โทรศัพท์มรณะ ป้าเช็ง และ GT 200

เมื่อตอนต้นปีนี้ ผมได้รับคำเตือนจากนักศึกษา ว่า อย่ารับโทรศัพท์จากหมายเลขแปลกๆ ชุดหนึ่ง เพราะว่าหากรับแล้วจะตายได้

ตอนแรกผมรู้สึกแปลกใจ จึงได้ซักถามเขาต่อว่าในความคิดของพวกเขานั้น นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชื่อเรื่องนี้สักกี่เปอร์เซ็นต์ คำตอบทำให้ผมตกใจแทนความแปลกใจ เพราะพวกเขาเน้นกันว่าน่าจะเกินร้อยละเจ็ดสิบ ที่ "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่" ซึ่งในความเห็นผมแล้ว การกล่าวว่า "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่" นั้น ก็คือ การเชื่อไปแล้วมากกว่าครึ่ง เพียงแต่ไม่กล้าที่จะแสดงตนว่าเชื่อเท่านั้นเอง

ต่อมาก็ได้ข่าวเรื่องน้ำหมักชีวภาพของป้าเช็ง ซึ่งข่าวสารที่สื่อแสดงให้เห็นว่าคนเชื่อถือว่าน้ำหมักของป้าเช็งสามารถรักษาโรคภัยได้อย่างชะงัดหลายโรค สตรีท่านหนึ่งได้กล่าวในโทรทัศน์ ว่า ตนรักษามาหลายแห่งแล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้น จนมาหายได้เพราะน้ำหมักป้าเช็งนี้ แล้วจะไม่ให้เชื่อได้อย่างไร คนที่เชื่อในประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพนี้ น่าจะมีมากมายเพราะธุรกิจนี้มีเงินหมุนเวียนวันละเป็นล้านบาท

อาทิตย์ที่ผ่านมา การค้นพบของอาจารย์เจษฎา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า แท้ที่จริงแล้วเครื่องตรวจจับระเบิด GT 200 เป็นเพียง "ไม้ล้างป่าช้า" หรือในทัศนะของเจ้าหน้าที่ทั้ง "นิติวิทยาศาสตร์" (คนเขียนกระทู้ในห้องหว้ากอ เรียกว่า "นิติไสยศาสตร์") หรือนายทหารที่มาแก้ตัวแทนระบบการจัดซื้อพิเศษ ก็เน้นทำนองว่าเป็นเครื่องช่วยให้ทหารเกิดศรัทธาและกำลังใจ (โปรดไปอ่านที่หว้ากอนะครับ สนุกมาก และคนจำนวนมากรู้สึกเป็นห่วงอาจารย์เจษฎา ผมหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับอาจารย์นะครับ ไม่อย่างนั้น ยุ่งแน่ๆ เปล่าขู่นะครับ วิเคราะห์เฉยๆ)

เรื่องราวตลกร้ายทั้งสามเรื่องคงมีเบื้องหลังอยู่ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ได้ ไม่ใช่เบื้องหลัง หากแต่เป็นคำถามว่า ทำไมคนที่เกี่ยวพันในทั้งสามประเด็นนี้ จึงเชื่อว่าเรื่องเหล่านี้เป็นจริงหรือมีความเป็นไปได้ ซึ่งคงจะเป็นคนจำนวนไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะในกรณีเครื่องตรวจจับระเบิด GT 200 ที่ผมสงสัยมากว่า ทำไมผู้บังคับบัญชาในระดับพื้นที่ จึงยังคงเชื่อเครื่องมือนี้ต่อมาได้ ทั้งๆ ที่ลูกน้องของตนได้เสียชีวิตไปมากมาย และทั้งๆ ที่รู้ว่าการ์ดที่ใส่เข้าไปก็แค่ยัดใส่กระบอกพลาสติกเฉยๆ ไม่มีอะไรต่อเนื่องกับการ์ดเลย ซึ่งหมายความว่าตลอดเวลาที่กองทัพซื้อเครื่องมือนี้มาใช้สองสามปีที่ผ่านมา เราได้ฝากความหวังในการรักษาชีวิตทหารชั้นผู้น้อยไว้บนความเชื่อ "ไม้ล้างป่าช้า" เท่านั้นเอง ผมอยากให้ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในพื้นที่ภาคใต้ ฟ้องร้องกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเกิดจากการนำเครื่องมือลวงโลกมาให้ใช้ เพื่อที่ต่อไปจะได้รู้จักตั้งคำถามกับความเชื่อเหลวไหลแบบนี้

หากจะตอบคำถามว่า ทำไมคนที่เกี่ยวพันในทั้งสามประเด็นนี้ จึงเชื่อเรื่องเหลวไหลลักษณะนี้ว่าเป็นจริง หรือมีความเป็นไปได้สูง ก็คงต้องอธิบายจากเงื่อนไขปัจจัยของสังคมมากกว่าที่จะประณามว่าคนทั้งหลายเหล่านี้โง่งมงาย

สภาวะสังคมไทยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อยู่ในสภาวะสังคมที่ตกอยู่ในระบบอารมณ์ความรู้สึกถึงความเสี่ยงทุกมิติอยู่ตลอดเวลา หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "สังคมความเสี่ยงสูง" ผู้คนในสังคมไทยถูกทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้เลย เพราะทุกอย่างจะพลิกผันและเกิดขึ้นอย่างไร้เงื่อนไขทุกเวลา อันตรายรูปแบบต่างๆ จะสามารถเกิดขึ้นแก่ตัวได้ตลอด และที่สำคัญ เมื่อเกิดหรือประสบกับอุบัติการณ์อันตรายนั้น ก็จะไม่มีทางแก้ใดๆ ได้   

ปรากฏการณ์ของระบบอารมณ์ความรู้สึกของสังคมความเสี่ยงสูงนี้ เห็นได้ชัดเจนจากกระแสความเชื่อเรื่อง "การแก้กรรม" ที่คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตนเองเผชิญกับปัญหาที่ตนเองอธิบายไม่ได้และไม่เข้าใจว่ามันมาได้อย่างไร จึงต้องหันไปหา "คนทรง-หมอดู" ให้ทำนายและให้คำแนะนำไป "แก้กรรม" นั่นเอง

ผู้คนที่อยู่ในสังคมความเสี่ยงสูงเช่นนี้ จะสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง หมดความเชื่อมั่นในระบบเหตุผล และในที่สุด ก็หมดความศรัทธาในกลไกของสังคมและรัฐ  

สังคมจะมีความเสี่ยงที่เป็นจริงหรือเกิดขึ้นจริงสักกี่เปอร์เซ็นต์ไม่สำคัญ แต่การที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าการดำรงอยู่ในสังคมนี้มีความเสี่ยงคุกคามอยู่ตลอดนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะความรู้สึกเช่นนี้จะผลักดันให้ผู้คนพร้อมที่จะเชื่ออะไรก็ได้ ที่ดูไร้เหตุผลหรือพร้อมจะยึดอะไรก็ได้ ถ้าหากเขาเชื่อว่าสิ่งนั้นช่วยเหลือเขาให้พ้นความเสี่ยงที่เขาคิดว่าคุกคามเขาอยู่ สรุปที่พวกเขาเชื่อ ก็เพราะมันได้ตอกย้ำความรู้สึกหวาดกลัวกับความเสี่ยงที่ถูกจินตนาการขึ้นมาในทุกวินาทีนั้นเอง  

อะไรทำให้สังคมไทยตกอยู่ในสภาวะของ "สังคมความเสี่ยงสูง"  

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเปลี่ยนแปลงระบบความสัมพันธ์ทุกมิติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์รวมทั้งกับสรรพสิ่งรอบตัว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลนี้ สังคมไม่ได้ผลิตความรู้ทางสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงต่างๆ จึงทำให้ผู้คนในสังคมไม่สามารถที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายบรรดามี ที่พวกเขาได้เข้ามาสัมพันธ์ด้วย  

ลองนึกดูว่า หากชาวบ้านในชุมชนเล็กๆ ที่ยังทำการเกษตรกรรมเกิดปัญหาการดำเนินชีวิตขึ้นมา พวกเขาก็จะมีคำตอบชุดหนึ่งที่ทั้งเขาและคนในชุมชนนั้นตอบและเชื่อกันว่าเป็นความจริง แต่เมื่อชุมชนของพวกเขาเปลี่ยนสถานะมาเป็นเขตเมือง พวกเขาสูญเสียศักยภาพในการวินิจฉัยปัญหาใหม่ที่พวกเขาต้องเผชิญ สำหรับคนในเมืองที่มีการศึกษาสูงๆ หรือทำงานอาชีพเฉพาะ อาทิเช่น ทหาร การดำรงอยู่ในภาคการผลิตสมัยใหม่หรืออยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมแบบใหม่ๆ ที่ตนเองต้องเผชิญก็ทำให้พวกเขาไม่สามารถจะขบคิดหาวิธีการจัดการกับปัญหานั้นๆ ได้ น่าแปลกใจที่นายทหารระดับสูงมักจะบอกว่าการแก้ไขปัญหาภาคใต้มาถูกทางแล้ว แต่การป้องกันการระเบิดรูปแบบซ้ำๆ กันกลับทำไม่ได้เลย ซึ่งหมายความว่า หมดศักยภาพในการคิดยุทธวิธีในการป้องกันการวางระเบิดจากรูปแบบเดิมๆ อาทิเช่น ระเบิดก่อนเพื่อดึงเอาทหารเข้าไป แล้วก็ระเบิดอีกครั้งหนึ่ง  

การเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมโดยปราศจากการสร้างความรู้ที่เท่าทัน และอธิบายความเปลี่ยนแปลงได้ทำให้ผู้คนในสังคมไทยขาดพลังของวิจารณญาณไปโดยสิ้นเชิง อันทำให้ระบบการศึกษาทุกระดับล้มเหลวตามไปด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในเชียงใหม่แจกดินสอปลุกเสกให้แก่นักเรียนในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้บริหารสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาบางแห่งก็ลงทุนสร้างพระเครื่อง เพื่อเป็นเครื่องค้ำประกันตำแหน่งของตน

โทรศัพท์มรณะ ป้าเช็ง GT 200 เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของสังคมความเสี่ยงสูง เราจะต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้สังคมมีเสถียรภาพทางด้านอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น ไม่อย่างนั้น ตลกเจ็บปวดลักษณะนี้ ก็จะเกิดขึ้นและคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่าเดิม 

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มกราคม 2553