ความพยายามของรัฐบาลที่ รณรงค์ให้ปีนี้เป็นปีแห่งการอ่านหนังสือ เพราะพบว่าสถิติการอ่านหนังสือของคนไทยนั้นน้อยมาก อาจจะเป็นความพยายามที่ล้มเหลว หากไม่ได้สร้างความเข้าใจกันให้ชัดเจนก่อนว่าการอ่านนั้นสัมพันธ์กับเงื่อนไขอื่นๆ ในสังคมไทย ประการแรก การอ่านไม่สามารถแยกออกมาจากการเรียนรู้ได้ หากสังคมใดไม่สามารถสร้างความกระหายอยากจะเรียนรู้ สังคมนั้นก็ย่อมไม่มีการอ่าน เพราะไม่รู้ว่าจะอ่านไปเพื่ออะไร แม้การอ่านเพื่อความบันเทิงเอง ผู้ที่อยากจะอ่านเพื่อความบันเทิงก็กระหายที่จะเรียนรู้ทางด้านอารมณ์ความรู้สึก ความกระหายที่จะเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคนคนนั้น ได้เกิดคำถามหรือข้อสงสัยในกรอบคำอธิบายที่ได้รับมาไม่ว่าจะได้รับจากครู หรือจากการสื่อสารทางใดๆ หนึ่ง ความต้องการอยากจะตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่แรงกล้ามากเช่นนี้ (ผมใช้คำว่าความกระหาย) จะชักนำให้เกิดการอ่าน เพื่อนำไปสู่การตอบคำถามนั้นๆ ความกระหายอยากจะอ่านเพื่อการเรียนรู้ของสังคมนั้น สัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย ดังที่เราจะพบว่าสถิติการอ่านของสังคมไทยลดน้อยถอยลงตลอดเวลาตามวันเวลาของการพัฒนาเศรษฐกิจ มาสู่การขยายตัวของการผลิตภาคบริการพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว (เอาเข้าจริงๆ แล้ว คำว่าเศรษฐกิจภาคบริการพื้นฐาน ก็มีความหมายครอบคลุมถึงการที่สังคมการผลิตไทยมอบการบริการแรงงานให้แก่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ต้องการคนงานที่มีศักยภาพ นอกเหนือไปจากการปฏิบัติงานตามกลไกของเครื่องจักรกลเท่านั้น) ความเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจไทยมาสู่ภาคบริการพื้นฐานนี้เอง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การจัดการความรู้เหลือเพียงแค่การเรียนรู้ "ทักษะ" และเป็น "ทักษะ" แบบตื้นๆ เสียด้วยซ้ำ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดวิชาการท่องเที่ยวแล้วสอนเรื่องวิชาการปูที่นอน คณะที่ควรจะสอนให้เข้าใจความเป็นมนุษย์ก็หันมาสอนทางด้านภาษาเพื่อการท่องเที่ยว เป็นต้น "ทักษะ" จำนวนมากที่สอนกันอยู่ในมหาวิทยาลัยควรจะเป็นการเรียนรู้ในระหว่างการทำงาน และเจ้าของโรงงานจะต้องเป็นผู้จัดสรรให้คนงานไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัย ความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีมานานแล้วครับ คงจำกันได้ว่ารัฐบาล ผู้บริหารทบวงมหาวิทยาลัย (สมัยก่อนที่ยังมีทบวงอยู่) และผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ มักจะชอบออกมาขยายขี้เท่อทำนองว่ามหาวิทยาลัยต้องผลิตคนตามความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าคนพวกนี้คิดได้ในระดับที่ว่าผลิตแรงงานที่มี "ทักษะ" ตามที่โรงงานและการผลิตภาคบริการต้องการเท่านั้นเอง ในความเป็นจริง หากคนกลุ่มข้างต้นคิดถึงการขยับการผลิตภาคบริการให้มีความหมายทางสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าการขายวัฒนธรรมหรือขายลักษณะยิ้มแย้มแจ่มใสของคนไทย ก็สามารถที่จะยกระดับการผลิตภาคบริการให้ก้าวหน้ากว่านี้ แต่เพราะไม่รู้จักคิดจึงทำให้เราขายได้น้อยลง จนทำให้การท่องเที่ยวทางด้านเซ็กซ์ เป็นภาพพจน์การท่องเที่ยวไทยในสายตานักท่องเที่ยว บริบททางสังคมเศรษฐกิจและความรู้ไม่เท่าทันของกลุ่มคนที่จัดการ มหาวิทยาลัยที่ผ่านมาเช่นที่กล่าวมานี้ ได้ทำให้ความเข้าใจว่าความรู้คืออะไรก็ลดน้อยถอยลง จนเหลือเพียงแค่การถ่ายทอด "ทักษะ" ด้านต่างๆ เท่านั้นเอง แน่นอนว่า "ทักษะ" ก็เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการณ์ภายใต้กรอบที่กำหนดมาให้แล้วเท่านั้น โอกาสที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความกระหายที่จะตอบคำถามหรือปัญหาก็หายไป ซึ่งจะนำมาสู่ความรู้สึกที่ว่าไม่รู้จะอ่านไปทำไม ผมถามนักศึกษาปริญญาระดับตรีที่เรียนทักษะทางด้านภาษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ว่า ทำไมพวกคุณไม่อ่านหนังสือกัน คำตอบ ก็คือ "ไม่รู้" จริงๆ ว่าจะอ่านไปทำไม เพราะเขาคิดแค่ว่า "ทักษะ" ทางภาษาที่พวกเขารับต่อมาก็เพียงพอแล้วในการดำรงชีวิตต่อไป ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความไม่กระหายอยากอ่านหรืออยากเรียนรู้ ได้แก่ พลังทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่รู้สึกว่าตนเองในฐานะพลเมืองไทยมีความหมายหรือความสำคัญอะไรต่อสังคมไทย นักศึกษาจำนวนมากมักจะกล่าวทำนองว่าจะรู้เรื่องต่างๆ ไปทำไม เพราะเขาเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร ระบบอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ จึงทำให้ไม่เกิดความกระหายที่จะตั้งคำถามและตอบคำถามอะไร เพราะคิดไปตั้งแต่ต้นแล้วว่าไม่ว่าจะตอบคำถามอะไรได้ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ พวกเขาจึงมอบตัวเองให้แก่ระบบการขายแรงงานภาคบริการพื้นฐานอย่างยินยอมพร้อมใจ ระบบอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้กระจายไปทั่วสังคมไทยครับ ในวงการครูบาอาจารย์เองมีฝังแน่นมากทีเดียว โดยเฉพาะครูในระดับโรงเรียนที่จะมีครูใหญ่ หรือผู้อำนวยการเป็นนักเผด็จการทางการจัดการความรู้ ทางด้านการเมืองก็เช่นเดียวกัน ระบบความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ ก็กำหนดให้คนจำนวนมากไม่กล้าที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองเอง ไม่ว่าจะตั้งกลุ่มเล็กๆ ทำงานการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเล็กๆ หรือแสดงตัวตนทางการเมืองอย่างที่อิสรชนที่คิดเป็นควรจะทำ คนในสังคมเช่นนี้ทำได้อย่างมาก ก็คือ เคลื่อนไหวการเมืองได้ในระดับตาม "ผู้นำ" ต้อยๆ เท่านั้นเอง โดยเชื่อและทำตามทุกอย่างที่ "ผู้นำ" การเคลื่อนไหวบอกกล่าวมา (ทั้งเหลืองและแดงครับ) ดังนั้น หากจะรณรงค์ให้เกิดการอ่าน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำแค่ประกาศแล้วบังคับให้นักเรียนอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น หากแต่จะต้องเปลี่ยนความเข้าใจของสังคมในเรื่องการเรียนรู้ และหากจะเปลี่ยนความเข้าใจความหมายของการเรียนรู้ ก็ต้องมีเป้าหมายว่าจะพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่หลุดพ้นจากการขยายบริการขั้นพื้นฐาน และที่สำคัญที่สุด ก็คือ การเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อยได้รู้สึกและสำนึกว่าตนเองเป็นเจ้าของประเทศเหมือนกันครับ ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 ตุลาคม 2552

