ชื่อเล่นที่เรียกกันว่า “ซัน” ได้มาอย่างไรครับคุณมาโนช
ตามธรรมเนียมของคนมุสลิม เวลามีลูกจะตั้งชื่อให้สองชื่อ คือชื่อตามใบสำเนาทะเบียนบ้าน ที่เรียกว่าชื่อไทย และจะมีชื่อแขกซึ่งเอาไว้เรียกกันในหมู่ญาติพี่น้อง อย่างผมนั้นมีชื่อไทยคือ “มาโนช” และมีชื่อแขกว่า “หมัดฮาซัน” ที่โรงเรียนในหมู่เพื่อนก็จะเรียกผมว่า มาโนชบ้าง ไอ้โนชบ้าง ส่วนที่บ้านจะเรียก “ฮาซัน” จนกระทั่งมาอยู่กรุงเทพฯจาก “ฮาซัน” ก็เรียกสั้นๆ เป็น “ซัน” คำเดียว เลยกลายเป็นฝรั่งไป
ผมเข้าใจว่า “ซัน” ที่แปลว่า พระอาทิตย์ แล้ว “หมัดฮาซัน” นี้แปลว่าอะไรครับ
ที่บ้านผมไม่ได้มีความรู้ด้านภาษาอาหรับกันเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ แต่เท่าที่ผมเคยถามแม่มา เขาบอกว่าแปลว่าสวรรค์ – อาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่แม่ผมบอกมา ว่าแปลว่าสวรรค์
แล้วคุณดำรง (พุฒตาล) พี่ชายคุณมาโนช ชื่อ...
โดยทั่วไปคนในวงการบันเทิงจะเรียกพี่ผมว่า “น้าเลาะห์” เพราะคนทั่วไปนั้นจะเข้าใจว่า ถ้าเป็นคนมุสลิม ก็ต้องชื่อ “เลาะห์” ชื่อเลาะห์นี้มีที่มาจาก คุณล้อต๊อก (สวง ทรัพย์สำรวย) เป็นคนตั้งให้ เพราะเขาสนิทกับพี่ชายผม สมัยที่ทำงานด้วยกันที่ช่องเจ็ด คนก็เลยเรียก บังเลาะห์ๆ กันมาตลอด แต่อันที่จริงแล้วเขาชื่อ อับดุลการีม
เวลาเจอคนมุสลิม เขาจะเรียกกันว่า บัง “บัง” นี้หมายความว่าอะไรครับ
แปลว่าพี่ชายครับ เหมือนเวลาคนจีนเรียกกันว่าเฮีย ถ้าผู้ชายเราก็จะเรียกกันว่าบัง ถ้าผู้หญิงก็เรียกว่า “นิ” นิบ้าง “แมะ” บ้าง “นิ” แปลว่าน้า “แมะ” หมายถึงเด็กสาว เคยได้ยินไหมครับที่เขาร้องว่า “อีแมะเอย มารักไอ้บังดีกว่า...”
บ้านคุณมาโนชอยู่แถวไหนของอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยามี 16 อำเภอ อำเภอเมือง ก็คือ อำเภอกรุงเก่า เป็นชื่อเรียกสมัยก่อนนะครับ แต่มาตอนหลังเปลี่ยนเป็นอำเภอพระนครศรีอยุธยา ใจกลางของอำเภอกรุงเก่านี้เขาเรียกว่าเกาะเมือง เพราะว่ามีแม่น้ำล้อมรอบ แม่น้ำเจ้าพระยามาด้านหนึ่ง แม่น้ำป่าสักก็มาอีกด้านหนึ่ง และมีคลองเมืองซึ่งขุดเชื่อมระหว่างป่าสักกับเจ้าพระยา เกาะเมืองอยุธยานั้นจะมีชุมชนมุสลิมอาศัยอยู่โดยรอบ บ้านของผมนั้นอยู่ติดกับคลองเมือง
ชุมชนมุสลิมตรงนั้นอยู่กันมานานกี่ปี
น่าจะอยู่กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเลยครับ แถบๆ คลองตะเคียนจะมีแขกกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ เขาเรียกกันว่า “แขกตานี” เข้าใจว่าน่าจะอพยพมาจากปัตตานี และแถบๆ ลุมพลี (ทุ่งลุมพลีที่เขารบกันสมัยสงครามกรุงศรีอยุธยานั่นล่ะครับ) ซึ่งจะอยู่เลยเกาะเมืองมานิดหนึ่ง ที่ทุ่งลุมพลีนี้เฉพาะตัวสุเหร่านี่ก็อายุเกินร้อยปีแล้ว มุสลิมที่อาศัยอยู่แถบนี้เขาเรียก “แขกจาม” ซึ่งน่าจะมาจากเขมร พี่ของผมเคยเล่าให้ฟังว่าจะมีแขกบางกลุ่มซึ่งเคยเป็นทาสมาก่อน และเราก็จะสังเกตได้จากรอยเจาะที่ข้อเท้า บริเวณเอ็นร้อยหวาย ย่านที่ผมอยู่ซึ่งเป็นที่ติดริมแม่น้ำ เขาจะเรียกว่า “แขกแพ” แขกแพคือแขกที่ทำมาหากินอยู่บนแพ สร้างบ้านเรือนอยู่บนแพ โดยเอาต้นกอไผ่มามัดรวมกันเป็นแพ แล้วสร้างบ้านทรงไทยขึ้นบนนั้น และมีคนอีกกลุ่มซึ่งมีอาชีพค้าขายเครื่องเทศอยู่บนเรือ เขาเรียกว่า “เรือเครื่องเทศ” ไม่ได้ขายเครื่องเทศอย่างเดียว แต่ขายหม้อ เครื่องกระเบื้อง เครื่องไฟฟ้า ฯลฯ และทั้งครอบครัวก็จะอาศัยอยู่ในเรือลำนี้เลย เรือนี้ก็จะล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ค่ำไหนนอนนั่น ขายไปตลอดลำน้ำ บางครอบครัวล่องไปจนถึงแควน้อย กาญจนบุรี บ้างก็ออกไปทางปราจีนบุรี ไปแม่น้ำนครนายก ฉะเชิงเทรา แต่ในหนึ่งปีจะกลับมารวมตัวกันที่นี่ปีละสองครั้ง เมื่อถึงช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นช่วงถือศีลอด พอถึงช่วงนั้นบรรยากาศก็จะเต็มไปด้วยกองทัพเรือขายเครื่องเทศ จอดรวมกันเป็นแพ ใช้ชีวิตกินนอนกันอยู่ในนั้น จะขึ้นบกก็ต่อเมื่อไปสุเหร่าหรือเข้าตลาด ครอบครัวของผมเติบโตมากับชุมชนแบบนี้
บรรพบุรุษเคยเล่าให้ฟังไหมครับว่าที่มานั้นเป็นใครมาจากไหน ถ้าย้อนประวัติกลับไปนับได้กี่ชั่วคน
ชุมชนของผมนั้นไม่ใช่ชุมชนของนักการศึกษา เรื่องการจะทำประวัติความเป็นมาของตัวเองเก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นคงยาก เพราะไม่มีความสนใจในเรื่องแบบนี้ จะมีก็แต่เรื่องที่เล่าสืบทอดต่อๆ กันมา และเรื่องเล่าแบบนี้ก็จะขาดหายไปบ้าง ตามอายุขัย เรื่องเล่าเก่าแก่ที่สุดที่ผมทราบก็คงจะมีอายุไม่เกินร้อยปี เชื้อสายของผมนั้นเป็นแขกเชื้อสายเปอร์เซีย เชื้อสายอิหร่าน มาทำมาหากินที่นี่ตั้งแต่สมัยยุคกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยคุณมาโนชเป็นเด็ก คนในชุมชนมุสลิมนั้นมีรูปแบบการเรียนการสอนกันอย่างไร
มีเรียนสองแบบครับ เรียนตามการศึกษาภาคบังคับของรัฐบาล และเรียนฟัรดูอีน ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับวิชาศาสนา ซึ่งถือเป็นธรรมนูญชีวิตของคนมุสลิม ว่าต้องปฏิบัติศาสนกิจให้ได้ และศาสนกิจก็มีกฎระเบียบข้อบังคับ มีบทสวดที่ต้องท่อง และเด็กๆ ก็ต้องไปเรียน การเรียนการสอนจะมีขึ้นที่สุเหร่า แต่ที่อยุธยามีโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามวิทยาลัยอยู่แล้ว ตั้งอยู่ที่คลองตะเคียน 
อะไรคือหลักใหญ่ใจความที่เรียกว่าธรรมนูญชีวิตของคนมุสลิม ที่คนศาสนาพุทธส่วนใหญ่ไม่รู้
หลักอิสลาม...อย่างของพุทธนั้นมีสามข้อใหญ่ใช่ไหมครับ ทำความดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้บริสุทธิ์ แต่ของอิสลามนั้น มีหลักใหญ่อยู่ข้อหนึ่งซึ่งคลอบคลุมหัวข้ออื่นๆ ทั้งหมด นั่นก็คือ การศรัทธาในพระเจ้า เมื่อศรัทธาในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าสั่งว่าให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไม่มีการปฏิเสธในข้อปฏิบัติ และไม่มีการย้อนถามว่าทำไม คำสั่งของพระเจ้าอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน หลักใหญ่ของมุสลิมนั้น พูดสั้นๆ ก็คือ ศรัทธาในพระเจ้า และทำตามพระเจ้าสั่ง ทุกอย่างบรรจุไว้ในคัมภีร์ ซึ่งก็มี ห้าหลักปฏิบัติ หกข้อศรัทธา หกข้อศรัทธาก็มี ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ อัลเลาะฮ์ ศรัทธาในนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสดาสุดท้าย ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ (มลาอิกะฮ์ นั้นก็คล้ายๆ เทพที่นำสารต่างๆ ของพระองค์มาสู่มนุษย์ ดูแลความดีความชั่วของมนุษย์) และต้องศรัทธาในวันสิ้นโลก ส่วนอีกสองข้อนั้นผมจำไม่ได้ ส่วนหลักปฏิบัติอีกห้าข้อก็ได้แก่ ทุกวันต้องปฏิญาณตนว่า พระเจ้ามีองค์เดียว และมีนบีมุฮัมมัดเป็นนบีองค์สุดท้าย (เพราะนบีมี 25 องค์ พระเยซูก็ถือเป็นนบีองค์หนึ่งในศาสนาอิสลาม เรียกในชื่อ “นบีอีซา” แต่ว่ากฎข้อบังคับของพระเยซูถูกยกเลิกไป จึงให้มาศรัทธากฎของนบีมุฮัมมัดซึ่งถือเป็นนบีองค์สุดท้าย) ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนซึ่งหนึ่งปีมีหนึ่งครั้ง ผมอาจจะสลับข้อกันนะครับ ข้อสามทำละหมาดวันละห้าเวลา ข้อสี่ออกซะกาต (ซะกาต คือเงินเย็น เงินที่ไม่ใช้ทำอะไร ต้องแบ่งเอาไปทำบุญให้คนยากคนจน 2.5 เปอร์เซ็นต์) และข้อสุดท้ายข้อที่ห้า ถ้าแข็งแรง มีทรัพย์สินเงินทองพอ ต้องเดินทางไปแสวงบุญที่มักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย นี่คือห้าข้อที่ต้องปฏิบัติ ฉะนั้นถ้าถามว่ามุสลิมที่แท้จริงคืออะไร ก็ตอบได้ว่า ต้องศรัทธาหกข้อ ปฏิบัติห้าข้อ ส่วนกินหมู ไม่กินหมูนั้นเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ซึ่งอยู่ในข้อปลีกย่อยมาก
ในห้าและหกข้อนี้ คุณมาโนชทำกี่ข้อครับ
ในห้าข้อหลักปฏิบัตินี้ ผมค่อนข้างเคร่งครัดในการถือบวช แต่การละหมาดนั้นหละหลวมมาก ติดลบตลอดเวลา เขาบังคับว่าให้ละหมาดวันละห้าครั้ง ถ้าไม่ละหมาดก็ติดลบไปห้าครั้ง ตอนนี้ผมอายุ 51 ปีแล้ว ติดลบบานเบอะเลย ส่วนการบริจาคนั้นง่ายกว่า บริจาค 2.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าถามว่าเราแม่นยำไหม ผมก็มนุษย์คนหนึ่ง เราก็ขี้โกงบ่อย สมมติมีอยู่หนึ่งหมื่น แต่เราชอบบอกตัวเองว่า ไม่ถึงหรอก เพราะในหมื่นนั้น เราอาจจะบอกว่า เก็บไว้ห้าพันซึ่งต้องเอาไปจ่ายค่าเทอมลูกในเดือนหน้า ส่วนมักกะฮ์ยังไม่ได้ไป อันที่ทำได้ใกล้เคียงที่สุดก็มีการบริจาค และการปฏิญาณตนครับ เพราะมันง่าย การปฏิญาณตนนั้นเป็นเรื่องของการยึดมั่น แต่เราจะเอาอะไรมาวัดได้ เพราะบางวันเราก็ยึดมั่น บางวันเราก็คลอนแคลน บางทีความโกรธนั้นทำให้เราคลอนแคลนได้ มีบางครั้งที่เรารู้สึกว่าเราถูกเอาเปรียบ เราก็จะบอกว่า “พระเจ้า..ทำไมปล่อยให้เราโดนเอาเปรียบ” และวันนั้นเราก็จะคลอนแคลน ซึ่งแบบนี้ถือว่าบาปมาก
ศาสนาพุทธนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้ถามแย้งได้ ให้ตั้งข้อสงสัยได้ มีหลักกาลามสูตร คือสงสัยได้แม้กระทั่งองค์พระศาสดา ศาสนาอิสลามอนุญาตให้สงสัยได้ไหมครับ
ไม่ครับ ไม่อนุญาต ถือว่าบาปร้ายแรงด้วย มีเรื่องอื่นให้สงสัยได้เยอะ เชิญไปสงสัยได้ แต่อย่ามาสงสัยในพระเจ้า
แสดงว่าความจริงที่พูดผ่านวจนะของพระเจ้าที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอานนั้นเป็นความจริงแท้แน่นอน
สำหรับมุสลิม – แน่นอน

