วิกฤตซับไพรมในอเมริกาซึ่งปะทุเป็นวิกฤตการเงินโลกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2008 ต่อเนื่องถึงปี 2009 เกิดขึ้นพร้อมกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้กับชนชั้นกลางและชนชั้นแรงงานที่ต้องปวดหัวกับค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว ต้
ในบรรดานักสังคมศาสตร์ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย มีนักสังคมศาสตร์น้อยคนที่มีความคิดแหลมคม เข้าใจพฤติกรรมและจิตวิทยาของมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถหยั่งรู้อนาคตของสังคมมนุษย์ได้ดีกว่านีล โพสต์แมน (Neil Postman) นักสังคมศาสตร์และนักวิจารณ์สื่อชาวอเมริกัน (1931-2003) ผู้โด่งดังในฐานะผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Amusing Ourselves to Death” (ให้ความบันเทิงตัวเองจนตัวตาย) ตีพิมพ์ในปี 1986 เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์สื่อโทรทัศน์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้คนจำนวนมากปักใจเชื่อว่า สื่อโทรทัศน์เป็นช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีประโยชน์กว่าหนังสือ และไม่มีผลเสียใดๆ ต่อสังคม
ในหนังสืออันยอดเยี่ยมเล่มนั้น โพสต์แมนนำเสนอข้อมูลหลักฐานและเหตุผลน่าฟังมากมายเพื่อชี้ให้เราเห็นว่า ช่องทางการสื่อสารส่งอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อรูปแบบและเนื้อหาของการสนทนาที่เกิดขึ้น โพสต์แมนบอกว่า ทีวีได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในสังคมสมัยใหม่ และคุณสมบัติหลักในธรรมชาติของทีวี (เช่น การที่มันเป็นรูปเคลื่อนไหวที่คนกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมาได้ง่าย ทำให้รายการต่างๆ ต้องมี “ความน่าดึงดูด” พอที่จะทำให้คนไม่เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น) “แปลง” บทสนทนาให้กลายเป็นรายการบันเทิงมากเสียจนทำให้วาทกรรมสาธารณะในประเด็นสำคัญต่างๆ สูญหายไปจากสังคม เนื่องจากการนำเสนอประเด็นสำคัญในรูปรายการบันเทิงบนทีวี ทำให้เราไม่สามารถอภิปรายประเด็นเหล่านั้นอย่างจริงจังได้ และการที่ประเด็นจริงจังต่างๆ ได้ถูกทีวีนำเสนอในฐานะประเด็นเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ทำให้ปัจจุบันสาธารณชนก็ไม่สามารถมองประเด็นเหล่านี้เป็นอื่นไปได้ นอกจากสิ่งที่พวกเขาเสพเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น ความนิยมของทีวีในฐานะช่องทางการสื่อสารหลัก (แทนที่หนังสือ) มีส่วนทำให้ประชาชนมีความอดทนน้อยลง ทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ตรรกะถดถอย (เพราะธรรมชาติของทีวีในฐานะสื่อที่ต้องดึงดูดความสนใจคนด้วยภาพเคลื่อนไหว ทำให้ “สาร” ที่ส่งผ่านทีวีไม่สามารถนำเสนอตรรกะที่สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่เหตุผล เหมือนกับหนังสือได้) ซึ่งก็ส่งผลให้สังคมโดยรวมมีวุฒิภาวะและศักยภาพด้อยลงในการอภิปรายประเด็นซับซ้อนต่างๆ ที่สำคัญต่อส่วนรวม
ในบรรดาอาชีพทั้งหมด คงไม่มีอาชีพใดที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของประชากรมนุษย์ซึ่งนับวันก็ยิ่งล้นโลกขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกคนอื่นดูแคลนหรือเย้ยหยันเท่ากับอาชีพเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยทุนน้อยผู้ต้องเผชิญกับปัจจัยความเสี่ยงมากมายที่ควบคุมไม่ได้ และไม่มีเงินพอที่จะซื้อวิธีป้องกันความเสี่ยงเหมือนกับบริษัทอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย
นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศกำลังพัฒนาแทบทุกประเทศในโลกได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ตามรอย "เกษตรกระแสหลัก" ของประเทศโลกตะวันตก ซึ่งวิธีนี้แปลว่าเกษตรกรต้องละทิ้งวิธีการเพาะปลูกแบบโบราณโดยใช้วัตถุดิบตามธรรมชาติ เช่นปุ๋ยหมักและมูลสัตว์ หันมาใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเพื่อเพิ่มผลผลิตแทน ปัจจุบัน ผลเสียจากวิธีการเพาะปลูกที่เน้นการ "เอาชนะธรรมชาติ" ดังกล่าวได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในแทบทุกประเทศ การใช้สารเคมีจำนวนมากส่งผลให้ฮิวมัสในดิน (humus หมายถึงซากพืชและสัตว์ที่เน่าเปื่อยผุพังทับถมกันปะปนอยู่ในดิน ทำให้ดินมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ เหมาะแก่การเพาะปลูก) ถูกทำลายหมดไปภายในชั่วเวลาไม่กี่สิบปี คุณภาพดินเสื่อมลง ส่งผลให้พืชพันธุ์อ่อนแอและผลผลิตตกต่ำ ทำให้เกษตรกรยิ่งต้องพึ่งสารเคมีและเครื่องจักรมากกว่าเดิม
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่ข้อมูลข่าวสารอยู่ใกล้เพียงชั่วเม้าส์คลิ้ก นับวันความแตกต่างด้านโอกาสในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ ระหว่างเด็กที่พ่อแม่มีฐานะดีพอที่จะติดอินเทอร์เน็ตที่บ้านให้ลูกใช้และส่งลูกไปโรงเรียนกวดวิชาราคาแพง กับเด็กในชนบทห่างไกลผู้ไม่เคยได้ใช้คอมพิวเตอร์และต้องขาดเรียนบ่อยครั้งเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน ก็ยิ่งถอยห่างจากกันขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
"ช่องว่างดิจิตัล" (digital divide) กำลังทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้และโอกาสในการเรียนรู้ กลายเป็นปัญหาที่ดูใหญ่เกินเยียวยา
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่คอมพิวเตอร์ยังเป็น "ของฟุ่มเฟือย" สำหรับคนส่วนใหญ่ในโลก และบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ยังขยันออกสินค้ารุ่นใหม่และเวอร์ชั่นใหม่ออกมาแทบไม่เว้นแต่ละเดือน ด้วยคำโฆษณาชวนเชื่อเดิมๆ แต่ได้ผลว่า รุ่นนี้เร็วกว่าเก่า ดีกว่าเก่า และสวยกว่าเก่า – โดยคำว่า "เก่า" ในโลกดิจิตัลนั้น หมายถึง 3 เดือนก่อน
และโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังประสบปัญหาวิธีการเรียนการสอน "ล้าหลัง" อย่างรุนแรงอย่างเมืองไทย โดยอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยเขียนเรื่องนี้ในมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งรวบรวมไว้ในหนังสือเรื่อง "มหาวิทยาลัยเที่ยงวัน" ว่า การอภิปรายเรื่องปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยหนีไม่พ้นการลงเอยที่ "ปัญหาครู" ซึ่งหมายถึงสถานภาพของครูที่ตกต่ำลงและปัญหาครูด้อยคุณภาพ เพราะค่าตอบแทนต่ำเกินไป จึงไม่จูงใจให้คนเก่งๆ มาเรียนครู และเมื่อไรที่ปัญหานี้ถูกยกขึ้นมา ก็จะมีคนเสนอให้เพิ่มค่าตอบแทนครูเป็นวิธีแก้ปัญหา