หมายเหตุผู้เขียน : เนื่องด้วยเวลาอันจำกัดจำเขี่ย เทียบกับปริมาณหนังที่น่าสนใจที่ได้รับชมเป็นปริมาณมาก ทำให้ผมไม่อาจเขียนบทความแบบยาวๆ เต็มๆ ได้สะดวกดายอีกต่อไป ROUGH CUT จึงเป็นคล้ายโน้ตเรียบเรียงความคิดสั้นๆ เกี่ยวกับหมายเหตุต่างๆ ในเชิงสังคมและเชิงภาพยนตร์เกี่ยวกับหนังเรื่องหนึ่งๆ ครับ หากอ่านแล้วงงๆ ติดขัด ผู้เขียนก็ทำได้เพียงแค่กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
....................
มองเพียงผิวเผิน 'ท้าชน' ดูจะเป็นหนังแอคชั่นเลือดเดือดอีกเรื่องที่พูดถึงเกมคนชนคนซึ่งเน้นไปที่ความลุ้นระทึกของฉากแอคชั่น ซึ่งหนังเป็นเช่นนั้นจริง ตอบสนองอารมณ์ระทึกหวือหวาแบบวัยรุ่นได้จริง และเล่นกันถึงเลือดจริงๆ เสียด้วย หากประเด็นที่น่าสนใจใน 'ท้าชน' คือลึกลงไปจากตัวเรื่องแล้ว ดูเหมือนนี่จะเป็นหนังอีกเรื่องที่ซ่อนประเด็นการเมืองไทยไว้ได้อย่างน่าสนใจ แม้อาจจะตีความได้ว่าที่มันเป็นเช่นนั้นไม่ได้เกิดจากความตั้งใจส่วนตัวของผู้กำกับ แต่เกิดจากการไหลของเรื่องราวตามท่วงทำนองของหนังแอคชั่นที่ต้องมีการหักหลังล้างแค้นและการตกเป็นเบี้ยของผู้กุมอำนาจที่ใหญ่โตกว่า แล้วเพียงไปพานพ้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง (แต่การท้องอืดท้องเฟ้อของคนดูทำให้โยงกันไปเอง) หรือถ้าจะกล่าวในทางกลับก็อาจบอกได้ว่า ก็เพราะเหตุบ้านการเมืองมันช่างแสนน้ำเน่าราวกับพลอตของหนังแอคชั่นก็มิปาน!
ทดลองอธิบายแบบไม่จริงจังปะปนกับความคิดเห็นส่วนบุคคล เราควรโฟกัสที่ตัวละคร ‘เด่น’ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมทีมสำหรับเกมนี้ เด่น เป็นอดีตลูกน้องเสี่ยสองที่เหยียบขึ้นมาใหญ่หลังเสี่ยสองตายลง หน้าฉากเขาเปิดบริษัททัวร์ (หรือบริษัทอะไรสักอย่าง) แต่หลังฉากเขารับฟอกเงินจากนักธุรกิจชาวจีน (หรือฮ่องกง หรือสิงคโปร์?!?) เขากำลังมีปัญหากับตำรวจเรื่องคดีสักอย่างที่อาจจะทำให้เขาอยู่เมืองไทยไม่ได้ เขาเป็นดาวดวงใหม่ในแวดวงของเจ้าของทีม และก้าวพรวดๆขึ้นมาอยู่แถวหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกทีมของเขาก็กอปรขึ้นจากคนชั้นล่างของจริง คนอย่าง สิงห์ พนักงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้าง หมึก หนุ่มลูกจ้างเขียงหมู อิ๊ก เด็กแวนซ์ที่อาศัยอยู่กับแม่ในสลัม เค หนุ่มเสเพลที่อาศัยอยู่กับโสเภณี โดยมี ไท เป็นมือใหม่ที่เพิ่งหลุดมาจากคุก หลังจาก แทน พี่ชายของเขาถูกกระทืบจนกลายเป็นเจ้าชายนิทราขณะหาเงินมาช่วยเขาออกจากคุก
อดคิดใคร่ครวญผูกโยงเด่นเข้ากับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกต้อนรับขับไล่ออกไปจากประเทศไม่ได้ ด้วยความคล้ายคลึงในฐานะดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีฐานเสียงเป็นคนชั้นล่างหาเช้ากินค่ำ และสุดท้าย บรรดาคนชั้นล่างเหล่านั้นก็ถูกใช้ให้ไปตายแทนผ่านทางการจ่ายค่าตอบแทนอันเหมาะสม เด่นก้าวหน้าในแวดวงอย่างรวดเร็ว ทั้งในเกม และพนันนอกเกม จนร่ำรวยโดยไม่ได้สนใจหมากเบี้ยที่เขาใช้แม้แต่น้อย จนกระทั่งในที่สุดก็ต้องแลกกันด้วยเลือดและชีวิต
ยิ่งเมื่อตัวละครหลักของเรื่อง คือฝาแฝดแทนและไท ทำให้บทบาทการโยงชื่อเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แทนนอนสลบหลับใหลอยู่ในห้องไอซียู ตัวแทนอย่างไท(ย) (ตัวแทนของไทย หรือไทยคือตัวแทน!?!) ออกสืบหาความจริงของพี่ชาย เขาเริ่มจากเด่น ก่อนที่จะถูกชักนำเข้าไปสู่องค์กรใต้ดินที่ยิ่งใหญ่ไพศาล และได้เจอศัตรูตัวจริงซึ่งเริ่มต้นจากความเป็นเพื่อนแล้วหักหลังพี่ชายของเขา นี่คือตัวละครบ้าเลือดที่ไม่สนอะไรนอกจากการทำลายล้าง (ชักชวนให้ครวญคิดถึงการล้มล้างโดยไม่เลือกวิธีการแบบที่เราพบในช่วงสองสามปีที่แล้วมา) จากชื่อของ แทน กับ ไท ทำให้อดคิดถึงนัยประวัติในชื่อหมึก (ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า MUK แถมยังมีโครงสร้างทางกายภาพที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย)
หากทั้งหมดทั้งมวลมีผู้กุมอำนาจขั้นสูงสุดซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของทีมใดๆ แต่เป็นผู้จัดตั้งขึ้นมาทั้งองค์กร เขาเป็นผู้ริเริ่มและเฝ้ามองเอาประโยชน์อย่างสมเหตุสมผล เรียงลำดับชั้นจากเขา ลงไปหาเจ้าของทีม (นักการเมือง?) นักพนัน (คนชั้นกลาง?) โดยมีชาวบ้านตาสีตาสาที่กระโดดลงไปเล่นเกมชีวิตอย่างในฐานะเบี้ยในกระดานที่จะถูกเขี่ยทิ้งคร่าทำลายเสียเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการพนันขันต่อเท่านั้นเอง ยิ่งเมื่อหนังกล่าวโดยนัยในฉากไคลแมกซ์ว่า นี่นับเป็นปีที่ 35 นับแต่มีการแข่งขัน นัยประวัติ(ที่อาจบังเอิญ)นี้ตอกย้ำความเพ้อเจ้อของผู้เขียน เพราะเมื่อถอยหลังไป 35 ปี มันก็จะตกอยู่ในช่วง 6 ตุลาพอดิบพอดี
การคืนกลับของอำนาจหลังหกตุลา และลำดับขั้นการควบคุมแบบที่ปรากฏในหนัง (ทั้งๆ ที่มันก็ปรากฏในหนังเรื่องอื่น จนอดมองไม่ได้ว่านี่เป็นความเพ้อเจ้อส่วนบุคคลของผู้เขียน) สะท้อนสภาพสังคมไทยตลอดสามสิบห้าปีที่ล่วงผ่านออกมาได้อย่างเจ็บเสบ หรืออาจดังที่กล่าวไปในย่อหน้าต้นๆ อาจเพราะสภาพสังคมไทยมันช่างน้ำเน่าราวกับละครก็มิปาน
ฉากสุดท้ายของหนังปิดด้วยภาพการฟื้นคืนของแทนผู้เกรี้ยวกราด แทนไม่ได้ทำเพื่อสางแค้นให้น้องชาย (ไท(ย)ที่ตายแล้ว?!?) อีกต่อไป เพราะเขาในที่สุดได้กลายเป็นปีศาจที่กระโดดลงไปเล่นเกมแบบไม่เลือกวิธีการ ไม่สนความยุติธรรมใดๆ อีกต่อไป ไม่ว่านี่จะเป็นเพียงเรื่องราวในหนัง หรือเป็นเพียงคำทำนาย (ที่ดูเหมือนคำทำนายในหนังจะเป็นจริงคือการที่ในตอนท้าย เด่นพา ‘สินค้าลอตใหม่’ มาให้สิงห์เช็คของ สินค้าลอตใหม่ที่ว่าคือผู้เล่นรายใหม่ ซึ่งที่จริงแล้วคืออดีตศัตรูหน้าเก่าที่แปรพักตร์มาอยู่กับเด่น (อาจจะเพราะเด่นเก่งกว่า หล่อกว่า หรือได้ประโยชน์มากกว่า) ในที่นี่ตำแหน่งของเด่นไม่ได้ยึดอยู่กับบุคคลอีกต่อไป (อย่าลืมว่าเด่นก็มาจากการแทนที่เสี่ยสองคนเก่า) แต่คือตำแหน่งเจ้าของทีมที่ใครจะมาเล่นก็ได้ (ในช่วงสองสามปีนี้ก็เล่นกันไปสี่ห้าคนแล้ว) ) เราก็อดคิดไม่ได้ว่าสุดท้าย บางที ประเทศไทยอาจจมลงสู่การเอาชนะโดยไม่สนวิธีการใดๆ อีกต่อไป!
แต่ไม่ว่า 'ท้าชน' จะมีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ นี่ก็ยังเป็นหนังที่น่าสนใจอยู่ดี เพราะนอกจากหนังจะควบคุมฉากแอคชั่นในเรื่องไม่ให้ออกมาดูกระป๋อง (หลังการมาถึงของ จา พนม ฉากแอคชั่นในหนังไทยได้ถูกยกมาตรฐานขึ้นมาใหม่) มากไปกว่านั้น นี่คือหนังที่จับภาพกรุงเทพฯ ร่วมสมัยได้น่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่ง ย้อนกลับไปหลายปีก่อน ธนกร พงษ์สุวรรณ เคยจับภาพคนหนุ่มสาวชาวบางกอกได้อย่างจริงจังใน 'FAKE โกหกทั้งเพ' แม้จะเสียรังวัดไปกับ 'โอปปาติก' ที่ถูกงานสร้างและรัศมีดาราใหญ่โตทำลายตัวเรื่องลงไป แต่ 'ท้าชน' ก็พิสูจน์ว่าเขาเป็นคนทำหนังไทยกระแสหลักไม่กี่คนที่จับภาพชีวิตกรุงเทพฯ ได้เข้มข้น กล้องของหนังซอกซอนไปในแฟลตรูหนูอย่างตื่นตาในฉากแอคชั่นฉากหนึ่ง แต่มากกว่านั้นคือภาพชีวิตของแต่ละคน ตั้งแต่ชีวิตพนักงานขายของในห้างไปจนถึงภาพในสลัม ภาพเด็กสาวไซด์ไลน์ หรือไอ้หนุ่มเขียงหมู ล้วนถูกนำเสนออย่างตั้งใจและเป็นจริงเป็นจังอย่างยิ่ง
กล่าวโดยรวม 'ท้าชน' อาจจะเป็นหนังเล็กๆ ที่ดูเหมือนทำมาเพื่อตอบสนองวัยรุ่นเพศชายฮอร์โมนพล่าน แต่ตัวหนังของมันกลับออกมาประณีตและน่าพอใจมากๆ โดยส่วนตัว นี่คือหนังไทยนี่น่าพอใจที่สุดนับตั้งแต่เปิดปีมา และอาจดำรงตำแหน่งนี้ยาวต่อไปได้ถึงปลายปีด้วยซ้ำ
ขอบคุณนักดูหนังรุ่นพี่คนสำคัญท่านหนึ่ง (ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม) ที่ช่วยกันวิเคราะห์หนังเรื่องนี้ ซึ่งผู้เขียนได้นำเอาความคิดบางส่วนมาต่อยอดจนเป็นบทความชิ้นนี้ครับ

