ทบทวนกันใหม่ในประเด็นเรื่องชนชั้น

ผมเข้าใจดีว่ารัฐบาล/นักวิชาการจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องออกมาปฏิเสธประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ร้อนในวันนี้ว่าไม่ใช่เรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น

เพราะรัฐบาลและนักวิชาการคิดไปว่าหากยอมรับในประเด็นนี้ก็จะเป็นการยอมรับว่าตนเป็นอีกชนชั้นหนึ่งที่กำลังกดขี่บีฑาคนอีกชนชั้นหนึ่ง และก็เป็นความชอบธรรมระดับหนึ่งที่ชนชั้นผู้ถูกกดขี่บีฑานั้นจะลุกขึ้นมาต่อสู้

เวลาที่ผ่านมา ผมพยายามเขียนและพูด ณ ที่นี้และที่อื่นๆ หลายต่อหลายครั้งเท่าที่มีโอกาส ในประเด็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยเฉพาะการเกิดความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่มีมานานมากจนกระทั้งเริ่มตกผลึกเป็นสำนึกทางชนชั้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเตือนให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้เห็นว่าสังคมไทยเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้ว และเราต้องมองเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ชัดเจนเพื่อที่จะร่วมกันผลักดันให้เกิดการปรับตัวของสังคมไทยให้ตอบรับหรือยืดหยุ่นพอในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลนี้ 

ซึ่งไม่ใช่มีแต่ผมเพียงคนเดียว คนจำนวนไม่น้อยก็ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเกิดชนชั้นใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์ผาสุก พงษไพจิตร อาจารย์เกษียร เตชะพีระ และอีกหลายๆ ท่าน แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยรับรู้เรื่องนี้น้อยเหลือเกิน ดูได้จากการอธิบายการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงจากแม่มุมของความคลั่งทักษิณ ชินวัตร ที่ปรากฏอยู่ในกลุ่มคนจำนวนมากในสังคมไทย จนผมรู้สึกว่าความอับจนของบ้านเมืองนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่สามารถของนักสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทยทั้งหมดที่จะสร้างการรับรู้ให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดยเฉพาะการเกิดคนกลุ่มใหม่ในสังคมไทยที่ไม่ว่าเราจะเรียกเขารวมว่าเป็น “ชนชั้น” หรือไม่ก็ตาม  

ผมอยากจะยกตัวอย่างของนักวิชาการในสังคมญี่ปุ่นที่หวนกลับมาคิดและศึกษาเรื่อง “ชนชั้น” เพราะเขาพบว่ากรอบความคิดเรื่อง “ชนชั้น” ที่ไม่จำเป็นต้องผูกแน่นยึดติดกับความคิดมาร์กซิสนั้น มีประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างความเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงของสังคมของตน  และความเข้าใจนี้จะนำไปเป็นฐานที่สำคัญของการปรับตัวของสังคมญี่ปุ่น

การสร้างสังคมญี่ปุ่นใหม่หลังสงครามถือได้ว่าประสบผลสำเร็จอย่างสำคัญ ในแง่ที่ได้สร้างสังคมทั้งหมดให้เป็นสังคม “ชนชั้นกลาง” หรือนักวิชาการบางท่านเรียกว่าสังคมที่ชนชั้นเลือนหายไป พลังที่ได้เข้ามาร่วมสร้างสังคมชนชั้นกลางนั้นได้แก่ รัฐ และกลุ่มทุนบริษัทต่างๆ

รัฐญี่ปุ่นหลังสงครามได้เผชิญหน้ากับการพังทลายทางเศรษฐกิจ บาดแผลในจิตใจของผู้คน รัฐบาลญี่ปุ่นหลังสงครามไร้เสถียรภาพอย่างมาก แต่รัฐญี่ปุ่นได้มองเห็นถึงความเสมอภาคเป็นอันดับแรก ระบบราชการของรัฐได้เริ่มทำให้ผู้คนรู้สึกได้ว่าตนเองจะได้รับความเสมอภาคบนเงื่อนไขของพลเมืองญี่ปุ่น ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เข้มข้นและคัดเลือกเอาเด็กนักเรียนที่มีความสามารถจากทั่วสารทิศนั้นได้เป็นฐานให้แก่ความรู้สึกที่ว่าในฐานะพลเมืองญี่ปุ่นตนเองมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องไปกับการขยายตัวของระบบราชการที่ได้เปิดรับคนจากหลากหลายชนชั้นเข้ามาโดยทำให้ท้องถิ่นมีอิสระโดยสัมพันธ์ในการขยายอัตราการจ้างงานคนในท้องถิ่นตนเอง   

บทบาทของรัฐในการดูแลทุนบริษัทต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้น การตั้งกระทรวงมิติ (Miti) ในราวทศวรรษ 1960 ได้ทำให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมเพิ่มมากขึ้น

บทบาทของทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐก็ได้มีส่วนในการสร้างสังคมชนชั้นกลาง บริษัทต่างๆ ได้เข้ามาร่วมในการสร้างระบบการศึกษาจากการทำงานขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการจ้างงานระยะยาวในชีวิต พร้อมกับการเปิดโอกาสให้พนักงานทั้งหมดเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการสร้างเนื้อสร้างตัว  

แน่นอนว่านอกจากบทบาทของรัฐและทุนมีส่วนสำคัญในการสร้างความเสมอภาคของสังคมชนชั้นกลางแล้ว บทบาทของสหรัฐอเมริกาก็มีอยู่มากเช่นกัน เช่น การสลายการผูกขาดของไซบัตสุ การปฏิรูปที่ดินอันทำให้เกิดชาวนาเอกระ การสลายกองทัพ 

การสร้างสังคมชนชั้นกลางของญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง เพราะได้ผนวกเอาจิตใจของผู้คนแพ้สงครามให้หันมาสู่การสร้าง “ความหวัง” ในการสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นชนชั้นกลางเพื่อสังคมญี่ปุ่น ความหวังนี้วางอยู่บนพื้นฐานที่รัฐและทุนสร้างให้คนรู้สึกว่าตนเองมีโอกาสก้าวหน้าได้อย่างเท่าเทียมกัน หากสนใจความรู้สึกเช่นนี้ ลองไปหาภาพยนตร์เรื่อง Always มาชมดูนะครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบผลสำเร็จอย่างมากหลังออกฉายใน ปี 2004 เนื้อเรื่องเป็นการนำเสนอภาพอดีตความฝันและความหวังของคนญี่ปุ่นในยุคนั้น อันเป็นความรู้สึกโหยหาอดีตของคนในปัจจุบัน (น่าสนใจมากครับ หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้คนจำนวนมากได้หวนกลับไปเที่ยวที่โตเกียวทาวเวอร์ทั้งๆ ที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว)

แต่ภายหลังจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ปี 1990 สังคมญี่ปุ่นได้เริ่มเปลี่ยนแปลง การจ้างงานนอกจากจะลดลงแล้ว ยังเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมาสู่การจ้างชั่วคราวมากขึ้น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชีวิตผู้คนลดลงอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างของรายได้ทวีสูงมากขึ้นกว่าในทศวรรษ 1970-1980  ขณะเดียวกันความสำเร็จของนักธุรกิจรุ่นใหม่ เช่น เจ้าของบริษัท Softbank (บริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุด) ก็ได้ทำลายวิธีคิดวิธีรู้สึกแบบเดิมของชนชั้นกลางญี่ปุ่นที่จะอดทนต่อการทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จมาสู่ความฝันที่จะประสบผลสำเร็จในช่วงเวลาข้ามวัน ทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่าสังคมญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไพศาล

ภายใต้เงื่อนไขความเปลี่ยนแปลงของสังคมเช่นนี้ นักวิชาการญี่ปุ่นได้เริ่มหันกลับมาทบทวนกรอบความคิดเรื่องสังคมชนชั้นกลางกันใหม่ และได้เริ่มต้นที่จะแสวงหาแนวทางในการทำความเข้าใจสังคมญี่ปุ่น ที่สำคัญ ได้เริ่มหันกลับมาสู่กรอบคิดและวิธีการศึกษาในเรื่อง “ชนชั้น” เพราะพบว่ากรอบคิดเรื่อง “ชนชั้น” นี้จะสามารถทำให้เห็นลู่ทางในการทำความเข้าใจและแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาสังคมเศรษฐกิจในอนาคตได้ นักวิชาการท่านหนึ่งได้ใช้คำว่า “Bringing Class Back in” เพื่อเน้นว่าจำเป็นต้องนำกรอบความคิดนี้กลับมาอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคม

แม้ในสังคมญี่ปุ่นที่เคยคิดว่าไม่มีชนชั้น แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็ได้นำกรอบความคิดเก่ามาปัดฝุ่นและชักเงาใหม่เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่  สำหรับสังคมไทยเอง แม้เราจะเคยเชื่อว่าสังคมเราไม่มีชนชั้น แต่ก็อยากจะให้ลองมาศึกษาตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมที่แตกต่างและแยกออกจากกัน ไม่ใช่เพื่อโค่นล้มอะไรอย่างที่หวาดกลัวกันหรอกนะครับ แต่ศึกษาเพื่อที่จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงอันไพศาลและลึกซึ้งของสังคม อันอาจจะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ดีงามกว่า

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 เมษายน 2553