53 Internationales Filmfestival Mannheim-Heidelberg
เทศกาลหนังนานาชาติ มันน์ไฮม์-ไฮเดลแบร์ก ครั้งที่ 53 งานเปิดผนึกของคนทำหนังมือใหม่
บทความโดย สนธยา ทรัพย์เย็น
filmvirus@yahoo.com
“ยิ่งคุณเข้าไปมองใกล้คำว่า-เยอรมนี-เท่าไร คำนั้นก็ยิ่งมองกลับมาอย่างห่างเหินมากขึ้นเท่านั้น”
The Patriot ภาพยนตร์ของ อเล็กซานเดอร์ คลูเก้อ
“สำหรับ แม่ บางครั้งชีวิตก็ดูเหมือนบทต่อเนื่องของคำอำลาที่ไม่รู้จบ” ฉันรำพึงกับ ออเดรย์ เมื่อก่อนหน้านี้ “ตลกจัง” เธอพูดด้วยท่าทางแปลกใจ “สำหรับหนู ชีวิตกลับดูเหมือนบทต่อเนื่องของคำทักทาย”
At Home in the World หนังสือของ จอยซ์ เมนาร์ด
ภาพลูกล้อของรถบรรทุกคันหนึ่งที่กำลังวิ่งไปบนถนนค่อย ๆ ถูกซ้อนทับด้วยภาพล้อฟิล์มหนังที่เคลื่อนมาจนถึงท้ายม้วน บรูโน่ ดับไฟเครื่องฉายหนังลง และรับฟังคำรำพึงสุดท้ายของเจ้าของโรงที่จำใจต้องปิดกิจการของครอบครัว เพราะโดนค่ายหนังผูกขาดให้ฉายหนังโป๊เลี้ยงปากท้อง
นั่นคือฉาก ท้ายเรื่องของ Kings of the Road หนังคลาสสิกของผู้กำกับเยอรมัน วิม เวนเดอร์ส ที่รวบรวมประสบการณ์ชีวิตบนถนนของตัวละครเป็นเวลาหลายวัน (ไม่นับอดีตที่แต่ละคนพกติดตัวมา) ย่อยรวมให้คนดูที่ความยาวหนังเกือบ 3 ชั่วโมงเต็มพอดี
เราได้เห็น คามิคาเซ่ ชายซึ่งชีวิตครอบครัวพังพาบที่มาบังเอิญร่วมเดินทางกับ บรูโน่ หนุ่มผู้ตระเวนขับรถบรรทุกไปซ่อมเครื่องฉายหนังทั่วประเทศอย่างไม่มีเป้า หมายชีวิตเป็นหลักแหล่ง คนแรกเป็นตัวตอกย้ำให้คนหลังหวนคิดถึงอดีตที่ตัวเองจงใจจะลืมโดยทำเป็นคนไม่ ยึดติด แต่การรู้จักกันช่วงสั้น ๆ ของชายแปลกหน้าสองคนก็ทำให้ บรูโน่ ผู้สร้างภาพด้านชาต้องฉีกแผนผังการเดินทางของตัวเองในที่สุด โดยช่วงท้ายหนังได้บอกนัยทางอ้อมไว้ว่าการเดินทางของทั้งคู่ และประวัติศาสตร์ของหนังเยอรมันก็กำลังถึงจุดที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เช่น กัน พร้อมกันกับข่าวการสูญเสียของ จอห์น ฟอร์ด ที่เปรียบเหมือนเครื่องหมายของหนังฮอลลีวู้ดคลาสสิก และรูปรำลึกถึง ฟริทซ์ ลัง ผู้กำกับเยอรมันที่ต้องอพยพหนีนาซีไปสร้างอนาคตกระเด้งกระดอนในอเมริกา (ครั้นเมื่อกลับมาก็ถูกคนชาติตัวเองละเลย) เสริมด้วยอาการร่อแร่ของโรงหนังท้องถิ่นอย่างที่เกริ่นไปในย่อหน้าแรก
ปมด้อยทางอัตลักษณ์ที่คนเยอรมันส่วนใหญ่ประสบหลังการแพ้สงคราม จำต้องได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมมือกับทรชนนาซีก่อกวนโลก ยิ่งเพิ่มพูนความกลับตาลปัตรเมื่อลูกหลานของพวกเขาหลายคนหันเหไปพึ่งพิงใจ กับวัฒนธรรมต่างชาติ โดยเฉพาะทางด้านหนังนั้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าคนทำหนังชั้นเอกหลายคนหันไปนอกประเทศแสวงหาอุดมคติดินแดน ใหม่ ๆ ที่จะสางไสตัวตนพวกเขาให้กลับมาเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์และบ้านเกิดของตน เองให้ดีขึ้น แต่ต่อให้คนทำหนังเยอรมันเหล่านั้นจะเล่าเรื่องราวไกลบ้านอย่างไร ตาข้างหนึ่งของเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะกวาดมาชำเลืองบ้านตัวเองอยู่ดี และผลงานที่ออกมาก็ยังคงสะท้อนความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ลืมที่จะรวมเยอรมนีใน ฐานะประเทศที่ง่ายต่อการไปจาก แต่ยากต่อการลืมเลือน
คล้ายคำ Faraway, So Close! ชื่อหนังของ วิม เวนเดอร์ส ผู้กำกับเยอรมัน (น่าสนใจว่าทำไมคนตั้งชื่อจึงเขียน faraway ติดกัน แต่ so close แยกกัน)
ผมนึกถึงคำประกาศของกลุ่มคนทำหนังเยอรมันรุ่นใหม่ที่เทศกาลหนังโอแบร์เฮาเซ่น เมื่อปี 1962 “หนังรุ่นเก่านั้นตายแล้ว เราศรัทธาในพลังของหนังรุ่นใหม่” คนพวกนั้นประกาศแตกหักทางรอยต่อระหว่างหนังรุ่นปู่กับหนังยุคหลัง พวกเขาหาทางลงเอยความไม่พอใจหนังของชาติตัวเองกับตัวอย่างอันแข็งแกร่งจาก หนังนานาชาติในเวลานั้นได้อย่างไร มันมีจุดลงตัวระหว่างรูปแบบหนังที่เขายกย่องกับธรรมชาติวิสัยของเขาเอง รวมทั้งเนื้อหาทางสังคมที่เขาเติบโตมาชนิดไหน
คำถามประเภทนี้ ปัจจุบันกับอนาคตตอบตัวมันเองได้ แต่คำถามที่น่าหนักใจกว่าสำหรับคนไทยนอกคอกอย่างผมก็คือ ผมดันทะลึ่งบูชาหนังเยอรมันมากกว่าหนังชาติบ้านเกิดตัวเอง ไอ้คนขายชาติที่เขียนว่าบรรดาคนทำหนังไทยซึ่งสมาพันธ์คนเห็นผีเชิดชูนั้น เป็นได้แค่เงาไม้ที่ซีดจางข้างต้นไม้ใหญ่ของหนังนานาชาติ
ความคิดด้านหนังทุกอย่างในตัวผมที่เกี่ยวกับหนังไทยถูกแปรเป็นด้านกลับโดยเทียบ กับประสบการณ์การดูหนังต่างประเทศ ตั้งแต่สมัยดูหนังที่สมาคมฝรั่งเศส มูลนิธิญี่ปุ่น บริติชเคาน์ซิล เอยูเอ หอศิลป์เจ้าฟ้า โรงหนังอลังการ สถาบันเกอเธ่ จนกระทั่งเดินทางไปดูในต่างประเทศ ตลอดจนกลับมานอนดูวีดีโอและมาจัดฉายหนังล้างสมองคนอื่นต่อในนามดวงกมลฟิล์ม เฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) แทบทุกอย่างที่ผมรับรู้จากศิลปะและวัฒนธรรมนอกชาติ ผมโยงกลับมาอ่านความแปลกแยกของตัวเองและชาติที่กายไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น (แต่ยกสมองให้เขาฟรี ๆ) ซึ่งผมถือกำเนิดเสมอ
ภาพโหยหาอดีตวันวาน ยังหวานอยู่ ประวัติศาสตร์โอ่อ่าภูมิฐาน มิตรภาพอบอุ่นระหว่างคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ นักศึกษาหนุ่มสาวชาวเมืองยิ้มแย้มสุภาพกับชาวบ้านขณะออกค่ายกิจกรรม ต่างฝ่ายต่างเอื้อเฟื้อโทรศัพท์มือถือให้กันและกัน ไทยกับเทศเจรจารักใคร่กันอย่างสันติธรรม แล้ว ณ วันรุ่งขึ้นเมื่อฝรั่งอะเมซซิ่งกับรำไทยและต้มยำกุ้ง ลูกหลานของเราก็จะพากันกรีดเปียโนพร้อม ๆ กับบรรเลงเพลงระนาด
แม้ยามเชียร์กีฬาผมจะเชียร์ แทมมี่ กับ ภราดร แต่การยอมรับความจริงในระดับฝีมือของพวกเขาก็เป็นคนละเรื่อง ผมคงไม่สามารถหลอกตัวเองด้วยมายาภาพตามย่อหน้าที่แล้วได้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าโลกของหนังแทบไม่เคยได้สัมผัสความจริงเอาเลย คล้องจองขณะกับภาพการส่งเสริมอนุรักษ์ดนตรีซึ่งเป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราวของ กลุ่มคนชราบางกลุ่มที่เท้าและก้นขยับตามเอลวิสเสียมากยิ่งกว่าเสียงโขน แต่ในขณะเดียวกันปากก็ส่ายอ้างความห่วงใยมาใช้ห้ามปรามอิทธิพลตะวันตกไม่ให้ กลืนกินลูกหลานของเขา
ผมคิดเข้าข้างตัวเองว่า วิม เวนเดอร์ส เองก็เคยมีความขัดแย้งที่คล้ายกันบ้างบางส่วนกับของผม โดยเฉพาะช่วงที่เขาเพิ่งเริ่มต้นทำหนัง ซึ่งเขาเคยปฏิเสธหนังเยอรมันกับความเป็นเยอรมัน (ที่หนีหน้าความจริงเพื่อลืมรอยแผลทางประวัติศาสตร์) และกล่าวว่า “ไม่มีชาติอื่นใดในโลกนอกจากเยอรมนี ที่ปล่อยให้ภาพกับภาษาตกต่ำจนกลายเป็นเครื่องมือของการถ่ายทอดความจอมปลอม” บางคนบอกว่าหนังเขาเป็นเยอรมันเอามาก ๆ (ทั้งไม่สนุกและไม่ค่อยได้สตางค์) บางคนบอกหนังเขานิ่งช้าเหมือนหนังญี่ปุ่นของ ยาสุจิโร่ โอสุ (วิม เคยทำหนังบูชา โอสุ) บางคนบอกดูง่ายเหมือนหนังอเมริกัน (วิม ก็เคยทำหนังบูชาครูชาวอเมริกัน นิโคลาส เรย์ และทำหนังในอเมริกาด้วย) ตกลงแล้วใครพูดถูกกว่ากัน ถูกทุกข้อ ในต่างมุมของตน
วิมสานต่อช่องว่างที่หนังเยอรมันทิ้งโพรงใหญ่ไว้ด้วยการผสมผสานความนิยมในหนัง ต่างชาติ เข้ากับมุมมองทั้งรักทั้งชังต่อความเป็นเยอรมัน-อเมริกันแบบเฉพาะตัวได้ อย่างไม่วอกแวก ไม่ว่ามันจะเป็นงานลูกผสมชาติใดหรืออย่างไร เพราะเขาจริงใจกับตัวเองมากกว่าที่จะห่วงฝักฝ่ายที่หนังต้องตอบเป้าประโยชน์ ด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านสังคมหรือรัฐชาติ
สำหรับผมที่ยืมขี้ปากคน ทำหนังเยอรมันเขาเรื่อยมาว่าหนังเยอรมันมีแต่ปู่ไม่มีพ่อ ขาดความสืบเนื่องเพราะเผด็จการในยุคนาซี แต่กรณีหนังไทยนั้นหนักหนากว่า ด้วยก้าวกระโดดที่ไม่มีทั้งพ่อและปู่ที่น่าทึ่งให้เป็นแบบอย่าง แน่นอนผู้สันทัดกรณีหลายคนย่อมคัดค้าน แต่ผมขอยืนกรานคำเดิมว่าแรงบันดาลใจด้านความบริสุทธิ์ทางท้องถิ่นนั้นไม่ เป็นหลักประกันทางศิลปะเสมอไป (อภิชาติพงศ์ คือหนึ่งในข้อยกเว้น) คำตอบของหนังไทยไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เนื้อเรื่อง สาระ หน้าหนัง ดารา เงินทุนก้อนโต หรือขนบใสซื่ออย่างที่หลายคนอยากจะเชื่อ เช่นเดียวกับที่ความชอบความผูกพันในกลิ่นน้ำปลา คว้าน้ำเน่า (ซึ่งตัวผมเองก็มีกับหนังของทูน, จารุณี, มล. สุลีวัลย์) บางครั้งก็ต้องแยกแยะออกจากเรื่องคุณภาพ และเหนืออื่นใดมันจริงแท้แค่ไหนที่มืออาชีพในวงการหนังไทยจะมีจินตนาการไม่ น้อยหน้าฝรั่ง ขอเพียงแค่มีทุนสู้เขาก็พอ
ขณะนั่งเครื่องบินเป็น เวลา 14 ชั่วโมงเพื่อไปเทศกาลหนังมันน์ไฮม์-ไฮเดลแบร์ก ที่เยอรมนี ผมย้อนคิดถึงทรามวาจาข้างต้นพร้อมกับปลงหนอ ว่าใครบ้างในโลกที่ปล่อยให้การย่อยประสบการณ์ชีวิตคนลงในหนัง 3 ชั่วโมง หรือหนังส่วนใหญ่ 1 -2 ชั่วโมง ได้กลายมาแทนที่ประสบการณ์จริงของตัวเอง ฉากการเดินทางเรียนรู้ชีวิตในหนังเรื่องต่าง ๆ เข้าสวมรอยของจริงที่เจ้าตัวไม่อยากไปสัมผัส ไม่สามารถหรือไม่กล้าเข้าไปมีส่วนร่วม
ไม่ว่านั่นจะถูกมองเป็น ข้อจำกัดหรือข้อดีของภาพยนตร์ ถึงอย่างไรมันก็ได้ยึดครองจิตใจคนบางคนอย่างยินยอมพร้อมมิตร มันทำให้คนบางคนบ้าพอที่จะหล่อเลี้ยงหน่อเลือดตัวเองด้วยประสบการณ์เทียม และพร้อมที่จะแลกประสบการณ์จริงกับประสบการณ์ปั้นแต่งที่คั้นกรั่นกรองจน เข้มข้นแล้วเท่านั้น
บางคนตั้งหน้าถ่ายภาพระหว่างเที่ยวทัวร์ มากกว่าจะสนใจสัมผัสหรือมองดูสิ่งรอบข้างด้วยตาเปล่า บางคนถ่ายรูปตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อย้ำว่าตัวเองมีตัวตน แบบตัวละคร ทอม ริปลี่ย์ (เดนนิส ฮอปเปอร์) ใน The American Friend ของ วิม เวนเดอร์ส บางคนทำตัวแบบ วิลเลี่ยม บอลด์วิน ใน Sliver ที่ต่อติดกับใครไม่เป็น ทั้งวันได้แต่จับตาดูคนอื่นในมอนิเตอร์ จนกระทั่ง ชารอน สโตน ทนไม่ไหว ต้องสั่งสอนว่า “Get a life”
แล้วใครล่ะที่บ้าเดินทางไกลค่อนโลก ไปเพื่อดูหนัง ความบ้าหนังอย่างเข้าเลือดร่วม 20 ปี อีท่านี้ของผมมันจะจบลงตรงไหน และอเนจอนาถเพียงใดกัน
เพื่อใช้ความสงบสยบเวลาวูบไหวบนเครื่องบิน ผมพลิกอ่านบทความเกี่ยวกับ วิม เวนเดอร์ส ที่ผมเคยเขียนไว้ในนิตยสาร ฟิล์มวิว เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปกติการย้อนอ่านบทความเก่าๆ ที่ตัวเองเขียนมักจะรู้สึกจั๊กจี้ แต่กับบทความนี้ถึงจะมีสะดุดอยู่บ้างก็ยังโอเค พอไหว ผมค่อยรู้สึกดีขึ้นในการจะไปพบ วิม ขึ้นมาหน่อย บทความนี้ล่ะที่ผมจะให้เขาเซ็นรับ
แต่ก่อนจะวนมาต่อละเอียดเรื่อง วิม ได้เวลาเริ่มเรื่องเทศกาลหนังเสียที
อยู่มาวันหนึ่ง สถาบันเกอเธ่ ได้กรุณาส่งผมไปเป็นตัวแทนประเทศไทย (เขียนให้ดูโก้) ที่เทศกาลหนังนานาชาติ ณ เมืองมันน์ไฮม์-ไฮเดลแบร์ก ดูหนังเกอเธ่มาจนหัวป่องก็เพิ่งได้โอกาสนี้กับเขาบ้าง ผมไม่ถามมากความว่าเหตุใด ทำไมกัน กลัวเขาเปลี่ยนใจ ตกปากรับคำทันที มาคิดได้ทีหลังว่าจังหวะจวนตัวไปหน่อย จะมีสตางค์พอไปแวะทักทายผู้กำกับ แฮร์แบร์ท อัคช์แทรนบุช ได้ไหมก็สายเสียแล้ว
แรกทีเดียวผมก็ไม่ใส่ใจอะไรนัก คิดแค่ว่าเทศกาลหนังเล็ก ๆ คงไม่ใช่งานที่สลักสำคัญอะไร แต่ไม่น่าเชื่อว่าปีนี้งานมีอายุตั้ง 53 เป็นเทศกาลที่อายุอ่อนกว่าเบอร์ลินแค่ปีเดียว เดิมทีจัดเฉพาะในเมืองมันน์ไฮม์แต่มาเมื่อปี 1994 ได้รวมเมืองข้างเคียงเข้ามาเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมแชร์ค่าใช้จ่าย(และชื่อ เสียง) ทำให้งานมีความมั่นคงมากขึ้น เพราะแม้ว่ามันน์ไฮม์จะเป็นเมืองธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก สตุ๊ทการ์ทในรัฐบาเด็น-วึมเท่มแบร์กที่อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำไรน์และแม่น้ำ เน็คการ์ของเยอรมนี แต่ก็ขาดเสน่ห์เพราะแล้งซึ่งโบราณสถานอันถูกทำลายสิ้นในช่วงสงครามหลายครั้ง ครา เหลือแค่พระราชวังสไตล์บาร็อค ท่าเรือกับของเก่าแก่เพียงไม่กี่อย่าง ที่แน่คือไม่มีทัวร์เที่ยวเยอรมนีมาลงที่นี่กันหรอก
เมืองไฮเดลแบร์กที่ห่างออกไปประมาณ 45 นาทีต่างหากซึ่งมีแทบทุกอย่างในเอกลักษณ์ความเป็นเยอรมันโรแมนติค ทำเลข้างเนินเขาริมชายป่า เห็นวิวของแม่น้ำสายงามสองสายที่วิ่งมาบรรจบกัน ท่านมหากวีเกอเธ่ได้เคยสดับฟังเสียงไพเราะของมรรคาสายนี้ มีปราสาทบนยอดเขาอันโอ่อ่าตระการตา กระดูกมนุษย์ยุคไฮเดลแบร์กจีเอ็นซีสที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป บริษัท IBM ก็ ก่อตั้งที่นี่ ชื่อเมืองนี้ประทานชื่อแท่นพิมพ์หนังสือเก่าแก่ที่โลกรู้จักก่อนใคร อีกทั้งยังให้กำเนิดมหาวิทยาลัยซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก ผลิตมหกรรมตำรามหาศาล หนุ่มสาวนักศึกษามากมายทำให้เมืองมีชีวิตชีวาทางศิลปะวัฒนธรรม พร้อมพรั่งทั้งด้านเศรษฐกิจและวิทยาการ ไม่เป็นแค่เมืองทันสมัยหรือปลายทางคนชราเช่นอีกหลายเมือง
อย่างไรก็ดี ต้องยกเครดิตให้เมืองมันน์ไฮม์ ที่ริเริ่มเทศกาลหนังของตนเองขึ้นก่อนหลายแห่งในโลก ส่วนหนึ่งอาจเพื่อหาจุดขายของเมืองหรือเพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ แต่ด้วยการสนับสนุนของรัฐท้องถิ่นกับหน่วยงานเอกชนก็ได้ทำให้เกิดการตื่นตัว ในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก เพราะงานนี้ไม่ใช่แค่ศูนย์ค้าหนังที่ครบเครื่องทั้งการซื้อและจัดจำหน่าย เท่านั้น โครงการเสนอบทขอทุนก็เปิดโอกาสให้คนทำหนังได้เจรจากับนายทุนโดยตรง เฉพาะปีนี้ก็มีถึง 63 โครงการจาก 30 ประเทศ เรื่องหนึ่งในปีนี้ที่ได้ข่าวว่าฮ็อทฮิตมากก็คือ Love Crimes ของ โตนิโน่ เดอ แบร์นาดี้ ที่ได้ชื่อของราชินีวงการหนังฝรั่งเศส อิซาแบล อูปแปร์ต (The Piano Teacher, Malina) มาเป็นแต้มต่อรอง แม้แต่หนัง Esperenza ของผู้กำกับเยอรมันรุ่นใหญ่ เพเตอร์ ลิเลียนธาล ก็มาร่วมขอทุนที่นี่ บางเรื่องที่เพิ่งได้ผ่านอนุมัติการสร้างเมื่อปีที่แล้ว อย่างหนังบราซิลเรื่อง Days of Santiago ก็ได้ฉายโชว์ทันทีในงานปีนี้
งานนี้ไม่รับหนังประเภทหวังรวยเละ หากแต่กระตุ้นให้คนทำหนังมุ่งหน้าผลิตงานในรูปแบบเฉพาะตัว เพราะเจ้าภาพงานคือ คุณ Michael Koetz กล่าวว่าไม่ต้องกลัว ถึงคุณจะตัวจ้อยจิ๋วขนาดไหน ขอให้แน่ใจว่ามีมุมมองเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะบ้าบอหรือประหลาดสับสนแค่ไหนก็มาเถอะ งานนี้เขาทำเพื่อปลุกปั้นคนรุ่นใหม่กันโดยเฉพาะ มางานนี้อย่าถามหาหนังประกวดที่คานส์ เบอร์ลิน เวนิส รอตเตอร์ดาม หรือ โตรอนโต้ เพราะเขาใช้นโยบายเป็นยักษ์เล็กดีกว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่คอยตามเช็ดก้นหนังดัง ๆ ของชาวบ้าน หนังหลายเรื่องที่ยังไม่เคยเปิดตัวในยุโรปจะมาเผยโฉมที่นี่ บางเรื่องมาเปิดรอบปฐมทัศน์โลก ทุกปีทีมงานคัดเลือกต้องเฟ้นหาหนังทั่วโลกกว่า 2,500 เรื่องเพื่อคลำหาเพชรในตม ดาวที่ยังถูกเมฆบังไม่มีจังหวะฉายแสงรายไหนที่เพิ่งเริ่มทำงานแค่เรื่องแรก หรือเรื่องที่สอง เรื่องที่สาม หากเขาหรือเธอมีแวว ที่นี่จะยื่นโอกาสให้
ลองดูชื่อผู้กำกับหนังระดับตำนานบางคนที่เริ่มสร้างชื่อจากที่นี่ว่ามีใครกันบ้าง
ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ กับ Les Mistons
ไรเนอร์ แวร์เนอร์ ฟาสบินเดอร์ กับ Katzelmacher
อะตอม อีโกยัน กับ Next of Kin
ลาร์ส ฟอน เทรียรส์ กับ The Element of Crime
จิม จาร์มุช กับ Permanent Vacation
คริชตอฟ คิชลอฟสกี้ กับหนังสารคดี Personel
จางซุนวู (คนที่ทำเรื่อง Lies) กับ A Petal
เธโอ แองเจโลปูลอส กับ Anaparastassi
คริส มาร์แกร์ กับ La Jetee
จิริ เมนเซล กับ Dovane
ไบรอัน ซิงเกอร์ กับ Public Access
โธมัส วินเทอร์เบิร์ก กับ The Greatest Heroes
อากเน่ส์ วาร์ดา กับ O Saisons O Chateau
เวร่า ชือติโลว่า กับ O necem jinem
วิม เวนเดอร์ส กับ Alabama
งานนี้เพิ่งจัดกันไประหว่างวันที่ 18-27 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตัวงานแบ่งย่อยเป็นหลายหมวด เฉพาะในสายประกวด (International Competition) ปี 2004 นี้ก็มีหนังเข้าชิงรางวัล 22 เรื่องจาก 21 ประเทศ ถัดมาก็ได้แก่สายเชิดชูดาวนานาชาติดวงใหม่ (International Discoveries) มี 18 เรื่อง สายโชว์พิเศษ (Special Screenings) 5 เรื่อง สายโฟกัสหัวข้อเฉพาะเช่น ภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็ก (ที่เด็กและผู้ใหญ่ดูได้) อีก 6 เรื่อง หรือปั้นดาวจากโรงเรียนสอนทำหนังทั่วโลก เช่นปีนี้จับตาผลงานกองทัพหนังนักเรียนจาก London Film School โรงเรียนนี้ก่อตั้งมานานย้อนไปโน่นปี 1956 นอกจากนั้นยังมีการมอบรางวัล Master of Cinema คารวะคนทำหนังชั้นยอดที่เป็นนายแห่งภาษาภาพยนตร์อย่างแท้จริง ผู้ได้รับรางวัลปีก่อน ๆ ก็เช่น จางอี้โหมว คนโปรดของบ้านเรา กับ เธโอ แองเจโลปูลอส มือวางอันดับหนึ่งของกรีก แต่ปีนี้เขามอบรางวัลให้ 2 คนคือ วิม เวนเดอร์ส กับ เอ็ดการ์ ไรทซ์ 2 หัวแรงแข็งขันของกลุ่ม New German Cinema
Time in Motion เอ็ดการ์ ไรทซ์ เคยเปรียบภาพยนตร์ไว้เช่นนั้น “ศิลปะที่บันทึกอาการผันผ่านและจังหวะขับเคลื่อนของเวลา” เขามองว่าหนังนั้นก่อร่างขึ้นจากอดีตเสมอ ไม่ว่าเขาจะพยายามเสริมเติมเรื่องราวในหนังของเขาให้ทันกับปัจจุบันมากขึ้น เท่าไร กว่าที่หนังจะเสร็จสรรพ (หรือที่ถูกก็คือ หลังจากที่ถ่ายภาพแต่ละช็อตเสร็จ) ปัจจุบันก็ล่วงหน้าภาพนั้นๆ ไปเสียแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมาคอยตระหนักถึงเวลาในปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นเพียงชั่วขณะที่ไม่มีเวลาให้นิ่งคิด เมื่อใดที่ความคิดเริ่มก่อตัวขึ้น วินาทีใหม่ก็ต่อเนื่องเข้ามาแทนที่ให้ปัจจุบันย้ายก้นห่างออกไป
ถ้าเทียบตัวอย่างจากหนังของ ไรทซ์ คำว่า Time in Motion ก็ยิ่งชัดเจนมาก เขาสร้างชื่อเสียงไว้พอสมควรจากหนังที่เขาทำมานาน แต่ก็ดูเหมือนว่าในที่สุดคนดูหนังส่วนใหญ่จะผูกยึดชื่อของเขาไว้กับหนังอภิ มหากาพย์ชุด Heimat (ไฮมัท) หนังไตรภาคเรื่องยาวที่สุดในโลก ที่เปรียบเหมือนคัมภีร์ประวัติศาสตร์ชาติเยอรมันเลยก็ว่าได้ มันถ่ายทอดชีวิตลูกหลานเยอรมันจากหมู่บ้าน ชับบาช (ชื่อจริงคือ มอร์บาค ในตำบล ฮุนสรึค) ที่สืบทอดสายตระกูลมาหลายชั่วรุ่น ความเปลี่ยนแปลงจากสังคมภายนอกที่มีผลถึงคนที่ยังอยู่และคนที่จากไป พร้อม ๆ กับรู้เห็นการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงของประเทศเยอรมนีเองที่ผ่านร้อนหนาวมา นาน เฉพาะที่บอกเล่าไว้ในหนังก็ไล่มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังแพ้สงคราม การพังกำแพงเบอร์ลิน การรวมประเทศ ไล่มาจนถึงอะไรที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่สุดที่คนทำหนังจะทำได้
เอ็ดการ์ ไรทซ์ ในปี 2004 นี้ก็มีอายุเข้า 72 ไปแล้ว แต่หนังกึ่งชีวประวัติของเขาชุด Heimat 3 ภาคที่เขาบรรจงสร้างตั้งแต่ปี 1980 นี่ใช้เวลาชีวิตเขาไปไม่ต่ำกว่า 25 ปี หนังภาคแรกมี 11 ตอน ความยาว 15 ชั่วโมงครึ่ง ภาคสอง 13 ตอน 25 ชั่วโมงกว่า และภาคสาม 6 ตอน 11 ชั่วโมงเศษ ทั้งหมดนี้เป็นหนังที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มภาพยนตร์ขนาดมาตรฐาน 35 มม. แบ่งฉายในโรงภาพยนตร์ เทศกาลหนัง สถาบันเกอเธ่ และตามโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ทั่วโลก มันทำให้คนต่างประเทศเข้าใจความหมายของคำว่า บ้าน ครอบครัว รากเหง้า มาตุภูมิ ถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน (ตามชื่อเรื่อง Heimat) ได้อย่างลึกซึ้งกินใจแม่พระธรณี ไม่ใช่เฉพาะแต่คนเยอรมันเองที่สามารถรู้สึกร่วมได้ ซ้ำดีร้ายนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นหลายคนก็เคยไปเยี่ยมเยือนหาหมู่บ้าน ชับบาช บ้านเกิดของ ไรทซ์ ต้นกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมดมาแล้ว
แม้ในความเป็นจริงหมู่บ้านที่ใช้ถ่ายทำนั้นจะประมวลจากหลายแห่งในบริเวณใกล้ เคียง ไม่ใช่บ้านเกิดของต้นตระกูล ไรทซ์ เองล้วน ๆ ภาพของเยอรมนีในที่นี้เป็นภาพกึ่งอุดมคติในความคิดอ่าน ความทรงจำที่คนทำหนังเลือกจะจดจำและลบเลือนในบางส่วน แต่ค่านิยม วิถีชีวิตเก่า ๆ อุณหภูมิสิ่งแวดล้อม วิวัฒนาการที่มีผลต่อพ่อแม่ลูกหลาน ตัวละครที่คนดูทุกเชื้อชาติสามารถเข้าถึงได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยกนี่เอง ที่ทำให้คนเฝ้าตามดูชีวิตพวกเขาเหล่านั้นได้ต่อเนื่องยาวนาน เหมือนกับการพบ “ต้นตอใหม่” ที่ต่อติดพักพิงได้ระหว่างตัวตนของเขา (ในเวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน) กับบางส่วนของใจในอดีตที่เขาจากมา
การเดินทางของ แฮร์มันน์ ซิมง ตัวละครเอกในเรื่องที่เราเริ่มรับรู้ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ มาเรีย แม่ของเขา จวบจนวันที่เขาออกจากหมู่บ้านไปศึกษาในเมือง ก้าวสู่หนทางนักแต่งเพลงตามความใฝ่ฝัน สานสายสกุลสืบไป ก่อนย้อนทวนมาหาจุดเริ่มต้น ภาพทั้งหมดแสดงวัฏจักรชีวิตที่เวียนว่ายเกิดแก่แตกดับ และทั้งหมดไม่ได้ถูกบันทึกลงในนวนิยายเล่มเขื่องอย่างที่คุ้นเคยกัน หากแต่เป็นกองฟิล์มม้วนโตตั้งสูงชัน ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจบอย่างสมบูรณ์ เพราะ ไรทซ์ ประกาศว่า เขายังคงติดใจที่จะตามเก็บสถานการณ์ล่าสุดที่ตัวละครของเขาเพิ่งไปเผชิญไว้ ให้ได้ แม้มันจะเป็นสิ่งที่เหลือวิสัยของมนุษย์ที่จะดักเก็บเอาปัจจุบันให้อยู่มือ ก็ตามที
คงไม่เกินจริงไปนัก หากจะบอกว่า ชีวิตของ ไรทซ์ นับตั้งแต่วันที่เขาเกิดและจากหมู่บ้านตัวเองไปสู่แดนไกล มาจนถึงวันแรกที่ย้อนกลับไปที่นั่นเมื่ออายุเกือบ 50 ปี การกระทำที่ใกล้เคียงกันของเขากับตัวละครเอกแทบจะกลายกลืนแยกไม่ออกจากคำว่า Heimat ไปเสียแล้ว และบางส่วนของ Heimat ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมเช่นกัน คำว่า “บ้าน” ที่คนเอเชียส่วนใหญ่ผูกพันเกินคำอธิบาย การจากไปและการกลับมาสู่รากเหง้าย่อมมีความหมายไม่น้อยหน้าคนเยอรมันหรือ ชาติตะวันตกแน่ ๆ เพียงแต่สำหรับผมมันอาจมีความต่างทางมิติที่ขยับไหวไกลคำว่า “ชาตินิยม”, “ไทยนิยม” หรือ “คลั่งชาติ”
ไรทซ์รู้ดีว่าการเจาะจงตั้งชื่อหนังของเขาว่า “Heimat” เป็นการล่อเป้าชวนให้คนเยอรมันย้อนนึกขึ้นได้ว่าคำเดียวกันนี้เคยถูกพรรคนา ซีนำไปใช้ปลุกใจให้คลั่งชาติ เหยียดชนชาติอื่นได้เพียงไหน อีกทั้งหลังสงครามใหม่ ๆ ก็ยังถูกใช้เรียกแนวหนังประเภท Heimat Film ที่เชิดชูคุณงามความดีของชนบท บูชาความบริสุทธิ์เรียบง่ายของชาวบ้านเยอรมันกับมนต์ขลังของธรรมชาติในทำนอง “กลับบ้านเรารักรออยู่”, “เบียร์_ของเรา เมือง_ของเรา” และ “บ้านไร่นาเราคือคำตอบของชีวิต” ไม่น่าเชื่อว่าคำ ๆ เดียวจะรวมความขัดแย้งของชนชาติ แล้วยังหล่อรวมสายเลือดและน้ำตาของมวลชนเยอรมันได้ถึงเพียงนี้
ป่วยการแน่ ๆ ถ้า Heimat ของ ไรทซ์ นั้นจะเป็นเช่นลูกกวาดย้อมสี โหยหาอดีตกาลเกินจริง ภูมิใจในชนเผ่าซึ่งโดยเนื้อแท้ก็ไม่รู้ว่ามีอัตลักษณ์พิเศษอะไร นอกจากดัดนิ้วร่ายรำ ร้องเพลงชาติหรือท่องจำหนึ่งตำบลหนึ่งอันซีนได้ครบถ้วนเหมือนถูกโปรแกรมมา
ไรทซ์ เคาะสติคนดูให้คนดูหนังรู้เลยว่าทุกจุดในโลกอุดมคติ ต้องตามด้วยคำถาม ต้องตามด้วยวงเล็บ มันไม่มีคำตอบง่าย ๆ หรอกว่า ระหว่างเรากับเขา ชาติเขากับชาติเรา ใครคือผู้ร้าย ใครคือพระเอก
คำว่า Heimat สำหรับ วิม เวนเดอร์ส กับ เอ็ดการ์ ไรทซ์ นั้นแตกต่างกันไหม พิสูจน์ได้ไหมว่าใครชาตินิยมมากกว่ากัน?
ชายสองคนนี้ที่หันมองคำว่า “บ้าน” ในลักษณะท่าทีที่ต่างกัน ไม่ว่าคนไหนจะทำเหมือนรังเกียจเดียดฉันท์ หลีกหนีมันเพียงไร ทั้งคู่ต่างสะดุดเข้าอย่างจังกับคำว่า “อดีต”ของตนเองที่ประหลาดนักไม่ยอมรออยู่ข้างหลัง กลับทะลึ่งไปโผล่ดักอยู่ข้างหน้า คนทั้งสองต่างต้องซึ้งใจดีกับคำว่า Zero Hour (Stunde Null / ปีเลขศูนย์) ที่เคยเป็นชื่อหนังของ ไรทซ์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ในหนังเรื่องนั้นความหวังจากแดนไกลอย่างอเมริกาได้กลายเป็นหมากฝรั่งอุดตัน อนาคตของหนุ่มสาวเยอรมันคู่หนึ่งอย่างคาดไม่ถึง (ชื่อตอน 1 ของ Heimat ภาคแรกมีชื่อว่า “เสียงเพรียกหาจากแดนไกล” และแดนไกลที่ว่านี้ก็คือ “อเมริกา”)
“ความเป็น Heimat นั้นพิเศษตรงที่ ถ้าใครเข้าใกล้มันเข้าไปเรื่อยๆ เขาก็จะพบว่าในช่วงขณะที่เข้าไปถึงนั้น มันก็ไม่อยู่เสียแล้ว มันหายตัวไปแบบไร้ตัวตน สำหรับผมมองว่าเรามีภาพ Heimat ที่ชัดเจนที่สุดในยามที่เราอยู่ห่างมันออกไปมากขึ้นเท่านั้น นั่นคือความหมายของ Heimat สำหรับผม มันเป็นสิ่งที่ปั้นแต่งขึ้นมา เราจะไปหามันได้ก็ด้วยเส้นทางของกวีนิพนธ์เท่านั้น และผมก็นับรวมภาพยนตร์ไว้ในกวีนิพนธ์ด้วย”
บทสัมภาษณ์ เอ็ดการ์ ไรทซ์-You Can Go Home Again, Film Quarterly, Summer 1986
วิมเริ่มนับเลขหนึ่งใหม่กับหนังชื่อเมืองที่สะท้อนทั้งความไกล faraway และความใกล้ so close อย่าง Paris, Texas กับ Wings of Desire (Sky over Berlin) หนังเทวดาตกสวรรค์ที่ วิม ย้อนไปสะสางปมใจและปมประวัติศาสตร์ชาติ ส่วน เอ็ดการ์ ซึ่งสูงวัยกว่าและมีพื้นเพเป็นคนบ้านนอกได้เริ่มนับมาก่อนหน้านั้นจากเรื่อง Zero Hour แต่เห็นผลได้ชัดที่สุดจากมาตุภูมิ Heimat งานซึ่งเขาตั้งใจสางสะอาดคำที่เคยถูกนำไปบิดเบือนใช้ในทางมอมเมา อาการอาลัยอาวรณ์บ้านเกิดแบบนี้คือสิ่งที่ ไรทซ์ และ วิม เลือกที่จะยืนระมัดระวังอย่างสมดุล
หัวใจแห่งความขัดแย้งของการ กลับบ้าน (เก่า) นั้นทิ่มแทงใจ เพราะบางครั้งบ้านที่อยู่ในใจให้จดจำนั้นอาจจะไม่ใช่บ้านเดียวกับบ้านที่เรา เคยเติบโตมาอีกแล้วก็ได้ ความขัดแย้งของโลกเก่ากับโลกใหม่ การถวิลหาบ้านที่จะยังคงเป็นสิ่งที่ถอยห่างออกไปเสมอเมื่อเราเกือบสัมผัส ใกล้ สิ่งนี้คือสิ่งที่ทั้ง วิม และ เอ็ดการ์ ไรทซ์ มีร่วมกันอย่างจังในความแตกต่างประดามีทางอายุและยุคสมัย
จากที่ผมเคยดู Heimat เฉพาะภาคแรกเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยซาบซึ้งกินใจกับหนังชุด Heimat นี้เอามาก ๆ ผมพยายามคิดถึงตัวเองในขณะเวลาประมาณนี้มองย้อนกลับไปแล้วเห็นร่องรอยของ เวลาที่ซ้อนเรียงกันเป็นชั้น ๆ คล้ายกับจะเป็นตัวตนให้จับต้องได้ แต่แล้วก็ดิ้นพ้นมือไปในที่สุด
เมื่อเวลาอยู่เพียงในความคิด ดูเหมือนมันมีสมการเป็นนามธรรม แต่เมื่อเวลาอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา ทำไมเรากลับชอบถือมั่นกับมันเหมือนเป็นคำตอบของทุกสิ่ง
โดยเฉพาะทุกนาทีในเยอรมนี นาฬิกาทักฮอยเออร์มีเข็มนับค่าเป็นทองคำ คุณจะเลือกดูหนังในเทศกาลหรือเลือกเที่ยว อีกครั้งไหมที่ผมจะแลกประสบการณ์จริงกับประสบการณ์ฟิล์มที่คนส่วนใหญ่ชอบบอก ว่า เฮ้ย ดูหนังรอดูดีวีดีเมื่อไหร่ก็ได้
หนังบางเรื่องไม่ใช่ดู เมื่อไรก็ได้ บางเรื่องที่โนเนมอาจหายลับจากชีวิตของเราตลอดไป มั่นใจได้ไงว่าเทคโนโลยีหยิบง่ายใกล้มือจะทดแทนการดูหนังผ่านฟิล์มหนัง เมื่อหลายปีก่อนที่มันน์ไฮม์เคยจัดฉายหนังของ มาร์เกอริต ดูราส์, ฟิลิปป์ การ์เรล กับ ฌอง ยูสตาช เกือบยกชุด งานที่ไหน หรือร้านวีดีโอที่ไหนในโลกกันที่มีหนังของพวกเขาให้ดู
แม้ว่าในงานนี้ผมจะไม่มีเวลาทุ่มซ้ำให้หนังยาว ๆ ของ เอ็ดการ์ ไรทซ์ ที่ฉายกันครบชุด 30 ตอน รวมความยาวมากกว่า 3,000 นาที (เฉพาะในงานนี้ที่ฉายฉบับสมบูรณ์ ฉบับที่ฉายในทีวีจะสั้นกว่า) แต่การได้หลอมรวมกับหนังหาดูยากสักเรื่องเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงก็เย้ายวนใจไม่น้อย ในทำนองกลับกัน เวลาที่ไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมงใน Heimat แต่ละภาคได้ย่อยประวัติศาสตร์เยอรมันไว้ไปกี่ทศวรรษเล่า? พวกเราคนดูหนังคุ้นชินกับวิถีฉึบฉับรวบรัดตัดความของหนัง “ยุทธการคนเหล็กฟัดนรก” มากไปหรือเปล่า?
คามิคาเซ่ พูดกับ บรูโน่ ก่อนจากลากันในเรื่อง Kings of the Road ว่า “อเมริกันมันล้างสมองพวกเราไปหมดแล้ว” วิม เวนเดอร์ส ให้ตัวละครพูดคำนี้ออกมา ไม่ใช่ด้วยความปฏิเสธเกลียดชัง ไม่ใช่ด้วยความหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น แต่เป็นการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่น่าขันของชาวโลกซึ่งเสาะแสวงความคุ้นเคย แบบเดิม ๆ ภายใต้ชื่อเรียก หน้าตา เสื้อผ้า และแพ็คเกจใหม่
ในทางวรรณกรรมเยอรมันแต่โบราณนั้นมีขนบนิยมที่เรียกกันว่า Bildungsroman ที่เน้นการเดินทางเรียนรู้โลกของตัวละครเอก นักประพันธ์ชาวเยอรมันไม่ว่าสมัยกวีเกอเธ่, ไฮน์ริช ฟอน ไคลสท์ คีตกวีหรือศิลปะแขนงไหน รวมถึงคนทำหนังเยอรมันอีกหลายคนนับจากวันแพ้สงคราม มันมีความขุ่นข้อง หยุดไม่นิ่ง การเดินทางหาตัวตน หาอุดมคติดินแดนใหม่ หรือถวิลหาวันคืนที่สาบสูญอย่างที่กล่าวไปแต่ต้นเรื่อง รวมทั้งความขัดแย้งในตัวผลงานก็ได้พุ่งพลังความกินใจให้รู้สึกผ่านเปลือก หน้าที่ฉาบด้วยความด้านชา
การที่จะทะลวงลึกลงไปในป้อมปราการใจ ของเยอรมันชนเหล่านั้นยากแท้จริงไหม ระหว่างผมเหนื่อยกับการพเนจรสามสี่เมืองในเยอรมนีจนอยากกลับบ้าน ผมได้พบเพื่อนเก่าคนไทยสองคนที่อยู่ต่างเมืองกัน คนหนึ่งอยู่ด้วยความจำใจ อีกคนอยู่ด้วยความพึงใจ คนแรกบอกว่าคนเยอรมันหัวเราะไม่เป็น เย็นชาวางฟอร์มยากจะเข้าถึง อีกคนหนึ่งพบว่าคนเยอรมันเป็นคนกันเองไม่ยุ่งยาก ให้ความรู้สึกอบอุ่น และเยอรมนีก็เป็นประเทศที่สบายใจในการใช้ชีวิตที่สุดในบรรดาหลายประเทศที่ เขาเคยสัมผัส
มันคงไม่มีสูตรตายตัวอะไรกับชนชาติไหน แต่ผมค่อนข้างเชื่อว่าคนเยอรมันมีความโรแมนติค ไม่ใช่แนวหวานแหวว แต่เป็นโรแมนติคในลักษณะของผู้นำวิสัยทัศน์ ผู้ที่มีความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ท้าพลิกโลก ถ้ามองในแง่ (อุบาทว์)ประเภทหนึ่ง ฮิตเลอร์ ที่เคยฝันอยากเรียนศิลปะและชอบเพลงของ ว้ากเนอร์ แบบเข้าไส้ ก็เป็นคนโรแมนติคพอ ๆ กับ ผู้กำกับ แวร์เนอร์ ชโรเตอร์ (Malina) ผู้คลั่งไคล้สไตล์โอเปร่าจัดจ้าน หรือ คาสปาร์ ดาวิด ฟรีดริช จิตรกรที่วาดภาพอันทรงพลังซึ่งผมเพิ่งไปพิสูจน์มาที่เบอร์ลิน ภาพของเขาที่ส่วนใหญ่เป็นภาพต้นไม้เดี่ยวโดด โบสถ์อารามผุพังใต้เงาเกรี้ยวกราดของไม้ใหญ่ นกเค้าแมวบนหีบศพ หุบเหวป่าเขาอลังการ และท้องทะเลที่อมแสงเรืองรองนั้นแสดงชีวิตวิเวกที่ทั้งน่าเศร้าสลดและน่า ตื่นตะลึงในเวลาเดียวกัน พวกคนบ้านี่แหละที่กล้าท้าทายโลกด้วยวิสัยประหลาดของพวกเขา ไม่ใช่พวกอ้อยสร้อยเรื่อยเฉื่อย อย่างพวกที่ป่วยเป็นโรคประหลาดในเขตร้อน ซึ่งมีชื่อย่อทางการแพทย์ว่า T. M. จนต้องหาวัคซีนมาอภิชาติเทือกเถาเหล่ากอ
พ้นจากศิลปะเยอรมันกลับมาที่โลกความจริง ผังเมืองมันน์ไฮม์ที่คล้ายตารางหมากรุกมากกว่าแผนที่เมืองทั่วไปคงแปลกตาคน หลายคนอยู่เอาเรื่อง เมืองใหม่ที่สร้างแทนที่ของเดิมทั้งดุ้นนี้ไม่มีชื่อถนน มีแต่บล็อคตึกเหลี่ยมตัดถนนตรงดิ่งที่เรียงตามตัวอักษรและตัวเลข A 7, C 6 ง่าย เย็นชา ห้วนกระชับ ไม่เล่นล้อ ได้ใจความสมเยอรมันดีจริง
สถานที่ฉายหนังในแต่ละเมืองหาได้ไม่ยากแต่ต้องเดินไกลหน่อย เฉพาะในเมืองมันน์ไฮม์มีโรงหนัง 4 แห่ง จำนวน 5 โรง (ส่วนที่ไฮเดลแบร์กมี 3 แห่ง 5 โรง) หนังเรื่องหนึ่งจะได้ฉายอย่างน้อย 4 รอบ ที่โรงชื่อ Atlantis เป็นโรงหนังขนาดจุ๋มจิ๋มมาก ๆ แต่ก็ยังอุตส่าห์แบ่งเป็น 2 โรง แต่ละโรงน่าจะมีประมาณ 60 ที่นั่ง แต่ละรอบแน่นไปด้วยคนดูที่คิวยาวออกมาเกือบหน้าโรงหนัง ส่วนผมนั้นสะดวกมากกว่าที่จะเดินจากโรงแรมไปดูที่ Kino in Stadthaus ซึ่งเปรียบเหมือนศาลากลางของงานบรรจุคนดูได้นับพัน ชั้นล่างเป็นร้านค้า ชั้นหนึ่งเป็นออฟฟิศของสถาบันการศึกษาและมีร้านหนังสือศิลปะด้วย ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องสมุด และชั้นที่สามเป็นพื้นที่ของเทศกาล
หลังจากขึ้นบันไดไป มีพื้นที่ขายบัตร ฝากเสื้อโค้ต และเวทีขนาดเล็กที่คนทำหนังทั้งน้อยใหญ่จะมาตอบคำถามคนดูหลังหนังแต่ละ เรื่องจบลง ถัดไปเป็นห้องประชุมใหญ่ที่ใช้ดัดแปลงแบบเฉพาะกิจเป็นโรงหนัง โดยเอาเครื่องฉายหนัง เครื่องเสียง จอหนัง ลำโพงกับม่านดำมาติดตั้ง เก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เหล็กแข็งกระด้างธรรมดา มีชั้นยกระดับแค่แถวหลังบางแถว โชคดีที่พื้นที่ห้องกว้างขวาง ถ้าไม่ใช่โปรแกรมพิเศษจริง ๆ ก็คงไม่มีนั่งบังให้หงุดหงิดใจ แต่ถ้าเอามาตรฐานโรงหนังกับเก้าอี้นั่งตามโรงหนังมัลติเพล็กซ์ในกรุงเทพฯ มาวัดก็แน่นอนว่าของเขาต้องดูด้อยไปถนัดใจ เอาเถอะเราดูหนังไม่ได้มาดูโรงหนัง วิญญาณผู้สันทัดกรณีปลอบใจขาโจ๋โกลด์คลาสว่างั้น
รัฐบาลรัฐประสานงานกับโรงหนังและบริษัทเอกชนได้ดี มีการประชาสัมพันธ์ทั่ว ๆ เมือง ตามร้านเสื้อผ้า ร้านขายหมวก ร้านหนังสือจะแสดงโชว์หน้ากระจกให้สอดคล้องกับงาน ชั้นวางหนังสือบางร้านโชว์หนังสือภาพประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองมันน์ไฮม์ และบุคคลมีชื่อที่เป็นหน้าเป็นตาของเมือง ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้แขกบ้านแขกเมืองได้รู้จักที่มาที่ไปของชาติ ให้ดียิ่งขึ้น
หกวันดูหนังของผมในมันน์ไฮม์ กับอีกหนึ่งวันเที่ยวที่ไฮเดลแบร์ก ผมจะเฮฮาปาร์ตี้อย่างไร ดูหนังเรื่องไหนก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง กางแผนที่หาถนนหนทาง โรงแรม โรงหนัง สถานีรถไฟ สนามบิน ยิ่งหนังไม่มีเครดิตชื่อเสียงหรือรางวัลอะไรให้ยึดถือก็ยิ่งดี ก็พวกคนทำหนังหน้าใหม่แทบทั้งนั้นนี่ ทางเดียวที่ทำได้คือสุ่มดูมันไปตามสะดวก โชคดีก็คงเจอเรื่องที่เข้าทางบ้างละน่า ผมจะอุดปากเก็บเรื่องโม้เกี่ยวกับปราสาทไฮเดลแบร์กเอาไว้ก่อนแล้วขอเล่า เฉพาะเรื่องหนังอย่างเดียวดีกว่า เดี๋ยวจะเปลืองพื้นที่มากเกินกว่านี้
ภาพยนตร์เป็นสื่อที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางของตัวละคร โดยเฉพาะหนังที่สะท้อนจุดหักเหในชีวิตของตัวละครผ่านช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังแนวเดินทาง (Road Movie) หรือแนวล้างผิดในอดีต (Redemption Movie) เทศกาลปีนี้มีหนังที่แสดงถึงผลพวงของความขมขื่นและตัวละครที่อยู่ผิดที่ผิด ทางระหว่างการแสวงหาตัวตนอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่ถูกยกเกียรติให้เปิดงานแถมยังถูกชูเป็นโปสเตอร์ประจำงานปีนี้ ก็คือ Littoral (Tideline) หนังร่วมสร้างแคนาดา-ฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับ วาฮับ หนุ่มแคนาดาเชื้อเลบานอนคนหนึ่งซึ่งเพิ่งค้นพบอดีตของตัวเองหลังจากพ่อตาย พ่อของเขาถูกญาติฝ่ายแม่รังเกียจกีดกันไม่ให้มาเยี่ยมลูกชาย แต่ก็อุตส่าห์อัดเทปคุยกับลูกในทุกครบรอบวันเกิด เมื่อลูกมาฟังเสียงพ่อ เขาจึงได้ใกล้ชิดกับพ่อตัวเองมากขึ้น ครั้นญาติ ๆ ไม่ยอมให้ศพพ่อได้ฝังเคียงข้างแม่ เขาจึงแอบขนศพพ่อไปฝังที่เลบานอนบ้านเกิด แต่แล้วก็เกิดอุปสรรครายทางมากมายที่เต็มไปด้วยน้ำตา เสียงหัวเราะและมิตรภาพ
วาฮับเป็นหนุ่มสมัยใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามทางรากเหง้าของตัวเอง เขาภูมิใจในความเป็นคนควีเบคแคนาเดี้ยนและไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้ภาษาหรือขนบธรรมเนียมชาวเลบานอน การหาที่ฝังศพในเลบานอนกลายเป็นเรื่องเหลือเชื่อ คนบ้านเกิดของพ่อเขาเองก็ไม่ยอมต้อนรับคนที่อพยพหนีเอาตัวรอดไป ฝ่ายทางซีเรียประเทศข้างเคียงก็เต็มไปด้วยกับระเบิดอันตรายต่อชีวิต วาฮับ มีเพียงคนนอกคอกสองคนที่เป็นเพื่อนร่วมทาง คนแรกเป็นชายหนุ่มที่อยากจะอพยพไปอยู่แคนาดา เพื่อพบตัวจริงของนักร้องสาวสุดเซ็กซี่ ซาแมนธ่า ฟ็อกซ์ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นสาวไวโอลินที่หัวแข็งเป็นตัวของตัวเอง สองคนนี้ร่วมกันช่วยเหลือ วาฮับ เต็มที่ ขณะที่เจ้าตัวเองยังไม่เคยมองโลกรอบด้านอย่างเต็มตาหรือมีจุดยืนที่มั่นคงใน ชีวิตมาก่อน จนกระทั่งคราวนี้
ผู้กำกับชื่อเรียกยาก Wajdi Mouawad (ออกเสียงประมาณนี้-วาจดี โมห์หวัด) เป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนบทละครหนุ่มเลือดใหม่ชาวแคนาเดี้ยนฝรั่งเศส เชื้อสายเลบานอนที่เพิ่งทำ Littoral เป็นหนังเรื่องแรก ที่เทศกาลมีคนเปรียบเทียบหนังของเขากับหนังของ อะตอม อีโกยัน ด้วยเหมือนกัน เพราะความที่เป็นคนต่างชาติที่ครอบครัวมาตั้งรากฐานในแคนาดา และหนังของทั้งคู่ก็ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่ทางของความต่างวัฒนธรรมที่มี ผลกระทบต่อครอบครัวรุ่นลูกเหมือนกัน แต่ว่าหนังของทั้งคู่นั้นมีอารมณ์และวิธีการนำเสนอแตกต่างกันมาก โดย อีโกยัน จะเสนอโครงสร้างซ้อนสลับเพื่อนำไปสู่อดีตปวดร้าวภายในใจที่กดดันปัจจุบัน อยู่ ขณะที่ Mouawad แสดงภาพความขัดแย้งเชิงกายภาพในลักษณะสมจริงสลับกับแฟนตาซีเสียมากกว่า เรื่องราวใน Littoral ที่ดัดแปลงจากบทละครของผู้กำกับเองเลือกที่จะแสดงภาพความสัมพันธ์ของพ่อกับ แม่เขาเองในเชิงอุดมคติ เหมือนฝันสวยงามที่ขาดหายเพราะคนใกล้ตัวและคนในสังคมต่าง ๆ ไม่เข้าใจ
หลังจากหนังจบมีการสนทนากับผู้กำกับและ บริกิตเต้ แฌร์แม็ง ผู้อำนวยการสร้างสาวใหญ่ เธอเล่าว่าเคยไปดูละครที่ Mouawad ทำแล้วประทับใจมาก จึงลองโทรไปถามเขาดูว่าสนใจอยากทำหนังบ้างไหม พ่อหนุ่มเงียบไปพักใหญ่แล้วค่อยตอบ “อยากครับ” ว่าแล้วอนาคตนักทำหนังหน้าใหม่ก็เปิดออก จากเริ่มขั้นตอนหาทุนสามล้านเหรียญแคนาดาจนถึงการสร้าง การเขียนบทต้องแก้ไขกันอยู่หลายร่างทีเดียว กว่าที่หนังจะพ้นจากร่มเงาบทละครเวทีอย่างที่เห็น
บุคลิกของ Mouawad นั้นดูง่ายสบายเป็นกันเอง เขาฟังคำถามและเรียบเรียงคำตอบภาษาอังกฤษให้ผู้ถามแต่ละคนอย่างตั้งใจ แม้ออกจะติดขัดอยู่บ้างเราก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจ ภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสของเขานั้นฟังยากพอตัว เขาเล่าว่าที่เขายืนอยู่ในจุดที่เขาเป็นอยู่ในทุกวันนี้ได้ก็เพราะงานเขียน ของนักเขียนเยอรมันสามคน คือ ฟรานซ์ คาฟก้า, โรแบร์ท มูซิ่ล และ ทราเคิ่ล (Trakle) คนหลังนี้ผมไม่รู้จัก เขาบอกว่าเป็นกวี เขาบอกว่าเขาใกล้ชิดกับนักเขียนพวกนี้มากกว่าคนในครอบครัวตัวเองที่ทำให้เขา รู้สึกแปลกแยก งานของ คาฟก้า เรื่อง Metamorphosis ทำให้เขาเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ สิ่งสำคัญที่กำหนดแนวทางให้เขาไม่ใช่ชีวิตจริง หากแต่เป็นศิลปะ เขาบอกว่าการทำหนังถ้าเปรียบกับการทำละครเวทีแล้วช่างวุ่นวายเหมือนฝันร้าย และถึงเขาจะเข้ามาทำหนัง เขาก็จะไม่ทิ้งงานละคร แต่จะทำสลับกันถ้าเลือกได้
ผมถามเขาถึง เดอนีส์ อาร์ก็องด์ ผู้กำกับควีเบคแคนาเดี้ยนของหนัง The Decline of American Empire กับ The Barbarian Invasions ที่มีชื่อปรากฏอยู่ท้ายเรื่องว่ามาช่วยทำอะไร เขาตอบว่า อาร์ก็องด์ เป็นที่ปรึกษาของหนังเรื่องนี้ และมาแสดงฉากในตอนต้นเรื่องเป็นคนที่พบศพของพ่อ วาฮับ
เขาเสริม ว่าเขาออกจากเลบานอนไปอาศัยแคนาดาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ พอผ่านไป 14 ปี ภาพในความจำของเขามันไม่เหมือนกับภาพเลบานอนของจริงที่เปลี่ยนไป เขาจึงเลือกถ่ายหนังในอัลบาเนียที่ดูใกล้เคียงกับภาพฝังหัวของเขามากกว่า ซึ่งคนดูหนังชาวเลบานอนบางคนโจมตีเขาในจุดนี้ว่าทำหนังไม่สมจริง
บ่อยครั้งความสมจริงก็สำคัญมาก แต่กับหนังบางเรื่องที่มีเสน่ห์ชนะใจลำเอียงของเรา ๆ ท่าน ๆ เราก็คงให้อภัยได้ทุกอย่าง แล้วหนังตุรกีเรื่อง Boats out of Watermelon Rinds ก็กลายเป็นหนังเล็ก ๆ น่ารักที่ผมเทคะแนนให้ สำหรับหลายคนที่เชิดชูให้ Cinema Paradiso เป็นบทเพลงสดุดีความรักในมนตราแห่งภาพยนตร์คงไม่เห็นด้วยแน่ ๆ แต่สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำตาลอย่างผมก็คงต้องหาอารมณ์อื่นมาทดแทน
หนังเกี่ยวกับความรักหนังของหนุ่มวัยรุ่นสองคน คือ เรเซ็ป กับ เมห์เม็ต ความชอบดูหนังของทั้งคู่ทำให้พวกเขาแอบหวังว่าจะเปิดโรงหนังเก็บเงินชาวบ้าน ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของตนที่ไม่เคยมีโรงหนังและไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ ทุกวันทั้งสองคนเดินไปทำงานในหมู่บ้านใกล้เคียงที่มีงานรับจ้างและมีหนังฉาย พวกเขาแอบสะสมเศษฟิล์มเก่า ๆ ที่เจ้าของโรงหนังทิ้งแล้วนำมาทดลองฉายในห้องใต้ดิน โดยเด็กทั้งสองพยายามประดิษฐ์เครื่องฉายหนังขึ้นมาเอง และใช้มือเปล่าสาวฟิล์มด้วยความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที โดยหวังว่าจะเกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวน่าสนุกสนาน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งคู่จำใจไปตั้งหลักใหม่พร้อม ๆ กับชายบ๊องคนหนึ่งที่คอยติดตามช่วยลุ้นอยู่ตลอดเวลา
ระหว่างนั้นเรเซ็ปก็ทำงานกับชายขายแตงโม บังเอิญมีแม่ของเด็กสาวน่ารักสองคนมาตามให้เขานำเศษแตงโมไปเลี้ยงวัวที่บ้าน เขาแอบหลงรักสาวคนพี่เข้าอย่างจัง แต่เธอทำหยิ่งใส่และทำทีดูถูกตลอดเวลา ขณะที่น้องสาวดูจะมีใจให้เขามากกว่า ซึ่งเขากลับไม่สน ลองเขียนจดหมายรักส่งไปให้ก็แล้ว แม่ยายก็เป็นใจอยากได้ลูกเขยหน้าตาน่าเอ็นดูอย่างเขาก็แล้ว ความรักก็มีแต่ท่าทีจะแห้ว ซ้ำร้ายเมื่อหวังหล่อไปตัดผมที่ร้านซึ่ง เมเม็ต เพื่อนรักฝึกงานอยู่ ชายแก่เจ้าของร้านก็แกล้งให้หัวเขากลายเป็นสนามลองมือของเพื่อนเข้าเสียอีก กร้อนหัวแหว่งแล้ว สาวเจ้าก็มีแต่จะยิ่งล้อเลียนและแสดงท่าทีเกลียดชังอย่างเปิดเผย
แท้ที่จริงแล้ว ขณะที่สองหนุ่มเริ่มค้นพบกลไกลับของภาพยนตร์นั่นเองที่เราเห็นปรากฏการณ์แอบ แฝงของสาวเจ้า ไม้กางเขนมอลทีสที่พวกเขาเพิ่งค้นพบว่าทำไมเครื่องฉายหนังของเขาถึงขยับภาพ ต่อเนื่องไม่ได้สักทีนั่นแหละที่ดูเหมือนมีผลต่อชีวิตอย่างประหลาดต่อเขาและ เธอ ในคืนนั้นเองที่สาวคนพี่แอบย่องเอาวอลนัทของน้องสาว (ที่ เรเซ็ป ฝากมาให้เธอแต่เธอไม่รับ) มาแอบตอกเปลือกแล้วย่องกลับมานอน เธอบรรจงค่อย ๆ ใส่มันเข้าปากอย่างสุขสม เรื่องราวจะเป็นไปอย่างไรต่อไป ผมขอไม่เล่าต่อ เผื่อเทศกาลหนังแถวนี้เขาจะซื้อมาประดับบ้าง รวมความแล้วเป็นหนังเล็ก ๆ ที่น่ารัก นุ่มนวล ดูง่าย นักแสดงคงเป็นคนหน้าใหม่พอ ๆ กับ Ahmet Ulucay ผู้กำกับ ซึ่งก็แสดงกันไปได้ดี อาจจะขัดเขินบ้างบางราย แต่ก็ดูผ่อนคลายสบายเบาเหมือนดูหนังอิหร่านส่วนใหญ่ หนังเรื่องนี้มีรายละเอียดเล่นล้อกับฟิล์มหนังได้น่าเอ็นดู เช่นฉากตัวแมวที่มาพันพัวกับสายฟิล์มยาว ทำให้เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหวเป็นหนังได้ ทั้ง ๆ ที่เด็กในเรื่องพยายามฉายหนังอยู่หลายครั้งกลับไม่สำเร็จ หรือแม้แต่ฉากเปิดเรื่องที่คนขายแตงโมนั่งรอลูกค้าไป มองดูบ้านฝั่งตรงข้ามที่ขนหีบศพออกมาตั้ง มีแมวตัวหนึ่งเดินออกมาวนเวียน แล้วก็มีผู้ชายออกมานั่งกุมหน้าร้องไห้ ขณะที่ลมอ่อน ๆ พัดผ้าคลุมศพไหว หรือศพขยับเองก็ไม่รู้ได้
หนังที่ใช้วีดีโอถ่ายเรื่องนี้หลายคน อาจจะมองว่าจืดไป น่าจะมีเร้าอารมณ์ให้ซึ้งใจมากกว่านี้หน่อย แต่ผมว่าเท่าที่เป็นอยู่ก็ดีแล้ว มันมีเสน่ห์ตรงที่ดูให้น่ารักก็ได้ ดูให้ลึก ๆ ก็เศร้าได้ด้วยเหมือนกัน น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าร่วมประกวดด้วย เพราะอยากให้ได้รางวัลสักรางวัล
การหวนคืนสู่วัยวันเก่า ๆ เป็นทางถนัดของจีนแผ่นดินใหญ่ที่ท้องนาสมบูรณ์พร้อมด้วยประวัติศาสตร์อันโศก สลด แต่ในหนังเรื่อง Nuan (นวน) ของผู้กำกับ Huo Jianqi ที่ดัดแปลงจากเรื่องของ Mo Yan (คนแต่งเรื่อง Red Sorghum ที่จางอี้โหมวเคยทำเป็นหนัง) เขาพาเราสู่อดีตที่ตัวเอกรู้สึกคาใจอยากแก้ไข เรื่องราวของ จิงเข่อ หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่งที่ไปได้ดิบได้ดีกับอนาคตในเมืองจนลืมสัญญากับ นวน หญิงสาวของเขา หลายปีผ่านไปเมื่อกลับไปพบอดีตคนรักที่ปัจจุบันแต่งงานไปกับคนใบ้ประจำหมู่ บ้านและมีลูกสาวหนึ่งคน เขาจึงอยากจะเคลียร์ความรู้สึกของตัวเองให้ชัดเจนอีกครั้ง แต่เรื่องนี้ย่อมไม่ง่ายเพราะสามีของเธอคอยคุมเชิงอยู่ตลอด
ทั้งสามคนนี้เคยรู้จักกันดีมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ จิงเข่อ กับ นายใบ้ก็เคยได้เป็นแค่คนที่แอบชอบ นวน เช่นเดียวกับหนุ่มอีกหลายคนในหมู่บ้าน นวน เป็นคนสวยร่าเริง อนาคตไกล เธอเลือกนักเล่นงิ้วหนุ่มเป็นชายในฝันและแอบหวังให้เธอมารับเขาไปเข้าวงการ งิ้วในเมืองหลวงด้วยกัน จิงเข่อ ที่มีภาษีดีกว่านายใบ้มาแต่ไหนแต่ไร และใกล้ชิด นวน มาตลอด ก็คอยเฝ้าโอกาสให้นวน มารักเขา โดยหลังจากรักไม่สมหวังเธอก็ได้ตกลงกับ จิงเข่อ ว่าจะแต่งงานกันหลังฝ่ายชายเรียนจบ แต่อุบัติเหตุชีวิตก็พลิกผันทุกอย่างจนกลายเป็นความฝันแสนเศร้า
หนังเรื่องนี้น่าจะตรงใจคนที่อ่อนไหวในเรื่องความหลังเก่า ๆ ที่พบว่าชะตาชีวิตของคนเราก็ช่างเล่นตลกได้กับทุกคน เปรียบไปเหมือนหนังสีเทาหม่นเศร้าที่เข้าทางคนชอบดูหนังรันทดซึ่งไม่แต่งดรา ม่าจัดจ้าน เหมาะกับโรงหนังอาร์ทเฮ้าส์บ้านเราที่ชอบกาแฟดำปรุงอ่อน ผู้กำกับรายนี้เป็นนักเรียนทำหนังปักกิ่งรุ่นที่ 5 รุ่นเดียวกับ จางอี้โหมว และ เฉินไค่เก๋อ เขาเคยเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ให้หนังของเทียนจวงจวงเรื่อง The Horse Thief มาก่อน นอกจากนั้นดูเหมือนเขาจะเป็นหนึ่งเดียวในเทศกาลมันน์ไฮม์ที่ไม่ใช่มือใหม่ เพราะเคยทำหนังมา 5 เรื่องแล้ว ซ้ำยังได้เข้าร่วมประกวดอีกด้วย
Dagog Nat (Day and Night) เป็นตัวแทนของหนังเดนมาร์คที่เข้าร่วมประกวดในปีนี้ หนังว่าด้วยเรื่องของ โธมัส เอ็คมันน์ ชายวัย 40 ปีที่ตัดสินใจลาตาย ในเช้าวันหนึ่งที่ไม่แตกต่างจากวันอื่น ๆ เขาบอกกับลูกชายว่าจะไม่กลับมารับที่โรงเรียนอีกแล้ว เย็นวันนี้ไม่มา พรุ่งนี้ก็ไม่มา นับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มาอีกแล้ว เขาเสริมว่าเขาเกลียดและเบื่อเด็กชายเต็มทน โธมัส ดูไม่รู้สึกรู้สากับคำพูดของตัวเองที่เชือดเฉือนจิตใจของคนแต่ละคนที่เขาไป พบในวันนั้น เขาบอกเลิกสาวที่เขาคบหาอยู่ ล่ำลาภรรยา หักหน้าคนรักใหม่ของภรรยา (ซึ่งก็คือเพื่อนสนิทของเขาเอง) พบหน้ากับน้องสาวและแม่เป็นครั้งสุดท้าย ซ้ำยังพูดตอกหน้าคนแต่ละคนอย่างไม่ใยดีว่าเขาจะตัดทุกคนออกจากชีวิตตน
การแสดงของทุกคนอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ผู้กำกับที่เพิ่งทำหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สองใช้วิธีซ้อมบทกันอย่างดี แล้วถ่ายทำด้วยกล้องวีดีโอดิจิตอล 2 ตัว ที่ติดตั้งหน้ารถเพื่อรับใบหน้าของคนขับและคนนั่งตลอดทั้งเรื่อง สไตล์นี้ชวนให้นึกถึงหนังอิหร่านเรื่อง Ten ของปรมาจารย์ อับบาส เคียรอสตามี่ แต่ด้วยทางของหนังเดนมาร์คที่ยังคงสไตล์เย็นเยือกของบรรดาชาติสแกนดิเนเวีย ไว้อย่างเหนียวแน่น โลกแสงซึมเซาใบนี้จึงดูไร้ความหวังเอามาก ๆ โดยเฉพาะการแสดงของ Mikael Persbrandt ตัวเอกที่หน้าตายละม้ายคล้าย คริสโตเฟอร์ วอลเก้น ใบหน้าขาวซีดของเขานิ่งสนิทเหมือนเซลล์เลือดที่ตายแล้ว ความสิ้นหวังถ่ายทอดจากใบหน้าและดวงตาของเขาได้อย่างหมดจด เสียอยู่นิดเดียวที่บทหนังเขียนให้เขามีร้องไห้ในฉากหนึ่ง ถ้าหนังปล่อยให้เขาเย็นชาจนถึงที่สุดน่าจะดีกว่า แต่มองอีกมุมหนึ่งก็อาจไม่เสียหายอะไรนัก เพราะสำหรับผมแล้วการดู นิโคลาส เคจ ตีหน้าเศร้าใน Leaving Las Vegas นั้นทั้งทุกข์และชวนฮากว่า คนที่อยากตายจริง ๆ มันน่าจะมีทุกข์ฝังลึกที่น่าค้นหาอย่างนาย โธมัส คนนี้ต่างหาก ซึ่งหนังได้บอกนัยไว้พอสมควรว่าสายพันธุ์ทางกรรมของเขานั้นย้อนยาวไปไกลใน อดีตที่นานนัก
Nocturne หนังสวิสเซอร์แลนด์ของ ริคคาร์โด้ ซินยอร์แรล ก็เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่พูดเรื่องของคนอยากตาย เดวิด เอาเงินก้อนสุดท้ายที่มีมาทุ่มเช่าโรงแรมหรูริมหุบเขา เขาชวน เจียน น้องชายมาพบหน้ากันเป็นครั้งสุดท้าย ทั้ง เจียน และ วาเลเรีย แฟนสาวที่มาด้วยกันช่วยกันจัดปาร์ตี้ปิดบังความสัมพันธ์ที่อ่อนแอระหว่าง ครอบครัว การกล่อมให้ เดวิด เลิกคิดสั้นดูเหมือนจะช่วยกระทุ้งให้เขายิ่งจมดิ่งมากขึ้นไปอีก ปัญหาฝังใจพวกเขาที่ไม่ยอมพูดออกมาส่งให้เห็นปมแค้นพ่อ และยิ่งเร่งเสน่ห์ทางเพศระหว่าง เดวิด กับ วาเลเรีย
หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำพิมพ์สีอมน้ำเงิน ทั้งเรื่องมีเพลงประกอบคลาสสิกหวานเศร้าของ ฟรานซ์ ชูเบิร์ต และ โรเบิร์ต ชูมันน์ คลอเคียง ทำให้หนังดูเพลิน แม้จะดูด้อยไปถนัดเมื่อเทียบกับหนังคนอยากตายแบบ Dag og Nat
ผู้กำกับ เก็น ทากาฮาชิ นำหนังญี่ปุ่นเรื่อง Charon เดินทางมาเปิดรอบปฐมทัศน์โลกและเข้าชิงรางวัลด้วยตัวเองพร้อมกับนักแสดงสอง คน หนังเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของคำขวัญงานบริการที่ว่า “ขายร่าง แต่ไม่ขายใจ” ตัวเอกของเรื่องก็ชื่อ “ชารอน” ตามชื่อหนัง (สำเนียงญี่ปุ่นค่อนไปทาง “คารอน” หรือ “คารง”) ในช่วงเวลาทำงานพิเศษเธอเป็นสาวขายบริการระดับสูงของสำนักค้าโสเภณีแห่ง หนึ่ง ส่วนเวลาทำงานปกติเธอให้บริการลูกค้าฝรั่งอย่างคล่องแคล่วในแผนกหนังสือต่าง ประเทศของร้านชั้นนำ เย็นกลับบ้านมาเธอก็นุ่งกิโมโนปรนนิบัตรเสิร์ฟชาให้ ได คัทซูกิ สามีนักเขียนผู้มีชื่อเสียงอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
สิ่งที่ คัทซูกิ และนายแมงดาผู้ดูแลเธอไม่เคยทราบเลยก็คือชีวิตอีกฝั่งฝาของเธอ โดย ชารอน รักษาชีวิตส่วนตัวนอกเหนือจากเวลางานของเธอได้พ้นการก้าวก่าย เมื่อลูกค้าชมเชยการให้บริการเธอ เธอบอกเขาว่านั่นมันเป็นแค่หน้าที่ ไม่เกี่ยวกันเลยกับเงินที่เขาอยากจะเพิ่มให้ และที่แท้จริงแล้วเธอเป็นคนที่เย็นชามากนะ แต่จากมุมของชายผู้นิยมใช้เงินซื้อคน เขาก็ยังไม่เข้าใจเธออยู่ดี หลงคิดแต่ว่าเธอเป็นคนเหงาเหมือนตัวเขาเอง ในทำนองเดียวกันเมื่อนายแมงดาหวังไปเซอร์ไพรส์เธอที่ร้านหนังสือ เขาก็ยิ่งต้องแปลกใจมากกว่าที่เธอปฏิบัติตอบเขาเหมือนเป็นลูกค้าทั่วไป ส่วน คัทซูกิ ก็อีกคน เขายอมตกลงแต่งงานกับเธอในข้อสัญญาห้ามสนิทสนมรักใคร่ ยุ่งเกี่ยวทางเพศ หรือล่วงรู้เรื่องโลกส่วนตัว ทั้งคู่เป็นสามีภรรยาแต่เพียงภาพพจน์ภายนอกเท่านั้น
ทุกอย่างคงจะดำเนินไปตามร่องรอยเดิม ถ้าไม่ใช่เพราะวันหนึ่งใครต่อใครเกิดอยากจะรู้จักเธอให้มากขึ้น คัทซูกิ วานให้เพื่อนติดตามสะกดรอยภรรยาตัวเอง แล้วค้นพบชีวิตอีกด้านหนึ่งของเธอ โดยช่วงนี้มีมุขเด็ดคือขณะที่แก๊งแมงดารุมขู่เพื่อนของ คัทซูกิ ที่คอยจับตาดู ชารอน แต่เมื่อได้ฟังคำอ้างว่าที่สะกดรอยก็เพราะเกิดปิ๊งในตัวสินค้าบริษัท นามบัตรจึงถูกควักออกมานำเสนอแทนที่จะเป็นปืนหรือกำปั้น
หนุ่มเจ้าสำราญมั่วนอกบ้านอย่าง คัทซูกิ เริ่มฉุกคิดได้ครั้งแรกก็เมื่อหญิงที่เขาหิ้วไปเที่ยวในค่ำคืนหนึ่ง เริ่มพูดถึงภรรยาของเขาว่า “เธอคงเป็นผู้หญิงที่โดดเดี่ยวและเศร้าสิ้นหวังลึก ๆ อยู่ภายใน” ครั้นหลังจากที่สืบรู้เบื้องหลังของภรรยาที่อยากรู้มานาน เสียงหัวเราะเขาเริ่มซาลงก่อนโทรเรียกบริการของเธอ
แล้วเธอก็มา ตามนัด ทั้งคู่เล่นเกมคนแปลกหน้าแสดงสัมพันธ์สวาทกันอย่างสมบทบาทของฝ่ายผู้ซื้อและ ผู้ขาย ฉากนี้ประกอบด้วยเพลงเศร้าขัดแย้งกับอารมณ์หนังที่หวีดหวิวสะท้อนใจ
ชารอน ชื่อเธอที่เป็นชื่อดาวที่ไม่มีใครเคยเห็น เธอได้หายตัวไปนับจากวันนั้น นายแมงดากับ คัทซูกิ ได้โคจรมาพบกันในที่สุดเพื่อร่วมกันค้นหาความหลังของเธอ สาวคนที่เคยชื่อ ยูโตะ (ยูโธเปีย) ซึ่งแม้ร่างกายจะแปดเปื้อน (ช่วงเวลาเดียวที่เธอคุมสติไม่อยู่แล้วกลายเป็นสาวเลือดเดือด ก็คือตอนที่ลูกค้าบอกว่าร่างกายของเธอสกปรก) แต่แววตาของเธอก็ยังเต็มไปด้วยประกายของคนช่างฝัน
ผู้กำกับ ทากาฮาชิ อธิบายว่าเขาเขียนบทเรื่องนี้โดยได้แรงบันดาลใจเกี่ยวกับตัวละคร ชารอน จากเด็กสาวอายุ 17 ปี คนหนึ่งที่เขาเคยพบเห็นเพียงสองครั้ง เขาไม่รู้รายละเอียดของเธอมากนัก แต่เขาก็พยายามจะนึกจินตนาการว่าเธอจะใช้ชีวิตอย่างไร ไปทำอะไรมาบ้าง หนังเรื่องนี้รวนอาการของผู้ชายที่วางตัวไม่ถูกได้เป็นอย่างดี มีฉากที่น่าคิดเกี่ยวกับความหลงเข้าใจผิดว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้นำเกมอยู่ หลายฉาก หนังเรื่องนี้เลือกมองมุมจากผู้ชายโดยรักษาสมดุลหมิ่นเหม่แบบรู้ทัน ซึ่งไม่น่าจะสร้างปัญหาให้ฉากปิดเรื่องดูเป็นอุดมคติเกินไปแต่อย่างไร เพราะ ชารอน ก็มีมุมฝันอุดมคติของเธออยู่แล้ว ถึงแม้ปกติเธอจะเอาตัวรอดในโลกความเป็นจริงได้เก่งกว่าพวกผู้ชายที่แวดล้อม เธอก็ตาม หนังตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ชีวิตผู้ชายมุ่งหน้าหาความสำเร็จ แต่สำหรับผู้หญิงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนั้นสำคัญกว่า” หนังเขาว่าเข้านั่น ส่วนใครจะไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ว่ากันไป
มีประโยคทองอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจ หัวหน้าสำนักค้ากามชอบย้ำกับพนักงานแมงดาของตนเองในที่ประชุมอันเคร่งขรึม ว่า “จำไว้ ตัวแกไม่มีคุณค่าจนกว่าจะได้รับใช้คนอื่น”
ตามเครดิต ทากาฮาชิ เคยทำหนังคั้ลท์ กับละครเวทีชื่อเดียวกันที่มีชื่อเสียงมากเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Shinzo-nuki ผมถามเขาถึง เมกูมิ โมริซากิ ดาราสาวที่แสดงเป็น ชารอน ว่าเธอแสดงอะไรมาบ้าง เขาบอกว่าเธอเคยแสดงบทสมทบ และเล่นละครเวทีเป็นส่วนใหญ่ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เธอแสดงเป็นตัวเอก ซึ่งเธอก็ทำได้ดีมาก แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยอายุน้อยเหมือนนางเอกญี่ปุ่นทั่วไปก็ตาม
ผู้กำกับคนเก่งพูดสวัสดีเป็นภาษาไทยได้ด้วย อันที่จริงเขารู้จักเมืองไทยค่อนข้างดี เนื่องจากเคยมาพักเมืองไทยบ่อยๆ ภรรยาเขาเองก็เป็นคนไทย และจากในหนังเองสำนักงานใหญ่ค้าโสเภณีชั้นสูงก็มีทีท่าจะมาขยายสายที่เมือง ไทยด้วยเช่นกัน แต่นั่นคือมุมของแก๊งแมงดา ส่วนท่าทีของ ทากาฮาชิ เขาไม่ได้ดูถูกหญิงไทยแน่ ๆ ถ้าดูเขาตอบคำถามของเจ้าหน้าที่งานเทศกาลมันน์ไฮม์
-คุณคิดว่าผู้ชายเรียนรู้อะไรจากผู้หญิงบ้าง?
-ความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ผู้หญิงเป็นคนสร้างผู้ชาย
Move! Where are you going? อาจจะเป็นหนัง (อินเตอร์) เน็ทเรื่องแรกของโลกก็ว่าได้ คุณ Koetz ผู้บริหารเทศกาลหนังมันน์ไฮม์ออกมากล่าวว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังแนวที่ยังไม่มีคำนิยาม เป็นการทดลองทำหนังในรูปแบบใหม่ โจนา พีโตร กับ เปาโล รอนชี่ ผู้สร้างชาวสเปนเชิญชวนให้คนทำหนังอิสระทั่วโลกถ่ายทอดมุมมองของตัวเองผ่าน จังหวะการเคลื่อนไหวของชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของภาพยนตร์ เราได้เห็นชีวิตคนในหลายประเทศทั่วโลกสลับกันไป ยามใดที่นาฬิกาชื่อประเทศริมขอบจอล่างด้านขวาไปหยุดลงที่ชื่อของใคร ประเทศนั้นก็เป็นฝ่ายรับไม้วิ่งต่อ
หนังเปิดเรื่องจากอิตาลี่ชาย หญิงที่แสดงบทรักในสวนสาธารณะค้นพบเด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้, หนุ่มสเปนที่มองชีวิตเหมือนการทำแต้มวีดีโอเกมได้ช่วยชิงกระเป๋าถือจากโจร กลับมาคืนให้หญิงสาวที่เขาแอบปิ๊ง ก่อนที่จะถูกเจ้าโจรหักหน้าไปอีกในช่วงที่เขากำลังจะได้หน้าและเพิ่มคะแนน แบบเต็ม ๆ, เด็กสาวชาวอินเดียที่ใฝ่ฝันอยากเข้าวงการหนังบอลลีวู้ด เธอตระเวนเต้นระบำหน้าท้องทดสอบหน้ากล้องตามศูนย์โมเดลลิ่งทุกแห่ง, หญิงวัยกลางคนในบราซิลที่ย้ำกับสาวคนขายถึงความแตกต่างทางความว่างเปล่าของ ถ้วยชาแต่ละใบ, เลขานุการสาวอเมริกันที่เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวในฮาวาย, ลูกสาวที่เดินทางไปฮาวาน่าเพื่อหาคนรักเก่าของพ่อเพื่อนำอัฏฐิไปคืนดี จนกระทั่งมาจบลงด้วยการเต้นรำอย่างเร่าร้อนของชนแอฟริกัน (หรือมอรอคโค ผมก็จำไม่ได้แน่)
แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงกลางเรื่องชื่อประเทศได้มาหยุดลงที่ ไทยแลนด์ หัวใจผมแทบหยุดเต้น อ้าว มีหนังไทยด้วยแฮะ!
เรื่องราวในหนังดำเนินไปได้สักพัก ผมก็เริ่มคุ้น ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่จากบ้านต่างจังหวัดเดินทางกับแม่มาทำงานบริการ ที่กรุงเทพฯ กว่าที่ทั้งสองจะคิดได้ว่าตัดสินใจผิดก็สายเกินไปเสียแล้ว จังหวะและเนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้ชะลอการโยกคลอนอันรวดเร็วของหนังตอน ที่ผ่านมาในประเทศต่าง ๆ แทบทั้งหมดจนเกือบหยุดนิ่ง แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมเคยอ่านบทหนังเรื่องนี้มาก่อนนี่นา
ครั้นเครดิตไหลเรียงตามมา ที่ท้ายเรื่อง ใช่แล้ว เทียนหงู่เย็น ผู้กำกับสาวเวียดนามที่เพื่อนของผม เกรียงศักดิ์ ศิลากอง ผู้จัดเทศกาลหนังเวิล์ดฟิล์มกรุงเทพ ฯ โทรมาบอกให้ผมไปช่วยหาทีมงานสร้างหนังของเธอเรื่องนี้ ผมกับเพื่อน ๆ ยังช่วยติดต่อให้เธอไปหานักแสดงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ด้วยซ้ำ ไม่แปลกเลยที่หนังของเธอมีนาย เคี้ยง-ไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ เพื่อนอีกคนของผมเป็นคนทำเสียง ไอ้เจ้าเสียงประหลาด ๆ ในฉากหนึ่งต้องเป็นฝีมือของเคี้ยงแน่นอน ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าเดินทางหลายชั่วโมงจากบ้านมาแสนไกลยังหนีไม่พ้นเสียง ลูปพิลึกกึกกือวนไปวนมาของนายเคี้ยงอีก คราวนี้ซึ้งหรือยังกับธีมโลกาภิวัตรของหนังเรื่องนี้และความจริงที่ว่าโลก เรานั้นแสนกลม
Antares ของออสเตรียใช้การเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว หนังมีฉากโจ่งครึ่มอยู่หลายฉากซึ่งช่วยสร้างจุดขายที่ดีให้ลูกค้าร้านดีวีดี บ้านเรา ผมคงเล่าเรื่องย่อตรงนี้ไม่ได้เพราะกลัวโดนเซ็นเซอร์ ผมคงต้องขอข้ามไปก่อน แล้วก็มีหนังบางเรื่องอย่างหนังญี่ปุ่น Snow in Spring หนังเยอรมัน Prisraki (Ghosts) หนังอเมริกัน Dear Pillow และหนังอิหร่าน Butterfly in the Wind ที่นึกเขียนอะไรไม่ออกเลย เพราะดูหนังมากจนหัวลายก็ขอข้ามไปเช่นกัน
แล้วก็มาถึงหนังเด็ด The Delicate Art of Parking ที่ฉายโชว์นอกสายประกวดในสาย “ค้นพบคนทำหนังหน้าใหม่” หรือ International Discoveries เรื่องนี้เรียกเสียงฮาสนั่นลั่นโรงได้ตั้งแต่ต้นจนจบ แรกทีเดียวผมอ่านเรื่องย่อแล้วตั้งใจข้ามหนังเรื่องนี้ กะแผนไปเที่ยวปราสาทเสียดิบดี แต่พอดีโชคเข้าข้าง นางอัปสรฝรั่งดลใจให้สลับวันเที่ยว ไม่คิดเลยว่าจะโดนจี้เส้นฮา นักทำหนังสารคดีสมัครเล่นกลุ่มหนึ่งติดตามดูชีวิตของพนักงานออกใบสั่งรถยนต์ ครั้งแรกที่ทีมงานพบกับ แกร้นท์ พาร์คเกอร์ หนุ่มหน้าใสแว่นตากรอบหนาเตอะผู้มองโลกในแง่ดี นั่นคือตอนที่คนหัวเสียซึ่งถูกใบสั่งกำลังกระทืบเขาอยู่ แต่พอทีมงานเข้าไปช่วย เขากลับตอบว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ปกติเขาต้องโดนมากกว่านี้เยอะ
หนุ่มหน้าจืด ลอนนี่ กูเซ่น ใช้ความสามารถพิเศษในการถูกออกใบสั่งเป็นกิจวัตรประจำวันมาริเริ่มถ่าย สารคดีเรื่องนี้ เขากับทีมงานค้นพบโลกพิศวงอีกหนึ่งแห่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหน้าปกติธรรมดา แกร้นท์ กับกลุ่มพนักงานออกใบสั่งปฏิบัติกิจของตนด้วยความจัดเจน มีระเบียบแบบแผนและเชื่อมั่นในการสร้างสรรค์สังคม โดยเฉพาะ แกร้นท์ ที่อดทนในการรับฟังเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับใบสั่งของเขา แกร้นท์ ไม่เคยน้อยใจหรือกล่าวโทษคนที่คิดแค้นเขา หากแต่มอบความให้อภัยและศรัทธาในการจรรโลงโลกในแบบที่เขาทำอยู่
ไม่มีทางที่ผมจะเล่าถึงหนังเรื่องนี้ให้ได้สนุกเหมือนคุณได้ดูเองอย่างแน่นอน ดังนั้นผมจะไม่พยายามต่อให้ขายหน้า แต่ความฮาอีกประการของหนังมันอยู่ที่ความเป็นหนังซ้อนหนัง หรือการแสร้งทำเป็นหนังสารคดีนั่นเอง หนัง Mockumentary “สารคดีปลอม” เรื่องนี้อาจจะทำให้หลายคนต้องสะดุดมุมมองในครั้งหน้า หากคุณบังเอิญไปพบเข้ากับพนักงานออกใบสั่งหรือตำรวจจราจร
เทร้นท์ คาร์ลสัน สมควรแล้วที่จะได้รับเสียงปรบมือดัง ๆ เรื่องนี้เป็นผลงานกำกับหนังใหญ่เรื่องแรกของเขา ก่อนหน้านี้เขาเคยทำแต่หนังสั้นและกำกับรายการโทรทัศน์ The Delicate Art of Parking เป็นหนังเรื่องเดียวในมันน์ไฮม์ที่เคยผ่านการประกวดมาก่อนจากเทศกาลอื่น เรื่องนี้ชนะรางวัลมาแล้วจากเทศกาลหนังมอนทรีออลที่แคนาดา รอบที่ฉายในมันน์ไฮม์นี้ถือเป็นการเปิดตัวฉายโชว์ครั้งแรกในยุโรป (อยู่นอกสายประกวด)
ต่อมาก็เป็นคนทำหนังคู่เด็ดของเทศกาล โอลิเวอร์ อักเซอร์ และ ซูซานน์ เบ๊นเซ่ (ไม่เกี่ยวข้องกับแจ๋วพรชิตา) ชายหญิงเยอรมันน่าทึ่งคู่นี้ใช้ความสนใจพิเศษของตนนำความรอบรู้เรื่องดนตรี และการบันเทิงในยุคนาซี มาผสมกับการศึกษาแนวคิดของพรรคสังคมนิยมแห่งชาติของอาณาจักรไรคช์ที่ 3 จนเกิดหนังที่แสนมหัศจรรย์เรื่อง Hitlers Hitparade
เคยมีใครนึกภาพออกไหมว่า คนเยอรมันเขาอยู่กันยังไงเมื่อสมัยที่นาซีกำลังบีบคอชาวโลก ขณะที่คนยิวจำนวนมหาศาลล้มตาย พวกเขาใช้ชีวิตสนุกสนานบันเทิงกันอย่างไร เสพความสุขชนิดไหนกันบ้าง
หนังเรื่องนี้ตอบโจทย์ข้างต้นได้อย่าง แสบสะดุ้ง ดนตรีหวาน ๆ เพลงไพเราะหรูหราฉุดดึงคนเยอรมันให้เพลิดเพลินไปกับแสงสีที่น่าตื่นตา ฉากตระการที่เทียบระดับหนังเพลงของสตูดิโอฮอลลีวู้ด คนทำหนังปล่อยให้เราเพลิดเพลินกับภาพหนีความจริงที่เย้ายวนจนลืมเลือนความ จริงอันน่ากลัวซึ่งกำลังลุกลามไปทั่วโลก ฟิล์มหนังข่าวสารคดี หนังดราม่า หนังเพลงประโลมโลกย์ หนังโฆษณาชวนเชื่อ การ์ตูน หนังการศึกษา ภาพถ่ายสมัครเล่น ภาพฮิตเล่อร์ ภาพพาเหรดนาซี การเดินสวนสนาม และคำขวัญปลุกใจนั้นช่างขัดแย้งสิ้นดีกับชาวบ้านกลางซากปรักหักพัง ภาพทั้งหมดมาร่วมกันย้ำเตือนถึงความอัปลักษณ์ฉาบน้ำตาลก้อนใหญ่ที่รัฐบาลนา ซีหยิบยื่นให้กับประชาชน
ในตอนหนึ่งพิธีกรรายการทีวีพูดแดกดัน ผู้ชมที่ตั้งแง่ต่อสิ่งที่กำลังเสนอว่า “น่าจับไปเปิดคอนเสิร์ทในค่ายกักกัน” ส่วนในอีกตอนหนึ่งตัวละครสาวแต่งตัวหรูเริ่ดในหนังเรื่องหนึ่งอ้างว่าเธอไม่ มีสตางค์จ่ายค่าเช่าห้อง เพราะเธอไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อเครื่องแต่งตัว
คนทำหนังไม่ต้องพึ่งเสียงพากย์บรรยายให้เมื่อยปาก ตัวหนังใช้ภาพและเพลงพูดเองได้อย่างหมดจด ยิ่งหนังตื่นตา มีเพลงรื่นหูมากเท่าไร ความน่ากลัวลึก ๆ ก็ยิ่งแจ่มชัดเข้าไปทุกที นี่คือหนังน่าศึกษาที่เป็นด้านกลับอันน่าสะพึงกลัวกว่า Schindler’s List มากนัก เรื่องนี้เหมาะดูประกอบกับ Brutality in Stone ของ อเล็กซานเดอร์ คลูเก้อ หรือ Night and Fog ของ อแลง เรส์เน่ส์ เอามาก ๆ เพราะเรื่องแรกสื่อแนวคิดโหดลึกในสถาปัตยกรรมเยอรมันยุคนาซี ส่วนเรื่องหลังเรียบเรียงภาพค่ายกักกันร้างให้หนาวเย็นได้ถึงกระดูก
ในกรณี Hitlers Hitparade นี้แนวคิดเกี่ยวกับ Heimat ก็สะท้อนกลับมากู่ก้องได้เป็นอย่างดี คำ “ไฮมัท” ที่พรรคนาซีเคยใช้ซุกซ่อนความคลั่งชาติหนักแผ่นดินภายใต้ไออุ่นของแพรงาม มันทำให้คนทำหนังเยอรมันยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองต้องมีภาระหนักอึ้งใน การชำระล้างบาปที่บรรพบุรุษพยายามแกล้งลืมนั่นทำให้ผมกลับมาปิดท้ายที่ วิม เวนเดอร์ส (อีกแล้ว) เขาผู้นี้ที่คล่องหลายภาษาและบินไปทั่ว เลือกถนนกับเส้นทางทั่วโลกเป็นที่ถ่ายหนังแสวงหาตัวตน เขาอีกนั่นแหละที่ใส่ประโยค “I am at home no where, in no house, no country” ของ ฟรีดริช วิลเฮล์ม มัวร์เนา (ผู้กำกับเยอรมันอีกคนที่อพยพไปทำหนังในฮอลลีวู้ดแล้วตายที่นั่น) เข้าไปในหนังเกี่ยวกับจุดจบของคนทำหนังเรื่อง The State of Things นอกจากนั้น วิม ยังเคยช่วยผู้กำกับอเมริกัน นิโคลาส เรย์ (ที่ฮอลลีวู้ดปฏิเสธ) ให้ทำหนังเรื่อง You can’t go home again อีกต่างหาก
เมื่อนึกถึง วิม เวนเดอร์ส ผมอดย้อนคิดไม่ได้ว่าชื่อของเขาอยู่ในจุดเริ่มต้นของการดูหนังด้อยโอกาสแบบ ของผมตั้งแต่แรก ในวันเวลาที่ผ่านไป ผมได้สมัครใจรักใคร่คนทำหนังอีกนับร้อยจนห่างไกลจากหนังของ วิม ไปบ้าง แต่เมื่อจังหวะชีวิตหมุนมาพบปะกับหนังเขาทีไร (ทั้งผลงานเก่าและใหม่) ผมก็ยังคงประทับใจกับความเรียบง่าย ท่าทีมองโลกที่นุ่มนวลและวางตัวอย่างดีกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เขาเป็นเพียงหนึ่งในคนทำหนังรุ่นเก่าเพียงน้อยคนที่สอดคล้องกับจังหวะสังคม ซึ่งคลี่คลายตัวเองอยู่ทุกวันได้เป็นอย่างดี ผมอดคิดไม่ได้ว่า คนทำหนังอย่างเขานี่แหละที่จะคงอยู่ยืนนานกว่าคนที่สมัครใจมองโลกหวานชื่น ทุกอย่างตอบได้ คลี่คลายได้ บางคนที่เหงาซ้ำซาก หรือหมกมุ่นกับการมองโลกในแง่ร้ายไปตลอดชีวิต (แม้บางครั้งพวกเขาจะมีทักษะการทำหนังที่ไม่เป็นรอง) สิ่งหนึ่งที่คุณสัมผัสได้ทันทีจากหนัง วิม ก็คือ ภาวะการมีชีวิตในปัจจุบันขณะ ณ เวลานั้น ตำแหน่งแห่งนั้น ในสถานที่และเวลาเฉพาะนั้น ๆ ที่ประกอบไปด้วยช่วงเวลาโยกคลอนเฉพาะตัว โดยเฉพาะฉากที่ตัวละครฟังเพลง เล่นดนตรี เปิดแผ่นเสียงหรือซีดีร้องเพลงตามอย่างอภิรมย์ ลองดูแค่ชื่อหนังส่วนใหญ่ของเขา ถ้าไม่ใช่ชื่อเพลงก็มักเป็นชื่อสถานที่ บ่งชี้ความเป็นดินแดน หรือความเป็นกลุ่มก้อน
แม้วิมจะเคยมาเมืองไทยเมื่อนานมา แต่หากผมอยากพบหน้าเขาแล้วจะรอให้ใครเชิญมาเทศกาลบ้านเราก็คงรอแห้ว ทางเดียวคือต้องออกนอกบ้านบินมาตามนัดที่มันน์ไฮม์ โดย วิม นั้นปลีกเวลาจากการตัดต่อหนังเรื่องใหม่ Don’t Come Knocking ที่อเมริกาเพื่อแวะมางานนี้เพียงวันเดียว
ก่อนที่วิมจะขึ้นเวที นักข่าวและแฟนหนังก็จองที่นั่งและยืนรอกันเต็มพรืด กล้องทีวี ไมค์โครโฟนพันกันนัวเนียอยู่หน้าเวที รอกันอยู่เกือบชั่วโมง วิม ก็ปรากฏตัวในเสื้อผ้าเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตขาว แจ็คเก็ตดำและกางเกงยีนส์ เขาตอบคำถามอย่างสบาย ๆ มีอารมณ์ขัน เรียกเสียงฮาได้ตลอดเวลา เขารับรางวัลด้วยความเขินแล้วเสริมว่า งานนี้เป็นงานเดียวที่เขาเต็มใจรับรางวัลชื่อโก้อย่าง Master of Cinema ประสบการณ์เมื่อสมัยที่เขาช่วยผู้กำกับ มิเกลอันเจโล่ อันโตนีโอนี่ ทำหนังเรื่อง Beyond The Clouds ทำให้เขาขัดใจมาก เพราะคนอิตาเลี่ยนติดเรียกผู้กำกับว่า แมสโตร (Maestro หรือ Master ในภาษาอังกฤษ) เรียกกันติดปากจนเขาหงุดหงิดต้องขู่ว่าใครเรียกอีกจะถูกไล่ออก แต่ที่งานมันน์ไฮม์นี้ หนังสั้นของเขาเคยฉายที่นี่ตั้งแต่สมัยยังไม่มีชื่อเสียง เขาจึงรู้สึกว่านี่คือการต้อนรับกลับบ้านที่ให้เกียรติมาก
เขามองเห็นอนาคตสดใสของคนทำหนังยุคหน้า เขาบอกว่ากล้องวีดีโอดิจิตอลขนาดเล็กได้ปฏิวัติการทำหนังยุคใหม่ไปเรียบร้อย แล้ว อิสรภาพที่เด็กหนุ่มสาวมีมากขึ้นจะส่งผลให้เกิดหนังที่น่าตื่นเต้นมากยิ่ง ๆ ขึ้น แม้ในเวลาเดียวกันจะมีหนังคุณภาพต่ำออกมามาก แต่การเกิดดาวดวงใหม่ที่มีพรสวรรค์ก็จะไม่ยุ่งยากดังเช่นสมัยก่อน เขาเล่าว่าหนังเรื่อง Land of Plenty ที่เขาส่งเข้าประกวดที่เทศกาลหนังเวนิสครั้งที่ผ่านมา (และนำมาฉายด้วยในงานมันน์ไฮม์ครั้งนี้) เขาจะไม่มีทางทำสำเร็จได้เลยหากใช้ฟิล์มถ่ายหนังถ่าย หนังเรื่องนี้เขียนบทเสร็จในสองอาทิตย์ ถ่ายทำใน 16 วันด้วยเงินเพียงครึ่งล้านเหรียญ แล้วจึงนำภาพวีดีโอมาแปลงลงฟิล์มหนัง 35 มม. อีกที นักแสดงและทีมงานหนุ่มสาวได้ช่วยให้เขาเรียนรู้วิธีการทำงานแบบใหม่ ๆ เขาภูมิใจกับการทำหนังเรื่องนี้มาก เช่นเดียวกับเรื่อง Don’t Come Knocking หนังฟิล์ม 35 มม. จอซีนีม่าสโคปเรื่องล่าสุดที่กำลังอยู่ระหว่างตัดต่อ เขาได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับ แซม เชพพาร์ด นักเขียนบทคู่ใจจากเรื่อง Paris, Texas (โดย เชพพาร์ด นำแสดงเองกับ เจสสิก้า แลงก์ แฟนเก่า) วิม รู้สึกว่างานนี้เป็นลางที่ดีเพราะขนาดคนตัดต่อยังบ่นเสียดายไม่อยากตัดหนัง ให้สั้นลง
วิมไม่ได้อยู่ในคืนวันรุ่งขึ้นที่เทศกาลหนังมันน์ไฮม์ฉาย Until The End of The World ฉบับสมบูรณ์ยาวเกือบ 5 ชั่วโมง การดูหนังเรื่องนี้บนจอหนังขนาดใหญ่เป็นหนึ่งในความฝันของผมเสมอมา ถึงมันจะไม่ใช่หนังโชว์ฉากลงทุนมโหฬาร แต่สำหรับหนังยุโรปแล้วทั้งเนื้อเรื่อง ฉาก ดีไซน์เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ก็นับว่ามีสีสันภาพตระการตามาก ผมตามอ่านข่าวสมัยที่หนังเคยไปตระเวนฉายตามรัฐต่าง ๆ ในอเมริกามาหลายปีก็แทบไม่คิดฝันจะได้ดูฉบับไดเร็คเตอร์ส คัทนี้ ผมจำได้ว่าผู้กำกับ ฌอง-ลุค โกดาร์ เคยบ่นว่าอยากให้หนังเหมือนกับภาพเขียนตรงที่มีเพียงฟิล์มต้นฉบับไม่มีก็ อปปี้ หนังคงทำขนาดนั้นไม่ได้ แต่การดูหนังเรื่องนี้ก็มีส่วนคล้ายกันอยู่บ้าง เพราะ วิม แอบผู้อำนวยการสร้างลงทุนตัดหนังใหม่ด้วยเงินของตัวเอง ฟิล์มฉบับสมบูรณ์ชุดนี้มีเพียงชุดเดียวในโลกและเก็บที่พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์มิ วนิค ถึงปัจจุบันกรอบของกฎหมายก็ยังคงมีผลบังคับให้หนังเรื่องนี้ไม่สามารถเผย แพร่ได้ทั่วโลกอย่างถูกต้อง คนทั่วไปที่คุ้นกับหนังฉบับสั้นสองชั่วโมงครึ่ง (ซึ่งโดนนักวิจารณ์รุมยำ) จึงไม่มีโอกาสสัมผัสกับของจริงเสียที
กาลเวลาพิสูจน์ความร่วมสมัยของหนังใครหน้าไหนได้อย่างดี ต่อให้โลกอนาคตในปี 2000 จะผ่านพ้นเราไปนานแล้ว แต่โลกจินตนาการที่ วิม สร้างไว้ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ก็ยังสอดคล้องกับโลกร่วมสมัยได้สวย ดังที่เห็นได้ทั้งในหนังทั้งในโลกความจริง อเมริกายังทำตัวเป็นพี่เลี้ยงแสนรู้ของโลกอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างที่คนทำหนังคาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องอินเตอร์เน็ท แต่ปัญหาของคนเราก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องการสื่อสารระหว่างคน การจัดวางความสัมพันธ์ของหน้าที่และหัวใจอย่างสร้างสรรค์ พร้อม ๆ กับที่การเดินทางวนเวียนทั่วโลกของตัวละครไม่ใช่การมุ่งสู่บทสรุปที่บ้าน แต่เป็นการเริ่มต้นอนาคตใหม่ด้วยดวงตาเปี่ยมประกาย
เนื้อเรื่องของ Until The End ฉบับสมบูรณ์ไม่ได้มีความแตกต่างจากหนังฉบับสั้นที่แพร่หลายในวีดีโอ ลิขสิทธิ์ของบ้านเราแต่อย่างใด แต่ที่ได้กลับคืนมาคือ จังหวะหนังที่ไม่ร้อนรน รายละเอียดของตัวละครที่มีมากขึ้นพร้อม ๆ กับจำนวนเพลงและการละเลียดเวลาในประเทศต่าง ๆ เราได้รู้จัก แคลร์ ตัวเอกของเรื่องมากกว่าเดิมและเข้าใจแรงผลักดันที่ทำให้เธอออกติดตามชายแปลก หน้า แซม ฟาร์เบอร์ (วิลเลี่ยม เฮิร์ท) ไปสุดมุมโลก เราได้รู้ว่า ยูยีน (แซม นีล) แฟนของเธอนอกใจไปมีสัมพันธ์กับสาวญี่ปุ่นซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอเอง แคลร์ ผู้นิยมการทรมานตัวเองจึงได้ข้ออ้างสร้างจุดโคจรใหม่รอบวงสัมพันธ์ของเธอกับ ชายสองคน คือ แซม ที่ดูจะเอาเปรียบเธออยู่ค่อนเรื่องกับ ยูยีน คนรักที่เธอคงไว้เพียงความเป็นเพื่อน และตั้งฉายาให้ว่า “บันไดหัก” หนังฉบับยาวมีคำอธิบายที่มาของชื่อนี้ด้วย
ถ้าผมจำไม่ผิด คนบ้าคนหนึ่งจากเรื่อง Paris, Texas ก็โผล่มาบ้าต่อในเรื่องนี้ด้วย เขาพล่ามพูดเรื่องที่อเมริกาไม่ควรทำตัวกร่างเที่ยวไปยิงดาวเทียมของประเทศ อื่น เพราะทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองปั่นป่วนทั่วโลก หลังจากฉากแรกที่เขาบอกกับ แคลร์ ในบาร์ให้จำหน้าเขาไว้ดี ๆ เขาโผล่มาอีกฉากหนึ่งเป็นคนจี้จับตัวประกันออกทีวีเพื่อประท้วงอเมริกา
หนัง 5 ชั่วโมงสะท้อนความสุขสำราญของคนที่มีดนตรีในหัวใจ โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่ทุกชาติเชื้อชนเผ่ามาร่วมเล่นดนตรีหลากหลายชนิด ด้วยกัน ความเป็นมิตรไมตรีประสานให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปรับผิดชอบและเผชิญหน้ากับจุดอ่อนของตัวเอง หนังดูเพลินจนผมแทบลืมเวลาไม่อยากให้มีแบ่งพักรอบ หนังแบ่งเป็นสามส่วนมีตัวหนังสือภาษาเยอรมันกำกับในแต่ละภาค พร้อมบทเกริ่นนำเรื่องดาวเทียมอินเดียที่สูญเสียวงโคจร เหมือนดูหนังอภิอมตะมหาไตรภาค
Until The End of The World เป็นหนังเรื่องสุดท้ายที่ผมได้ชมในเทศกาล แม้เทศกาลจะยังมีต่อไปอีก 3 วันกว่าจะจบ ผมก็เลือกลงเอยเพียงเท่านี้ตามที่คิดว่าสวยงามแล้ว (ผมมารู้หลังงานจบ 5 วันต่อมาว่าหนังที่ผมได้ดูไม่มีเรื่องไหนได้รางวัลเลยสักเรื่อง) การเดินทางเรียนรู้ตัวเองพบปะประสบการณ์มีค่าต่าง ๆ ในหนังของ วิม เวนเดอร์ส (รวม อันโตนีโอนี่ ด้วยอีกคน) ไม่ได้สอนให้ใครเหงางุ่นดังที่บางคนแอบอ้าง แท้ที่จริงตัวละครของเขาไม่ใช่ประเภทขี้เหงาฟูมฟายกลัวการอยู่คนเดียวอย่าง แน่นอน ถึงตามประสามนุษย์พวกเขาอาจพยายามต่อติดกับคนรอบข้างอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เลิกมีปัญหาในการวางตัวใกล้ชิดใครง่ายๆ
ตัวละครเอกใน หนังเรื่องแรก ๆ ของ วิม นั้นโดนความเอือมระอากับ “อดีต”และ “บ้าน” ให้ผลักดันตัวเองไปจนสุดขอบเมือง สุดขอบโลก มีเพียงสัมพันธ์ทางใจบางอย่างเท่านั้นที่รั้งพวกเขาไว้ให้หันหลังกลับมามอง จนถึงหนังวิมในยุคหลังอย่าง The Million Dollar Hotel ที่พวกเขาเริ่มมีทีท่าว่าจะต่อติดกับสิ่งรอบข้างได้มากขึ้น อีกทั้ง “ความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเพื่อนๆ” (ประโยคนี้มีในหนังของเขาทั้งเรื่อง Until The End และ Lisbon Story) ได้ทำให้เหล่าตัวละครทั้งหลายได้พบที่ทางของตัวเองในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะสานต่อคุณค่าผ่านเสียงดนตรี ศิลปะ การงานและการเสียสละ
ผมขึ้นรถไฟเดินทางออกจากเมืองมันน์ไฮม์ต่อไปสู่เมืองอื่น ๆ ตามตั้งใจ ก่อนเตรียมมุ่งหน้า(สุดขอบโลก) กลับเมืองไทยในสัปดาห์ต่อมาเพื่อร่วมงานมงคลสมรสของเพื่อนผม เขาและเธอทั้งสองที่กำลังจะเริ่มชีวิตครอบครัวอย่างจริงจัง การดู Until The End ฉบับใหม่หลังจาก 10 กว่าปีผ่านไป พร้อม ๆ กับย้อนอ่านบทความ วิม ที่ผมเขียนในช่วงปีไล่เลี่ยกันดูเหมือนกำลังมาบรรจบพ้องจุดลงเอยบางอย่าง ด้วยการได้พบหน้ากับ วิม เวนเดอร์ส ตัวจริงเสียที หลังจากเลิกคิดฝันมานานนัก
คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หนังโรง เรื่องแรกที่ผมได้กลับมาดูในเมืองไทยคือเรื่อง A Home at The End of The World สองชั่วโมงของคนดูเทียบกับช่วงเวลายาวนานที่ชายสองคนในหนังเรื่องนั้นร่วม เผชิญกันมา จนกระทั่งทั้งคู่มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของนิยามคำว่า “บ้าน” (ลองนึกถึงฉากจบที่ โคลิน ฟาร์เรลล์ ยืนมองบ้านของเขากับเพื่อนที่จุดโคมไฟสลัวในยามพลบค่ำ) ไม่ว่า “บ้าน”ในความหมายของแต่ละคนจะบรรจุความอบอุ่นของการต่อติด หรือแตกแยกกับรากเหง้าแค่ไหนอย่างไรก็ตาม แต่สำหรับนักเดินทางเรียนรู้ชีวิตอย่าง วิม เวนเดอร์ส บ้านในความหมายของเขาไม่ใช่บ้านในเชิงรูปธรรม หากแต่เป็นดินแดน หรือที่พักพิงใจที่ใดก็ได้ที่พวกเขารู้สึกสุขสงบชั่วครู่ยาม อาจเป็นระหว่างเดินทาง บนถนน โรงแรม สถานีอวกาศ หรือลึกเข้าไปทางจิตวิญญาณ
ไม่น่าแปลกใจที่หนัง Littoral ซึ่งฉายเปิดงานมันน์ไฮม์จบลงเมื่อ วาฮับ เลิกคิดฝังร่างของพ่อเขาบนผืนแผ่นดินเลบานอน ซีเรีย หรือแคนาดา เขาเลือกลอยศพของพ่อลอยทะเลสู่ดินแดนอื่น ถ้าผืนอดีตของเขานั้นคับแคบนักจนเติบโตไม่ได้ก็ป่วยการรอส่วนบุญ
ผมเองย่อมไม่กลับประเทศมาเพื่อโอดครวญหาบ้านในเชิงอุดมคติ เพราะตำแหน่งแห่งที่และหน้าตาของบ้านนั้นจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราไม่รู้ทิศทางในก้าวถัดไปของตัวเอง มัวแต่เฝ้าเหม่อรำลึกถึงอดีตวัยเยาว์หอมหวาน วันคืนแสนงามที่ไม่ได้เคยงดงามอะไรนักหนา
ไม่ว่าความรักพยาบาท ของผมกับหนังไทยจะจบลงเช่นใด บทสรุปยังมาไม่ถึง ผมคงพูดตอนนี้ได้แค่ว่าบทหนึ่งในตำราชีวิตของผมได้พลิกมาถึงหน้าสุดท้ายแล้ว เวลาที่นับจากนี้คือช่วงเวลาอโหสิ Zero Hour นับหนึ่งกับตำราใหม่ จงตั้งสติและก้าวต่อไป ท่านคนทำหนังวีดีโอดิจิตอลยุคอนาคต
แต่มันไม่ง่ายถ้าอดีตเขาให้ทุนเรามาน้อยนัก
แด่ Karla Keller ผู้ล่วงลับ 7 มกราคม 2548
หมายเหตุเพิ่มเติม ณ วันที่ 20 มกราคม 2548
“My home is not a place, it is the people”
จาก Land of Plenty ของ วิม เวนเดอร์ส ที่เทศกาลหนังนานาชาติกรุงเทพ ฯ 2548
ขอบคุณ The Goethe Institute และ Mannheim-Heidelberg Film Festivalที่เอื้อเฟื้อในการเดินทางครั้งนี้ และขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับ Heimat จากหนังสือ From Hitler to Heimat ของ Anton Kaes
(Reprinted from Pulp Issue No. 20-23, February-May 2005)

