซึ่งหมายความว่าสังคมเสื่อมลงเรื่อยๆ จนเกิดกลียุค แล้วจึงเริ่มต้นวงจรใหม่ของสังคมโดยมีพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งมาตรัส) และมีนิพพานเป็นเป้าหมายของชีวิต การทำบุญทำทานจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำและควรทำ ส่วนการกระทำที่เป็นการเบียดเบียนชีวิตอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำและต้องไม่ทำ มาตรฐานการตัดสินให้คุณค่าจึงไม่สับสนเพราะวางอยู่บนฐานระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดชุดเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังจากการล่มสลายของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิและคติทางเวลาแบบปัญจอัตรฐาน อันได้แก่ การเกิดรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และต่อมาเปลี่ยนรูปมาสู่รัฐชาติ ทำให้กรอบความคิดหลักได้เริ่มแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ทางโลกและทางธรรม ซึ่งเชื่อมโยงกันน้อยลงมาก ดังนั้น มาตรฐานของความสัมพันธ์จึงแยกออกเป็นสองส่วนซึ่งในหลายกรณีได้ก่อให้เกิดความสับสนในการตัดสินใจให้คุณค่า เช่น การตัดสินใจเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ต้องถกเถียงและพยายามโต้แย้งมาตรฐานการให้คุณค่าในเชิงศาสนา โดยยกเอาประเด็นของการกระทำเพื่อ “ชาติ” มาเป็นหลักในการคิด แล้วตีความคำสอนทางศาสนาให้รับใช้ความคิดทางโลก เช่น การฆ่าผู้อื่นเพื่อชาติไม่บาป เป็นต้น
กล่าวอย่างรวบรัดก็คือ ในช่วงเวลาของการก่อตัวของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และรัฐชาติในเวลาต่อมา มีการอ้างอิงจริยธรรมที่สัมพันธ์กับความก้าวหน้าหรือการดำรงอยู่ของชาติเป็นหลักอย่างชัดเจน
การอ้างอิงจริยธรรมเพื่อ “ชาติ” นี้ดำเนินต่อมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาของการต่อสู้กับการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวของพระภิกษุที่มีชื่อเสียงที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป”
นอกจากนั้น ยังมีการขยายหลักการทางจริยธรรม “เพื่อชาติ” ออกไปครอบคลุมพฤติกรรมทั้งหมดของคนไทยอย่างเข้มข้น ความดีหรือสิ่งที่ “ต้องทำ” และ “ควรทำ” เพราะมันดีในตัวเองหรือดีต่อสังคมนั้นมีความหมายน้อยกว่าการทำดีเพื่อชาติอย่างเทียบกันไม่ได้ จะเห็นได้ว่าการถกเถียงหรือการเสนอให้คนไทยทำในสิ่งที่ “ต้องทำ” หรือ “ควรทำ” เพราะจะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสงบสุขนั้น มีอยู่น้อยมาก นักสันติวิธีที่เสนอหลักการการอยู่ร่วมกันโดยสันติก็มักจะถูกดูหมิ่นเสมอมาว่าเอาแต่เรื่องอุดมคติมาพูด
หลักการ “จริยธรรมเพื่อชาติ” กลายเป็นหลักการอ้างอิงที่สถาปนาโดยรัฐและผู้กุมอำนาจรัฐ ซึ่งเน้นอยู่แต่เพียงว่าสิ่งที่ “ต้องทำ” หรือ “ควรทำ” ก็คือสิ่งที่รัฐต้องการให้ทำ การสอนศีลธรรมหรือจริยธรรมในโรงเรียนจึงไม่ใช่การสอนหลักการหรือหลักคิดที่จะทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข อย่างมากก็แค่ตัดทอนเอาศีลธรรมทางศาสนามาสอน โดยที่ไม่เชื่อมโยงให้สัมพันธ์กับบริบททางสังคมที่เป็นจริง
ผมมักถามนักศึกษาในชั้นเรียนว่าจริยธรรมหรือศีลธรรมคืออะไร คำตอบก็ได้เหมือนๆ กันทุกปี ก็คือความจำที่ว่าศีลห้ามีอะไรบ้าง โดยที่พวกเขาไม่ได้ตระหนักมาก่อนเลยว่าศีล 5 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไร
เราสอนศีลธรรมโดยไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับสังคมและทำให้เกิดปัญหาที่สำคัญในวันนี้ ที่อาจจะกล่าวได้ว่า สังคมไทยปราศจากจริยธรรมทางสังคมที่สังคมโดยรวมเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นหลักการอ้างอิงที่คนทุกคนควรจะยอมรับในระบบเหตุผลของจริยธรรมนั้นๆ
การที่สังคมปราศจากจริยธรรมทางสังคมเช่นนี้ ทำให้การกระทำที่ไม่แยแสต่อความเดือดร้อนของสังคมเกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น ลองนึกถึงชีวิตประจำวันของเราทั้งหลายดูนะครับ การละเมิดในสิ่งที่เราควรจะกระทำนั้นเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ในระดับสังคม ก็ปรากฏว่าสื่อสารมวลชนทั้งสื่อแท้และสื่อเทียมล้วนแล้วแต่พร้อมที่จะโกหกพกลม หรืออธิบายเชื่อมโยงปรากฏการณ์ใดๆ เข้าด้วยกันเพื่อหวังผลในการทำลายล้างผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์ของตนเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็ยินดีที่จะกระทำโดยไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย
การป้ายสีเพื่อทำลาย “ศัตรู” ที่เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นในปัจจุบัน ก็คือผลจากการที่สังคมไทยปราศจากจริยธรรมของสังคมนั่นเอง
ความเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างรวดเร็วที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความแตกต่างของกลุ่มคนขึ้นอย่างมากมาย และความแตกต่างนี้ต้องการหลักการคิดและให้คุณค่าทางจริยธรรมกันใหม่ แต่สังคมไทยกลับไม่พยายามร่วมกันสร้างจริยธรรมใหม่นี้ขึ้นมา กลับพยายามทำให้หลักจริยธรรมเพื่อชาติตามคำนิยามของกลุ่มตนเองมีอำนาจครอบงำสูงขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมอย่างกว้างขวาง
อะไรคือจริยธรรมทางสังคมที่เหมาะกับสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างลึกซึ้งแล้วนี้ และเราจะสร้างหลักจริยธรรมทางสังคมร่วมกันขึ้นมาได้อย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องช่วยกันคิดอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การปลุกเร้าทางการเมืองโดยปราศจากจริยธรรมจะนำพาสังคมของเราไปสู่กลียุค

