หากเราจะถือว่าประวัติศาสตร์เป็น "ความทรงจำร่วมกันของสังคม" ประวัติศาสตร์ก็ย่อมจะต้องเปิดพื้นที่ให้แก่คนทั้งหมดในสังคมได้ร่วมกันเป็น เจ้าของอดีตนั้นๆ (The past belong to us all) ถ้าประวัติศาสตร์ไม่เปิดพื้นที่ให้แก่คนกลุ่มต่างๆ ทุกกลุ่ม ก็ย่อมจะทำให้กลุ่มคนที่ถูกกีดกันออกจากประวัติศาสตร์หาทางสร้าง "ความทรงจำร่วม" ของตนขึ้นมา และเมื่อใดที่คนกลุ่มนี้ประสบกับปัญหาจากการกดขี่ขูดรีด หรือการทำร้ายในรูปแบบใดๆ ก็ตาม พวกเขาก็จะแปรเปลี่ยนความทรงจำร่วมนั้นๆ ให้มีลักษณะที่จะช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่ปฏิบัติการทางสังคมอย่างใดอย่าง หนึ่ง เพื่อตอบสนองปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่
การดำรงชีวิตแบบหนึ่งภายใต้เงื่อนไขชุดหนึ่ง ก่อให้เกิดประสบการณ์ชุดหนึ่ง กลุ่มคนในสังคมที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขและประสบการณ์ชุดเดียวกัน ก็ย่อมที่จะเลือกเก็บความทรงจำร่วมกันชุดหนึ่งเอาไว้ ความทรงจำร่วมกันชุดนั้นจะแปรเปลี่ยนมาสู่ปฏิบัติการทางสังคมที่รุนแรง หรือไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสังคมที่กีดกันพวกเขาออกไปจากประวัติศาสตร์ หากกลุ่มของเขาถูกกระทำด้วยความรุนแรงตลอดมา ความทรงจำร่วมกันก็จะจำกัดอยู่ที่การถูกกระทำและ/หรือการต่อสู้กับผู้ที่ กระทำความรุนแรงต่อเขา และในที่สุด ความทรงจำร่วมกันเช่นนี้ก็มักจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เพื่อตอบโต้การกระทำของผู้มีอำนาจครอบครองประวัติศาสตร์
กล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ที่คับแคบและกีดกันคนกลุ่มอื่นในสังคมออกไป ส่งผลให้เกิดการสร้าง "ความทรงจำร่วมกัน" ของคนกลุ่มย่อยที่ถูกกีดกันออกไป และมักจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม อาทิเช่น ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในโลกปัจจุบัน
การศึกษาประเด็นเรื่องความทรงจำและความรุนแรง (Memory and Violence) จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ อาทิเช่น การศึกษาความขัดแย้งระหว่างอังกฤษกับไอร์แลนด์ ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ซึ่งเราท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ส่วนในระยะหลังๆ กลุ่มประเทศละตินอเมริกาและแอฟริกาก็หันมาศึกษาประเด็นนี้กันมาก เพราะประเทศเหล่านี้ได้ผ่านความเจ็บปวดทางสังคมจากความขัดแย้งและความรุนแรง มายาวนาน ประเด็นที่มักเน้นในการศึกษาก็คือ ความทรงจำร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ต่อสู้เพื่อ "อัตลักษณ์" "ศักดิ์ศรี" และ "อำนาจ" ภายใต้กรอบของความทรงจำร่วมกันของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์นั่นเอง
ความทรงจำร่วมกันของกลุ่มคนที่ถูกกีดกันจากประวัติศาสตร์ จะเน้นให้เห็นความแตกต่างระหว่าง "เขา" กับ "เรา" และจะเน้นความเจ็บปวดที่ "เรา" ได้ถูกกระทำมาจาก "เขา" ทั้งๆ ที่ "เรา" ไม่ได้มีความผิดแต่ประการใด และ "เรา" ได้ถูกทำร้ายมานานเกินกว่าที่จะทนอีกต่อไป ในนามของ "คน" ที่เท่าเทียมกัน จึงประกาศต่อสู้ทุกรูปแบบ
ทั้งหมดนี้คือ ลักษณะคร่าวๆ ของกระบวนการแปรรูปความทรงจำร่วมมาสู่การต่อสู้ทางการเมือง ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ครอบครองประวัติศาสตร์ก็ย่อมใช้ความรุนแรงโต้ตอบมากขึ้นไปกว่าเดิม อีก
สงครามระหว่างประวัติศาสตร์กับความทรงจำดำเนินต่อมา เพราะคนที่มีอำนาจควบคุมประวัติศาสตร์อยู่นั้น ไม่ยอมผสมผสานรวมเอาความทรงจำเข้าไปอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหลอมรวมประวัติศาสตร์กับความทรงจำเข้าด้วย กัน ไม่เหมือนเอาดินน้ำมันมาขย้ำรวมให้เป็นก้อนเดียวกัน เพราะประวัติศาสตร์ไม่ใช่ถังขยะของเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต แต่ประวัติศาสตร์คือสายใยความสัมพันธ์ทุกส่วนของสังคม เพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าเราเป็นใคร มาถึงวันนี้ได้อย่างไร และจะร่วมเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างไร
ประสบการณ์ความเจ็บปวดของประเทศแอฟริกาใต้ที่ผ่านการต่อสู้กับรัฐที่แบ่ง แยกชาติพันธุ์ (Apartheid) ได้ทำให้มีความพยายามที่จะสร้าง "ประวัติศาสตร์" หรือความทรงจำร่วมของสังคมแอฟริกากันใหม่ เนลสัน แมนเดลา เมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้ประกาศแก่ชาวแอฟริกันว่า "ต้องลืมอดีต" (ที่เจ็บปวด) พร้อมกับได้สร้างนโยบายเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (National Reconciliation) ซึ่งได้แปรเปลี่ยนกรอบประวัติศาสตร์จากที่เน้นว่าเกิดประเทศแอฟริกาก็เพราะ คนผิวขาวเดินทางมาสร้าง และไม่ได้กล่าวถึงคนพื้นเมืองผิวดำในประวัติศาสตร์เลย มาสู่การเน้นอดีตที่อยู่ในรูปแบบของโครงการมรดกของชาติ (Heritage Program) ซึ่งแม้ว่าจะสามารถรวมเอาอดีตของคนผิวดำเข้ามาอยู่ในความทรงจำร่วมชุดใหม่ นี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่จะอธิบายถึงบทบาทของคนผิวขาวในสังคมแอฟริกา ในปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยในแอฟริกาใต้ จึงยังคงพยายามที่จะแสวงหากรอบของประวัติศาสตร์ของสังคม หรือของชาติที่ให้พื้นที่แก่คนทุกกลุ่ม
สำหรับสังคมไทย ความทรงจำในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอาจจะมีผลทำให้เกิดการสร้างความทรงจำ ร่วมชุดใหม่ที่อธิบายสถานการณ์ความคับแค้นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตัวอย่างที่เป็นไปได้ อาทิเช่น ความทรงจำต่อเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา จะนำไปสู่การสร้างสายสัมพันธ์โยงใยไปสู่การให้ความหมายแก่ชีวิตที่ผ่านมา ใหม่ว่า ตนได้รับความอยุติธรรมมาเนิ่นนานแล้ว (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ก็ได้รับความอยุติธรรมเช่นกัน แต่อาจจะไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน) และจะนำไปสู่การรับรู้ว่าตนเองแตกต่างเป็นคนละพวกกับคนกรุงเทพฯ (ลองไปเปิดฟังเสียงคุณป้าชาวบ้านอีสานในเว็บประชาไทดูนะครับ) หรือความทรงจำของกลุ่มสีเหลืองที่รับรู้ และสร้างอัตลักษณ์ "ผู้รักชาติ" จากความทรงจำในการเคลื่อนไหว และนำมาสู่การแยก "เรา" และ "เขา" อย่างชัดเจนมากขึ้น
ความทรงจำร่วมของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยจะนำไปสู่การให้ความหมายแก่ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน เป็นไปได้ว่ากลุ่มสีเหลืองจะสามารถผูกตนเองเข้ากับประวัติศาสตร์ได้ ส่วนกลุ่มสีแดงกลับถูกกีดกันออกไปจากประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์ของชาติไทยเคยถูกท้าทายจากประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสม์ใน ช่วงสั้นๆ ระหว่าง พ.ศ. 2517 ถึงประมาณต้นทศวรรษ 2520 แต่ในที่สุดก็สามารถเบียดขับประวัติศาสตร์แบบมาร์กซิสม์ออกไป ดังนั้น การปรับตัวเพื่อผนวกเอาคนกลุ่มต่างๆ ที่หลากหลายในสังคมจึงเกิดขึ้นได้ช้า ความใส่ใจใน "อดีต" ของชาวบ้านที่เกิดทวีมากขึ้นถูกดึงเข้าไปแปะไว้ในประวัติศาสตร์เสมือนเป็น เชิงอรรถ อันไม่ก่อให้เกิดการท้าทายถึงขนาดที่จะต้องเขียนประวัติศาสตร์ความทรงจำร่วม กันใหม่แต่อย่างใด
ในวันนี้ ความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยเกิดขึ้นอย่างไพศาล ตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมได้แปรเปลี่ยนไปจนเกือบสิ้นเชิงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ต้องการ "ความทรงจำร่วม" ของสังคมชุดใหม่ เพื่อช่วยลดทอนโอกาสของความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น
เราจะทำอย่างไรกันดี คงต้องช่วยกันคิดนะครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 5 พฤษภาคม 2552

