ต้องบอกกันก่อนนะครับว่า หากใครยังคงคิดว่าสังคมไทยไม่มีชนชั้นก็เปิดผ่านไปเลยนะครับ ไม่ต้องอ่านก็ได้
เพราะอาจจะทำให้ท่านหงุดหงิดและเสียสมาธิในการทำงานประจำวันไปเปล่าๆ เพราะผมเองคิดว่าการมองความเปลี่ยนแปลง และการมองหาทางออกให้แก่สังคมไทยนั้น จำเป็นต้องมองผ่านลักษณะทางชนชั้น อันจะทำให้เราเข้าใจสังคมไทยปัจจุบันชัดเจนขึ้น หากเราเห็นไม่ตรงกัน ก็อ่านผ่านๆ ไปก็แล้วกันครับ
แม้ว่าการเจรจาและหาทางออกระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดงในอาทิตย์ที่ผ่านมา จะทำให้สังคมไทยถอนหายใจอย่างโล่งอกไปบ้าง แต่สังคมไทยทุกส่วนก็ย่อมตระหนักดีว่า "เรื่อง" ไม่จบเพียงเท่านี้ ทั้งสองฝ่ายย่อมรู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียอย่างไม่สมควรนี้ การถอยเพื่อตั้งหลักของทั้งรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดง จึงจะกลายเป็นหลักหมุดที่ตอกย้ำความตึงเครียดไปอีก และพร้อมจะระเบิดได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ความตึงเครียดทางการเมืองนี้จะแสดงออกจากนี้ต่อไปอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาก่อนยุบสภา การหาเสียงหลังยุบสภาแล้ว รวมไปถึงเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมา
เราจะทำอย่างไรกันดีที่จะทำให้ความตึงเครียดนี้ค่อยๆ ผ่อนคลายลงจนไม่ส่งผลถึงกระบวนการปรับตัวของสังคม เพื่อเข้าสู่ระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย
ความตึงเครียดทางการเมืองนี้อาจจะแยกออกเป็นสองส่วนที่สัมพันธ์กัน ส่วนแรก ได้แก่ ความตึงเครียดอันเกิดจากบาดแผลของเหตุการณ์ และความตึงเครียดอันเกิดจากรากฐานของชนชั้น
ความตึงเครียดอันเกิดจากบาดแผลของเหตุการณ์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มจากรัฐบาลที่จะต้องดูแลผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน การที่มีข่าวว่ารัฐบาลตัดสินใจมอบเงินสามแสนบาทแก่ครอบครัวผู้เสียเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่ดีและควรจะคิดต่อไปถึงการจัดการให้ผู้บาดเจ็บกลุ่มนี้สามารถมีชีวิตอย่างเหมาะสมอัตภาพต่อไป พร้อมกันนั้น รัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดความยุติธรรมในการไต่สวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องเผยแพร่ให้สังคมรับรู้ความก้าวหน้าในการไต่สวนตลอดเวลาด้วย
ขณะเดียวกัน ความเกลียดชังระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดง อันเกิดจากเหตุการณ์ปะทะก็จำเป็นที่จะต้องร่วมกันเยียวยา กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลซึ่งก็มีผู้สูญเสียเช่นเดียวกันนั้น อาจจะต้องเป็นฝ่ายเริ่มในการหาทางสื่อสารกับผู้สูญเสียของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อที่จะเข้าใจกันในฐานะมนุษย์ที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน
ผมเรียกร้องทางกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมากหน่อย ก็เพราะพวกท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีฐานะและสถานะและเป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพ สามารถสร้างการเชื่อมต่อระหว่างผู้สูญเสียด้วยกันได้ดีกว่าและมีประสิทธิภาพกว่ากลุ่มคนเสื้อแดง ผมเชื่อว่าเพียงแค่กลุ่มท่านไปรับฟังความเดือดร้อน ความเจ็บปวดของผู้สูญเสียเสื้อแดง บาดแผลที่เกิดขึ้นก็จะทุเลาลงอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลทางฝ่ายของท่าน หรือทางฝ่ายของชาวบ้านเอง
ส่วนกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งมีหลายเฉดสีแดงปะปนกัน ก็คงจะต้องเรียกร้องให้อย่าดึงเอาเหตุการณ์ความสูญเสียนั้น มาทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้สูญเสียให้มากขึ้น ด้วยการทำให้อีกฝ่ายหนึ่งกลายเป็นศัตรูที่ไม่ใช่ "คน" และจะต้องหาโอกาสที่ต้องทำลายลงไปให้ได้ในอนาคต
ผมรู้ดีว่ากลุ่มเฉดสีที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ย่อมจะรับข้อเสนอนี้ไม่ได้ เพราะต้องการเปลี่ยนความแค้นให้เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม ผมก็อยากจะเสนอให้มองด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยความแค้นและอาฆาตนั้น ไม่เคยนำสังคมไปสู่สังคมที่ดีงามได้ ลองนึกดูถึงการขึ้นครองอำนาจของเขมรแดงฝ่ายพอล พต ดูซิครับ
ความพยายามจะลดความตึงเครียดจากเหตุการณ์นั้น จำเป็นต้องทำไปพร้อมๆ กับการสลายความตึงเครียด อันเกิดจากรากฐานของชนชั้นด้วย
การสลายความตึงเครียดอันเกิดจากรากฐานของชนชั้นต้องเริ่มจากฝ่ายรัฐบาลครับ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจะต้องใช้เวลาที่เหลือก่อนยุบสภานี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยที่จะต้องทำให้เกิดการใช้เงินงบประมาณไปสู่การจ้างงานและการสร้างตลาดภายในให้มากที่สุด การผลักดันการใช้เงินงบประมาณจำเป็นที่จะต้องดึงเอามาจากระบบราชการ และนำไปให้ชาวบ้านเป็นผู้ตัดสินใจใช้เองให้มากที่สุด แน่นอนครับ มีการโกงกินเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็ไม่ต่างกับที่โกงกินในระบบราชการและนักการเมืองในวันนี้หรอกครับ เผลอๆ ชาวบ้านโกงน้อยกว่าการทำให้เกิดการขยายตัวของตลาดภายในจะทำให้ประชาชนธรรมดานั้น มีความหวังที่จะมีโอกาสขยับฐานะ และเลื่อนชนชั้นเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้ว การจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะล้างหนี้เก่าของชาวนา ก็เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะส่วนใหญ่ที่ชาวนาเป็นหนี้ก็เพราะนโยบายของรัฐที่ผ่านมา ขูดรีดส่วนเกินจากชาวนาไปหล่อเลี้ยงภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น หากรัฐบาลนี้ล้างหนี้เก่าเสีย เพื่อเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ซึ่งไม่ใช่ชาวนาอย่างเดียวได้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องกังวลหนี้สินเก่า ก็จะทำให้การสร้างโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจมีมากขึ้นตามไปด้วย (ผมถือว่านี่เป็นการไถ่บาปที่รัฐไทยทำกับชาวนามานานกว่าสี่สิบปีครับ)
นอกจากรัฐบาลแล้ว ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่จะต้องเปลี่ยนมุมมองและความเข้าใจชาวบ้านคนจนเสียใหม่ โดยเลิกมองดูถูกและคิดว่า "เอาเงินฟาดหัวก็ได้" พร้อมกันนั้น หากเป็นกลุ่มทุนก็ควรจะต้องคิดถึงการเปลี่ยนแปลงระบบการจ้างงานและการทำงาน โดยให้ความสำคัญแก่แรงงานทั้งหลายให้มากขึ้น มอบหลักประกันในการทำงานให้สูงมากขึ้น รวมทั้งให้การศึกษาในระหว่างการทำงานให้มากขึ้น หากกลุ่มทุนไม่พยายามเข้าใจในเรื่องนี้ ก็ต้องบอกเตือนกันว่าการย้ายไปหาแหล่งผลิตที่มีแรงงานราคาถูกนั้นในที่สุดแล้ว ไม่คุ้มเท่ากับคุณได้พัฒนาความสัมพันธ์แรงงานภายในหรอกครับ
ส่วนคนชั้นกลางในเขตเมืองใหญ่ ผมหวังว่าการพูดคุยในพื้นที่สาธารณะแบบใหม่ในอินเทอร์เน็ตนับจากนี้ไป จะเปิดโอกาสให้มองลอดช่องอคติทางชนชั้นไปบ้าง หากไม่สามารถข้ามอคติที่เหยียดหยามคนจน คนชั้นกลางจะเป็นคนที่รู้สึกผิดหวังกับสังคมมากที่สุด และจะเป็นกลุ่มที่ไม่มีความสุขในการอยู่ในสังคมเลย
ผมยังเหลืออีกสองสามประเด็น ขอยกยอดเอาไว้คราวหน้าครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 พฤษภาคม 2553

