ไข่เจียวอาจถือได้ว่าเป็นอาหารหมายเลข 01 อยู่คู่กับคนไทยมานาน (ถ้าไม่นับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นอาหารจำพวก "กึ่งสำเร็จ" รูปที่อาจไม่จัดให้เข้าพวกด้วยความลำเอียง หรืออาจจะยกให้เป็นอาหารหมายเลข 00 แทนก็ได้) ถึงแม้ว่าตำราทำอาหารแบบเป็นเรื่องเป็นราวในท้องตลาดจะไม่ค่อยเขียนถึงไข่เจียวกันมากนัก แต่ในการถ่ายทอดวิชาทำอาหารแบบไม่เป็นทางการ (อย่างเช่น แม่สอนลูกทำอาหารเป็นครั้งแรก) ไข่เจียวมักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ
ในแง่วัฒนธรรม ไข่เจียวเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ขั้นพื้นฐานที่ใช้จำแนกชนชั้นว่าบุคคลใดมีความสามารถในการทำอาหารหรือไม่ บทสนทนาที่เรามักพบเจออยู่เสมอในงานเลี้ยงส่งมิตรสหายคนรู้จักที่จำต้องเดินทางไปอาศัยในต่างแดน ก็คือเสียงแซวว่า "ระวังอดตายนะ" และคำตอบยอดนิยม "อย่างน้อยฉันก็ทำไข่เจียวเป็น"
ความนิยมของไข่เจียวไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งคนทานหรือคนทำนั้นเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ในสายตาของคนทำ กระบวนการผลิตไข่เจียวหนึ่งจานนั้นเรียบง่ายเพราะใช้เพียง "ไข่" เท่านั้น เมื่อเทียบกับวัตถุดิบในการทำอาหารประเภทอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่ง อย่างเช่น เนื้อสัตว์ ปลา หรือผัก ซึ่งต้องการการตระเตรียมอาหารอยู่บ้าง (เช่น หมักเนื้อ หั่นผัก) การทำไข่เจียวลำบากแค่เพียงหยิบไข่ออกมาจากตู้เย็น แล้วตอกให้ลงกระทะเท่านั้น (ถึงแม้ว่าจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน การตอกไข่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถ้าไม่เคยทำมาก่อน)
ถ้าลองดูจากมุมมองของคนกินไข่เจียวดูบ้าง ไข่เจียวเป็นอาหารโปรตีน กินอร่อยกว่าผักล้วนๆ แน่นอน และมาพร้อมกับคุณสมบัติที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนกิน ไข่เจียวไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์ที่ต้องเคี้ยวฉุดกระชาก ในขณะเดีวกันก็ไม่มีกลิ่นหรือรสรุนแรงมาเป็นอุปสรรคในการกิน คุณสมบัติเด็ดของไข่เจียวอยู่ที่การการันตีคุณภาพของรสชาติ ถ้าไม่ซวยจริงๆ เจอคนทำไข่เจียวฝีมือตกสุดๆ แล้ว รสชาติของไข่เจียวส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็อยู่ในขั้น "พอแหลกล่าย" เสมอ
อย่างไรก็ตาม ยิ่งอาหารเรียบง่ายเท่าไร การทำอาหารชนิดนั้นให้อร่อยยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้นเท่านั้น ไข่เจียวหนีไม่พ้นความจริงอันนี้ เทคนิคสำคัญในการทำไข่เจียวให้อร่อยอยู่ที่การแต่งรสจืดของไข่ให้เด่นขึ้น ซึ่งส่วนมากไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการใส่น้ำปลาและการทอดไข่เจียวให้กรอบฟู ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคการตีไข่และน้ำมันที่ร้อนจัดประกอบกันไป เครื่องปรุงรสที่นิยมกินคู่กับไข่เจียวคือน้ำปลาพริกธรรมดาหรือซอสถั่วเหลืองและซอสพริกศรีราชา แต่ซอสมะเขือเทศก็อร่อยเช่นกัน
เนื่องจากว่าไข่เจียวอยู่คู่กับคนไทยมานานจริงๆ เวอร์ชันดัดแปลงหรือ variation ของไข่เจียวจึงมีอยู่เยอะมาก แบบพื้นฐานคือการใส่ผักหรือเนื้อสัตว์ลงไปในไข่ เช่น ไข่เจียวหมูสับ ไข่เจียวกุ้งสับ ไข่เจียวต้นหอมหรือหัวหอม (ผู้เขียนมีสูตรเด็ดเฉพาะตัวคือไข่เจียวกุ้งแห้ง ลองไปทำดูกันได้นะครับ) สูตรที่มีชื่อเสียงที่สุดน่าจะเป็นสูตรของคุณชายถนัดศรีซึ่งใส่ใบโหระพาลงไปด้วย นอกจากนี้เรายังเห็นการนำไข่เจียวไปเป็นวัตถุดิบของอาหารประเภทอื่น เช่น ไข่เจียวชะอม สำหรับใส่ในแกงส้มหรือจิ้มน้ำพริกกะปิ และการนำไข่เจียวตัดเป็นชิ้นๆ เพื่อทำแกงจืดไข่น้ำ เป็นต้น
เดิมทีนั้น ภาพลักษณ์ของไข่เจียวเป็นอาหารที่ทำกินเองในบ้าน แต่ในระยะหลัง ไข่เจียวได้เข้ามาสู่วงการอาหารที่เป็นการค้ามากขึ้น ปรากฎการณ์ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจที่สุดคือรถเข็นขายข้าวไข่เจียวใส่กล่องโฟม ซึ่งพบได้ตามอาคารสำนักงานทั่วไปนั้นขายดีถล่มทลายมีคนต่อคิวซื้อยาวเหยียด ผู้เขียนคิดว่านี่เป็นการถือกำเนิดใหม่ของไข่เจียวในฐานะอาหารจานด่วนสำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ชีวิตเร่งรีบตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปมีเวลาจำกัดเพราะการเดินทางมาทำงานในตอนเช้า ข้าวไข่เจียวที่ซื้อได้ง่ายๆ เร็วๆ แต่ก็อร่อยและสามารถปรับรสให้ตรงกับความชอบของตัวเองได้ (ในระดับหนึ่ง จากการเลือกวัตถุดิบที่จะใส่ในไข่เจียวซึ่งแปรผันไปตามราคา) แถมยังเป็นอาหารที่แห้งๆ ไม่มีน้ำราดเหมือนข้าวแกงกล่องทั่วไป ทำให้ลดโอกาสอาหารเปื้อนมือลงไปได้มาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข้าวไข่เจียวก้าวขึ้นมาเป็นอาหารสำเร็จรูปแบบไทยๆ ขนานใหม่ (คู่กับข้าวเหนียวหมูปิ้งและลูกชิ้นทอด) ได้อย่างภาคภูมิ
และนอกจากรถเข็นที่ยึดพื้นที่ตามอาคารสำนักงานแล้ว เรายังเห็นร้านลักษณะเดียวกันตามไนท์บาร์ซา ตลาดนัด ถนนคนเดิน และการออกร้านตามเทศกาลต่างๆ เช่น สงกรานต์ อีกด้วย ประสบการณ์การออกร้านขายไข่เจียวที่ถนนสีลมของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ถูกนำไปเขียนเป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กขายดีชื่อ "ไข่เจียวโปรเจกต์" (สำนักพิมพ์ a book -
http://www.abookonline.com/product.php?id=123&sub=2) มาแล้ว
ถึงแม้ว่าไข่เจียวจะเป็นเมนูยอดนิยมอันหนึ่งของร้านอาหารตามสั่งขนาดย่อมในเมืองไทยมานาน แต่ในศูนย์อาหารตามศูนย์การค้า (ที่ถูกยึดครองโดยข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย และข้าวแกง) ไข่เจียวแทบไม่เคยมีที่ยืนในตลาดนี้เลย แต่ด้วยกระแสไข่เจียวคัมแบ๊ก ทำให้ผู้เขียนเริ่มเห็นไข่เจียวเริ่มกลายเป็นอาหารขึ้นป้ายตามร้านอาหารตามสั่งภายในศูนย์อาหารของแมคโครโลตัสบ้างแล้ว สิ่งนี้น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันความอมตะของไข่เจียวคู่สังคมไทยได้เป็นอย่างดี
ผู้เขียนขอปิดท้ายบทความตอนนี้ ด้วย variation ของไข่เจียว 2 แบบที่ผู้เขียนไปพบเจอในศูนย์อาหาร 2 แห่งใจกลางกรุงเทพ

จานแรกคือ "ไข่เจียวกุ้งฟู" พบที่ศูนย์อาหารชั้นใต้ดิน จามจุรีสแควร์ จุดขายคือความฟูทำให้รูปร่างหน้าตาโดดเด่น ความฟูขนาดนี้ต้องใช้น้ำมันเยอะและร้อนในระดับที่ทำกินเองในบ้านได้ยาก ไข่ฟูจึงเป็นของแปลกที่สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับคนที่กำลังตัดสินใจสั่งได้ (ผู้เขียนสารภาพว่าสั่งจานนี้เพราะเห็นคนก่อนหน้าสั่ง) แต่มันก็มีข้อเสียเป็นเงาตามตัว คือตอนกินจะรู้สึกไม่คอยได้เนื้อได้หนังเท่าไร เพราะว่ามีแต่ฟองอากาศ (ซึ่งช่วยให้ฟู) นั่นเอง

จานที่สองคือ "ข้าวไข่ข้นกุ้ง" เจอที่ Food Hall ชั้น 7 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า "ไข่ข้น" นั้นเป็นอีก variation หนึ่งของไข่เจียว โดยเป็นลูกผสมของไข่เจียวแบบไทย กับไข่คนออมเลตต์ของฝรั่ง ตีไข่แบบไม่ต้องเป็นเนื้อเดียวกันนักและทอดด้านเดียวแบบไม่ต้องสุกมาก ก็จะได้ข้าวไข่ข้นซึ่งถือเป็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับไข่เจียวอีกแบบหนึ่งเช่นกัน