สังคมไทยเผชิญหน้ากับความไร้ประสิทธิภาพของการศึกษามานาน และได้พยายามที่จะสร้างการปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง แต่ก็พบว่าความสามารถของผู้เรียนไม่ได้เพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำกลับต่ำลงเรื่อยๆ อาทิเช่น ผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีความสามารถทางด้านเลข และภาษาน้อยลง ปัญหาของความไร้ประสิทธิภาพของการศึกษาผูกโยงเข้ากับความต้องการพัฒนาประเทศให้เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เข้มข้นแทนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างที่เป็นมา ที่สำคัญ ในปัจจุบันรัฐบาลกำลังคิดถึงการสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องการการศึกษาที่เอื้ออำนวยให้คน "คิด" เป็นมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้นได้หนีไปสู่ประเทศที่กำลังเริ่มต้นการพัฒนา และมีกองทัพแรงงานราคาถูกรองรับอยู่ ขณะเดียวกัน หากจะเปลี่ยนมาสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์อันหมายถึงความสามารถใช้ "ความคิด" บรรจุเข้าไปในสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มก็ย่อมต้องการการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียน "คิด" เป็น และต้อง "คิด" อย่างลึกซึ้งด้วย หากจะกล่าวว่าการศึกษาไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิงก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะการรับคนทำงานด้วยวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลายในโรงงานอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ก็พบว่าผู้ที่จบการศึกษามัธยมปลายสามารถมีจินตนาการมองเห็นและแก้ปัญหาในสายพานการผลิตของตนเองไปข้างหน้าและข้างหลังของสายพานการผลิตได้ไกลกว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับต่ำกว่า เพียงแต่ว่าความสามารถระดับดังกล่าวยังคงเป็นการผลิตของอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้นและเป็นการทำงานระดับปฏิบัติงาน (Operation) ตามระบบเท่านั้น แต่เมื่อวันนี้ สังคมไทยจำเป็นที่จะต้องมีรากฐานการผลิตลักษณะใหม่ การศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปใหญ่อย่างแท้จริงอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาสำคัญของการศึกษาที่กล่าวหากันมาโดยตลอด ได้แก่ การศึกษาไทยสอนให้ "จำ" มากกว่า "คิด" ซึ่งมีความพยายามจะแก้กันหลายทาง อาทิเช่น การเน้นให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การทำความเข้าใจในความแตกต่างระหว่าง "จำ" กับ "คิด" เพราะหากไม่เข้าใจประเด็นนี้ การโยนการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองไปบนบ่านักเรียน ก็เท่ากับการไม่ได้ทำอะไรเลย ดังที่เด็กนักเรียนเคยเรียกว่า "ควายเซ็นเตอร์" นั้นเอง ความแตกต่างระหว่าง "จำ" กับ "คิด" ไม่ได้แยกจากกันโดยเด็ดขาด การ "คิด" ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ลอยๆ โดยไม่มีการ "จำ" อย่างที่คนไทยหรือนัก (ชอบ) ปฏิรูปการศึกษาจำนวนหนึ่งเชื่อกัน ซึ่งการ "จำ" และการ "คิด" นั้น สัมพันธ์อยู่กับสิ่งที่คนไทยเรียกกันว่า "ความรู้" กับ "ความคิด" ด้วย สังคมทั่วไปมักจะเห็นว่า "ความรู้" นั้น เป็นสิ่งที่มีผู้รู้เป็นผู้ถ่ายทอด ดังนั้น การแสวงหาความรู้ คือ การแสวงหาผู้รู้เพื่อเรียนรู้จากผู้รู้ท่านนั้น ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ผู้เรียนไม่ได้สร้างขึ้นเอง ส่วน "ความคิด" นั้น เป็นสิ่งที่ต้องคิดกันเองหลังจากจบการถ่ายทอด "ความรู้" แล้ว หากยังไม่ได้การถ่ายทอดก็จะถูกมองว่ายังคิดไม่ได้ ลองนึกถึงนักศึกษาปริญญาเอกที่เรียนอยู่กันมากมายในปัจจุบัน จะพบว่าจำนวนมากกว่าที่ "คิด" ไม่เป็น แต่หวังว่าหลังจากการได้รับการถ่ายทอด "ความรู้" จากผู้รู้แล้วตนเองจะได้ใช้ความรู้นั้นมาสู่การ "คิด" เป็นอันจะนำมาสู่การทำวิทยานิพนธ์ แต่จากประสบการณ์การสอนนักศึกษามาหลายมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาไม่สามารถ "คิด" ได้ เพราะไม่รู้จักที่จะคิดมาตั้งแต่ต้น รวมทั้งไม่รู้ว่าสถานะของ "ความรู้" ที่ถูกถ่ายทอดนั้นเป็นอย่างไร ความหวังที่จะได้ชุดความรู้แบบมาม่า-ยำยำมา เพื่อปรุงบะหมี่สำเร็จรูป จึงล้มเหลวไปในที่สุด ที่กล่าวถึงนักศึกษาปริญญาเอกก็เพื่อจะทำให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่เพียงแค่ ระดับประถมหรือมัธยมเท่านั้นที่ล้มเหลวในการ "คิด" ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจกันใหม่ในประเด็น "ความรู้" และ "ความคิด" "ความรู้" ได้แก่ การมองเห็นและสร้างการอธิบายสายใยความสัมพันธ์ของข้อมูลปลีกๆ ให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา ตัวอย่าง ได้แก่ การที่นิวตันนอนใต้ต้นแอปเปิลแล้วลูกแอปเปิลตกใส่หัว ลูกแอปเปิลไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแรงโน้มถ่วง หากแต่นิวตันมองเห็นสายใยสัมพันธ์นี้ขึ้นมา และได้สร้างการอธิบายแรงโน้มถ่วงขึ้นมา (ซึ่งปัจจุบันเรารู้ว่ามีแรงดึงลูกแอปเปิลให้ตกสู่โลกมากกว่าแรงดึงดูดของโลก อาทิเช่น แรงแม่เหล็กโลก เป็นต้น) "ความคิด" ได้แก่ ศักยภาพในการที่จะมองเห็นและสร้างการอธิบายสายใยความสัมพันธ์ของข้อมูลปลีกๆ ให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา ซึ่งศักยภาพนี้จะต้องขึ้นอยู่กับ "ความรู้" ที่มีมาก่อนหน้าหรือได้รับการถ่ายทอดมา และจะต้องมี "ความรู้" ในธรรมชาติของ "ข้อมูล" ปลีกๆ นั้นอย่างชัดเจน จนในบางครั้งการ "คิด" ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยน "ความรู้" เกี่ยวกับธรรมชาติของข้อมูลปลีกๆ นั้นๆ อาทิเช่น ความคิดในการทำแสงเลเซอร์เกิดขึ้นจากความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของแสงที่เดิมเชื่อกันว่าไม่สามารถควบรวมและบีบอัดได้ แต่ต่อมาก็พบว่าสามารถกระตุ้นให้เกิดการควบรวมและบีบอัดแสงได้ การถ่ายทอด "ความรู้" เพื่อให้เกิด "ความคิด" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นให้เห็น และเข้าใจอย่างชัดเจนถึง "บริบท" ของความรู้ชุดหนึ่งๆ เพื่อที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถก้าวทะลุกรอบความคิดที่จำกัดความเข้าใจเรื่อง "ความรู้" ว่า เป็นอกาลิโกหรือความรู้ที่จริงแท้แน่นอนไม่มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความสามารถหรือความกล้าที่จะพยายามมองหาสายใยความสัมพันธ์ของข้อมูลปลีกๆ เพื่อทำให้เกิดความหมายใหม่ ดังนั้น หากเราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง "ความรู้-ความคิด" เช่นนี้ เราก็ต้องเน้นที่ทำให้นักเรียนระดับต่างๆ เชื่อมั่นว่าในระดับของเขาไม่ว่าอยู่ชั้นใด เขาสามารถที่จะสร้าง "ความรู้" ขึ้นมาได้ ไม่ใช่แค่นั่งฟังการถ่ายทอด "ความรู้" จากผู้รู้ ซึ่งหมายความว่าผู้รู้เองก็จะต้องตระหนักว่าจะต้องสอนหรือถ่ายทอดบริบทของ "ความรู้" ให้แจ่มชัด กล่าวได้ว่าการสอนวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในสังคมไทยล้มเหลวเพราะเราไม่ได้เสนอให้นักเรียนเข้าใจถึง "บริบท" ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ชุดนั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง "การจำ" และ "การคิด" จึงไม่ได้แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง และ "ความรู้" และ "ความคิด" ก็ต้องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นด้วยเช่นกัน อนึ่ง การปฏิรูปการอุดมศึกษาแบบที่กำลังทำกันอยู่ อาทิเช่น ที่ สกอ. กำลังจัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF : HEd) เป็นเรื่องที่ไม่ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง หากคณาจารย์มหาวิทยาลัยใดเห็นด้วย โปรดช่วยกันคัดค้านและทำให้กรอบมาตรฐานคุณวุฒินั้นสามารถใช้ได้อย่างมีประโยชน์มากกว่าจะก่อให้เกิดการทำรายงานกระดาษมากมายอย่างที่กำลังจะเกิดครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 ตุลาคม 2552

