ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข

0303.jpg

วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง สัมภาษณ์

กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์ ถ่ายภาพ

 

ประชาไทมีที่มาอย่างไร

ที่มาของประชาไทก็ต้องให้เครดิตอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ เพราะแกเป็นคนก่อตั้ง ในภาวะที่แกเห็นว่าสื่อไม่เสรี เพราะอำนาจรัฐเข้ามาชี้นำหรือครอบงำ ทำให้กระบวนคิดต่างๆ ของสื่อไม่เสรี ที่สำคัญก็คือ ภายใต้ระบบทุนนิยมและการอยู่รอดของสื่อ มันไม่เอื้อให้สื่อเสรี เพราะต้องคิดถึงรายได้เป็นหลัก เพราะฉะนั้น ประชาไทโดยอาจารย์จอนจึงคิดที่จะสร้างสื่อเสรีขึ้น ภายใต้พื้นฐานที่ว่าต้องไปให้พ้นจากเงื่อนไขเดิมๆ ที่มีอยู่ คือเรื่องของทุนที่จะเข้ามาบีบรัดและทำให้เสรีภาพเกิดขึ้นไม่ได้จริง สื่ออินเทอร์เน็ตที่มีต้นทุนต่ำจึงกลายมาเป็นทางเลือก นั่นจึงเป็นที่มาของการเกิดเว็บไซต์

ข้อดีของเว็บไซต์คือ หนึ่ง ต้นทุนต่ำ สอง เมื่อต้นทุนต่ำก็สามารถสร้างโครงสร้างบางประการที่ทำให้เกิดการทำงานอย่างเสรีได้ โดยไม่ต้องสนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่ายังไม่มีข้อจำกัด เอาเข้าจริงๆ ก็ยังมีข้อจำกัดเยอะ เช่น การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งจำนวนคนที่น้อยก็กลายเป็นข้อจำกัดของการเข้าถึงข้อมูลพอสมควร และสื่ออินเทอร์เน็ตก็ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เป็นสื่อใหม่ ความน่าเชื่อถือยังอยู่ในช่วงที่ต้องท้าทายกับสังคม จึงทำให้ความน่าเชื่อถือไม่มากเท่ากับหนังสือพิมพ์ คือการเข้าถึงแหล่งข่าวจะยากกว่า เวลาเรานัดสัมภาษณ์ มันไม่เหมือนไทยรัฐนัดสัมภาษณ์ ที่ได้ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเมื่อเรานัดสัมภาษณ์ได้น้อย การเข้าถึงแหล่งข่าว การเข้าถึงข้อมูล มันก็น้อยกว่า ตรงนี้ก็เป็นข้อจำกัดของเสรีภาพเหมือนกัน

 

แสดงว่าสังคมยังไม่ยอมรับสื่ออินเทอร์เน็ต

ผมคิดว่าตอนนี้เป็นระยะแรกของการก่อร่างสร้างตัวมากกว่า ข้อจำกัดของสื่ออินเทอร์เน็ตคือ หนึ่ง อ้างอิงลำบาก สอง เมื่อปรากฏอยู่ในเว็บไซต์แล้ว มันจะหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอผ่านไป 10 ปี ค้นแล้วไม่เจอ อ้างอิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นโครงสร้างทางกายภาพของมันอาจจะมีปัญหาในแง่ของการอ้างอิง แต่โลกนี้เปิดโอกาสให้กับสิ่งใหม่ๆ เสมอ แต่ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรในการที่จะทำให้สื่ออินเทอร์เน็ตได้รับการยอมรับว่ามันเป็นความจริง แม้จะอ้างอิงได้เพียงระยะหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นความจริง หรือการอ้างอิงไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการยอมรับอยู่เหมือนกัน

การยอมรับในระดับสากลเป็นอย่างไร

ผมคิดว่าโดยรวมๆ แล้วก็เป็นทั้งโลก เช่น ยังมีนักวิชาการจำนวนมากที่ยังมีทัศนคติไม่อ้างอิงอินเทอร์เน็ต งานวิจัยมีเชิงอรรถจากอินเทอร์เน็ตน้อยมาก มีนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าอยู่ไม่กี่คนที่คำนึงถึงความจริงมากกว่าคำนึงถึงประเพณีเก่าๆ บางประการ ผมคิดว่าพลังของความน่าเชื่อถือของสื่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้มาจากเนื้อข่าวเพียงอย่างเดียว จริงๆ แล้วมันมีกระแสตอบรับเต็มไปหมด คือข่าวชิ้นหนึ่งมันมีผลกระทบ มีคนที่เข้ามาเล่นกับมัน หรือเข้ามาตอบสนองกับมันเยอะ นั่นคือความน่าเชื่อถือของมัน นี่คือสิ่งที่น่าสนใจว่าอะไรทำให้ข่าวชิ้นหนึ่งมีน้ำหนักและมีความน่าเชื่อถือ นอกจากตัวข่าวเองหรือนอกจากตรรกะที่สอดคล้องกันในข่าวแล้ว มันมีอะไรอีก

จากจุดเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ ประชาไทมาถึงเป้าหมายหรือยัง

อาจารย์จอนแกวางเป้าหมายให้ประชาไทเป็นสื่อทางเลือกที่มีเสรีภาพซึ่งสังคมไทยยังเข้าไม่ถึง แต่สิ่งที่แกอยากได้เป็นเหมือนกับการให้การศึกษาหรือการแลกเปลี่ยนมากกว่า พอพูดคำว่าให้การศึกษา มันเหมือนกับเรามีการศึกษา ซึ่งไม่ใช่ จริงๆ แล้วคือเราต้องการเอาข้อมูล ความจริง หรือมุมมองที่แตกต่างหลากหลายไปสู่ชาวบ้านทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วเป้าหมายหลักของประชาไทไม่ใช่ชนชั้นนำแบบนักวิชาการหรือเอ็นจีโอ แต่ตอนนี้เป้าหมายมันกลายมาเป็นตรงนั้น จริงๆ แล้วเป้าหมายหลักของเราอยู่ที่ชาวบ้าน อยู่ที่แกนนำชาวบ้าน อยู่ที่ท้องถิ่นมากกว่า แต่มันไปไม่ถึง เพราะยากที่ชาวบ้านจะใช้อินเทอร์เน็ต แม้แต่นักศึกษาเองเราก็ยังเข้าไม่ถึง เพราะไปๆ มาๆ ข่าวมันหนัก ข้อมูล บทความอะไรต่างๆ มันหนักมาก และมันไม่เหมาะกับพื้นฐานแบบนักศึกษา เป้าหมายตรงนี้เราจึงยังไปไม่ถึง แต่ถามว่าจากเป้าหมายกว้างๆ ที่วางไว้ในตอนแรก คืออยากจะเป็นสื่อทางเลือกที่เป็น mass

ถามว่าวันนี้มาถึงไหนแล้ว มันมาเกินคาดแล้ว ผมคิดว่าน่าจะเป็นข้อสรุปของทุกคนที่ร่วมกันสร้างประชาไทว่ามันมาเกินคาดแล้ว เพราะประชาไทตั้งมา 2 ปี ผมเข้ามาทำ 1 ปี จากวันแรกของประชาไทที่มีคนเข้ามาไม่เท่าไหร่ มาถึงวันนี้มันก็ประมาณสามพันคนต่อวัน ถามว่ายอดตรงนี้เยอะไหม ผมคิดว่าเยอะ ลองเปรียบเทียบกับนิตยสารดีๆ หนักๆ อย่าง open หรือ a day weekly ว่าพิมพ์เท่าไหร่ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน แต่เว็บไซต์แบบนี้มันต่อวัน จำนวนคนเท่านี้ก็ถือว่าเยอะพอสมควร เพียงแต่จำนวนตรงนี้มันไม่มีน้ำหนัก ถ้าเทียบกับ open หรือเทียบกับหนังสือดีๆ อื่นๆ เพราะมันไม่ใช่สิ่งพิมพ์ แต่เราเชื่อว่ามันส่งผลสะเทือน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายในใจเราอย่างหนึ่งเหมือนกัน มันมีผลสะเทือนต่อแวดวงเอ็นจีโอ และเพื่อนฝูงในแวดวงวิชาการจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีบทบาททางสังคม มันมีผลสะเทือนต่อพรรคฝ่ายค้าน ต่อรัฐบาล เราเชื่อมั่นว่ามันมีผลแน่ๆ และเราก็ตรวจสอบแล้วว่าเว็บนี้เป็นเว็บที่มีทีมวิชาการและทีมที่ปรึกษาของรัฐบาล (รัฐบาลพรรคไทยรักไทย) ไม่น้อยกว่า 6 คณะที่จะต้องคอยมอนิเตอร์ เพื่อเช็กกระแส นี่ไม่ได้แปลว่าเราจะใช้เรื่องนี้มาวัดความภูมิใจของเรา แต่เราจะบอกว่ามันมีผลอยู่พอสมควร แม้จะไม่ได้เป็นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จัก

คุณมีความเห็นเรื่องสื่อแท้ สื่อเทียม ที่กำลังพูดกันอยู่ในตอนนี้อย่างไร

มันเป็นความเจ็บปวด พูดตามตรงนะ พอองค์กรสื่อ 3 องค์กรออกแถลงการณ์ ผมไปอ่านดูแล้วผมก็เจ็บปวดอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ เอาเข้าจริง ประชาไทต้องไปขออนุมัติไหมว่าประชาไทเป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม open online ต้องไปขออนุมัติไหมว่าเป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม เราต้องไปขออนุมัติจาก 3 องค์กรนี้เหรอ ถ้าอย่างนั้นมันไม่ใช่สื่อแล้วนะ มันเป็นอาณาจักรของสื่อ เป็นมาเฟีย ในขณะที่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่เป็นเจ้าใหญ่ในเมืองไทยทำ propaganda เลย เขาทำมาเป็นปี เป็นหนังสือพิมพ์ยานเกราะมาเป็นปี แต่คุณไม่ออกมาด่า คุณไม่มีแถลงการณ์ คุณไม่มีท่าทีแบบนี้ พอคุณเนวินไปทำ propaganda เรากลับด่า คือมีเจตนาชัดเจนแม้คุณจะไม่ระบุชื่อก็ตาม หรือแม้คุณจะด่ากระทบไปถึงเจ้าเก่าก็ตาม แบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม

ทีนี้ เราจะเข้าใจมันยังไง วันนั้นที่ผมได้ฟังมา ทั้งนักวิชาการที่เป็นเจ้าของประเด็นนี้ กับผู้ประสานงานเอ็นจีโอคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของประเด็นนี้ ให้เหตุผลว่าทำไมวันนั้นไม่ออกมาว่าเว็บใหญ่ที่ทำ propaganda ขนาดนั้น ก็เพราะมันเป็นของเอกชน เขามีสิทธิ์ ทีนี้คุณเนวินก็ไม่ได้ทำในนามของรัฐบาล เขาก็ออกมาทำของเขาเอง เป็นของเอกชน คุณก็ยังไปตามไล่เขาอีก มันเป็นการไม่แยกประเด็นแล้ว มันเป็นการเลือกข้าง เราอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกข้างไปซะทั้งหมด และมันทำให้ความจริงที่คุณคิดว่าเป็นความจริงในวันนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ความจริงในวันหน้า ถึงวันหนึ่งมันจะกลับมาทำลาย 3 องค์กรของคุณเอง มันจะกลับมาทำลายเอ็นจีโอด้านสื่อเอง มันจะกลับมาทำลายความเป็นวิชาการและวิชาชีพของนักวิชาการเอง

ผมคิดว่างานนี้ 3 องค์กรสื่อพลาดอย่างแรงที่ไม่ได้ดำรงสถานะของตัวเองอย่างนิ่งพอ และเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในข้างใดข้างหนึ่งมากโดยไม่รู้ตัว และคิดว่าการยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งคือความเป็นกลาง ซึ่งความเป็นกลางตรงนั้นต้องถามกลับไปที่องค์กรสื่อทั้งหลายว่า การเป็นกลางภายใต้ขั้วอำนาจสองขั้วโดยที่คุณเลือกข้าง จริงๆ แล้วมันเป็นกลางหรือไม่ มันไม่เป็นกลางหรอก เมื่อคุณเลือกข้างที่ไม่ใช่คุณทักษิณ ถึงที่สุดแล้วเนื้อชิ้นนี้มันก็จะถูกเตะไปสู่ขั้วอำนาจอีกขั้วหนึ่ง จนกว่าคุณจะตอบได้ว่ามันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร และประชาชนของคุณก็ไม่ใช่ประชาชนแค่ไม่กี่คนในเมืองหลวงด้วย ไม่ใช่กลุ่มข้าราชการเก่าด้วย ไม่ใช่นักธุรกิจบางคนด้วย คุณจะตอบประชาชน 16 ล้านคนอย่างไร เพราะฉะนั้นพอไปอยู่ในที่ที่เลือกข้างแล้ว ไปนิยามตัวเอง ใช้ความเป็นสื่อของตัวเอง ใช้ความเป็นองค์กรวิชาชีพของตัวเอง ประกาศว่าตัวเองเป็นกลาง และการันตีตัวเองว่าเป็นกลาง มันจะเป็นปัญหาในอนาคตที่จะย้อนกลับมาเล่นงานคุณเมื่อสถานการณ์มันได้รับการพิสูจน์ในวันข้างหน้า

แล้วประชาไทเป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม

ผมก็ไม่รู้ว่าเขาอนุมัติให้เป็นสื่อแท้หรือสื่อเทียม ในภาวะที่เราไม่ได้เลือกข้าง เพราะเราไม่เห็นว่าข้างใดข้างหนึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร เพราะฉะนั้นประชาไทจึงพยายามวางตัวเองไม่ให้เข้าไปอยู่ในเกมอำนาจนี้ เพราะถึงที่สุดแล้ว เกมอำนาจนี้เป็นเกมอำนาจของชนชั้นนำของสังคมบางกลุ่ม ถ้าพูดให้ชัดเจนก็คือกลุ่มอนุรักษนิยมเดิมกับกลุ่มทุนนิยมใหม่ กลุ่มเสรีนิยมใหม่แบบคุณทักษิณ แบบคุณทักษิณก็คือแบบสิงคโปร์โมเดล แบบจีนโมเดล ซึ่งไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน หวังแต่ความร่ำรวย

เพราะฉะนั้น จะบอกว่าประชาไทเป็นหมาหัวเน่าอยู่ในเวลานี้ก็ยินดี ไม่เป็นไร เราก็จะยืนอยู่ตรงนี้ และเราก็ได้รับแรงใจจากการยืนอยู่ตรงนี้อยู่พอสมควร แม้อาจารย์จอนจะไม่เห็นด้วยเลย อาจารย์จอนและเพื่อนของแกก็จะอยู่ฝ่ายไม่เอาคุณทักษิณ แต่แกก็ไม่เคยมายุ่งกับเรา คือเราตอบปัญหาได้ทุกอย่าง และแกเองก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงยืนอยู่ค่อนข้างลำบากในสถานการณ์แบบนี้ เหมือนกับในยุค 30 ปีที่แล้วนั่นแหละ คนที่กลางๆ หรือคนที่ไม่เอาด้วยทั้งสองอย่างก็มักจะยืนอยู่ในที่ที่ลำบากมาก ถึงวันนี้ เพื่อนฝูงในแวดวงเอ็นจีโอเขาก็ไม่ค่อยจะชอบเรานัก แต่เราก็ทำหน้าที่ของเรา เพราะเราไม่ใช่เอ็นจีโอ เราเป็นสื่อ คือผมคิดว่าสื่อทุกสื่อควรจะเป็นเอ็นจีโอ แต่ถ้าสังคมไทยจะแยกสื่อกับเอ็นจีโอออกจากกัน ถ้าอย่างนั้นเราเป็นสื่อ เราไม่ใช่เอ็นจีโอ

ประชาไทได้เงินสนับสนุนมาจากไหน และมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน

ในเกาหลีใต้ เว็บไซต์สื่อทางเลือกมาจากการบริจาคของสหภาพแรงงานล้วนๆ คือรายได้มาจากการบริจาคล้วนๆ แต่ของไทยคงยังเป็นแบบนั้นไม่ได้ เราก็ใช้วิธีการขอทุนจากทั้งองค์กรมหาชน อย่าง สสส. หรือ พอช. หรือองค์การต่างประเทศ หลักๆ ก็คือไม่ขอองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่จะมีอิทธิพลใดๆ กับความคิดของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ระยะแรกเป็นระยะของการขอทุนและขอบริจาค

ทีนี้กระบวนการในการอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ ตอนนี้เรายังมองไม่เห็น ต้องยอมรับเลย ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นว่าจะอยู่ได้อย่างไรในภาวะที่เราจะมีเสรีภาพเป็นอันดับแรก ถ้าเราไปทำหนังสือ หมายถึงไปทำหนังสือหารายได้ หรือทำอะไรที่มันเป็นบ่าแบกหามให้เรา มันจะทำให้การทำข่าวหรือการทำเนื้อหาต่างๆ ลดทอนลงหรือเปล่า คือเมื่อจะต้องไปแสวงหาผลกำไรและมันจะมีข้อจำกัดในการทำงาน เราคงจะหลีกเลี่ยงก่อน จนกว่าวันหนึ่งเราจะมีทางอื่นๆ เช่น ไม่แน่ว่าใน 1-2 ปีนี้ สังคมไทยอาจจะมีโครงสร้างภาษีเพื่อการให้บ้าง เหมือนกับในต่างประเทศ คือบริจาคโดยไม่เสียภาษี และประชาไทอาจจะไปทำตลาดในแง่ของการบริจาค ซึ่งก็อาจจะเป็นจริงได้ ตอนนี้ผมยอมรับว่ายังมองไม่เห็น แต่อาจารย์จอนแกคงวางอนาคตไว้อยู่ แต่แกก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย เพราะยิ่งอยู่นาน รากมันจะเน่า มันจะทำให้เป็นกลุ่มที่คำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่าการทำเพื่ออุดมคติ

มีตัวอย่างจากที่ใดบ้างหรือเปล่าที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้กับประชาไท

อย่างที่เราศึกษาจากเกาหลีใต้ จะเป็นการระดมทุนจากภาคประชาชนจริงๆ แต่ในสังคมไทยยังไม่เห็นนะ คือถ้าองค์กรธุรกิจเขาจะให้ เราก็คงไม่รับ มันตอบยาก คืออย่าง สสส. หรือ พอช. เขาก็คงให้เรา 1-2 ปีในยุคก่อตั้งเท่านั้นเอง คือทำให้เริ่มต้นได้  แต่การอยู่เลี้ยงตัวเองให้ได้ โมเดลตรงนี้ผมเองไม่มีปัญญาที่จะมองออก เพราะไม่ได้มองบทบาทของตัวเองว่าจะต้องพาให้องค์กรนี้อยู่รอด ผมมองบทบาทตัวเองเป็นนักข่าวมาตลอด

ทีนี้มันก็คงจะต้องใช้วิธีกึ่งอาสาสมัคร คือเอางานไปผลิต ถ้ามองแบบผม ผมก็มองไม่ได้ต่างจาก open คือก็ต้องมีสิ่งพิมพ์เลี้ยงตัวเอง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รู้ว่าสิ่งพิมพ์มันจะขายได้หรือไม่ได้ และจะยั่งยืนขนาดไหน เพราะฉะนั้นรูปแบบของการที่สื่อพวกนี้จะอยู่ได้ ต้องตอบว่ายังไม่เห็น แต่ผมเชื่อว่ามีการบริจาคนะ ผมเชื่อว่ามีคนที่จะให้ทุน โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสื่อแบบประชาไทสามารถขอทุนได้ทุกปี จนกระทั่ง 20-30 ปี มีอยู่โมเดลหนึ่งเหมือนกันที่เราคิดว่าจะทำให้เราอยู่ได้ คืออาจารย์จอนแกเป็นคนก่อตั้งมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ (Access) และมูลนิธิเข้าถึงเอดส์วันนี้อยู่ด้วยตัวเองได้เพราะงานอบรมเรื่องเอดส์ให้กับองค์กรต่างๆ ก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจจะขยายไปสู่ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆ ที่มีการตื่นตัว แล้วจัดอบรมนักข่าวหรืออบรมกระบวนการสื่อสารสาธารณะ

ถ้าวันหนึ่งเราพัฒนาทีมงานของเราให้ไปถึงขั้นนั้นได้ คือเป็นองค์กรอบรมให้เกิดสื่อสาธารณะในทุกชุมชน และมีค่าตอบแทน นั่นก็อาจจะทำให้เราอยู่ได้ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าจะเอาโมเดลไหนที่จะการันตีได้ทั้งเรื่องของความเป็นเจ้าของ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา 41 โมเดลนี้หายากมากที่คุณจะการันตีว่าสื่อ นักข่าว จะเป็นอิสระจากกองบรรณาธิการหรือจากเจ้าของ หรือการันตีได้ว่าเจ้าของจะมีภาวะที่เป็นอิสระ ตอนไอทีวีก็บังคับให้คุณถือหุ้นไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ เอาเข้าจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ โมเดลที่เห็นมันก็คงไม่พ้นที่รัฐจะต้องตั้งองค์กรมหาชนขึ้นมา หรือเก็บภาษีทีวี เก็บภาษีคลื่น หรือบวกไปกับค่าไฟฟ้า คือในฐานะที่สื่อมันเข้ามาชี้นำคุณได้ เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดคุณได้ เข้ามาทำให้คุณเปลี่ยนจากหมูเป็นหมาได้ เปลี่ยนจากคนเป็นเทวดาได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับมันด้วยการต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อให้มันเกิดภาวะที่เป็นเสรีจริงๆ ไม่ให้มันเป็นพิษ เพราะฉะนั้นถ้าคุณจ่ายค่าไฟเดือนละไม่กี่พันบาทได้ คุณก็ต้องจ่ายค่าสื่อได้ มันไม่ต่างกัน ความสำคัญของมันไม่ได้ต่างกับไฟฟ้า ความสำคัญของมันไม่ได้ต่างกับน้ำที่คุณต้องใช้

แต่สำหรับสังคมไทย อาจจะยังยากอยู่หรือเปล่าสำหรับการสร้างทัศนคติแบบนี้

ถ้าสร้างก็ไม่ยาก แต่ผมคิดว่ายังไม่สร้างกันมากกว่า

การฝึกอบรมที่คุณพูดถึง คล้ายๆ กับส่งทีมงานไปฝึกอบรมชาวบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้เขาสามารถส่งข่าวให้เราได้ด้วย

เขาก็อาจจะส่งข่าวเอง หรือเขาอาจจะสร้างสื่อของเขาเอง ผมคิดว่าเมื่อ Access ทำได้ เราก็อาจจะทำได้เหมือนกัน คือองค์กรชาวบ้านต่างๆ อย่างเช่นกรณีเหมือนโปแตสฯ หรือกรณีจะนะ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะขอทุนเพื่อจัดอบรมเรื่องสื่อสาธารณะขึ้นมา แล้วทุนตรงนั้นเขาก็จะมาจ้างเราในการเข้าไปอบรม แล้วเราก็เป็นเวทีสื่อให้เขา ขณะเดียวกันเราก็ผลักดันให้เขาผลิตสื่อของตัวเองขึ้นมา คือกระบวนการสื่อสาธารณะมันเป็นเรื่องที่เขาสามารถทำเองได้

ขอย้อนกลับมาที่สถานการณ์สื่ออีกครั้ง การที่สื่อแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และแข่งกันให้ข้อมูลกันคนละด้านแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้จะนำไปสู่อะไร

มันจะกลายเป็นการยกพวกตีกัน เพราะถึงที่สุดแล้ว คนที่อ่านสื่อทั้งสองฝ่ายที่แบ่งข้างกันและปั่นกันขนาดนี้ เป็นคนกลุ่มน้อยมาก เพียงแต่เป็นกลุ่มที่ดังแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการยกพวกตีกัน ถึงที่สุดแล้วชาวบ้านเขาไม่รู้เรื่องด้วยหรอก คือถึงวันหนึ่ง พวกปฏิญญาฟินแลนด์หรือพวกอะไรก็จะไปยกพวกตีกับพวก reporter คือมันจะเป็นเรื่องที่ลงรายละเอียดมาก และไม่เกี่ยวข้องกับคนทั่วๆ ไป คนทั่วๆ ไปเขาอาจจะเลือกข้างว่าเอาหรือไม่เอาคุณทักษิณ แต่ก็ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากมาย

ปัญหาที่ผมติดใจก็คือ 3 องค์กรสื่อที่ไปเลือกข้าง ไม่ได้แปลว่าการที่มีผู้จัดการหรือ reporter ไม่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์นะ ในแง่หนึ่ง สังคมไทยจะมีวุฒิภาวะขึ้นในการอยู่กันอย่างสันติ และอยู่กันบนความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ คุณก็ด่ากันไปสิ เหมือนที่อาจารย์เกษียรบอกว่าก็ทนกันให้ได้ก็พอ ก็ด่าไป ไม่ต้องรักฉันหรอก ไม่ต้องรักกูหรอก ทนกันให้ได้ก็พอ จะเกลียดกูก็ได้ แต่อย่ามาตีกู ก็อยู่กันไป และเห็นความขัดแย้งนั้นเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะเกิดผลึกใหม่ๆ คุณกวนเข้าไปเถอะ เดี๋ยวมันก็จะตกผลึกเอง สังคมก็จะเกิดสิ่งใหม่ๆ เอง ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่อย่านิยาม อย่าไปบอกว่าคนอื่นไม่แท้ เพราะจะกลายเป็นการฆ่าเขา คือวันไหนที่สังคมไทยมีองค์กรอย่างเป็นทางการมาบอกว่ามึงไม่ดี แปลว่าความดีนั้นฆ่าคนไม่ดีได้ ความดีเป็นแค่เครื่องมือในการฆ่าคนเท่านั้นเอง พอมีองค์กรที่เป็นทางการมาบอกว่าอันนี้เป็นของเทียม มันเปิดโอกาสให้คนฆ่ากัน เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กังวลเรื่องมี reporter หรือมีผู้จัดการ ไม่เป็นปัญหา แต่อย่ามานิยามว่าอะไรดีกว่ากัน

วิทยุในประชาไทมีที่มาอย่างไร

ก็มาจากปัญหาเริ่มแรก คือคนส่วนใหญ่ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นนักศึกษา ซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ตอนเริ่มต้น เพราะฉะนั้น วิทยุจะเข้ามาเสริมตรงนี้ เพราะขณะนี้ในเมืองหรือในหมู่ปัญญาชน การใช้อินเทอร์เน็ตมันเติบโตขึ้น วิทยุชุมชนก็เริ่มเติบโตขึ้น ตอนนี้มันเริ่มแผ่วแล้วนะ แต่โดยสัดส่วนแล้วมันก็เติบโตขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้น จะทำอย่างไรให้วิทยุชุมชนซึ่งส่วนใหญ่คนที่อยู่กับมันคือคนระดับล่าง กับอินเทอร์เน็ตที่อยู่กับคนระดับบน มันมาเชื่อมกัน เพราะฉะนั้น วิทยุจึงเข้ามาเสริมอินเทอร์เน็ต เพื่อจะตอบสนองกลุ่มเป้าหมายที่เป็นความตั้งใจดั้งเดิมของประชาไทอยู่แล้ว

พูดง่ายๆ คือ เราก็แปลงสารที่ยากในอินเทอร์เน็ต ให้เป็นสารที่ง่ายขึ้นในวิทยุ และเข้าถึงคนได้มากขึ้น เพราะสังคมไทยถนัดกับการฟังมากกว่าการอ่าน และการเข้าถึงสื่อมันก็ง่ายขึ้นด้วย เพราะสำหรับวิทยุ หนึ่ง เครือข่ายบางเครือข่ายพร้อมที่จะ download สารจากเราไปเปิดในวิทยุชุมชน สอง เครือข่ายจำนวนมากไม่มี ADSL ในการ download หรือไม่สะดวกในการ download เราก็จะ write แผ่นส่งไปให้เขาเปิดในวิทยุชุมชน ระยะเริ่มต้นที่เราวางแผนเอาไว้คือสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง เพราะเอาเข้าจริงมันมีต้นทุนสูงพอสมควร ไหนจะ write แผ่น ไหนจะค่าส่ง ไหนจะห้องอัด จิปาถะ เพราะฉะนั้น ระยะเริ่มต้นจะแค่นี้ก่อน เราเองก็ยังไม่รู้ว่าส่งไปแล้วจะได้ผลเต็มร้อยขนาดไหน เขาจะเอาไปเปิดแค่ไหน และรายการจะน่าสนใจแค่ไหน เพราะฉะนั้น ระยะแรกก็เป็นระยะที่ หนึ่ง เราจะฟูมฟักคนของเราให้ทำรายการที่น่าสนใจ สอง เราจะทดลองด้วยการส่ง CD ไปให้ หรือไปดูว่าวัฒนธรรม นิสัย หรือธรรมชาติของเขาเปิดแล้วจะเป็นอย่างไร เปิดหรือไม่เปิด

ระยะนี้ก็จะเป็นระยะของการทดลอง แต่เราคงไม่หยุด เพื่อจะพัฒนาเทคนิคบางประการ หรือดูว่ามันมีปัญหาอะไร และก็จะกระจายออกไป จนวันหนึ่งเราอาจจะจัดได้ทุกวัน คือถ้ารายการมันติด แทนที่เขาจะรอจากแผ่น เขาอาจจะอยาก download เอง ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

ทำไมวิทยุชุมชนจึงยังไม่ประสบความสำเร็จ

คงเป็นเรื่องทุน ผมคิดว่าวิทยุชุมชนจำนวนมากไม่ได้มีทุนเยอะแยะ การเลี้ยงรายการให้ได้ 24 ชั่วโมง หรือช่วงเวลาหนึ่ง มันต้องจ้างคน นอกจากจ้างคนแล้ว คุณต้องมีข้อมูล มีเรื่องที่จะเสนอ มีกองบรรณาธิการของคุณเองถ้าคุณจะเป็นวิทยุข่าว ถ้าคุณจะเป็นวิทยุเพลง คุณก็ติดปัญหาลิขสิทธิ์ มันมีต้นทุนหมดเลย เราเรียกร้องให้มีวิทยุชุมชน ให้คลื่นเป็นของสาธารณะ แต่เอาเข้าจริงก็อยู่รอดได้ยาก อยู่รอดได้ลำบาก ถึงที่สุดแล้วมันก็กลายเป็นกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มเข้าไปตั้งเสา พวกนั้นนั่นแหละที่อยู่ได้ โอเค เรื่องคลื่นมันเป็นสมบัติสาธารณะ แต่เอาเข้าจริง คนที่จะใช้ประโยชน์จากมันได้จริงๆ มีน้อยมาก น้อยมากที่จะเป็นชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสายป่านโยงใยไปถึง แต่กระนั้นมันก็ควรจะต้องเป็นของสาธารณะ ควรจะต้องเปิดให้เขาได้ใช้ และหวังว่าวันหนึ่งคนทำรายการวิทยุชุมชนจะพัฒนาไประดับหนึ่ง และพบวิธีที่จะทำให้มันไปได้ ประชาไทก็เริ่มต้นจากไปไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครทำตลาด และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครทำตลาด แต่มันก็มาได้ มันก็มีข่าวเข้ามาวันละประมาณ 50 ข่าว โดยไม่มีเงินให้เขา คือมันอยู่ได้ แต่ต้องดิ้นรน บางทีวิทยุชุมชนอาจจะต้องไม่ใช่องค์กรเดี่ยวๆ อีกต่อไป อาจจะต้องเป็นรูปของสหกรณ์หรือเครือข่าย หรืออะไรบางอย่างที่ประสานความร่วมมือ

ข่าวของประชาไทมีที่มาอย่างไร

ส่วนใหญ่จะมาจากนักข่าวอาสา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการอิสระ ที่เราตรวจสอบแล้วเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ เรามีกองบรรณาธิการที่ทำข่าวของเราเอง ถ้าเป็นข่าวกระแสหลัก มันก็จะเป็นมุมที่ต่าง หรือไม่ก็ไม่ต้องเล่นมันเลย แล้วไปเล่นข่าวที่มันสำคัญแต่ไม่เป็นข่าว เช่น กรณีเหมืองโพแทสเซียมที่มันเงียบมาก แต่มันสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมบางอย่างทางอีสาน หรือเรื่องจะนะ หรือข่าวสุขภาพ คือระบบสุขภาพของสังคมไทยมันเติบโตเร็วมาก ชุมชนมันเคลื่อนไหวเร็วมาก พร้อมๆ กับการกระจายอำนาจ พอกระจายอำนาจไป ชุมชนท้องถิ่นหรือองค์กรท้องถิ่นก็เคลื่อนไหวเร็วมาก ข่าวพวกนี้มันไม่ค่อยเป็นข่าว เราก็พยายามเล่น โดยหยิบสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อกับสิ่งที่เราต้องการจะถ่ายทอดมาเจอกัน เพราะฉะนั้น ต้นทุนตรงนี้มันจึงไม่มี นักข่าวของเราจึงมีเต็มไปหมดเลย แต่เราก็ต้องมาเหนื่อยตรงที่จะทำอย่างไรให้ข่าวของเขาได้รับการกลั่นกรอง ทำให้ข่าวของเขามีความน่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ มีการตรวจสอบ เพื่อรับผิดชอบต่อคนอ่าน นี่เป็นหน้าที่ของเรา เราจะหนักตรงนี้มาก หนักในกระบวนการ rewriter ในกระบวนการ edit

ข่าวที่เข้ามามีเยอะ ไม่ต้องห่วง เพียงแต่มันไม่หลากหลาย มันไม่มีสิ่งที่เราขาด คือมีแต่เรื่อง hard news บันเทิงหรือ lifestyle ไม่มี เพราะไม่มีคนที่อาสาทำเรื่องแบบนี้ ไม่มีคนที่วิจารณ์หนังแล้วส่งมาให้เรา ไม่ว่าจะเพราะภาพลักษณ์ของเราหรืออะไรก็ตาม อีกอย่างคืองานเขียนแบบนี้มีมูลค่า เพราฉะนั้น เขาก็ไม่มาทางเรา เพราะเราไม่มีมูลค่า แต่ citizen journalist มันเกิดขึ้นเรื่อยๆ และมากขึ้นเรื่อยๆ คือบางคนเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต แต่มีข่าวทุกวัน ก็ส่งมาทางเรา

ในขณะเดียวกัน เร็วๆ นี้เราจะเปิดเป็นเวทีของ blog พยายามจะสร้าง blog ให้เกิดขึ้น แต่ blog ในสังคมไทยโตช้ามาก เมืองนอกนี่ไปกันไกลมากแล้ว มันเหมือนกับเป็นสื่อส่วนตัว เป็นเวทีของเขาเองเลย เป็นนักข่าวประชาชนจริงๆ เขาอาจจะเขียนเรื่องราวของเขาก็ได้ แน่นอน มันไม่อยู่ใน tradition แบบข่าวแล้ว คือเมื่อเรามี blog มากขึ้น แล้วเรา monitor ลงไป เราจะเห็นเองว่าข่าวแบบไหนที่เราจะหยิบมาเป็นข่าว วันนี้เขาไปเจอเรื่องอะไร หยิบมาเป็นข่าวได้เลย ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าใครจะเป็นก็ได้ คือเราหวังว่าคนที่จะมาเปิด blog กับเราจะเป็นชาวบ้านที่จะนะ เป็นชาวบ้านที่ภูกระดึง แล้วข่าวสารพวกนี้มันจะออกมา มันมีทางไปอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ต้องมีคนมาจัดการข่าวพวกนี้

ในฐานะสื่อ online เหมือนกัน อยากให้คุณช่วยวิจารณ์ open online

ผมคิดว่า open online ไม่มีทางดับ คือมีแต่รุ่งขึ้น จะรุ่งช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่มันมีแต่บวก ต้นทุนคุณแทบจะไม่มี และคุณก็ทำงานด้วยการอาสา อย่างบรรณาธิการปกป้อง จันวิทย์ ซึ่งผมงงมากว่าเขาเอาเวลาที่ไหนมาทำ แต่มันก็เริ่มอย่างนี้ ในต่างประเทศมันก็เริ่มอย่างนี้ มันไม่มีถอยอยู่แล้ว มันมีแต่บวก แล้วก็สะสมไปเรื่อยๆ ผ่านไป 10 ปี คุณก็อาจจะพบว่าทำไมคนอ่านเว็บไซต์ของคุณเยอะขนาดนี้ คุณไม่รู้ตัวหรอก สังคมไทยมันโตขึ้น เว็บไซต์ของเราโตแล้ว เนื้อหาโตแล้ว เราก็รอสังคม ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสังคมก็โตขึ้นมาเอง เราก็กลายเป็นแนวหน้าเอง ผมมีวิธีคิดแปลกๆ คือไม่ต้องไปไหลตามมัน เราก็นำไป เดี๋ยวสังคมมันโตเอง มันก็ตามเราทันเอง

open online จะมีความนิ่ง หนักแน่น ไม่ได้ไหลตามกระแส ไม่ได้ต้องตอบกับสถานการณ์ แต่มันจะบอกว่าเดือนที่ผ่านมามีหลักอะไร เช่น เดือนนี้ (กันยายน 2549) มีสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์เรื่องปฏิรูปการเมือง นี่คือหลัก มันทำให้คน update ชีวิตได้ แม้ไม่จำเป็นต้อง update สถานการณ์ จะ update สถานการณ์ก็มาประชาไทก็แล้วกัน

ประชาไทจะสามารถเป็นแหล่งผลิตข่าว แล้วให้สื่ออื่นๆ นำข่าวไปใช้โดยมีค่าตอบแทนให้ได้หรือเปล่า

เราไม่มีศักยภาพถึงขนาดเป็นสำนักข่าว เพราะข่าวของเราไม่ได้หลากหลาย คือมันมีข่าวใหม่แน่นอน มีข่าวที่ไม่เหมือนชาวบ้านแน่นอน แต่ถึงขนาดขายยังยาก แต่ถ้าจะหยิบไปใช้แล้วจะบริจาคก็ยินดี คือประกาศตัวเองว่าขายไม่ได้ ไม่มีใครซื้อแน่ วันหนึ่งมีข่าวใหม่เข้ามาประมาณ 10 ข่าว และเป็นข่าวที่ไม่ค่อยอยู่ในกระแส มันไม่พอสำหรับจะเป็นสำนักข่าวได้

ถ้าเขาจะหยิบไปใช้ก็เพียงแค่ขออนุญาต

ใช่ คือบอกเราเพื่อแสดงความรับผิดชอบแค่นั้นเอง ว่ามีอะไรเกิดขึ้นคุณรับผิดชอบ ก็เอาไปใช้ได้ อย่าง open ไม่ต้องบอก เอาไปใช้เถอะ เพราะเรารู้อยู่แล้ว ถ้าข่าวไปลง open แล้วเราอยากจะช่วยเผยแพร่ เราก็จะโทร.ไปขอ คือเราไม่ค่อยมีธรรมเนียม หน้าไม่ค่อยบาง คือหน้าด้าน และไม่สนใจ ขอให้ได้เผยแพร่ เราก็จะเอามาลง อย่างอาจารย์วรเจตน์ก็คิดว่าจะเอามาลง แต่รอให้ขายใน open ซักพักหนึ่งก่อน หรือจะเอามาลงเป็นข่าว เพื่อจะให้ลิงก์ไปหา open ก็จะมีวิธีช่วยกัน คือเราคิดว่าทำงานมันต้องหนุนเสริมกัน ข่าวแบบนี้จะมาตีกันทำไม จะมาแย่งลูกค้ากัน จะบ้าหรือ คนอ่านน้อยอยู่แล้ว คุณต้องช่วยให้ได้อ่านกันเยอะๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ค่อยมีธรรมเนียม ประเภทลง มติชน แล้วเอามาลงที่เราไม่ได้ ไม่มี

ข่าวที่ประชาไทเลือกทำแตกต่างจากข่าวจากแหล่งอื่นอย่างไร

แตกต่างแน่ๆ เพราะเราจะหยิบมุมที่แตกต่างมาอธิบาย หยิบมุมที่เราคิดว่าสำคัญและส่งผลสะเทือนต่อสังคมมากกว่าเรื่องของเกมอำนาจ คือพยายามจะตอบคำถามเรื่องโครงสร้างและการเปลี่ยนแปลง หรือที่สุดแล้วชาวบ้านได้อะไรมากกว่า อย่างเรื่องคาร์บอมบ์ เราจะไม่ทำข่าวเรื่องคาร์บอมบ์มาก เพราะไม่เห็นว่าถึงที่สุดแล้วประชาชนจะได้อะไร คือข่าวมันสำคัญ แต่ถึงที่สุดแล้วไม่รู้ว่าจะได้อะไร เราก็ไม่ทำ มันตอบคำถามกับกองบรรณาธิการไม่ได้ว่าเล่นข่าวนี้ไปเพื่อให้คนเสพรู้สึกเหมือนกับได้ดูหนังอาชญากรรมไปทำไม อย่างนี้เราก็จะไม่ทำ ข่าวที่ตามกระแสบางข่าว อย่างช่วงที่มีการประท้วงหนัก มีการชูเรื่องมาตรา 7 สิ่งที่เราทำคือ เราก็สวน เล่นข่าวเรื่องนี้เหมือนกัน แต่พยายามจะสัมภาษณ์คนที่ไม่เห็นด้วย ให้มีมุมแตกต่าง

หลักคิดเรามีไม่มาก หนึ่ง คือเติมเต็มให้กับสังคมในส่วนที่มันบอด สอง มันเป็นประโยชน์หรือไม่ ตอบคำถามกับตัวเองได้หรือไม่ว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ก็แค่นั้น เพราะมันต้องเลือกทำ เรามีคนน้อย ต้นทุนเรามีน้อย เราก็ต้องเลือกทำ และมันเป็นช่องหายใจของเรา คือประชาไทอยู่กันแบบดิ้น ตรงไหนมีที่หายใจเราต้องไป ตรงไหนมีอากาศเราต้องไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้มีช่องว่างเราก็ไป และที่ผ่านมาก็ทำได้ดีพอสมควร แต่ช่วงหลังๆ ก็แผ่ว เพราะว่าล้า รบกับรัฐบาลทักษิณมาปีหนึ่งมันก็เหนื่อย ที่จริงเราพยายามจะให้องค์กรของเราไม่ใช่องค์กรของนักข่าว แต่เป็นองค์กรที่รวมซึ่ง editor คือทำงานเครือข่าย นักข่าวคนหนึ่งควรจะต้องเป็น editor ได้ ต้องเป็นแบบปกป้องให้ได้ ปกป้องคนเดียวทำเว็บไซต์ที่มี 40-50 ข่าว เพราะเขาทำงานเครือข่าย เราหวังว่าเรากำลังจะสร้างคนในประชาไทให้เป็นแบบร้อยชูวัส ร้อยปกป้อง แล้วมันจะมหาศาลมาก

ความร่วมมือกันในอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างไรบ้าง

เรื่องลิงก์นี่ผมคิดว่ามันไม่ work การลิงก์ใน banner แบบเดิมมันไม่ work แล้ว แต่การลิงก์ตามข่าวและการมีส่วนร่วมของคนอ่านเป็นสิ่งสำคัญมากในการที่จะทำให้เรื่องต่างๆ ไปปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ คือเราพบว่าการที่คนเอากระทู้ไปโพสต์ เอาข่าวของเราไปโพสต์ตามที่ต่างๆ มันทำให้เรื่องของเราไปปรากฏอยู่ใน google เวลา search ง่ายกว่า คือการหยิบเอาข่าวของเราไปโพสต์ในที่อื่นๆ เรื่องมันจะไปปรากฏใน google เยอะ แต่มันก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของเราที่จะต้องทำให้คนโพสต์เยอะ แต่ตรงนี้เป็นจุดสำคัญ และผมคิดว่าสำหรับประชาไท เกินกว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ ต้องยกความดีให้กับผู้อ่าน ที่ทำให้ประชาไทเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าผู้อ่านช่วยเยอะ ในแง่ที่ว่าหยิบข่าวของเราไปพูด หยิบข่าวของเราไปโพสต์ และเข้ามาถกเถียง ผู้อ่านประชาไทมีความเป็นเจ้าของประชาไทสูงมาก และปกป้องดูแลเว็บไซต์ค่อนข้างดี และเกิดวัฒนธรรมบางประการ ถ้าคนมาสัมผัสในเว็บบอร์ดบ่อยๆ จะรู้ว่ามีวัฒนธรรม มีเอกลักษณ์บางประการ ซึ่งที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น

แสดงว่าเว็บบอร์ดมีความจำเป็น

จำเป็น ตอนนี้ยิ่งเห็นความจำเป็น คือมันมีต้นทุนที่ต้องจ่าย เพราะคุณจะต้องเสียคนจำนวนหนึ่งมาคอยดู และก็บั่นทอนแหล่งข่าวด้วย เช่น นักวิชาการบางคนจะไม่ชอบเลยเรื่องการมีเว็บบอร์ด ที่อาจารย์พิชญ์พูดไว้ก็ดี อาจารย์พิชญ์แกไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คือแกศึกษามาเป็นอาทิตย์เพื่อจะเขียนงานชิ้นหนึ่ง กับคนที่ไม่ต้องศึกษาอะไรเลยแล้วมาด่า มันบั่นทอนกำลังใจกันเยอะ และมันลดทอนความน่าเชื่อถือของข่าวลงไปเลย บางคนด่าดี ด่าแบบประชาธิปัตย์ วาทะเป็นเอก มันก็ทำให้สิ่งความตั้งใจของเขามันลดทอนลง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด นี่เป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเหมือนกันสำหรับการมีเว็บบอร์ด แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันเลือกไม่ได้สำหรับประชาไทที่ต้องการทำให้เกิด citizen journalist มันเลือกไม่ได้ที่จะต้องมีเว็บบอร์ด เพราะคุณจะมีนักข่าวได้ยังไงถ้าคุณไม่มีเวทีให้เขา

เป้าหมายต่อไปก็คือ ประชาไทจะกลายเป็นชุมชนที่อยู่ได้ด้วย citizen journalist มีวิธีการหรือวิธีคิดที่จะทำให้กลายเป็นชุมชนขึ้นมาได้อย่างไร

จะตอบว่าไม่คิดอะไรได้ไหม เพราะความไม่คิดอะไรและไม่ได้คิดว่าเราเป็นเจ้าของประชาไท มันก็เลยทำให้เราไป share ความเป็นเจ้าของกับคนอื่นๆ แล้วมันก็ทำให้เกิดความเป็นเจ้าของขึ้นมาโดยเขาเอง คือคนที่เขามาเล่น อย่างคุณอุทัยวรรณที่ส่งเรื่องอิรักให้เราอยู่เสมอ ก็มีความรู้สึกเป็นเจ้าของประชาไทมากเสียยิ่งกว่าผมเองเสียอีก คือพอเปิดพื้นที่ให้เขา เขายินดีอยู่แล้ว มันเป็นวิธีคิดแบบไม่คิดอะไร คือพอเราเปิดพื้นที่ให้เขา เขายินดี เพราะมันมีคนจำนวนมากที่พบว่าสังคมไม่ยุติธรรม หรืออยากมีคุณค่าบางประการในสังคม หรืออยากใช้ความรู้ความสามารถ หรืออยากมีพื้นที่ในการทำความดี พูดแบบรวมๆ เลยคือ พื้นที่ในการทำความดีในสังคมมันมีน้อยมาก คุณอยากจะมีกำไร คุณมี คุณอยากจะกอบโกย คุณมี ตอนสึนามิมีคนอาสาสมัครเพียบเลย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร พื้นที่ในการทำความดีมันมีน้อยมาก เพราะฉะนั้น ขอเพียงแค่เปิดช่องทาง และมีกระบวนการพูดคุยสื่อสารว่าข่าวแบบไหนจะเป็นประโยชน์ในที่นี้

ในแบบของเรา พอมีการสื่อสาร มันก็จะกลั่นกรองคนบางประเภทขึ้นมา เหมือนที่คุณวันฉัตรของพันทิพพูดว่า นกมันจะอยู่กับเพื่อนที่มีขนสีเดียวกัน มันก็จะเกิดชุมชนขึ้นเอง อยู่ให้นาน มันจะเกิดชุมชนขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เนื้อหาในประชาไทตอนนี้มาจาก citizen journalist มากน้อยแค่ไหน

ครึ่งต่อครึ่ง

พอเขาส่งเรื่องมา เราก็มาคัดเลือกอีกครั้งหนึ่ง

ใช่ คนที่เป็นชาวบ้านจริงๆ ส่งมานานๆ ที แต่คนจำนวนหนึ่งที่อยากเป็นนักข่าว เป็นชาวบ้านธรรมดา ก็ส่งมาประจำเลย คราวนี้ก็มีทั้งบทความ มีทั้งสกู๊ปที่เขาทำเอง แล้วก็เรื่องอื่นๆ เรื่องแปลบ้าง เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งเราถือว่าคนเหล่านี้เป็น citizen journalist เพราะฉะนั้น มันกว้างมาก มันก็เลยไม่รู้ว่าจะเป็นคอลัมนิสต์หรือเป็นอะไร แต่คนเหล่านี้พอเขาเข้ามาให้บ่อยๆ เราเริ่มเกรงใจ และงานบางชิ้นเราเห็นว่าเขาค้นคว้า เราก็อาจจะมีค่าตอบแทนให้ 200-300 บาทต่อชิ้น คือค่าตอบแทน 300 บาทมันไม่สามารถไปจ้างใครได้หรอก เพราะฉะนั้น ตรงนี้ตัดมันทิ้งไป มันก็จะเป็นอย่างนี้เยอะมากสำหรับการที่เข้ามาเขียนให้เรา

จริงๆ แล้วตอนนี้ประชาไทเป็นพื้นที่ของคนเล็กคนน้อย คนชายขอบของสังคม หรือว่าจริงๆ แล้วประชาไทเป็นพื้นที่ของคนชั้นกลางที่แสดงความคิดต่อคนเล็กคนน้อย คนชายขอบของสังคม

ตอนนี้มันเป็นประการหลังมากๆ เพราะคนทำงานที่นี่เป็นคนชั้นกลาง และเข้าไม่ถึงคนชั้นล่างเลย แต่ที่ผ่านมาเราพยายามไปถึงตรงนั้นให้ได้ และพยายามจะเป็นเวทีของคนชั้นล่างจริงๆ เป็นเวทีของรากหญ้าจริงๆ แต่มันยังไปไม่ถึง เพราะหนึ่งปีที่ผมเข้ามา ประเด็นร้อนทั้งหมดมันอยู่ที่ส่วนกลาง คือเป็นประเด็นเรื่องคุณทักษิณหมดเลย คุณไปโพแทช โพแทชไม่มีเรื่อง คุณไปจะนะ จะนะไม่มีเรื่อง เพราะทุกอย่างมันมารวมอยู่ที่ไล่คุณทักษิณหมด มันจึงทำให้การที่จะเข้าไปฟังหรือเข้าไปเรียนรู้ว่าคิดแบบรากหญ้าคิดยังไง มันไม่เกิด มันมีข้อจำกัดของสถานการณ์บางอย่างด้วย อย่างไปทางเหนือ จบ ไม่มีเรื่องอื่นอีกเลยนอกจากไล่คุณทักษิณ

เรามีแผนว่าเราจะเข้าไปฝังตัวในกรณีที่เกิดสถานการณ์บางอย่างขึ้น และเข้าไปคุยกับชาวบ้านในกรณีนั้นๆ เลย แล้วก็ดึงเยาวชนบางคนมาเรียนรู้เรื่องการสื่อสารสาธารณะร่วมกับเรา แล้วก็ให้เขากลายเป็น citizen journalist ในกรณีนั้น และพร้อมจะขยายไปตามที่ต่างๆ นี่เป็นแผนของเรา แต่ก็อย่างที่บอก โดยสถานการณ์มันทำให้ไปไม่ถึงตรงนั้น แต่ตรงนั้นเป็นความตั้งใจ และหวังว่าวันหนึ่งนักข่าวในพื้นที่จะสามารถยกระดับการนำเสนอที่ไปพ้นจากแค่ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำอะไร ที่ไหน แต่เป็นลักษณะวิเคราะห์และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ ได้ คือมีจุดยืนอย่างคนชั้นล่าง และสามารถสื่อสารกับคนชั้นกลางได้ เราหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้มันไปไม่ถึงจริงๆ เพราะโดยสถานการณ์และเครื่องมือ

เพราะฉะนั้น มันจะต้องทำสองอย่าง คือสร้าง citizen journalist ในขณะเดียวกันก็ทำวิทยุชุมชนให้เกิดขึ้น คือไม่มีสื่อไหนในประเทศไทยที่ mass นะ ไทยรัฐ ขายได้สูงสุดอย่างมากก็วันละ 1 ล้านฉบับ คนอ่าน 3 ล้านคน มันก็ไม่ mass มันก็ยังอยู่แค่ในระดับคนอ่านหนังสือ คนมีการศึกษา เพราะฉะนั้น มันไปถึงลำบาก แต่ยอมรับทุกประการเลยว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดา คนชั้นกลางระดับสูงยังอ่านยากเลย ก็พยายามอยู่ แต่คนที่ส่งข่าว ส่งบทความเหล่านี้เขาไหลเข้ามา เราก็ยินดี แต่เราก็เลือกด้วย คือจะไปทำให้อินเทอร์เน็ตไม่มีข่าวพวกนี้ และมีแต่ข่าวที่เหมาะกับคนรากหญ้า คนรากหญ้าก็เข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้น เราก็ยังไม่เห็นความจำเป็น จนกว่าเราจะพัฒนาช่องทางอื่นๆ เช่น วิทยุชุมชนหรือเคเบิลทีวี


หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2549