เราจะ “ประคับประคอง” สังคมไทยกันได้หรือไม่?

สังคมไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะที่คนทุกกลุ่มรู้สึกอึดอัดทางการเมืองมากขึ้นๆ

ความรู้สึกอึดอัดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากว่าสังคมไทยยังไม่สามารถจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบใหม่ที่คนทุกกลุ่มพึงพอใจและยอมรับได้ 
 

แม้ว่าการแบ่งความขัดแย้งทางการเมืองออกเป็นความขัดแย้งระหว่างสองขั้วจะไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก เพราะแท้ที่จริงแล้วแม้ว่าในแต่ละขั้วจะมีลักษณะร่วมอยู่มาก แต่ทั้งสองขั้วก็ประกอบขึ้นด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลาย และทุกกลุ่มในแต่ละขั้นล้วนแต่มิได้มีลักษณะหยุดนิ่ง อย่างไรก็ตาม การแบ่งออกเป็นสองขั้วก็มีประโยชน์อยู่ไม่น้อย เพราะทำให้เห็นคู่ตรงกันข้ามได้อย่างชัดเจน และพอจะมองเห็นแนวโน้มว่าความขัดแย้งหลักกำลังรุนแรงขึ้นหรือคลี่คลายไปอย่างไรบ้าง   
 

แนวโน้มของปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยด้านหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ก็คือ ไม่ว่าใครกลุ่มไหนจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด หรือเสนออะไรออกมา ก็จะถูกอีกขั้วหนึ่งโจมตีทันที เพราะฝ่ายหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวเพื่อรักษาอำนาจของตนมิให้ถูก “กระจาย” ออกไป หรือไม่ให้ถูกบั่นทอนลงไป โดยเชื่อว่าตนฉลาดกว่า มีความรู้มากกว่า และมีความชอบธรรมที่จะมีอำนาจและได้รับผลประโยชน์ต่างๆ มากกว่าคนอื่น ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกำลังพยายามเพิ่มพูนอำนาจของตนเองทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม โดยเห็นว่าตนก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ และเป็นเจ้าของชาติเท่าเทียมกับคนอื่นๆ
 

ความเห็นที่แต่ละฝ่ายแต่ละขั้วเสนอออกมาจึงย่อมขัดกับอุดมการณ์และผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งหรืออีกขั้วหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 

ในสภาวะที่ก้ำกึ่งทางอำนาจเช่นนี้  ความพยายามจะผลักดันให้กลุ่มของตนเองมีสัดส่วนในพื้นที่ของอำนาจมากขึ้น เพื่อจะใช้ในการควบคุมอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่งก็เข้มข้นตามไปด้วย เครือข่ายชนชั้นนำและรัฐบาลก็พยายามที่จะระดมสรรพกำลังทุกส่วนโหมกระหน่ำสร้างกระแสให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดทางสร้างอำนาจต่อรอง ไม่ว่าจะเป็น รายการโทรทัศน์ การใช้งบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ ขณะเดียวกันอีกฝ่ายหนึ่งก็ใช้ทุกยุทธวิธีที่จะทำให้เครือข่ายชนชั้นนำและรัฐบาลสูญเสียพื้นที่แห่งอำนาจไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างข่าวลือ การแจกเอกสารลับ ฯลฯ
 

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามจะ “ยื้อ” เพื่อเหนี่ยวรั้งความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้อยู่ในกรอบโครงสร้างเดิม  อีกฝ่ายหนึ่งก็พยายาม “ดัน” ความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ดำเนินไปตามที่กลุ่มตนเองปรารถนา
 

แนวโน้มที่เกิดขึ้นจากความต้องการ “ยื้อ” และ “ดัน” ความเปลี่ยนแปลงของทั้งสองฝ่ายนี้ ก็คือ การปะทะกันอีกครั้งหนึ่งหรือหลายครั้ง และเชื่อได้ว่าความสูญเสียจะมีมากมายและส่งผลกระทบที่ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งกว่าเดิม ความตายในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กไปทันที หากเกิดการปะทะกันครั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้ เพราะความโกรธและความเกลียดชังที่ทวีขึ้นในกระบวนการ “ยื้อ” และ “ดัน” ระหว่างสองฝ่ายที่นึกถึงแต่เป้าหมายและชัยชนะของฝ่ายตนเองเป็นหลัก จนไม่ใส่ใจต่อสัจจะและผลที่จะเกิดแก่เพื่อนมนุษย์ ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม
 

เมื่อแนวโน้มของทั้งสองขั้วเป็นดังที่กล่าวมา ความหวังที่จะเห็นคนในสองขั้วนี้ “ประคับประคองสังคมไทย” จึงเป็นความหวังที่เลื่อนลอยอยู่มาก
 

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สังกัดอยู่ในสองขั้วนี้อย่างสุดโต่ง แม้ว่าอาจมีใจให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเป็นพิเศษอยู่บ้าง
 

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะตั้งคำถามว่า ในขณะที่ทั้งสองขั้วกำลังผลักดันสังคมไทยให้ตกไปสู่หุบเหวแห่งความรุนแรง คนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมไทยจะช่วยกัน “ประคับประคอง” สังคมไทยให้รอดพ้นสภาวะนี้ไปได้หรือไม่
 

ผมเลือกใช้คำว่า “ประคับประคอง” ก็เพราะว่าไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการปะทะกันอย่างโหดร้ายเหมือนเช่นเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา 
 

ขณะเดียวกัน ผมก็ไม่อยากเห็นสังคมไทยที่ดำรงอยู่โดยไม่สามารถรู้ชะตากรรมตนเอง เพราะไม่ว่าใครชนะก็แล้วแต่ ฝ่ายที่ชนะก็ไม่รู้จะนำสังคมไปทางไหน เพื่อนนักวิชาการต่างชาติคนหนึ่ง (เขาเองประกาศตนว่าเป็นพวกเดียวกับสีแดง) ของผมได้คุยกับเพื่อนสีแดงกลุ่มหนึ่ง และสรุปได้ว่ากลุ่มสีแดงเองก็ไม่รู้และไม่มีจินตนาการว่าจะนำสังคมไปทางไหน   
 

ผมเห็นว่า การตั้งคณะกรรมการหลายต่อหลายชุดของรัฐบาลเป็นเพียงหมากกลที่วางเอาไว้เพื่อที่จะ "ยื้อ" ความเปลี่ยนแปลง และพยายามให้ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอยู่ในกรอบที่ชนชั้นนำและรัฐบาลต้องการ
 

ประวัติศาสตร์ คือ การศึกษาความเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์ทางสังคมเศรษฐกิจและการเมือง