ความน่าจะเป็นฯ

ถึงเวลาของการคิด...ถึง

ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน (ครั้งสุดท้าย)
 

แล้วเราล่ะ จะทำได้ไหม

 

ปราบดา ถึง วินทร์

พฤศจิกายน 2551

ค่า(ของความเห็นแก่)ตัว

 

ปราบดา ถึง วินทร์

กันยายน 2551

ทัศนะทางอำนาจ

ปราบดา ถึง วินทร์ กรกฎาคม 2551
คุณวินทร์รู้สึกไหมครับว่าหมู่นี้คำทักทายของพี่น้องชาวไทยในกรุงเทพฯเปลี่ยนไป วันก่อนผมเดินผ่านร้านค้าใกล้บ้าน ปกติเสียงที่ผมมักได้ยินจะออกทำนอง “ไปไหนค้าพี่ปราบ” หรือไม่ก็เป็นเสียงจากกลุ่มผู้หวังดี ช่วยกันเตือนความจำให้ผม ว่าชื่อสกุลของผมคืออะไร (“ปราบดา หยุ่น” “ปราบดา หยุ่น” “ปราบดา หยุ่น”) แต่วันนั้น แม่ค้าคนหนึ่งถามผมอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “คุณปราบดาอยู่ข้างพันธมิตรฯหรือรัฐบาลคะ” ถ้าเลือกได้ ผมอยากตอบว่า “อยู่ข้างทางด่วนครับ” บ้านผมอยู่ข้างทางด่วนจริงๆ นับวันผมยิ่งรู้สึกว่าคนในสังคมเราตอนนี้ถูกกดดันให้ต้องเลือกฝ่าย (ระหว่างเหลืองกับแดง) และไม่ว่าจะเลือกฝ่ายไหนก็เป็นความผิดในสายตาของอีกฝ่ายทั้งสิ้น อดนึกย้อนไปถึงสมัยที่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประกาศสงครามกับอิรักไม่ได้ ตอนนั้นบุชประกาศกร้าวว่า “ประเทศใดไม่อยู่ข้างอเมริกา แปลว่าเป็นฝ่ายศัตรู” ที่ต่างคือเราไม่ได้ไปทำสงครามกับใครที่ไหน แต่เป็นอาการคล้ายสงครามกลางเมืองระหว่างคนชาติเดียวกันเอง

ผู้นำที่มีสมองเท่าเด็กอายุห้าขวบ

ปราบดา ถึง วินทร์ มิถุนายน ๒๕๕๑
ช่วงนี้สังคมเรามีเหตุการณ์หลากหลายรุ่มร่ามเสียจนผมเลือกไม่ถูกเลยครับว่าจะคุยกับคุณวินทร์เรื่องไหนดี เฉพาะสองสามวันที่ผ่านมามีทั้งเรื่องงงๆของคนระดับผู้ปกครองประเทศ (สลายม็อบหรือไม่สลายม็อบ ผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย รัฐประหารหรือไม่รัฐประหาร นี่เราอยู่ประเทศอะไรหรืออยู่ในศตวรรษไหนกันแน่ ผมสับสน) มีทั้งเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ (น้ำมัน รถเมล์ แท็กซี่ ข้าว ผลไม้ ร้านอาหารเจ๊ง) มีทั้งเรื่องความหวาดกลัวต่อภัยธรรมชาติ (ดูเหมือนแผ่นดินจะขยันไหวตามจุดที่ไม่ค่อยเคยไหวมาก่อน บ่อยจนน่าวิตก) ใครที่ดูข่าวตลอดเวลาคงรู้สึกเหมือนกันไม่มากก็น้อย ว่าขณะนี้ (ทั้งในเมืองไทยและทั่วโลก) มีแต่ปัญหากับปัญหา เวลาสำหรับยิ้มหรือหัวเราะคงหดหายไปพอสมควร ข่าวหนึ่งในบรรดาข่าวร้ายทั้งหลายที่น่าสนใจในแง่ของความเป็นบทสะท้อนสังคม คือกรณีว้าวุ่นระหว่างนายจักรภพ เพ็ญแข (อดีต)รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายที่ตั้งข้อกล่าวหาว่านายจักรภพหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการปาฐกถาเป็นภาษาอังกฤษที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ว่าน่าสนใจ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นกรณีที่เกิดจากสถานะอย่างหนึ่งในสังคมไทยที่เราไม่ค่อยพูดถึงกันสักเท่าไรนัก อาจเพราะไม่ค่อยมีเหตุการณ์อื้อฉาวเท่ากับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คนไทยกล้าทำในภาษาอังกฤษแต่ไม่กล้าทำในภาษาไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้รู้ภาษาอังกฤษกับผู้ไม่ค่อยสันทัดภาษาอังกฤษในประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง