madpitch's blog

เปาบุ้นจิ้นกับจัดจ์จูดี้บนดาวเคราะห์สีฟ้า

ละครเปาบุ้นจิ้นกลับมาโลดแล่นในจอแก้วของบ้านเราอีกครั้งหนึ่ง และเป็นที่มาของคอลัมน์ครั้งนี้ ... เนื่องมาจากว่า กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ในดินแดนไกลโพ้นในจักรวาลบนดาวเคราะห์สีฟ้าดวงหนึ่ง ได้ปรากฏเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับผมอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องคดีหมิ่นศาลนี่แหละครับ ตามความเข้าใจของผม คดีหมิ่นศาลนั้นมีลักษณะต่างจากคดีหมิ่นอื่นๆตรงที่ว่า ศาลตัดสินเองว่าใครหมิ่นศาล ขณะที่คดีหมิ่นอื่นๆ (ทั้งที่ต่ำหรือสูงกว่าศาล) นั้นศาลไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกหมิ่นเสียเอง ไอ้กระผมมันไม่ได้มีความรู้ทางกฏหมาย "มหาชน" ผมเลยไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ ที่พอจะมี ก็มีแต่ความสงสัยอันมีรากฐานจากกฏหมาย "มหาซน" เสียมากกว่า

ศัตรูตัวร้ายของประชาธิปไตยคืออะไร... ?

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง กำลังนำเรากลับเข้าสู่ "วังวนและกับดัก" ของการปฏิรูปทางการเมืองในแบบเดิมๆ นั่นก็คือการปฏิรูปการเมืองในความหมายที่คับแคบ และมุ่งแก้ไขปัญหาการเมืองด้วยเทคนิควิธีทางกฏหมาย มากกว่าการปรับความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในสังคมของไทยซึ่งเป็นปัญหารากเหง้าที่นำไปสู่พัฒนาการของประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบัน ที่ฉากหน้าคือสภาวะการเผชิญหน้าในช่วงที่ผ่านมาระหว่าง พลังประชาชนสิบหกล้านเสียงจากการเลือกตั้ง กับพลังสนับสนุนให้เกิดการเว้นวรรคและขับไล่ผู้นำที่(อ้างว่า)มาจากการเลือกตั้ง กรอบการปฏิรูปการเมืองที่เน้นในเรื่องของเทคนิควิธีทางกฏหมายนี้ รวมไปถึงการก้าวเข้ามาจัดการพิพากษา คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งสามคนโดยสถาบันตุลาการ และการที่ในรายชื่อของว่าที่ กกต ชุดใหม่นี้ ๘ คนมีภูมิหลังมาจากผู้พิพากษา 1 คนจากอัยการ และ 1 คนเป็นอดีตอาจารย์ทางด้านนิติศาสตร์และวุฒิสมาชิก ซึ่งทำให้เรามองเห็นทิศทางของ กกต. ในยุคที่สามที่แตกต่างไปจากยุคแรกที่มีฐานยึดโยงกับพลังประชาสังคมผ่านผู้ที่มีส่วนในการรณรงค์ประชาธิปไตยยุคพฤษภาทมิฬ ผสมกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทย และตุลาการ ในขณะที่ยุคที่สอง เป็นส่วนผสมระหว่างข้าราชการตุลาการกับข้าราชการทหารและตำรวจ (1)

เมื่อประชาธิปไตยต้องการ "คำขยายความ"

เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องของประชาธิปไตย เรามักจะให้สนใจประชาธิปไตยผ่านการให้ความหมายในลักษณะของ "คู่/ขั้วตรงข้าม" ว่าประชาธิปไตยนั้นคืออะไรที่ "ตรงข้าม" กับ "เผด็จการ" หรือเราวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปไตยที่มีอยู่ว่า "ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง" บางครั้งการนิยามประชาธิปไตยเช่นนี้ ดูเหมือนจะไม่สามารถทำให้เรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อประชาธิปไตยได้เลย จนทำให้เราเชื่อว่าบางครั้งเราสามารถ "งดใช้" ประชาธิปไตยได้ใน "บางห้วงเวลา" หรือ "บางพื้นที่"

ประชาธิปไตยก็มีทั้งแบบใหม่และแบบเก่า (เหมียนกัน)

ช่วงสองสามสับดาห์ที่ผ่านมามีการพูดถึง "ทหารเก่า" และ "ทหารใหม่"กันอย่างครึกครื้น ผมก็เลยอยากจะอินเทรนในการพูดเรื่องเก่าๆใหม่ๆบ้าง เลยขออนุญาตหยิบยกเอาเรื่องของ "ประชาธิปไตยสมัยเก่า" กับ "ประชาธิปไตยสมัยใหม่" มาเล่าให้ฟังกันสักหน่อย

การรับผิด (accountability) ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

เรามักจะเคลิบเคลิ้มกับคำพูดอันดูห้าวหาญและเข้มแข็งของบรรดา "ผู้นำ/ผู้บริหารประเทศ" ที่ว่า "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว" โดยละเลยหรือนึกไม่ถึงว่าสิ่งสำคัญในการสถาปนาประชาธิปไตยให้ดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพและมีความหมายกับประชาชนนั้นเป็นเรื่องของการทำให้ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งจะต้อง "รับผิด" (accountable) ต่อสิ่งที่ตัวเอง "รับผิดชอบ" (responsible) การรับผิดนี้ ไม่ใช่การสารภาพผิด หรือการถูกตัดสินว่าผิดแล้วจึงยอมรับคำตัดสินเหล่านั้นครับ ผมกำลังพูดถึงการรับปิดในทางการเมืองและการบริหารครับ การรับผิดในทางการเมืองและการบริหารนั้นมีความสำคัญในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะระบบการเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตยที่ใช้การเลือกตั้งเป็นแกนกลางของความชอบธรรม (electoral democracy) นั้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ "จำเป็น" ในการก้าวพ้นจากระบบเผด็จการอำนาจนิยมในอดีตที่ไม่ให้หลักประกันในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ก็ยัง "ไม่เพียงพอ" ต่อการประชาธิปไตยลงหลักปักฐานและมีความหมายต่อพลเมืองในการที่จะยึดมั่นและสืบสานให้ประชาธิปไตยดำเนินต่อไปได้

กลับมาแล้วจ้า ... อำมาตยาธิปไตย

"เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดิน (บริหารรัฐกิจ) สมัยใหม่นั้นดำรงอยู่อย่างเอื้อประโยชน์กับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจให้เป็นสังคมเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมมากกว่าการเอื้อประโยชน์ต่อประชาธิปไตย และการบริหารรัฐกิจสมัยใหม่นั้นสามารถจะนำไปใช้ในการกดขี่ประชาชนได้เท่าๆกับการรับใช้ประชาชน เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจว่าจะสามารถจัดองค์กรของสถาบันต่างๆของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชน (representative government) ให้มีประสิทธิภาพและนำมาใช้ในการบังคับให้ระบบราชการสามารถรับผิด (impose accountability) ได้อย่างไร สถาบันต่างๆที่หมายถึงนี้ได้แก่ รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจากประชาชน พรรคการเมือง หัวหน้ารัฐบาลที่มีความรับผิดชอบ และระบบการปกครองด้วยระบบกฏหมายที่ส่งเสริมความยุติธรรมและป้องกันการลุแก่อำนาจของพวกพ้องและผู้ปกครอง (rule of law) ดังนั้น สำหรับนักศึกษาวิชารัฐประศาสนศาสตร์/บริหารรัฐกิจทั้งหลาย ความรู้ว่าด้วยเรื่องสิ่งที่จำเป็นในการนำมาซึ่งการควบคุมระบบราชการด้วยวิถีทางประชาธิปไตยนั้น จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า ความเข้าใจในพลวัตและการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นภายในสถาบันต่างๆของระบบราชการเอง" Fred W. Riggs. (1997) (1)
ไม่น่าเชื่อว่า ปู่ริกส์ เจ้าของตัวแบบ "อำมาตยาธิปไตย" (Bureaucratic Polity) จะยังโชว์ลีลาเก๋าเกมส์ ในบทความเมื่อปี 1997 ซึ่งนับเป็นเวลา 31 ปี หลังจากหนังสือของปู่ริกส์ที่ชื่อ Thailand: The Modernization of a Bureaucratic Polity ออกวางจำหน่าย

ความโดดเดี่ยวและเปราะบางของกกต.ต่อความเชี่ยวกรากทางการเมือง

แรงกดดันที่รุมเร้าต่อ กกต. นั้นอาจมิได้เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพรรครัฐบาลกับ กกต. หรืออาการตั้งใจจะหมกเม็ดแอบซ่อนเทคนิคต่างๆให้เกิดการเข้าข้างรัฐบาลอย่างน่าเกลียดและไม่ชอบธรรม ตามที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอด ผมกลับคิดว่าความโดดเดี่ยวและเปราะบางของ กกต. นั้นเกิดขึ้นเพราะปัญหาในระดับโครงสร้างของการดำรงอยู่ของกกต.เองที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ "ฉบับโคตรเซียน" รวมทั้งความคาดหวังของสังคมที่มีต่อกกต. ต่อรัฐ และต่อการเมืองไทยในภาพรวม ที่อภิปรายเช่นนี้มิได้หมายความว่าใครผิดกว่ากันระหว่างโครงสร้างของกกต. และตัวผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรที่ชื่อว่ากกต. หรือการระบุว่าตกลงปัญหาอยู่ที่ "โครงสร้าง" หรือ "ตัวบุคคล" อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเกิดขึ้นจาก "ทั้งสองฝ่าย" สิ่งที่น่าสนใจกลับอยู่ที่ว่าโครงสร้างกับตัวบุคคลนั้นมันปะทะและประสานกันกันอย่างไร และก่อให้เกิดแบบแผนปฏิบัติอย่างไร ในฐานะที่โครงสร้างนั้นมีพลวัตรและมีที่ทางให้คนปรับเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านั้นได้

ครอบครัว ภาษา กับการเมืองไม่ใช่เรื่องที่ไกลกัน (จารย์จ๊อดดดด ... ยอดมากค้าบบ)

วันครอบครัวเพิ่งจะผ่านมาไม่นาน เลยอยากจะนำเรื่องที่เกี่ยวโยงระหว่าง ครอบครัว ภาษา และการเมือง มาโม้ให้ฟังสักหน่อย ครอบครัวกับการเมืองนั้นเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นแฟ้น นักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์ของเราก็พูดถึงเรื่องนี้มานานแล้ว โดยเฉพาะเชื่อว่าครอบครัวนั้นเป็นสถาบันทางสังคมหน่วยหนึ่งในการทำหน้าที่กล่อมเกลาสมาชิกของสังคมให้มีพฤติกรรมทางสังคมและการเมืองในแบบหนึ่งๆ (1) ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่าครอบครัวนั้นเป็นหน่วยรองรับอุดมการณ์และค่านิยมจากกลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ (ในฐานะโครงสร้างส่วนบน) ที่ทำหน้าที่อัดฉีดค่านิยมบางประการลงมาสู่สังคม โดยเฉพาะค่านิยมและอุดมการณ์ที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของรัฐและการสะสมทุนในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (ในฐานะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนั้นเป็นโครงสร้างส่วนล่าง) (2)

ชีวิต "หลังทักษิณ" (Living with/in Post-Thaksinism?)

Post-Thaksinism: เมื่อพูดถึงเรื่องอะไรที่มัน "โพสต์ๆ" นั้นเรากำลังพูดถึง "โพสต์" ในแง่ไหน? เห็นพูดกันจังเรื่อง "โพสต์ๆ" เนี่ย คำตอบก็คือเราใช้คำว่าโพสต์เป็น "เครื่องมือ" ในการ "ถามและสร้างปัญหา" (problematize) กับการดำรงชีวิตและจินตนาการทางการเมืองของเรา ในแง่นี้เราจึงมิได้จริงจังว่าเราพ้นยุคคุณทักษิณไปหรือยัง เท่ากับถามว่ายุคทักษิณนั้นสร้างปัญหาอะไรให้กับเรา และแม้ว่าเราจะปฏิเสธยุคทักษิณ (ทั้งตัวคุณทักษิณและระบอบทักษิณ) เราคงต้องถามว่าเราสามารถหลุดพ้นไปได้หรือไม่ในแง่ของการตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเชื่อว่าเราหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น นึกให้ขำๆเล่น ถ้าเราพูดถึงชีวิต "หลังทักษิณ" เราคงพูดถึงชีวิต "หลังความตาย" ซึ่งเป็นเรื่องที่จินตนาการได้ยาก ว่าจริงหรือไม่ หรือไม่ก็เป็นไปได้ว่าชีวิตหลังความตายไม่น่าสนใจเท่าชีวิตตอนนี้เพราะเรา "ตายทั้งเป็น" ไปแล้ว

ทำไมคุณทักษิณถึงร่วงเร็ว (กว่าปรกติ ?)

กาลิเลโอเสนอว่า "ไม่ว่าวัตถุนั้นจะหนักเบากว่า สักเท่าไรก็ตาม ถ้าเป็นแร่ธาตุชนิดเดียวกัน เมื่อโยนลงมาจากที่สูงพร้อมกัน วัตถุทั้งสองนั้น ย่อมจะตกถึงพื้นดินพร้อมกัน" (1) ถ้าเช่นนั้นทำไมคุณทักษิณถึงร่วงเร็วและแรงกว่าปรกติ ? นั่นย่อมแปลว่าคุณภาพของคุณทักษิณนั้นย่อมแตกต่างไปจากคุณภาพของวัตถุที่หล่นร่วงลงมาชิ้นอื่นๆ ลักษณะการหล่นร่วงของคุณทักษิณนั้นเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวยิ่ง แต่คุณทักษิณน่าจะแอบเชื่อว่าภายหลังการเลือกตั้ง คุณทักษิณจะร่วงหล่นไปบนฟูกอันหนานุ่ม ที่จะรองรับคุณทักษิณ และยกคุณทักษิณกระเด้งกลับขึ้นมายังที่ๆคุณทักษิณเคยอยู่ และอาจจะแรงกว่าเดิม ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ปล่อยให้คุณทักษิณกระโดดลงฟูกง่ายเช่นนั้น และพยายามทำให้คุณทักษิณเปลี่ยนจากกระโดดลงฟูกเป็นกระโดดบันจี้จั๊มเสียมากกว่า โดยพยายามทั้งตัดเชือกพันข้อเท้า ยกฟูกออก หรือทำให้ฟูกบางลงมากที่สุด