บทบัญญัติ "Buy American" : การกีดกันทางการค้า

- ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม - 

thamavit@econ.tu.ac.th

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมาย "การฟื้นฟูและการลงทุนของอเมริกา 2009" เพื่อกระตุ้นหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในภาวะหดตัวอันเนื่องจากวิกฤตการณ์หนี้คุณภาพต่ำ (subprime crisis) โดยใช้งบประมาณ 7.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบฯใช้จ่ายสำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอันเป็นเรื่องดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา แต่กลับมีมาตรการที่มีลักษณะกีดกันทางการค้า ซึ่งมีผลเสียต่อการค้าโลกแถมมาด้วย

ในกฎหมายฉบับนี้ มาตรา 1605 ซึ่งเรียกว่า บทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" (Buy American Provision) ได้กำหนดว่า โครงการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณก้อนนี้จะต้องใช้เหล็กและสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น (โดยมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ถ้าการใช้เหล็กที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาทำให้ต้นทุนของโครงการทั้งโครงการเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 25 หรือเหล็กที่ผลิตในสหรัฐมีปริมาณไม่เพียงพอหรือคุณภาพไม่เป็นที่พอใจ ก็จะสามารถใช้เหล็กนำเข้าได้)

บทบัญญัตินี้นำเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเดโมแครต จากรัฐอินดีแอนา ชื่อนายปีเตอร์ วิสคลอสกี เสนอเมื่อเดือนมกราคม 2552 เพื่อเป็นการช่วยอุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในรัฐอินดีแอนาและมิชิแกน อุตสาหกรรมเหล็กเหล่านี้มีการใช้กำลังการผลิตค่อนข้างต่ำประมาณร้อยละ 44 ทำให้รัฐทั้งสองมีอัตราการว่างงานค่อนข้างสูง โดยรัฐอินดีแอนามีอัตราคนว่างงานร้อยละ 8.1 และรัฐมิชิแกนมีอัตราการว่างงานร้อยละ 10.4

ภายหลังที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งจากในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา อียู และจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาก็ได้แก้ไขบทบัญญัตินี้ให้มีลักษณะกีดกันทางการค้าน้อยลง โดยเพิ่มเติมข้อกำหนดในบทบัญญัตินี้ว่า การดำเนินการตามมาตรการนี้ต้องไม่ขัดกับข้อผูกพันของสหรัฐอเมริกาตามข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงองค์การการค้าโลก และเขตเสรีการค้านาฟต้า

ข้อตกลงขององค์การการค้าโลกที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล (The Agreement on Government Procurement) ซึ่งกำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลในประเทศสมาชิกต้องไม่เลือกปฏิบัติระหว่างสินค้าที่ผลิตในประเทศกับสินค้านำเข้า ฉะนั้นสหรัฐอเมริกาจึงไม่มีความชอบธรรมที่จะกำหนดว่า โครงการของรัฐต้องใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามประเทศที่เป็นสมาชิกของข้อตกลงจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลมีเพียง 39 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น อียู (27 ประเทศ) เกาหลี และสิงคโปร์ เป็นต้น ประเทศเหล่านี้จึงได้รับประโยชน์จากการที่วุฒิสภากำหนดว่า การดำเนินตามมาตรา 1605 ต้องไม่ขัดกับข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่สำหรับประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของข้อตกลงนี้ เช่น จีน บราซิล อินเดีย รัสเซีย และประเทศไทย ก็จะต้องรับผลกระทบในทางลบจากมาตรา 1605 หรือบทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" นี้แบบเต็มๆ

ในสหรัฐอเมริกา อุตสาหกรรมเหล็ก นักวิชาการ และนักการเมืองจำนวนหนึ่ง (เช่น วุฒิสมาชิก Sherrod Brown สังกัดพรรคเดโมแครต จากรัฐโอไฮโอ) สนับสนุนบทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" อย่างแข็งขัน แต่ก็มีเสียงคัดค้านมากพอสมควรจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกค่อนข้างมาก (เช่น บริษัทเจนเนอรัลอิเล็กทริก และบริษัทแคทเตอพิลลาร์) นักการเมือง (เช่น วุฒิสมาชิก John McCain อดีตผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สังกัดพรรครีพับลิกัน) และนักวิชาการอีกจำนวนมาก

ศาสตราจารย์ภาควาติ (Jagdish Bhagwati) แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ของสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าประเทศที่ได้รับผลกระทบจากบทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" นี้ เช่น บราซิล จีน และอินเดีย จะตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐอเมริกา โดยการหันไปซื้อเครื่องบินพาณิชย์ เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงๆ จากยุโรปและญี่ปุ่น แทนที่จะซื้อจากประเทศสหรัฐอเมริกา และต่อจากนั้น สหรัฐอเมริกาก็จะตอบโต้ทางการค้ากลับไป การตอบโต้ทางการค้าเหล่านี้ล้วนไม่ขัดกับข้อผูกพันที่มีต่อองค์การการค้าโลก แต่โลกก็จะเต็มไปด้วยการตอบโต้ทางการค้า

ศาสตราจารย์แอน ครูเกอร์ (Anne Krueger) แห่งมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ เห็นว่าบทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" มีผลดีต่อเศรษฐกิจอเมริกาไม่มากนัก เนื่องจากโครงการก่อสร้างของสหรัฐอเมริกามีการใช้เหล็กที่นำเข้าจากต่างประเทศค่อนข้างน้อย แต่บทบัญญัตินี้เป็นสัญญาณแห่งการกีดกันทางการค้าและจะนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้า ซึ่งในที่สุดจะมีผลเสียต่อการส่งออกและการจ้างงานของสหรัฐอเมริกาเอง และเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมในระยะยาว และเธอชี้ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อมีการบังคับใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแล้ว มักจะเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากที่จะมีการยกเลิกมาตรการดังกล่าว

เมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2551 จะพบว่า โดยภาพรวมสหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้าจากแคนาดามากที่สุด และนำเข้าสินค้าจากจีนเป็นอันดับสอง สำหรับสินค้าเหล็กนั้น ในปี 2551 สหรัฐอเมริกานำเข้าเหล็กจากแคนาดา 7.6 พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา คิดเป็นร้อยละ 80 ของการนำเข้าเหล็กของสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกานำเข้าเหล็กจากจีนเพียง 677 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา (4.32 แสนตัน) นักวิจัยคนหนึ่งชื่อ Jeffrey Schott จากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในกรุงวอชิงตัน ประมาณการว่า บทบัญญัตินี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐอเมริกามีการผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นประมาณ 5 แสนตัน และเพิ่มการจ้างงานเพียงหนึ่งพันคน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก และสอดคล้องกับความเห็นของแอน ครูเกอร์ ขณะเดียวกันจะมีผลเสียตามมาอันเนื่องจากการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้าค่อนข้างมาก

เมื่อพูดถึงบทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" นักวิชาการมักจะนึกถึงกฎหมาย Smoot-Hawley 1930 ที่ออกในสมัยของประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ท ฮูเวอร์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นกฎหมายที่ผลักดันโดยพรรครีพับลิกัน (ในขณะที่บทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" นำเสนอโดยพรรคเดโมแครต) กฎหมายฉบับนี้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากร้อยละ 34.6 (โดยเฉลี่ย) เป็นร้อยละ 42.5 ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา กฎหมายนี้ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรของอเมริกาที่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ พรรครีพับลิกันเริ่มเสนอกฎหมายนี้ตั้งแต่ปี 1928 ก่อนที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในช่วงต้นทศวรรษ 1930 (the great depression)

ภายหลังที่สหรัฐอเมริกามีกฎหมาย Smoot-Hawley 1930 ประเทศในยุโรปก็ดำเนินการตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐอเมริกาทันที ทำให้ปริมาณการค้าของสหรัฐอเมริกาลดลงร้อยละ 40 ภายใน 2 ปี และการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่นี้มีส่วนซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะถดถอยในขณะนั้น จนกลายเป็น the great depression และในช่วงดังกล่าว อุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกามียอดขายลดลง จากที่เคยขายได้ 5 ล้านคันในปี 1929 เหลือ 1.8 ล้านคันในปี 1933 และทำให้สหรัฐอเมริกามีอัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 25

อาจกล่าวได้ว่า การกีดกันทางการค้าและลัทธิกีดกันทางการค้ามักจะมีมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะถดถอย การกีดกันทางการค้าได้อยู่คู่กับการค้าโลกมาโดยตลอด และจะอยู่คู่กันไปอีกยาวนาน ในวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกปัจจุบัน บทบัญญัติ "ซื้อของอเมริกัน" ได้ส่งสัญญาณว่า การค้าของโลกจะมีการกีดกันทางการค้ามากขึ้น และจะมีการตอบโต้ทางการค้ามากขึ้นตามมา ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการค้าโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในรอบนี้

กล่าวสำหรับประเทศอาเซียน เนื่องจากประเทศอาเซียนจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดส่งออกค่อนข้างมาก กระแสการกีดกันทางการค้าที่กำลังก่อตัวและแพร่หลายไปทั่วโลกย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่ก็นับว่ายังมีข่าวดีที่ผู้นำอาเซียนได้แถลงร่วมกันเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2552 ในจุดยืนที่จะต่อต้านนโยบายการกีดกันทางการค้า และประเทศอาเซียนจะไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ๆ

สุดท้าย ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศอาเซียนจะยึดมั่นและปฏิบัติตามคำแถลงนี้

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม 2552