- รศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม -
องค์การการค้าโลกที่มีประเทศสมาชิกจากทั่วโลก 153 ประเทศได้ดำเนินการการเจรจาทางการค้ารอบโดฮาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว (โดยเริ่มเจรจาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544) แต่คงยังไม่มีใครรู้ว่าการเจรจาการค้ารอบโดฮานี้จะสิ้นสุดได้เมื่อใด และข้อตกลงที่ได้จากการเจรจาจะเป็นอย่างไร จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนาตามที่ตั้งความหวังหรือไม่
ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก นายปาสคาล ลามี รายงานต่อคณะกรรมการการเจรจาการค้าขององค์การ การค้าโลกเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า มีสัญญาณที่เป็นพลวัตใหม่ ที่จะขับเคลื่อนให้การเจรจารอบโดฮาไปสู่ความสำเร็จ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ขององค์การการค้าโลกใช้วิธีการเจรจาแบบค็อกเทล (Cocktail Approach) ที่ผสมผสานทั้งการเจรจาแบบสองประเทศ การปรึกษาหารือกลุ่มย่อย และการเจรจาแบบหลายประเทศ ทูตสหรัฐอเมริกาและทูตจีนประจำองค์การการค้าโลกต่างเห็นว่าวิธีการแบบนี้ เป็นประโยชน์ต่อการเจรจารอบนี้
แต่ความขัดแย้งในการเจรจาทางการค้า รอบโดฮายังคงมีอยู่ ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ ๆ ยังคงยึดมั่นผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ลดราวาศอกกัน
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา (ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่เศรษฐกิจตกอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยดี) ให้ความสนใจในการแก้ปัญหาภายในประเทศเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อประเด็นการค้าระหว่างประเทศมากนัก เขาเรียกร้องในที่ประชุมผู้นำประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา ขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (G-20) ที่เมือง โทรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า ขอให้ประเทศบราซิล อินเดีย และจีน เปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น
แต่ทูตบราซิลและทูตจีนประจำองค์การการค้าโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศยอมรับผลการเจรจารอบโด ฮาที่ได้มีข้อตกลง เบื้องต้นเป็นบางส่วนแล้ว และให้เจรจา ต่อยอดจากข้อตกลงเบื้องต้นดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่าความพยายามที่จะกดดัน ให้ประเทศใดเปิดเสรีทางการค้าแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่มีลักษณะต่างตอบแทนจากประเทศผู้เข้าร่วมเจรจานั้น อาจมี ผลเสียต่อการเจรจาที่รุนแรงและยาวนาน
การเจรจาทางการค้ารอบโดฮาได้รับการขนานนามว่า "รอบแห่งการพัฒนา" โดยมีเป้าหมายที่จะให้การเจรจารอบนี้ให้ความเป็นธรรมหรือให้ประโยชน์แก่ ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากได้ตั้งความหวังว่าข้อตกลงรอบโดฮานี้จะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรของตนเอง (ประเทศไทย ซึ่งมีผู้มีงานทำใน ภาคเกษตรจำนวน 14.7 ล้านคน ก็หวังว่าข้อตกลงรอบโดฮานี้จะช่วยเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยเช่นกัน) ฉะนั้น การเจรจาในประเด็นสินค้าเกษตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
การเจรจารอบโดฮาในเรื่องสินค้าเกษตรตกลงอะไรกันไปบ้างแล้ว ?
ใน "ร่างกรอบความตกลงสินค้าเกษตรฉบับวันที่ 6 ธันวาคม 2551" ของการเจรจารอบโดฮา ได้แบ่งข้อตกลงเป็นเรื่องใหญ่ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การเปิดตลาดสินค้าเกษตร (2) การลดการอุดหนุนภายในประเทศ และ (3) การแข่งขัน การส่งออก
สำหรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร (market access) ได้มีข้อตกลงเบื้องต้นที่จะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรโดยใช้สูตรขั้น บันได กล่าวคือ รายการสินค้าที่มีอัตราภาษีสูงจะให้มีอัตราการลดมากกว่ารายการสินค้าที่มี อัตราภาษีต่ำ ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาจะได้ แต้มต่อ โดยจะลดภาษีน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ตัวอย่างเช่น สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว สินค้าเกษตรที่มีอัตราภาษี นำเข้าไม่เกิน ร้อยละ 20 จะให้ลดอัตราภาษีครึ่งหนึ่ง แต่ประเทศกำลังพัฒนาจะ ลดอัตราภาษีเพียงหนึ่งในสามสำหรับสินค้าเกษตรที่มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ 30
ในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรนี้ ประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดรายการสินค้าอ่อนไหวซึ่งเป็นรายการสินค้าที่ประเทศสามารถลดภาษี น้อยกว่าสินค้าปกติได้ ประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนใหญ่ตกลงที่จะให้มีจำนวน สินค้าอ่อนไหวเท่ากับร้อยละ 4 ของรายการสินค้าเกษตรทั้งหมด แต่ญี่ปุ่นต้องการกำหนดจำนวนสินค้าอ่อนไหวเท่ากับร้อยละ 8 ของรายการสินค้าเกษตร และประเทศแคนาดา ต้องการมีจำนวนสินค้าอ่อนไหวเท่ากับร้อยละ 6 ของรายการสินค้าเกษตร ส่วนประเทศกำลังพัฒนาตกลงที่จะกำหนดจำนวนสินค้าอ่อนไหวเท่ากับร้อยละ 5.3 ของรายการสินค้าเกษตร
นอกจากนี้ ประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้นที่สามารถกำหนดรายการสินค้าพิเศษซึ่งเป็นรายการ สินค้าที่ไม่ต้องลดภาษีเลยหรือลดภาษีค่อนข้างน้อย สินค้าพิเศษนี้มี จำนวนเท่ากับร้อยละ 12 ของรายการสินค้าเกษตรทั้งหมด อนึ่ง การกำหนดรายการสินค้าอ่อนไหวและสินค้าพิเศษนั้น เป็น เรื่องของแต่ละประเทศจะเลือกกำหนดรายการเอง
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลยังไม่ได้ระบุว่าจะเลือกสินค้าใดเป็นสินค้าพิเศษและสินค้าใดเป็น สินค้าอ่อนไหว แต่เป็นที่เข้าใจได้ว่า ในขั้นตอนที่ประเทศไทยต้องกำหนดรายการสินค้าพิเศษและสินค้าอ่อนไหวนั้น ฝ่ายการเมืองต้องเข้ามาตัดสิน จึงคาดได้ว่าสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับฐานเสียงทางการเมืองจำนวนมากย่อมมี โอกาสที่จะได้รับเลือกให้เป็นสินค้าพิเศษหรือสินค้าอ่อนไหว
สำหรับ การลดการอุดหนุนภายใน (domestic support) ได้มีข้อตกลงที่จะ ลดการอุดหนุนภายในของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาตามสูตรขั้นบันได เช่นกัน
โดยประเทศที่มีการอุดหนุนภายในจำนวนมากอยู่ในขณะนี้ต้องลด การอุดหนุนมากกว่าประเทศที่มีการอุดหนุนน้อย สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่มีการอุดหนุนภายในค่อนข้างมากคงต้องลดการอุดหนุนลงมากกว่า ประเทศอื่น ๆ ถ้าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (รวมทั้งญี่ปุ่น และแคนาดา) ลดการอุดหนุนภายในตามที่ผูกพันอย่างตรงไป ตรงมา ย่อมเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถส่งออกสินค้าได้มากขึ้น
สำหรับ การแข่งขันการส่งออกนั้น ประเทศที่พัฒนาแล้วตกลงจะยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรภายในปี 2556 และประเทศกำลังพัฒนาตกลงจะยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรภายในปี 2559
ศาสตราจารย์ Robert E. Baldwin จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน (ดูในบทความ "Trade negotiations within the GATT/WTO framework: A survey of successes and failures 2009") เห็นว่าการที่สหภาพยุโรปตกลง จะยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตรภายในปี 2556 นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การเจรจารอบโดฮาสามารถเริ่มต้นได้
ในอดีต การเจรจาทางการค้าภายใต้แกตต์นั้น ถ้าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปสามารถตกลงกันได้ การเจรจาก็จะสามารถบรรลุความสำเร็จได้ เช่นในการเจรจารอบเคนเนดี้ (1964-1967) ภายหลังที่มีการเจรจาต่อรองอย่างเข้มข้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป ก็สามารถตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรได้ช่วยให้การเจรจารอบดังกล่าวบรรลุ ความสำเร็จได้ และในการเจรจารอบโตเกียว (1973-1979)
หลังจาก การเจรจาต่อรองกัน สหรัฐอเมริกายอมเพิ่มโควตาการนำเข้าชีสจากต่างประเทศและสหภาพยุโรปยอมเพิ่ม โควตาการนำเข้าเนื้อวัวที่มีคุณภาพสูง ช่วยให้การเจรจารอบดังกล่าวสามารถบรรลุความสำเร็จได้เช่นกัน
แต่ ปัจจุบัน การเจรจารอบโดฮา ประเทศที่มีอำนาจต่อรองมีมากขึ้น นอกจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น บราซิล อินเดีย และจีน ก็มีบทบาทสำคัญในเวทีการเจรจาทางการค้า ฉะนั้น การเจรจาทางการค้าคงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2553

