คนชายขอบ

Nassim Taleb นักสถิติผู้ชี้ความหลงตัวเองของมนุษย์และขีดจำกัดของความรู้

วิกฤตซับไพรมในอเมริกาซึ่งปะทุเป็นวิกฤตการเงินโลกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 ต่อเนื่องถึงปี 2009 เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้กับชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ต้องปวดหัวกับค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว ต้

Yochai Benkler นักกฎหมายผู้ชี้พลังของการผลิตนอกระบบตลาด (nonmarket-based production)

โจเอล โฮดร็อฟ (Joel Hodroff) “คนชายขอบ” ที่แนะนำทุกท่านให้รู้จักในตอนที่แล้ว เชื่อว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจในประเทศร่ำรวยโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ได้เดินทางมาถึงจุดที่สามารถสร้างความมั่งคั่งมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันก็ผลิตของ “เกินความต้องการ” ของประชาชนทั้งประเทศไปมาก โฮดร็อฟมองว่า สาเหตุหลักของความสิ้นเปลืองที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นั้น คือความบกพร่องของระบบเงินตราที่ทำให้ระบบตลาดล้มเหลว ไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงิน 1,000 บาทในกระเป๋า เราสามารถใช้เงินนั้นซื้อสิ่งที่เราต้องการ (และผู้ผลิตต้องการขาย) ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก แต่ถ้าเรามีคูปองอาหารมูลค่า 1,000 บาท เราอาจไม่มีวันใช้คูปองนั้นเลยก็ได้ ถ้าไม่คิดจะไปทานอาหารที่ร้านนั้นอีก โฮดร็อฟเสนอว่า เราสามารถแก้ไขความบกพร่องของตลาดข้อนี้ได้ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น เพิ่มแรงจูงใจให้คนอยากทำงานเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมมากกว่าเดิม ด้วยการสร้าง “เงิน” ชนิดใหม่ขึ้นมา เพื่อแปลงมูลค่าของคูปอง ไมล์สะสม และสิ่งต่างๆ ที่มีมูลค่าแต่ไม่ใช่เงินเหล่านี้ ให้เป็นสกุลเงินที่คนสามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างสะดวกไม่แพ้ธนบัตร หรือบัตรเครดิต ในขณะที่โฮดร็อฟคิดค้นเงินตราชนิดใหม่เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของระบบตลาดในเศรษฐกิจดั้งเดิม คือเศรษฐกิจแห่งสินค้าและบริการ (industrial economy) โยชาย เบงค์เลอร์ (Yochai Benkler) นักกฎหมายและนักวิเคราะห์อินเทอร์เน็ต ก็ศึกษาระบอบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลเป็นหลัก (information economy) แล้วประกาศว่า ระบบตลาดไม่เพียงแต่ไม่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของระบอบเศรษฐกิจใหม่นี้เท่านั้น หากยังด้อยประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับระบบการผลิตแบบใหม่ ที่เขาขนานนามว่า “การผลิตนอกระบบตลาด” (nonmarket-based production)

Joel Hodroff ผู้คิดค้น “เงิน” ชนิดใหม่เพื่อสร้างแรงจูงใจช่วยสังคม

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรกับระบบทุนนิยม ก็คงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกต่อไปว่า การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในธุรกิจทั่วโลกมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงกระตุ้นให้คนสนใจแต่การบริโภคสินค้าและบริการจำนวนนับไม่ถ้วน นำความมั่งคั่งมหาศาลมาสู่คนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นเมื่อเทียบกับผู้ยากไร้อีกหลายพันล้านคนทั่วโลกที่ยังต้องอดมื้อกินมื้อ ไม่มีแม้แต่ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิต ในขณะที่มหกรรมบริโภคนิยมในโลกกำลังดำเนินไปอย่างสิ้นเปลืองทรัพยากร โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติหลายชนิดที่มีวันหมด คนจำนวนไม่น้อยผู้มีจิตสาธารณะพอที่จะเจียดเวลามาช่วยสังคมในมิติที่อยู่นอกโลกธุรกิจ เช่น การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม การช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย ผู้ชรา หรือคนพิการผู้มีรายได้น้อย กลับได้รับค่าตอบแทนน้อยมากหรือแทบไม่ได้อะไรเลย เมื่อคำนึงว่าสาเหตุข้อหนึ่งที่ทำให้อาสาสมัครหลายคนยินดีทุ่มเท “แรงกาย” เป็นหลักในการทำงานช่วยเหลือสังคมมากกว่า “แรงเงิน” คือการที่พวกเขาไม่มีฐานะดีพอที่จะบริจาคเงินช่วยเหลือ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาและคนอื่นๆ ก็มี “เงิน” ประเภทอื่นที่มีมูลค่าแต่ยังไม่ได้ใช้ เช่น คูปองส่วนลด แต้มสะสม ชั่วโมงฟิตเนสฟรี คูปองกินบุฟเฟต์ฟรี ตั๋วหนังฟรี ฯลฯ สถานการณ์เช่นนี้ก็ดูจะไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควรในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะถ้าเรามีวิธีคำนวณ “มูลค่า” ที่เป็นตัวเงินของ “เงิน” ประเภทคูปองส่วนลด ฯลฯ ที่ไม่ใช่เงินตราแต่มีมูลค่าทั้งหมด และมีระบบที่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างเงินประเภทต่างๆ เหล่านี้ หรือแปลงมันให้เป็นเงินสดได้ เราก็อาจใช้ “เงิน” ที่ไม่ใช่เงินตราเหล่านี้ เป็น “รางวัล” ให้กับคนที่ทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม เท่ากับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนยินดีสละเวลามาช่วยสังคมกันมากกว่าที่ผ่านมาในอดีต ถ้าทำแบบนี้ได้ บริษัทผู้ออกคูปอง ฯลฯ เหล่านี้ก็ไม่เสียอะไร เพราะออกคูปองเหล่านั้นไปแล้ว กลับจะดีใจเสียอีกที่จะได้ลูกค้าเพิ่ม ปัญหาอยู่ที่ว่าจะบันทึก “เงิน” ประเภทต่างๆ ที่มีความหลากหลายนับไม่ถ้วนเหล่านี้ใน “บัญชี” เดียวกันได้อย่างไร เพื่อให้เราคำนวณ “มูลค่า” ที่เป็นเงินตราของโปรแกรมเหล่านี้ได้ และจัดสรรมันให้กับอาสาสมัครเพื่อสังคมทุกคน

Neil Postman นักสังคมศาสตร์ผู้หยั่งรู้อนาคตและรู้ทันเทคโนโลยี

ประโยชน์ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สัญญาว่าจะมอบให้เรานั้นมีขีดจำกัด และมันไม่สามารถแทนที่คุณค่าต่างๆ ของมนุษย์ได้ - นีล โพสต์แมน, 1996
ในบรรดานักสังคมศาสตร์ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย มีนักสังคมศาสตร์น้อยคนที่มีความคิดแหลมคม เข้าใจพฤติกรรมและจิตวิทยาของมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถหยั่งรู้อนาคตของสังคมมนุษย์ได้ดีกว่านีล โพสต์แมน (Neil Postman) นักสังคมศาสตร์และนักวิจารณ์สื่อชาวอเมริกัน (1931-2003) ผู้โด่งดังในฐานะผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Amusing Ourselves to Death” (ให้ความบันเทิงตัวเองจนตัวตาย) ตีพิมพ์ในปี 1986 เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์สื่อโทรทัศน์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้คนจำนวนมากปักใจเชื่อว่า สื่อโทรทัศน์เป็นช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีประโยชน์กว่าหนังสือ และไม่มีผลเสียใดๆ ต่อสังคม ในหนังสืออันยอดเยี่ยมเล่มนั้น โพสต์แมนนำเสนอข้อมูลหลักฐานและเหตุผลน่าฟังมากมายเพื่อชี้ให้เราเห็นว่า ช่องทางการสื่อสารส่งอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อรูปแบบและเนื้อหาของการสนทนาที่เกิดขึ้น โพสต์แมนบอกว่า ทีวีได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในสังคมสมัยใหม่ และคุณสมบัติหลักในธรรมชาติของทีวี (เช่น การที่มันเป็นรูปเคลื่อนไหวที่คนกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมาได้ง่าย ทำให้รายการต่างๆ ต้องมี “ความน่าดึงดูด” พอที่จะทำให้คนไม่เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น) “แปลง” บทสนทนาให้กลายเป็นรายการบันเทิงมากเสียจนทำให้วาทกรรมสาธารณะในประเด็นสำคัญต่างๆ สูญหายไปจากสังคม เนื่องจากการนำเสนอประเด็นสำคัญในรูปรายการบันเทิงบนทีวี ทำให้เราไม่สามารถอภิปรายประเด็นเหล่านั้นอย่างจริงจังได้ และการที่ประเด็นจริงจังต่างๆ ได้ถูกทีวีนำเสนอในฐานะประเด็นเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ทำให้ปัจจุบันสาธารณชนก็ไม่สามารถมองประเด็นเหล่านี้เป็นอื่นไปได้ นอกจากสิ่งที่พวกเขาเสพเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น ความนิยมของทีวีในฐานะช่องทางการสื่อสารหลัก (แทนที่หนังสือ) มีส่วนทำให้ประชาชนมีความอดทนน้อยลง ทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ตรรกะถดถอย (เพราะธรรมชาติของทีวีในฐานะสื่อที่ต้องดึงดูดความสนใจคนด้วยภาพเคลื่อนไหว ทำให้ “สาร” ที่ส่งผ่านทีวีไม่สามารถนำเสนอตรรกะที่สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่เหตุผล เหมือนกับหนังสือได้) ซึ่งก็ส่งผลให้สังคมโดยรวมมีวุฒิภาวะและศักยภาพด้อยลงในการอภิปรายประเด็นซับซ้อนต่างๆ ที่สำคัญต่อส่วนรวม

Lester Brown ผู้รณรงค์ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” และชี้ทางออกจากวิกฤตอาหาร

แม้ว่าปัญหา “โลกร้อน” จะเริ่มเป็นศัพท์ที่ติดปากคนจำนวนมากในหลายๆ ประเทศ เพราะผลกระทบต่างๆ เริ่มมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็ยังมีปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่ได้เป็นปัญหาที่เราแต่ละคนสัมผัสได้ชัดเจนเท่ากับโลกร้อน เป็นเพียงแนวโน้มอันตรายที่ยังมาไม่ถึงตัว หนึ่งในปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากวิถีการพัฒนาแบบ “มักง่าย” ของมนุษย์ ที่คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นแต่อาจเป็นอันตรายต่ออนาคตของมนุษยชาติไม่แพ้โลกร้อน คือวิกฤตอาหารที่ยังมาไม่ถึง แต่เราเริ่มเห็นเค้าลางแล้วจากเสียงบ่นของเกษตรกร และราคาธัญพืช (ซึ่งมีสามประเภทหลักคือ ข้าวสาลี ข้าวเจ้า และข้าวโพด) ที่ปรับตัวสูงขึ้นมากในตลาดโลก ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมอาหารและโลจิสติกส์ยุคโลกาภิวัตน์สามารถทำให้ “อาหารท้องถิ่น” แทบทุกจานกลายเป็น “อาหารสากล” ที่ทุกคนสามารถลิ้มลองได้โดยไม่ต้องขับรถหรือบินไปหาถึงต้นตอ ขอเพียงแต่มีเงินจ่ายเท่านั้น ฝ่ายคนชอบทำอาหารก็มีความสุขกับการได้ทดลองผสมผสานเครื่องปรุงต่างถิ่นเข้าด้วยกันอย่างไร้ขอบเขต เพื่อรังสรรค์อาหารจานใหม่ๆ ที่ทำลายพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมทั้งมวล

Victoria Hale เภสัชกรผู้ปฏิวัติวงการยาเพื่อผู้ยากไร้

ในโลกหมุนเร็วยุคโลกาภิวัตน์ ธุรกิจยาเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำกำไรดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับ ‘ผู้ชนะ’ ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งหมายถึงบริษัทยายักษ์ใหญ่ซึ่งส่วนมากถือสัญชาติอเมริกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer), บริสตอล-ไมเยอร์ส สควิบ (Bristol-Myers Squibb), เมิร์ค (Merck), จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (Johnson & Johnson) หรือแม้กระทั่ง แอ็บบ็อต (Abbott) ซึ่งกลายเป็นบริษัทที่คนไทยรู้จักดีจากการออกมาต่อต้านการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาของกระทรวงสาธารณสุขไทยอย่างรุนแรง เมื่อต้นปี พ.ศ. 2550 ความ ‘ใหญ่’ ของบริษัทยา ดูได้จากข้อเท็จจริงว่า กำไรสุทธิประจำปี ค.ศ 2004 ของบริษัทยา 5 แห่งในรายชื่อข้างต้นมีมูลค่ารวมกว่า 31.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 15.4 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ของประเทศไทยทั้งประเทศในปีเดียวกัน สาเหตุสำคัญที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ได้กำไรมหาศาลในแต่ละปี คือการได้รับ ‘อำนาจผูกขาดชั่วคราว’ ในรูปของสิทธิบัตรที่รัฐออกให้ สิทธิบัตรคือการอนุญาตให้บริษัทตั้งราคาและจำหน่ายยาได้ตามอำเภอใจโดยปราศจากคู่แข่งขัน เป็นเวลานานเท่ากับอายุของสิทธิบัตร ซึ่งกฎหมายอเมริกากำหนดไว้เท่ากับ 20 ปี แต่ในความเป็นจริงเหลือเพียงประมาณ 12 ปี เพราะการได้รับสิทธิบัตรไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะสามารถวางตลาดยาได้ทันที แต่ต้องผ่านการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาก่อน ซึ่งเป็นกระบวนการซับซ้อนที่กินเวลาถึง 8 ปีโดยเฉลี่ย

Masanobu Fukuoka เกษตรกรผู้ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว

"ฟางเส้นนี้ดูบอบบางและไร้น้ำหนัก และคนส่วนมากก็ไม่อาจรู้ว่าแท้จริงแล้วมันมีน้ำหนักมากขนาดไหน หากผู้คนรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของฟางนี้ การปฏิวัติของมนุษยชาติก็จะเกิดขึ้น เป็นการปฏิวัติที่ทรงพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ และโลกทั้งโลกเลยทีเดียว" - มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ, "ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว" สำนวนแปล รสนา โตสิตระกูล
ในบรรดาอาชีพทั้งหมด คงไม่มีอาชีพใดที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของประชากรมนุษย์ซึ่งนับวันก็ยิ่งล้นโลกขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกคนอื่นดูแคลนหรือเย้ยหยันเท่ากับอาชีพเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยทุนน้อยผู้ต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงมากมายที่ควบคุมไม่ได้ และไม่มีเงินพอที่จะซื้อวิธีป้องกันความเสี่ยงเหมือนกับบริษัทอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศกำลังพัฒนาแทบทุกประเทศในโลกได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ตามรอย "เกษตรกระแสหลัก" ของประเทศโลกตะวันตก ซึ่งวิธีนี้แปลว่าเกษตรกรต้องละทิ้งวิธีการเพาะปลูกแบบโบราณโดยใช้วัตถุดิบตามธรรมชาติ เช่นปุ๋ยหมักและมูลสัตว์ หันมาใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตแทน ปัจจุบัน ผลเสียจากวิธีการเพาะปลูกที่เน้นการ "เอาชนะธรรมชาติ" ดังกล่าวได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในแทบทุกประเทศ การใช้สารเคมีจำนวนมากส่งผลให้ฮิวมัสในดิน (humus หมายถึงซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันปะปนอยู่ในดิน ทำให้ดินมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ เหมาะแก่การเพาะปลูก) ถูกทำลายหมดไปภายในชั่วเวลาไม่กี่สิบปี คุณภาพดินเสื่อมลง ส่งผลให้พืชพันธุ์อ่อนแอและผลผลิตตกต่ำ ทำให้เกษตรกรยิ่งต้องพึ่งสารเคมีและเครื่องจักรมากกว่าเดิม

Nicholas Negroponte ผู้ปิด "ช่องว่างดิจิตัล" และปฏิรูปวิธีเรียนรู้

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลข่าวสารอยู่ใกล้เพียงชั่วเม้าส์คลิ้ก นับวันความแตกต่างด้านโอกาสในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ ระหว่างเด็กที่พ่อแม่มีฐานะดีพอที่จะติดอินเทอร์เน็ตที่บ้านให้ลูกใช้และส่งลูกไปโรงเรียนกวดวิชาราคาแพง กับเด็กในชนบทห่างไกลผู้ไม่เคยได้ใช้คอมพิวเตอร์และต้องขาดเรียนบ่อยครั้งเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน ก็ยิ่งถอยห่างจากกันขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก "ช่องว่างดิจิตัล" (digital divide) กำลังทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และโอกาสในการเรียนรู้ กลายเป็นปัญหาที่ดูใหญ่เกินเยียวยา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คอมพิวเตอร์ยังเป็น "ของฟุ่มเฟือย" สำหรับคนส่วนใหญ่ในโลก และบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ยังขยันออกสินค้ารุ่นใหม่และเวอร์ชั่นใหม่ออกมาแทบไม่เว้นแต่ละเดือน ด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อเดิมๆ แต่ได้ผลว่า รุ่นนี้เร็วกว่าเก่า ดีกว่าเก่า และสวยกว่าเก่า – โดยคำว่า "เก่า" ในโลกดิจิตัลนั้น หมายถึง 3 เดือนก่อน และโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังประสบปัญหาวิธีการเรียนการสอน "ล้าหลัง" อย่างรุนแรงอย่างเมืองไทย โดยอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนเรื่องนี้ในมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง "มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน" ว่า การอภิปรายเรื่องปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยหนีไม่พ้นการลงเอยที่ "ปัญหาครู" ซึ่งหมายถึงสถานภาพของครูที่ตกต่ำลงและปัญหาครูด้อยคุณภาพ เพราะค่าตอบแทนต่ำเกินไป จึงไม่จูงใจให้คนเก่งๆ มาเรียนครู และเมื่อไรที่ปัญหานี้ถูกยกขึ้นมา ก็จะมีคนเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนครูเป็นวิธีแก้ปัญหา