ไขข่าวข้างเดียว (1)

รายงานข่าว รองโฆษก สตช.รับ ตำรวจ191 เล็งปืน อ้างเป็นช่วงปิกอัพพุ่งทับ ตร. สวนทางเคยแถลงไม่พกอาวุธ จากเว็บไซต์มติชนออนไลน์ชิ้นนี้ นำเสนอหลังวันเกิดเหตุ 7 ตุลาคม 2551 สองวัน  ได้รับ ฟีดแบ็ค ที่มีนัยยะสำคัญหลังเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ทไม่นานนัก

 

           

 

ใจความหลักของข่าวคือ การรายงานส่วนเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ด้วยรูปภาพ เป็นการจับจังหวะของตำรวจนายหนึ่งกำลังเล็งปืนสั้นไปที่ไหนสักแห่ง ซึ่งพอจะอนุมานได้ไม่ยากว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตำรวจ นั้นก็คือพวกม๊อบพันธมิตรฯ นั่นเอง  (ภาพชุดนี้นำมาจากคลิปวิดีโอใน Youtube)  ตามมาด้วยเนื้อหาเป็นตัวอักษรว่าด้วยความเห็นของนายตำรวจระดับสูงต่อภาพ ๆ นี้  อย่างไรก็ตาม ข่าวสั้นชิ้นนี้ได้กลายเป็นหลักฐานแย้งคำยืนยันของนายตำรวจระดับสูงก่อนหน้าว่า ไม่มีตำรวจคนใดพกอาวุธร้ายแรงมาสลายม๊อบในเช้าวันนั้น แต่สำหรับผมแล้ว ไม่ได้ใส่ใจในประเด็นว่าด้วยความเที่ยงตรงในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ทว่า ผลข้างเคียง ที่เกิดจากความคับข้องใจของใครคนหนึ่งต่างหากที่น่าสนใจ บุคคคลที่ผมและคุณ ๆ คงไม่มีโอกาสรู้จัก ได้ระบายอารมณ์ต่อท้ายข่าวว่า


ความคิดเห็นที่ 2

แล้วภาพคนขาขาดปลอม ภาพพันธมิตรกำระเบิด พันธมิตรยิงปืนจะจะ ไม่เอาลง สื่อเอียงกระเท่เร่อย่างนี้ น่าเกลียดจัง

คุณ : นาบยเอก Post : 16 ครั้ง

วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2551 18:59:09 น. 202.133.158.XXX

ข้อความขนาดสั้นแต่กระชับด้วยประเด็นของ นาบยเอก  เป็นกรณีตัวอย่างที่ผมสมควรจะนำมาขยายและอธิบายความ เพื่อชี้ชวนให้เกิดความเข้าใจต่อการทำงานข่าวได้อย่างลุ่มลึกดียิ่ง

            ในเบื้องต้น ขอให้สังเกตถึงความคับข้องใจของเขาคนนี้ ว่ามิเป็นผลมาจากความถูกต้องหรือผิดพลาดในเนื้อหาข่าว (ภาพตำรวจเล็งปืนไปที่ผู้ชุมนุมนั้นจริงหรือเท็จ) แต่กลับตั้งคำถามต่อการคัดสรรเนื้อหา ที่มีการงดเว้นไม่นำเสนอข้อมูลบางอย่าง อันสมควรจะนำมาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาข่าวทั้งหมด ด้วยเพราะอคติที่เอนเอียงเข้าข้างพันธมิตรฯ เขาได้แจกแจงข้อมูลที่หล่นหายไปอย่างชัดเจน และสามารถยืนยันความมีอยู่จริงได้ด้วยเพราะว่ามันเป็นรูปภาพ (ภาพที่ยืนยันว่าพันธมิตรฯ ก็ติดอาวุธเช่นกัน ไม่ว่าภาพพันธมิตรฯ ยิงปืนหรือกำระเบิด รวมทั้งยังเล่นเล่ห์หาคนขาขาดมาปลักปลำเจ้าหน้าที่) เพื่อสนับสนุนคำพิพากษาของเขาเองในตอนท้ายว่า สื่อเอียงกระเท่เร่ พร้อมลงโทษต่อทันทีทันใดด้วยการประนามว่า น่าเกลียดจัง

                                                      

                                                      

นาบยเอก มุ่งเน้นการนำเสนอ ภาพข่าวเป็นสำคัญ  หาได้สนใจเนื้อข่าวที่ตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์ไม่ แสดงให้เห็นว่าเขาจับหัวใจของข่าวชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดี ว่ารูปภาพมีอิทธิพลยิ่งกว่าตัวอักษร เขาเชื่อว่าการนำเสนอภาพของคู่กรณีไปพร้อมกันแบบ ภาพต่อภาพ  จะช่วยให้เห็นคนอ่านตระหนักถึงชั่วขณะที่ต่างฝ่ายต่างใช้ความรุนแรงต่อกัน  หากตำรวจจะใช้ปืนบ้างก็ถือว่าเหมาะสมต่อสถานการณ์ สื่อมวลชนที่ดีมิควรนำเสนอแต่ความรุนแรงเฉพาะที่มาจากคนของรัฐ จนกลายเป็นการชี้นำให้ร้ายกับตำรวจอย่างไม่เป็นธรรม

             เมื่อมาถึงตรงนี้ คงมีใครสักคนอยากรู้กระมังว่า นาบยเอก ทราบข้อมูลที่ว่าคนของฝ่ายพันธมิตรฯ ก็ติดอาวุธได้อย่างไรกัน? (ไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่เขารู้นั้นจะเป็นจริงหรือเป็นเท็จ)  ผมเชื่อว่ามีอยู่สองช่องทางหลัก หนึ่ง) นายคนนี้ไปเห็นสิ่งที่ตนเองอ้างด้วยสายตาของตนเอง หรือ สอง) รับทราบผ่านตัวกลางหรือ สื่อ อีกต่อหนึ่ง อาจจะเป็นคำบอกเล่าของคนที่เห็นเหตุการณ์จริง หรือไม่ก็จากรายงานข่าวของสำนักข่าวต่าง ๆ   แต่จากปากคำของเขาเองที่ได้กล่าวหามติชนไว้ว่า ไม่ยอมนำ รูปภาพ ของฝ่ายพันธมิตรฯ มาแสดงในข่าว  จึงพอเชื่อได้ว่าตัวเขาก็รับทราบความจริงนี้จาก ภาพข่าว ของสื่อมวลชน  คนผู้นี้ต้องเคยเห็นภาพข่าวดังกล่าวก่อนหน้าจะมาแสดงความคิดเห็นต่อท้ายรายงานข่าวชิ้นนี้ และเป็นไปได้ว่าอาจจะเห็นจากเว็บไซต์มติชนที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหาของเขานั่นเอง ใครที่ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ย่อมทราบดีว่าภาพข่าวที่ นาบยเอก กล่าวถึงทั้งหมดนั้น ถูกนำเสนอในเว็บไซต์มติชนหลังเกิดเรื่องได้ไม่นานนัก

            ความเลวร้ายของสื่อมวลชนจึงหาได้จำกัดแค่ประเด็นของการรายงานข้อเท็จจริง (ไม่ถูกต้อง บิดเบือน หรือผสมอคติลงในข่าว) แต่ยังขึ้นกับเทคนิคการนำเสนอเนื้อหาข่าวอีกด้วย

แม้ว่าพฤติกรรมของคู่กรณี ตำรวจ-พันธมิตรฯ จะนำมาถ่ายทอดเป็นข่าวอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา  แต่ทว่า ในขณะที่คู่ตรงข้ามที่กำลังขัดแย้งกันอย่างแหลมคมและรุนแรง ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องการหลักฐานเพื่อยืนยันความชอบธรรมของตนเอง ขณะเดียวกันก็เป็นการบั่นทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงกันข้ามไปพร้อมกันด้วย  หากนำเสนอข้อเท็จจริงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แม้ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริง แต่อาจเป็นการชี้ชวนให้ผู้รับข่าวหลงผิด คิดว่าเฉพาะฝ่ายที่ได้รับการนำเสนอนั้นดีหรือเลวกว่าฝ่ายที่ไม่ได้รับการนำเสนอ คนทำข่าวจำจะต้องรายงานข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายประกบคู่กันไป ตลอดสถานการณ์ของความขัดแย้ง

ความบกพร่องของข่าวนี้ที่ นาบยเอก ได้ชี้ช่องไว้นั้น เกิดจากนักข่าวไม่ได้ใช้เทคนิคการรายงานข่าวที่คนในแวดวงเรียกกันด้วยภาษาปากว่า บาลานซ์ข่าว