ไขข่าวข้างเดียว (2)

           หน้าที่รายงานข่าวของสื่อมวลชนจำต้องถูกกำกับด้วยเกณฑ์แม่บทอันหนึ่ง นั่นคือ "ความเป็นกลาง"  ในทางปฎิบัติแล้วคนทำงานข่าวเชื่อและใช้วิธี "บาลานซ์ข่าว" คอยช่วยกำกับจิตสำนึกเพื่อผลิตผลงานให้เข้าข่ายความเป็นกลาง/ไม่เข้าข้างใครให้มากที่สุด คำว่า "บาลานซ์" ซึ่งพวกเขาใช้พูดจนติดปากช่วยสะท้อนมโนภาพแห่งความสมดุล และยังชักพาจินตนาการไปว่า ได้นำของสองสิ่งมาวางถ่วงดุลกันบนส่วนปลายสองด้านของไม้กระดาน ณ กึ่งกลางมีคานรองรับเพื่อใช้เป็นจุดสมดุล ในลักษณะกระดานหกประจำสนามเด็กเล่น

 

          การบาลานซ์ข่าวนั้นเป็นขั้นตอนปรับแปลงข้อมูลที่แหล่งข่าวสร้างขึ้น ซึ่งเต็มปรี่ไปด้วยอคติส่วนตัวขั้นเข้มข้นให้เจือจางลง - ไม่ว่าเขาจะไร้เจตนาหรือจงใจหวัง "ปล่อย" ให้ปรากฎเป็นข่าว (ยกชั้นจากข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประเด็นสาธารณะ) ไม่ว่าเขาจะมีความน่าเชื่อถือในฐานะบุคคลหรือสถาบัน ไม่ว่าเขาจะมาในทางแจ้งหรือทางลับ (เปิดแถลงข่าว-ให้สัมภาษณ์ หรือ "แหล่งข่าวกล่าวว่า") - ด้วยการหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเข้ามาประกบ เพื่อหวังทอนน้ำหนักความน่าเชื่อถือของฝ่ายแรก

 

          คนข่าวมืออาชีพจำเป็นต้องแต่งหรือเติมสาระความนั้น ๆ ตามแต่วิจารณญาณและประสบการณ์ในวิชาชีพที่ตนมี  เพื่อสร้างภาวะสมดุล (เน้นว่าต้อง "สร้าง" ขึ้น) ให้เกิดขึ้นในเนื้อข่าว แล้วค่อยปล่อยให้การดำเนินเนื้อหาข่าว (ที่ปล่อยมาสู่คนอ่าน) เป็นตัวช่วยทัดทานหรือเหนี่ยวรั้งมิให้คนอ่าน "เพริด" ไปกับข้อมูลของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แม้ไม่อาจจะนำเสนอเนื้อหาสาระในเชิงขัดแย้งได้ในขนาดเนื้อที่ข่าวครึ่งต่อครึ่ง แต่หากกองบรรณาธิการจะตีพิมพ์เผยแพร่ข่าวสักชิ้นโดยพึ่งพาข้อมูลหรือแหล่งข่าวเพียงฝั่งเดียว ไม่ปรากฎความเห็นในทางตรงกันข้ามเสียบ้างเลย ก็เสมือนว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่สมศักดิ์ศรี รังแต่จะลดชั้นให้ตัวเองละม้ายใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อเข้าทุกที ซ้ำยังเป็นเชิงประกาศจุดยืนว่า "เทคไซด์" หรือ pro ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษเสียด้วย

 

            จิตสำนึกส่วนนี้ช่วยให้คนทำงานข่าวทั้งในกองบรรณาธิการและประจำภาคสนามฉากตัวออกห่างจากปรากฎการณ์ เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติ แท้ ของสิ่งที่กำลังแปรสภาพเป็นข่าว ซึ่งเรามักเข้าใจกันอย่างกระชับว่า "ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร" ในบางครั้งปรากฎการณ์นั้นอาจกำลังก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝักฝ่ายต่าง ๆ มากมาย  แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักข่าว  เพราะ ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร เป็นเพียงสถานการณ์จริงเบื้องหน้า เกิดขึ้นภายในอาณาเขตมีรั้วรอบขอบชิด ด้านในประหนึ่งเป็นสนามข่าวหรือเวทีรองรับข้อมูลที่คู่กรณีโยนลงมา ด้านนอกประหนึ่งเป็นอัฒจันทร์สำหรับนักข่าวคอยเฝ้าเกาะขอบสนามอย่างจดจ่อ

 

            ย้อนกลับมายังข่าวของมติชนอีกครั้ง กลับมาทบทวนกันอีกหนด้วยการหาข้อพิรุธอื่น ๆ ที่ต่างไปจากประเด็นภาพถ่ายของ นาบยเอก เพื่อช่วยสนับสนุนให้หนักแน่นขึ้นว่า ข่าวชิ้นนี้นำเสนอแบบเลือกข้าง เอนเอียง และขาดบาลานซ์ตามข้อกล่าวหาของเขาจริง

 

            ด้วยความเป็นมืออาชีพของมติชน พวกเขาย่อมไม่พลาด "ขนบ" หรือว่า "สำนึก" พื้นฐานของวิชาชีพไปได้  ยิ่งในประเด็นสำคัญที่เป็นกุญแจไขให้เห็นเบื้องหลังของความขัดแย้งขั้นเสียเลือดเนื้อด้วยแล้ว เขาคงไม่ยอมเชื่อถือข้อมูลที่ล่องลอยตามลมผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท ของใครก็ไม่ทราบที่นำขึ้นไปแขวนโชว์ไว้

 

            รายงานข่าวชิ้นนี้จึงยังประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นตัวหนังสือ เป็นความเห็นของนายตำรวจระดับสูงคนหนึ่งพูดถึงภาพข่าวดังกล่าว ทั้งภาพนิ่งที่มาจากวิดีโอคลิปในยูทูปและคำพูดที่มาจากปากนายตำรวจระดับสูงถูกจัดวางไว้พร้อมกันในหน้าข่าวเดียวกัน แต่ข้อมูลตัวหนังสือนั้นจะต้องเกิดภายหลังการบันทึกภาพ และทิ้งช่วงเวลาห่างกันพอสมควร หากเราอ่านให้แตกความแล้ว ข่าวตัวหนังสือส่วนนี้ได้ส่อถึงอาการยอมจำนนของท่านต่อหลักฐานภาพข่าว ซึ่งนิรนามชนคนหนึ่งจับเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ

 

            ส่วน นาบยเอก นั้นถ่องแท้ตั้งแต่ก่อนโพสต์แล้ว เขาจับหัวใจของข่าวได้ว่าขึ้นกับภาพข่าวเป็นสำคัญ ส่วนเนื้อหาตัวหนังสือนั้นไม่ต้องอ่านก็ได้ เพราะมันเป็น "คำสารภาพ" ซึ่งวกกลับมาสนับสนุนความจริงตามรูป หาได้ช่วยหักล้างความจริงในภาพข่าวไม่ (ตัวอย่างเช่น อ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่าเป็นการแต่งภาพหรือจัดฉาก) ทั้งที่คนให้สัมภาษณ์ก็เป็นฝ่ายเดียวกับตำรวจคนเล็งปืน แม้โดยรูปแบบอาจเข้าข่ายบาลานซ์ข่าว แต่เมื่อเจาะลงเนื้อในกลับกลายเป็นการสมยอมต่อข้อมูลของอีกฝ่ายหนึ่งไป

 

            ความต้องการของนายคนนี้นั้นมากเกินไปกว่าการถ่วงดุลปลอม ๆ ที่สุดท้ายก็ "เอียงกระเท่เร่"  เขาหมายเอาว่านักข่าวต้องบาลานซ์ข่าวให้ไม่ต่างจากหน้าที่ของเครื่องหมาย "เท่ากับ" ในคณิตศาสตร์  ซึ่งทั้งข้างซ้าย-ขวาของ "เท่ากับ" ย่อมต้อง "เท่ากัน" เสมอไป เมื่อข้างหนึ่งสรุปรวมว่าเป็นความรุนแรงโดยรูปภาพ อีกข้างหนึ่งก็ต้องได้ผลลัพธ์ว่าด้วยความรุนแรงโดยรูปภาพเช่นกัน โดยอาศัยเครื่องหมายเท่ากับเป็นตัวเชื่อมให้ปรากฎบนสมการหรือสถานการณ์เดียวกัน

 

            แม้การบาลานซ์ข่าวจะจำเป็น แต่คงมิอาจทึกทักเอาว่าทุกข่าวต้องอยู่ใต้กรอบนี้เสมอ ในบางสถานการณ์อาจต้องละวางเสียบ้าง แล้วเปลี่ยนมาใส่เครื่องหมาย "ฟูลสตอบ"  เพื่อบอกว่าถึงปลายทางของกระแสความแล้ว ข่าวที่ จบข่าว เหล่านี้หลายข่าวเคยเป็นข่าวที่ผ่านการบาลานซ์มาก่อน และอีกหลายข่าวที่เปิดฉากพร้อมกับเครื่องหมายจบข่าวได้เลย แทบไม่มีเนื้อที่ให้บาลานซ์แม้แต่น้อย

 

            เงื่อนไขหลักในรูปแบบดังว่า  ขึ้นกับ "ความมั่นใจ" ที่มีต่อตัวละครซึ่งเป็นแหล่งข่าวในเนื้อข่าว โดยเฉพาะบทชี้ถูกผิด-เป็นตายอันเป็นอวสานของเรื่อง แต่ว่าความมั่นใจใต้เงื่อนไขนี้ก็ยากจะหาบรรทัดฐานที่เที่ยงตรงและคงที่ตลอดกาล ยิ่งหากแบ่งแยกระหว่างคนหรือสถาบันที่เป็นแหล่งกำเนิดข่าวกับตัวเนื้อหาข่าวก็จะยิ่งยุ่งยากซับซ้อนขึ้น เกิดคำถามตามมาเช่นว่า เราจะมั่นใจเฉพาะเนื้อหาข้อมูลโดยไม่พิจารณาแหล่งกำเนิดได้ไหม หรือว่าแหล่งกำเนิดมีส่วนกำหนดความมั่นใจในเนื้อหาข้อมูล  และนี่คือ "ปัญหาโลกแตก" ข้อหนึ่งของชีวิตนักข่าว

 

            อีกทั้งการอ้างอิง คำตอบสุดท้าย เพื่อยืนยันว่าสิ้นสุดกระแสความ แล้วจะขอ "จบข่าว" ด้วยฟูลสตอบ ก็หาใช่จะหาฉันทามติได้ง่าย ๆ แม้เนื้อข่าวจะอ้างสาระข้อมูลที่สุดแสนจะเป็น "ความจริงตามหลักวิทยาศาสตร์" ยากจะหาใครเถียงเป็นอื่นได้ก็ตามที แต่เมื่อความจริงชุดนั้นถูกโยนลงมาในเวทีสังคม อาจเป็นการประนามหรือกล่าวให้ร้ายผู้อื่นโดยขาดเจตนาก็ได้ ต้องอย่าลืมว่าสถาบันสื่อมวลชนยังแบกรับภาระเชิงอุดมการณ์ ในการผดุงรักษาความดี ความงาม หรือความจริงของสังคมไว้อีกด้วย

 

            เมื่อเกิดวิวาทะแหลมคมเช่นว่า "เกมคอมพิวเตอร์บ่มเพาะความรุนแรงให้กับเยาวชน" หรือ "ภาพโป๊เปลือยเป็นสาเหตุของความเสื่อมทรามของสังคม" ประเด็นตัวอย่างจำพวกนี้มักเกิดจากปากผู้เชี่ยวชาญซึ่งมาพร้อมกับงานวิจัยหรือคัมภีร์ศาสนา แต่หากรีบนำมาถ่ายทอดเป็นข่าวพร้อมกับใส่ฟูลสตอบโดยมิได้ถ่วงดุลเสียเลย เท่ากับว่าหนังสือพิมพ์กำลังสมยอมเป็น "กระบอกเสียง" ให้กับแหล่งข่าวไป  แม้นว่ามันจะยากลำบากที่จะหาคนค้าน แต่ถ้าเป็นมืออาชีพเสียแล้วก็จำเป็นจะต้องเสาะแสวงหา con มาให้ได้

 

            แล้วในอีกหลาย ๆ ข่าวก็ไม่มีความเห็นสุดท้ายที่นักข่าวเชื่อมั่นได้เลย จึงไม่ควรปล่อยเฉพาะข้อมูลจากแหล่งข่าวเพียงฝ่ายเดียวต่อสาธารณะ ขณะเดียวกันข่าวอีกมากก็ถูกนำเสนอด้วยข้อมูลข้างเดียวจากแหล่งข่าวฝ่ายเดียวหรือเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่นั่นมิได้หมายความเพียงแค่ว่า นักข่าวมั่นใจในเนื้อหาข่าวจากแหล่งข่าวฝ่ายนั้น-คนนั้นเป็นอย่างสูงเท่านั้น

 

            ทว่ายังหมายถึงการฉากตัวเองออกปรากฎการณ์เบื้องหน้า ขอเพียงแค่คอยเฝ้าเกาะขอบสนามอย่างจดจ่ออยู่เบื้องนอกของเวที เขาไม่ได้มีส่วนตัดสินถูกผิด-เป็นตายให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้น เนื่องด้วยมีผู้เหมาะสมสำหรับหน้าที่นี้อยู่แล้ว