สิ่งที่อยากเห็น​จาก​รัฐบาล​ใหม่

- ​ปัทมาวดี​ ​โพชนุกูล​ ​ซูซูกิ​ -

รัฐบาล​ใหม่เสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการ​ ​ความ​น่าพอใจของนโยบายเหล่านั้นคง​ไม่​ได้​ตรงไปตรงมา​แค่การบวกตัวเลขงบประมาณที่รัฐประกาศว่า​จะ​ใช้​จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ​เท่า​นั้น​

สิ่งหนึ่งที่อยาก​ให้​รัฐบาล​และ​ผู้​กำ​หนดนโยบายมองเห็น​ ​คือการดำ​รง​อยู่ของบทบาทของภาคประชาชนที่​อยู่ใน​รูปของกลุ่ม​ ​องค์กรชุมชน​ ​และ​ ​เครือข่าย​ ​และ​การดำ​รง​อยู่​ของเศรษฐกิจที่ไม่​เป็น​ทางการ​ (informal sector) ​ขนาด​ใหญ่ ​คุณทักษิณประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ไม่​ใช่ด้วย​ความ​สามารถ​ใน​การกำ​หนดนโยบายประชานิยมแบบลอยลงมา​จาก​บนสู่ล่าง​ ​แต่​เป็น​ความ​สามารถ​ใน​การมองเห็นการทำ​งานของเครือข่ายภาคประชาชน​ ​แล้ว​หยิบฉวย​และ​ดึงพลังเหล่านั้นมา​ช่วย​กำ​หนดนโยบาย​

กลุ่ม​หรือ​เครือข่าย​ไม่​เป็นทางการ​ 2 ​ประ​เภทที่ค่อนข้างประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ใน​แง่การรวมตัว​และ​มีพลัง​ใน​การขับเคลื่อนกิจกรรมคือ​ ​กลุ่มเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชน​ ​และ​เครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติ​ ​แต่​ทั้ง​สองกลุ่มมีจุดต่างกันตรงที่​เครือข่ายองค์กรการเงิน​และ​สวัสดิการชุมชนมองว่ารัฐเป็นพันธมิตร​ ​เพราะ​รัฐมีทรัพยากรที่อาจเข้ามา​ช่วย​หนุนเสริมขบวนการของตน​ ​ใน​ขณะที่​เครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอาจ​ไม่​ได้​มองว่ารัฐคือพันธมิตร​เพราะ​ปัญหาการแย่งชิงสิทธิ​ใน​ทรัพยากร​และ​สิ่งแวดล้อม​ ​และ​ความ​เชื่อว่ารัฐ​เป็น​ตัวแทนของนายทุน

ยัง​ไม่​เห็นว่านโยบายของรัฐบาล​ใหม่​จะ​ดึงพลัง​จาก​ภาคประชาชนที่ดำ​รง​อยู่​ ​หรือ​สนับสนุนพลังของภาคประชาชนอย่างไร​ ​พรรคประชาธิปัตย์​นั้น​มักเชื่อมั่น​ใน​นักวิชาการ​และ​ระบบราชการ​ ​แต่​ถึง​เวลา​แล้ว​ที่​ต้อง​มองเห็นศักยภาพของภาค​ส่วน​อื่นๆ​ใน​สังคม​ ​และ​เข้า​ใจพลังของเศรษฐกิจนอกภาคทางการ​ด้วย​ ​รัฐบาล​สามารถ​ใช้​พลังของกลุ่มเครือข่าย​ใน​การ​ให้​ข้อคิดเห็นรวม​ถึง​ติดตามผลการทำ​งานของข้าราชการ​ได้​ด้วย 

ถ้า​จะ​มีนโยบายประชานิยม​ ​ก็​ต้อง​ทำ​ประชานิยม​ให้​มีคุณภาพ

ความ​สำ​เร็จของนโยบาย​ 30 ​บาทรักษาทุกโรค​ ​ที่ตั้ง​อยู่​บนฐานคิด​ “​ถ้วนหน้า​” ​แบบรัฐสวัสดิการ​ ​ทำ​ให้​ปัจจุบันนักวิชาการ​ ​เริ่มแยกแยะ​ “​ประชานิยมที่ดี​” ​แทนการตีขลุมว่าประชานิยม​ไม่​ดีไปเสีย​ทั้ง​หมด​

นิยามของ​ “​ประชานิยมที่ดี​” ​ใน​ความ​หมายของนักวิชาการบางท่านคือการ​ไม่​เลือกปฏิบัติและ​การจัดสรร​ให้​ถ้วนหน้า​แก่ประชาชนทุกคน​ ​ซึ่ง​มีลักษณะสอดคล้อง​กับ​ “​รัฐสวัสดิการ​” ​ความ​สำ​เร็จเบื้องหลังอีกประการของโครงการ​ 30 ​บาทรักษาทุกโรค​ ​คือ​ ​การทำ​งานอย่างมี​ส่วน​ร่วม​ใกล้​ชิด​กัน​ระหว่างนักวิชาการ​ ​หน่วยปฏิบัติ​ ​และ​ผู้​กำ​หนดนโยบาย​ ​อย่างต่อ​เนื่อง​ ​และ​มีการปรับปรุงแก้ไขจนระบบลงตัว

ใน​มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์​นั้น​ ​รัฐสวัสดิการ​เข้า​มา​เสริมหรือทดแทน​ความ​ล้มเหลวของระบบตลาดที่​ไม่​สามารถ​จัดบริการสวัสดิการพื้นฐาน​ให้​ประชาชน​ได้​อย่าง​ทั่ว​ถึง​ ​ส่วน​หนึ่งก็​ด้วย​เหตุที่​เรามีคนรวยคนจน​ ​คนจนคนด้อยโอกาสที่​ไม่​มีอำ​นาจซื้อ​จึง​ขาดโอกาสที่​จะ​เข้า​ถึง​สวัสดิการที่ดีภาย​ใต้​ระบบตลาด​ ​ดัง​นั้น​ ​สวัสดิการ​โดย​รัฐนอก​จาก​จะ​ช่วย​แก้ปัญหา​ให้​คนด้อยโอกาส​แล้ว​ ​การกำ​หนด​ให้​เป็น​ “​สิทธิของทุกคน​” ​แบบรัฐสวัสดิการ​ ​จึง​ถือ​เป็น​การสร้าง​ความ​เท่า​เทียม​กัน​ระหว่างคนมี​กับ​คนจน​ด้วย​

จะ​มีทิศทาง​ใน​การสร้างประชานิยมที่ดี​หรือ​รัฐสวัสดิการอย่างไร​ ​อยากแนะนำ​ให้​รัฐบาลกลับไปอ่านงานเขียนของอาจารย์ป๋วย​ ​ตรง​นั้น​มีชุดของนโยบายที่ครอบคลุมพอที่​จะ​ให้​ทิศทางเกี่ยว​กับ​สิ่งที่รัฐควรทำ​ ​แนวทางการทำ​งานแบบโครงการการลงทุนทางสังคม​ (SIF) ​ใน​ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ​ 2540 ​และ​โครงการ​ 30 ​บาทรักษาทุกโรค​เป็น​แนวทางที่ควร​ได้​รับ​ความ​สนใจ

พรรคประชาธิปัตย์กำ​ลังเสนอนโยบายอีก​ 2 ​ประการ​ ​คือ​ ​การศึกษาฟรี​ 15 ​ปี​ ​และ​เบี้ย​ยัง​ชีพ​ผู้​สูงอายุ​ ​มีคนบอกว่านี่​เป็น​ประชานิยมที่เป็น​แบบรัฐสวัสดิการคือ​อยู่บนฐานคิดถ้วนหน้า​ (สำ​หรับเด็กทุกคน​ ​และ​ผู้​สูงอายุทุกคน) ​แนวนโยบาย​ให้​การศึกษาฟรี​และ​ให้เบี้ย​ยัง​ชีพ​ไม่​ใช่​เรื่อง​ใหม่​ ​แต่ประ​เด็น​อยู่​ที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์​จะ​ดำ​เนินนโยบาย​ทั้ง​สอง​ให้ดีกว่า​เดิม​ได้​อย่างไร

การศึกษา​เป็น​เรื่องสำ​คัญ​และ​เป็น​การลงทุน​ใน​ระยะยาว​ ​การศึกษาฟรี​ไม่​ได้​มีผลเชิงคุณภาพ​ใน​ระยะยาวหากรัฐตี​โจทย์​ไม่แตกว่าการศึกษา​แบบ​ใด​ที่สังคมต้องการ​ ​โดย​เฉพาะสังคมที่หลากหลาย​และ​เหลื่อมล้ำ​อย่างสังคมไทย​ ​การศึกษา​ใน​ระบบ​ใน​สภาพปัจจุบันนอก​จาก​จะ​ไม่​สามารถ​สร้างเสริมศักยภาพการแข่งขันภายนอก​ได้​อย่างจริงจัง​แล้ว​ ​ยัง​ตอกย้ำ​และ​ขยาย​ความ​เหลื่อมล้ำ​ ​เพราะ​ไม่​สามารถ​ตอบสนอง​ความ​ต้องการของชุมชน​และ​ท้องถิ่น​ได้​

การศึกษาฟรี​จะ​เป็น​เพียงการสนับสนุนการศึกษา​ใน​ระบบ​ ​ซึ่ง​เราก็รู้​อยู่​ว่า​ยัง​ไม่​น่าพอใจสัก​เท่า​ไร​ ​การทุ่มเท​ให้​กับ​การศึกษาฟรี​จะ​มีผลลดการลงทุนของรัฐเพื่อการศึกษานอกระบบ​และ​การศึกษาตามอัธยาศัย​หรือ​ไม่​ ​อย่างไร​ ​รัฐ​จะ​สนับสนุนการศึกษานอกระบบ​หรือ​ไม่​อย่างไร​ ​เมื่อเด็กๆ​ออกไปนอกห้องเรียนยัง​ไม่​เห็นหนังสือดีราคาย่อมเยา​ให้​เด็กๆ​ได้​อ่านมากนัก​ ​ยัง​ไม่​เห็นสวนสาธารณะ​ ​สนามเด็กเล่น​ ​สื่อสาธารณะสำ​หรับเด็ก​ ​งบประมาณ​ส่วน​นี้​ไป​อยู่​ที่​ไหน​ ​งบกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอุดหนุนการทำ​หนังสือดีๆ​ ​สื่อการศึกษาดีๆ​ ​เป็น​เรื่องที่รัฐน่า​จะ​ลองหยิบขึ้นมาพิจารณา

รัฐควรสนับสนุน​ให้​มีการศึกษาวิ​เคราะห์​เศรษฐกิจนอกภาคทางการ​ให้​ลึกซึ้ง​ ​และ​รัฐ​ต้อง​ให้​ความ​สำ​คัญอย่างจริงจัง​กับ​การมีฐานข้อมูลระดับจุลภาค

ปีที่​แล้ว​ ​เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน​และ​อาหารแพง​ ​กระทรวงพาณิชย์วิ่งมาที่คณะ​เศรษฐศาสตร์​ ​ปรึกษาว่า​จะ​รู้​ได้​อย่างไรว่าผลผลิตข้าว​ใน​ประ​เทศ​ใน​อีก​ 1-2 ​เดือนข้างหน้า​จะ​มี​อยู่​จริงเท่า​ไร​ ​วัน​นั้น​ทั้ง​นักวิชาการ​และ​ข้าราชการออกอาการ​ “​บื้อ​” ​เพราะ​ทั้ง​นักวิชาการ​และ​กระทรวงพาณิชย์ก็​ไม่​มีข้อมูลว่า​เรามีสต็อกข้าวจริงเท่า​ไร​ ​กระทรวงเกษตรฯ​ไม่​มีข้อมูลว่า​ใน​เดือนหน้ามีข้าวที่​จะ​เก็บเกี่ยว​ได้​อีก​เท่า​ไร​ ​พวกเรา​ไม่​รู้​ด้วย​ซ้ำ​ว่า​จะ​เก็บข้อมูลอย่างไร​ให้​ทันกับการออกแบบมาตรการฉุกเฉิน​ ​ตัว​ช่วย​กลับกลาย​เป็น​ภาคเอกชน​ ​ซึ่ง​แนะนำ​ให้​เรา​ไปคุย​กับ​บริษัทรับจ้างเกี่ยวข้าว​ใน​ภาคกลาง​ ​(​เพราะ​ฤดู​นั้น​ไม่​มีข้าว​ใน​ภาคอื่นๆ​) ​ที่วิ่งตระ​เวนรถเกี่ยวข้าว​อยู่ทั่ว​ทุ่งท้องนาอย่างสม่ำ​เสมอ​ ​บริษัทเหล่านี้น่า​จะ​ช่วย​ประ​เมินข้อมูล​ได้​ใกล้​เคียงข้อเท็จจริงมากที่สุด

ที่ผ่านมา​ ​บริษัทซีพีลงทุนจ้างพนักงานวิ่งเก็บข้อมูลสินค้า​เกษตรตามท้องทุ่ง​ ​กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา​ (USDA) ​ก็ลงทุนจ้างคนไทยเก็บข้อมูลข้าว​ใน​พื้นที่ชนบท​ ​รัฐบาลไทยที่มี​เจ้าหน้าที่รัฐมากมาย​อยู่​ใน​พื้นที่​ได้​ให้ความ​สำ​คัญ​กับ​ข้อมูลเพียง​ใด​ ​น่ายินดีที่หนึ่ง​ใน​โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์คือการจ้างบัณฑิตอาสามา​เก็บข้อมูลสินค้า​เกษตร​ ​มีข้อแนะนำ​ว่าข้อมูลที่​เก็บควร​เป็น​ข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์​เอง​จะ​ใช้​ประ​โยชน์​ได้​ใน​การติดตาม​ ​ประ​เมินผลนโยบายด้านจำ​นำ​สินค้า​เกษตรที่กระทรวงฯ​ได้​ทุ่มเทงบลงไปมากมายภาย​ใต้​ข้ออ้างของการ​ “​กระตุ้นเศรษฐกิจ​”

สิ่งสุดท้ายที่อยากเห็น​ ​คือ​ ​รัฐรู้ว่าอะ​ไรที่​ไม่​ควรทำ​ ​เพราะ​รัฐไทย​นั้น​ ​ได้​ทำ​สิ่งที่​ไม่ควรทำ​มากมายจนชาวบ้านแซวว่า​ ​ไม่​มีรัฐก็ดี​ ​เผื่ออะ​ไรๆ​อาจ​จะ​ดีขึ้น​ ​จึง​ได้​แต่ฝากรัฐบาล​ใหม่​ให้​ช่วยคิดอย่างจริงจังว่า​ ​อะ​ไรที่รัฐทำ​อยู่​แต่​แท้จริงแล้ว​ไม่​ควรทำ​ ​และ​อะ​ไรที่รัฐควรทำ​แต่​ยัง​ไม่​ได้ทำ

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ​ ​ฉบับ​วันที่​ 26 ​มกราคม​ ​พ​.​ศ​. 2552