บทบาทของสื่อมวลชนในระหว่างวิกฤตช่วงสงกรานต์ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากปัญญาชน และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นไปในทางลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักวิชาการสายปกปักษ์ประชาธิปไตยและเชื่อใจในชาวบ้าน ตัวแทนของกระแสนี้เห็นได้ชัดจากบทความชิ้นหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นบทความทางวิชาการของนักวิชาการท่านหนึ่ง, สมชาย ปรีชาศิลปกุล ในชื่อ “สื่อสร้างมวลชน” ทางหนังสือพิมพ์มติชนฉบับ 27 เมษายน 2552 ได้โจมตีการทำงานของสื่อมวลชนโดยเฉพาะโทรทัศน์อย่างตรงไปตรงมา ปรากฎข้อความ “โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่ประโคมว่าตนเองเป็นสื่อสาธารณะ” แทรกอยู่ตอนหนึ่งด้วย ก็ไม่แน่ชัดนักว่าเป็นข้อกล่าวหาเจาะจงไปถึงสถานีไทยพีบีเอสหรือไม่
ใจความสำคัญนั้นหนีไม่พ้นคำกล่าวสื่อมวลชนกระแสหลัก โทษฐานเลือกข้างหรือเลือกจุดยืนทางการเมือง ไร้ความเป็นกลาง ไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายเสื้อแดง เนื่องด้วยอคติทางชนชั้น สื่อมวลชนไทยเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนชั้นล่างที่ไร้ปัญญา ถูกแกนนำหลอกลวงมาชุมนุม ปราศจากความคิดอ่านที่เป็นของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า “อัตวินิจฉัย” ด้วยความหลงผิดเช่นนี้ ทำให้สื่อมวลชนไม่ยอมนำเสนอสภาพความเป็นมนุษย์ของพวกเขา มุ่งแต่ตอกย้ำภาพของผู้นิยมความรุนแรง ต่างอย่างสิ้นเชิงกับม๊อบชาวเมืองเสื้อเหลือง แล้วสรุปลงท้ายว่า สื่อมวลชนไทยหาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนเช่นสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดประเด็นว่าด้วยคนตายจากการถูกปราบ
"อาจมีข้ออ้างว่าความเอียงของสื่อมวลชนเป็นผลมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วย สถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม พึงสังเกตว่าปรากฏการณ์การเอียงข้างแบบกระเท่เร่นี้ปรากฏมาก่อนการประกาศใช้ กฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเพียงการซ่อนจุดยืนทางการเมืองของตนเองไว้หลังอำนาจรัฐที่ตนเองมีความยินยอมพร้อมใจด้วย
หรือกระทั่งมีการใช้อำนาจรัฐคุกคามสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร ควรหรือไม่ที่สื่อมวลชนจะยอมอย่างหงอย ๆ ต่ออำนาจรัฐในท่ามกลางสถานการณ์ที่ยิ่งแหลมคม สื่อมวลชนก็ยิ่งทวีความสำคัญในการที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ปรากฏต่อสาธารณะมากที่สุด"
เมื่อผมอ่านจบแล้ว ก็ให้นึกย้อนไปถึงครั้งภัยพิบัติสึนามิ (ไม่ทราบเหมือนกันว่าคิดไปไกลได้อย่างไร) ครั้งกระนั้นข่าวในโทรทัศน์ปรากฎแต่ภาครัฐภายใต้ทักษิณ ชินวัตรเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้แสดงบทบาทช่วยเหลือและสงเคราะห์ผู้ประสบภัย ทั้งที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์โดยแท้ กลับไม่ปรากฎคนของพรรคนี้ในข่าวเลย จนกลายเป็นประเด็นนำไปกล่าวต่อ ๆ กัน หรือนำไปโพสต์ในเว็บบอร์ดอย่างสนุกสนาน ด่าพรรคประชาธิปัตย์กันเพลิน ทว่าข้อเท็จจริงนั้น ส.ส. ภาคใต้ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านมีบทบาทไม่น้อยไปกว่าภาครัฐเลย บางคนถึงกับปิดโรงแรมของตัวเองเพื่อเปิดเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่หาเป็นข่าวในเมืองไทยไม่ กลับไปหราอยู่กลางจอซีเอ็นเอ็น
แล้วถัดมาก็หวนคิดถึงวาระก่อนหน้ากำเนิดพันธมิตรประชาชนฯ ในวันที่สนธิ ลิ้มทองกุลประกาศนำมวลชนกลางลานพระบรมรูปทรงม้า ผมเจอพี่คนหนึ่งซึ่งคิดเหมือนกันเลย เขาว่าตั้งใจจะไม่มาแล้ว เพราะไม่ชอบขี้หน้าสนธิ ขอติดตามสถานการณ์อยู่ที่บ้านดีกว่า แต่ข่าวทางโทรทัศน์นั้นห่วยสิ้นดี แทบจะไม่รับรู้เรื่องราวของฝ่ายม๊อบเลย ทำให้ต้องออกมาดูด้วยตาตัวเอง
บทความชิ้นนี้ ชี้นำให้เกิดข้อกังขาว่าสื่อมวลชนไทยย้อนกลับไปเป็นเช่นดังว่าแล้วหรือ? ผมเชื่อว่าไม่ใช่ อ้างอิงได้ด้วยความรู้สึกส่วนตัว (ผมคงเป็นกลางหรือไร้ความรู้สึกไม่ได้) ผมกลับคิดว่าวิกฤตครั้งนี้ สื่อมวลชนไทยเกร็ง กลัว หรือปริวิตก จนอาจถึงขั้นวิตกจริตก็ว่าได้ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ พี่นักข่าวคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับผม ถึงรายงานทางโทรทัศน์ในคืนวันที่ 8-9 เมษายน มีแต่ข่าวสารของเสื้อแดงยึดครองแทบจะเบ็ดเสร็จ แข่งกับละครภาคค่ำได้อย่างสูสี ฝ่ายรัฐแทบจะตกขอบหายไปเลย ถือว่าผิดธรรมชาติของสถานีโทรทัศน์อย่างยิ่ง
ส่วนตัวผมนั้นก็แปลกใจในบางเรื่อง ที่อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสายตาของคนตัวใหญ่ ๆ ด้วยว่าไม่มีช่องไหนใส่ใจจะรายงานหรือประเมินจำนวนผู้ชุมชนในแต่ละวันอย่างจริงจังเลย มีแต่พูดรวม ๆ เพียงวันแรก (8 เมษายน) เท่านั้น แถมยังพูดแบบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ว่า “ร่วม ๆ แสนคน” หรือไม่ก็ “ผู้คนจำนวนมาก” พอวันรุ่งขึ้นจวบจนวันสุดท้ายก็หาได้ใส่ใจอีกต่อไป ผมเห็นเพียงแต่ภาพม๊อบข้างทำเนียบ ซึ่งถูกถ่ายทำในลักษณะภาพมุมสูงและกว้าง จนเห็นคนเสื้อแดงตัวเล็กจ้อยร่อยเบียดเสียดแน่นขนัด เป็นหมู่มวลชนพลังประชาธิปไตยที่ดูน่าเกรงขาม ให้ผู้ชมทางบ้านประเมินเอาเองตามใจชอบว่ามีกี่แสนคน
เราคงกล่าวหาว่าข่าวทีวี “เอียง” เข้าข้างม๊อบมิได้ แต่เข้าใจว่าเพราะกลัวถูกกล่าวหา หาว่าไม่เป็นกลาง หรือกลัวโดนม๊อบทุบเสียมากกว่า (ไม่ว่าแดงหรือเหลืองก็เป็นเช่นเดียวกัน) หากตัวเลขที่รายงานไม่เป็นที่ถูกใจ แต่ในทางอุดมคติแล้ว ผมกลับเชื่อว่า การละเลยไม่พยายามเจาะจงหรือให้ความสำคัญกับจำนวน ได้ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายม๊อบแดง ที่กำลังถล้ำลึกไปในเกมตัวเลข จนกลายเป็นว่า ความถูกต้องชอบธรรมต้องถูกวัดด้วยเชิงปริมาณ ทั้งที่คนแค่สามก็มีสิทธิประท้วงอำมาตยาธิปไตยเพื่อท้วงคืนประชาธิปไตยไม่ต่างจากคนสามแสน มิใช่หรือ
กลับมาสู่คำติติงที่ว่าสื่อมวลชนไม่รายงานข่าวเสื้อแดงในฐานะมนุษย์เฉกเช่นเสื้อเหลืองนั้น ถือว่าเป็นประเด็นตัวอย่างของการแสดงความคิดเห็นจาก “คนนอก” วงการงานข่าวโดยแท้ พวกเขามักคิดเสมอว่านักข่าวก็เสมือนเครื่องจักรกลชนิดหนึ่ง สมมติว่าเป็นปืน หากใช้ยิงคนไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย ใครโดนเขาก็ต้องเจ็บต้องตาย ไม่ได้คิดหรอกว่าในบางสถานการณ์เป้าหมายอาจฉลาดหรือมีโอกาสหลบหลีกลูกปืนได้ บางคนก็หนังเหนียวหรือมีอาคมดีจนยิงไม่เข้า ความคาดหวังทำนองนี้สามารถดีเบทได้อีกมาก แต่ผมขอจบเพียงเท่านี้ ไม่ขอขยายความจนไกลจากประเด็นที่สนใจ
ประเด็นตัวอย่างในตอนท้ายต่างหาก น่าขบคิด เมื่อยกกรณีคนตายมาตำหนิ (โดยไม่ได้เทียบเคียงกับฝ่ายเสื้อเหลืงเช่นกรณีความเป็นมนุษย์)
"ดังเมื่อมีข่าวลือว่ามีผู้เสียชีวิต จากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐในการควบคุมฝ่ายเสื้อแดง ไม่มีสื่อมวลชนใดให้ความสนใจตราบจนกระทั่งกลายเป็นข่าวในสื่อต่างประเทศและ เจ้าหน้าที่รัฐต้องออกมาตอบคำถาม ทั้งหมดนี้สื่อมวลชนไทยแทบไม่ได้เป็นผู้ตั้งประเด็นขึ้นแต่อย่างใด
ถ้าสื่อมวลชนไทยทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าแต่งหน้าสวย แต่งกายภูมิฐาน พูดจาสุภาพ น้ำเสียงชัดเจน คอยเป็นกระบอกเสียงของเจ้าหน้าที่รัฐ การยกเลิกคณะนิเทศศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนที่มีอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง ทิ้งไปก็ไม่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่แวดวงสื่อมวลชนแต่อย่างใดมิใช่หรือ"
ภายใต้ภาวะวิตกจริตของสื่อมวลชน ผมจึงรู้สึกขำ ๆ กับข่าวโทรทัศน์หลังเหตุการณ์ ไม่ว่ามวลชนเสื้อแดงจะหยิบจับอะไรมาใช้ยืนยันว่ามีคนตาย ก็แทบจะเป็นข่าวไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่บางภาพบางตอนสามารถพิสูจน์ได้ชัดแจ้งว่าไม่จริง บรรณาธิการข่าวควรจะโยนทิ้งไปได้ แต่ดันหยิบมารายงาน แล้วตลบหลังอย่างนุ่มเนียนว่า “เข้าใจผิดนะคร๊าบ” แม้แต่พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนเสียชีวิต ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเขาคือใคร ก็สามารถเป็นข่าวบนจอโทรทัศน์ได้ หากมองในแง่ดี นี่แสดงว่าสื่อมวลชนเคารพต่อตัวตนของคนเสื้อแดง ยอมรับสิ่งที่เขากล่าวเขาเชื่อ อันเป็น “อัตวินิจฉัย” ของคณะ แม้จะเป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงก็ตาม
จริงอยู่ว่าคนเขียนเจตนาแต่ตั้งคำถามกับสื่อมวลชนไทย ว่าไฉนไม่ยอมตั้งคำถามว่ามีคนตาย ต่างไปจากสื่อมวลชนเทศ (ตามขนบว่าของเทศย่อมดีกว่าของไทย ซึ่งทักษิณก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน) ซึ่งอาจเป็นแค่คำถามลอย ๆ หาต้องการคำตอบอย่างจริงจังไม่ เพราะเป็นแค่ข้อสันนิษฐานเพื่อใช้สนับสนุนข้อเสนอหลักที่ว่าสื่อมวลชนไทย “เอียง”
แต่ผมกลับคิดว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่ไม่ดีนัก โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าสื่อมวลชนไทยไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ ยิ่งนักข่าวสายทหารซึ่งรับผิดชอบประเด็นนี้โดยตรง เห็นได้จากการออกรายการของวาสนา นาน่วมทางช่องทีวีสาธารณะไทยพีบีเอสในตอนนั้น เธอบอกว่าได้ข่าวลือจากทหารในกองทัพ ว่าชาวบ้านถูกยิงตายแล้วเอาศพไปวางตรงนั้นตรงนี้แล้วขนขึ้นรถ แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบสิ่งใดยืนยัน (ไปหาอ่านอย่างละเอียดเอาเอง)
ความเข้าใจตรงนี้จะแจ่มชัดขึ้นได้ ต้องแยกแยะระหว่าง “ตั้งคำถาม” กับ “หาข่าว” ในบางครั้งนักข่าวสามารถ “ทำข่าว” ได้ด้วยการหาข่าว ไม่จำเป็นต้องคว้าไมค์ไปจ่อหรืออ้าปากตั้งคำถาม แน่นอนว่าในการหาข่าวย่อมต้องพึ่งพาปากในการพูดคุยเพื่อซักถาม แต่ผมวินิจฉัยว่า “ตั้งคำถาม” ในบทความนี้มุ่งถึงพฤติกรรมที่ปรากฎต่อสาธารณะเท่านั้น คนทั่วไปรับชมรับรู้ได้ เพราะย่อหน้าต่อมา ผู้เขียนแดกดันถึงการปรากฎโฉมของคนทำงานข่าวทางจอโทรทัศน์เป็นสำคัญ (“แต่งหน้าสวย แต่งการภูมิฐาน พูดจาสุภาพน้ำเสียงชัดเจน”)
หากว่าผมเข้าใจผิด ก็จะขอพิจารณาเพียงแค่ “ตั้งคำถาม” โดยไม่แยกแยะเช่นที่ว่าใด ๆ ซึ่งแน่นอนว่าคำถามเกิดขึ้นเพราะต้องการคำตอบ ซึ่งในกรณีนี้ต้องวางอยู่บนหลักฐาน อันชี้ให้เห็นว่าเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น หลักฐานที่ว่านี้หาได้เคร่งครัดตามแบบนักวิชาการ ที่จำต้องยืนยันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์เท่านั้น ประการสำคัญต่อมาคือ ในบางคราวคำตอบไม่จำเป็นต้องเกิดหลังคำถาม มีอยู่บ่อยไปที่นักข่าวรู้ระแคะระคายคำตอบ จนนำไปสู่การตั้งคำถาม และก็แน่นอนว่าคำตอบที่ระแคะระคายนั้น อ้างอิงหลักฐานบางอย่างซึ่งไม่จำเป็นต้องถึงกับว่า เห็นคนแจกเงินซื้อเสียงหรือเห็นคนตายจมกองเลือดด้วยสายตาตนเอง “ข่าวลือ” อาจกลายเป็นหลักฐานสำหรับนักข่าวก็ได้
บทความตั้งสมมติฐานที่มาของอาการ “เอียง” ประการหนึ่งว่า “อาจมีข้ออ้างว่าความเอนเอียงของสื่อมวลชนเป็นผลมาจากการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล” หากเชื่อเช่นนี้เสียแล้ว ก็สามารถคิดไกลไปได้ว่า ถ้ากฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้สื่อมวลชนเอนเอียงโดยดุษฎี ทำไมสื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ทั้งหนังสือพิมพ์จึงกล้าแพร่ภาพทหารไล่ยิงคนกลางถนน ทำไมมีภาพคนเสื้อแดงบาดเจ็บ ฯลฯ ก็เพราะภาพทหารติดอาวุธใช้กระสุนจริงพร้อมเสียงปืนดังประกอบมิใช่หรือ ช่วยกระตุ้นจินตนาการของคนทั่วไปรวมทั้งคนเขียนบทความชิ้นนี้ให้คิดเชื่อหรือสงสัย ว่ามันต้องตายกันบ้าง ผมไม่เชื่อว่าความข้องใจนี้ผุดขึ้น เพราะสมชายรับรู้ลำพังเพียง “ข่าวลือ” จากปากหรือสื่อของฝ่ายเสื้อแดง จำพวกวิทยุชุมชนหรือเว็บไซต์ คนที่เป็นนักวิชาการย่อมตระหนักดีว่า ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเจือปนด้วยอคติ หาความเป็นจริงได้ยาก นอกจากข่าวลือแล้วยังต้องมีภาพข่าวเป็นตัวแปรร่วมค้ำยันความมั่นใจอีกด้วย
เมื่อใดก็ตามที่เราพยายามให้น้ำหนักกับอุดมการณ์ของสื่อมวลชน เมื่อนั้นเราอาจละเลยความสำคัญของหลักฐานที่เป็นส่วนผสมหนึ่งของข่าว แม้ว่านักข่าวจะสำคัญ แต่หมาที่ไปกัดคนก็สำคัญไม่แพ้กัน (หมาพันธุ์อะไร ราคาเท่าไหร่ ของใคร กัดใคร)
อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ลงพิมพ์วันที่ 27 เมษายน ทิ้งช่วงจากเหตุการณ์พอสมควร แต่คงไม่อาจบอกได้ว่าถูกเขียนขึ้นก่อนหน้าเพียงหนึ่งหรือสองวัน อาจจะร่างขึ้นสด ๆ ขณะสถานการณ์คุกรุ่น ยังหาข้อสรุปใด ๆ ได้ยาก ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งและการแสวงหาความจริงเช่นนี้ สื่อมวลชนควรจะแสดงบทบาทอย่างไรนั้น บทความชิ้นต่อไปอาจช่วยให้คำตอบได้บ้าง
ประเด็นว่าด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงของสื่อมวลชนนี่เอง เป็นข้อบกพร่องหนึ่งซึ่งถูกนักวิชาการตำหนิติติงอย่างหนัก หนึ่งในนั้นเป็นนักวิชาการกลุ่มเดียวกับสมชาย สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแห่งเดียวกัน ทั้งที่เชียงใหม่และเที่ยงคืน, นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขาตำหนิไทยพีบีเอสผ่านบทความ “สื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง” ในหนังสือพิมพ์มติชนฉบับ 17 พฤศจิกายน 2551 ครั้งรายงานว่าคนเสื้อแดงในเชียงใหม่ถูกว่าจ้างให้มาร่วมรายการ “ความจริงวันนี้” ที่สนามกีฬาหัวหมาก จนทำให้มวลชนแดงล้านนาไม่พอใจยกพวกไปปิดล้อมสถานีสาขาในเชียงใหม่
นิธิยังตำหนิผู้บริหารสถานีที่แก้ต่างว่า ได้นำเสนอข่าวนี้ด้วยความสมดุลแล้ว โดยให้โอกาสแกนนำเสื้อแดง, จตุพร พรหมพันธุ์ ปฏิเสธว่าไม่เป็นจริง เถือว่าป็นการทำหน้าที่ที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย
"นี่เป็นข่าวที่รายงานข้อเท็จจริง การตรวจสอบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทางโทรทัศน์ไทยได้ตรวจสอบข้อมูลนี้อย่างไร จึงกล้านำออกอากาศ แหล่งข่าวน่าเชื่อถือเพียงใด ในฐานะผู้ทำข่าวก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า การเมืองท้องถิ่นในเชียงใหม่นั้นแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม … นักการเมืองท้องถิ่นจึงไม่ใช่แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในกรณีนี้อย่างแน่นอน หากโทรทัศน์ไทยไม่พร้อมจะเปิดเผยแหล่งข่าว ข่าวชิ้นนี้ไม่ใช่ข่าว
…
แต่ดังที่กล่าวแล้วว่า รายงานข่าวชิ้นนี้เป็นรายงานข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเห็น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือตรวจสอบ ไม่ใช่สร้างสมดุลและที่จริงแล้วการสร้างสมดุลในรายงานความเห็นและรายงานข้อเท็จจริงนั้นไม่เหมือนกัน
ผมจับอาการขำ ๆ มาใส่ลงไปในหลักการเช่นว่า แม้จะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในบทความ แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า การรายงานข่าวคนเสื้อแดงตายโดยอาศัยข้อมูลของคนเสื่อแดง แล้วนำความเห็นตรงข้ามมาคัดคานหรือหักล้างเพื่อสร้างสมดุล จนกลายเป็นข่าวปิงปองนั้น ถือเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ใช้ไม่ได้เอาเสียเลย และถ้ายังจำกันได้ เมื่อสภาเปิดเพื่อให้วิวาทะกัน ตัวแทนฝ่ายค้าน, จตุพร พรหมพันธุ์ คนหน้าเดิม นำแหล่งข่าวของตัวเองอัดใส่แผ่นซีดี มายืนยันว่านายคนนี้หนีออกมาจากท้ายรถขนศพของทหาร ในฐานะที่เขาเป็นแกนนำเสื้อแดง เช่นเดียวกับครั้งจัดรายการที่สนามกีฬาหัวหมาก จะนำความเห็นหรือหลักฐานจากแหล่งข่าวคนนี้มาใช้สร้างสมดุลข่าวได้หรือ แต่เท่าที่ผมอ่านจากเว็บไซต์ข่าว ก็ยังเห็นว่าย่ำรอยเดิม สื่อมวลชนยังคงสนใจและให้น้ำหนักต่อตัวเขา เหมือนเมื่อครั้งไทยพีบีเอสอ้างเขาเพื่อถ่วงสมดุล (ข่าวเสื้อแดงจ้างคนเชียงใหม่) นิธิอธิบายไว้ในบทความว่า
"คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแหล่งข่าวที่ใช้ไม่ได้เลยในกรณีนี้ ไม่มีทางจะพูดเป็นอื่นได้ (เป็นหมากัดคนฉบับคลาสสิค) ฉะนั้นจึงไม่เกิดสมดุลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากได้เจาะไปถึงผู้ที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดี แต่เป็นกลาง เช่นกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคน หรือ “หัวคะแนน” ที่ไม่ได้รับการจ้างวานในครั้งนี้ คำสัมภาษณ์ของเขาจึงเป็นการให้ข้อเท็จจริงที่มีการถ่วงดุลได้"
แค่จะทำข่าวการจ้างวานคนยังต้องรอบคอบตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วนี่ว่าด้วยข่าวการฆ่าคน สื่อมวลชนควรต้องรอบคอบตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดี นิธิวางหลักไว้ว่า (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด) หากหาสิ่งยืนยันความจริงใด ๆ ไม่ได้ ก็ควรโยนมันทิ้งไป อย่าพยายามนำมารายงานในทำนอง “แหล่งข่าวกล่าวว่า” เพื่อทำทีเป็นปกป้องคนให้ข่าว แล้วก็ไม่ควรนำมาทำเป็นข่าวปิงปอง เพราะสื่อมวลชนเองโดยเฉพาะไทยพีบีเอสได้รับบทเรียนแล้ว ว่ารังแต่ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงมากกว่าเก่า
อย่างไรก็ดี คนเขียนได้เสนอแนะไว้เหมือนกันว่า ถ้าหากต้องการถ่วงสมดุลข่าว ก็ควรหาแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือรู้เรื่องดีและเป็นกลาง หรืออาจจะเป็น “คนเล็กคนน้อยที่ร่วมในความขัดแย้ง หรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง”
แสดงว่านอกจากจะต้องไม่ใช่ฝ่ายรัฐแล้ว ก็ไม่ควรเป็นฝ่ายเสื้อแดง เพราะ “ไม่มีทางจะพูดเป็นอื่นได้” ดีแต่จะบอกว่าตายสถานเดียว (“เป็นหมากัดคนฉบับคลาสสิค” ?) แต่แล้วใครหละที่เป็นกลาง คนอย่างเสธ.แดงพอจะถือว่าเป็นกลางได้ไหม เขายืนยันว่าไม่มีใครตายหรอก ส่วน “คนเล็กคนน้อย” นั้น อาจหมายถึงชาวบ้านแถวเพชรบุรีซอย 6 หรือ 8 หรือชาวบ้านนางเลิ้งพอจะได้ แต่คนกลุ่มนี้คงเป็นกลางไม่ได้แน่ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งไปแล้ว คงเป็นกลางลำบาก
นอกจากนี้ ยังได้ยินบางกระแสเสนอให้เน้นข่าวหนทางออกจากปัญหา ด้วยแหล่งข่าวที่เป็นกลางไม่ใส่เสื้อสีใด ๆ หรือผู้ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายไหน ๆ ผมว่าการพูดเยี่ยงนี้เท่ากับ “ชงแล้วยื่น” ให้นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญ “คนตัวใหญ่ ๆ” นั่นเอง สถานีโทรทัศน์บางช่องพึ่งพาแหล่งข่าวจำพวกนี้เหมือนเสพติด
ตามทัศนะส่วนตัวของผม สื่อมวลชนตระหนักในเรื่องคนกลางหรือคนที่จะให้ข้อมูลอย่างถูกต้องเป็นจริงได้พอสมควร ส่วนคนดูจะเชื่อหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง (ตัวอย่างเช่นแพทย์ใหญ่มียศทหารนำหน้าจากโรงพยาบาลพระมงกุฎ จะถือว่าเป็นกลางได้ไหม) แต่มีบางช่องเน้นน้ำหนักตรงนี้เสียจนกลายเป็นความน่าเบื่อและน่ารำคาญสำหรับผม
หากในวันครบรอบปี 13-14 เมษายน 2553 ขบวนการเสื้อแดงประชาธิปไตยยังจัดทำบุญอุทิศส่วนกุศลครบรอบปีให้กับคนตายที่สามเหลี่ยมดินแดงอีกหน เหมือนเมื่อครั้งจบเรื่องหมาด ๆ สื่อมวลชนไทยควรจะรายงานข่าวนี้อีกหรือไม่ ถ้าหากยังไม่สามารถยืนยันในทางหนึ่งทางใดได้ว่ามีคนเสียชีวิต (ไม่จำเป็นต้องถึงหนักแน่นถึงกับ “หากไม่พร้อมจะเปิดเผยแหล่งข่าว ข่าวชิ้นนี้ไม่ใช่ข่าว” ก็ได้) เช่นเดียวกับการเสนอข่าวจ้างวานคนเสื้อแดงนั่นแหละ แม้จะแก้ข่าวให้ในเนื้อข่าวแล้ว แต่นิธิเห็นว่า “ยังช่วยทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง และรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ” พร้อมกับเสนอให้สื่อมวลชนยึดหลักการพื้นฐานของการสื่อข่าว
"หลักการพื้นฐานของการสื่อข่าวก็คือ อย่าปล่อยให้ใครพูดฝ่ายเดียว ไม่แต่เพียงรอให้อีกฝ่ายตีปิงปองกลับมาเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบคำพูดของทุกฝ่าย ตรงกับที่เขาเคยพูดมาก่อนหรือไม่ และสิ่งที่เขาพูดนั้นมีพยานหลักฐานรับรองมากน้อยแค่ไหน"
หากสื่อมวลชนไทยบกพร่องฐานไม่ยอมตั้งคำถามต่อภาครัฐ ที่ปิดประเด็นคนตาย (อาจเป็นเพราะเชื่อใน “สิ่งที่เขาพูดนั้นมีพยานหลักฐานรับรอง”) แล้วจะยังบกพร่องฐานไม่ยอมตั้งคำถามต่อฝ่ายตรงข้ามรัฐ ที่เปิดประเด็นคนตาย (ไม่ต่างจากแหล่งข่าวของไทยพีบีเอสที่เปิดประเด็นจ้างวานคนเชียงใหม่) อีกต่อไปหรือไม่ แต่ถ้าให้ผมคาดเดา ก็เชื่อว่าในวาระครบรอบปีจะยังคงปรากฎข่าวเสื้อแดงทำบุญให้คนตายต่อไป แม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่มีพยานหลักฐานรับรองคำพูดของเขาก็ตาม
ด้วยหลักคิดอันดีงามของบทความชิ้นหลังจับตลบขึ้นไปหาบทความชิ้นแรก ผมเกิดข้อสงสัยในเชิงหาเรื่องขึ้นในใจบ้าง หากสื่อมวลชนไทยเผลอ “ตั้งคำถาม” กับเสื้อแดง ว่าพวกคุณต้องการอะไรกันแน่ ที่เอาแต่ประโคมว่าตายกันเป็นสิบเป็นร้อย แต่ก็หาพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อมายืนยันไม่ได้ ต้องการหล่อเลี้ยงความขัดแย้งให้ยืนยาวต่อไปใช่หรือไม่
ฉะนั้น ในฐานะสื่อมวลชนที่ดีเราจะไม่รายงานข่าวว่าพวกคุณตายอีกต่อไป!!! แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับวงการสื่อมวลชนไทย!!!
เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็อย่าเพิ่งตัดสินไปในทางใดทางหนึ่ง เพราะผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ที่เขียนมาได้ยืนยาวทั้งหมดนี้ ก็เพราะทึกทักเอาเองจากบทความชิ้นแรก ว่าประเด็นคนเสียชีวิตนั้นจัดเป็นข่าวประเภทข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข่าวประเภทความคิดเห็น
ผมกลับไปอ่านบทความอีกรอบด้วยความถี่ถ้วน ก็ไม่เห็นเงื่อนงำอันใดพอจะยืนยันได้เลยว่า คนเขียนเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง เขาแค่สงสัยว่าทำไมสื่อมวลชนไม่ “ตั้งคำถาม” เท่านั้น
ก็ไม่แปลกที่ใครสักคนจะเชื่อว่า ข่าวคนตายเป็นข่าวประเภทความคิดเห็น
การจำแนกประเภทข่าวว่าเป็นข่าวข้อเท็จจริงหรือข่าวความเห็นนั้น ในบางเรื่องยากที่จะขีดเส้นแบ่งให้ชัดลงไปได้ บางข่าวสามารถเป็นได้ทั้งสองประเภท บางข่าวก็ก้ำกึ่งว่าจะจัดอยู่ในประเภทไหนดี ผมไม่ทราบว่าในตำราวารสารศาสตร์หรือสถาบันวิชาชีพได้สร้างเกณฑ์จำแนกไว้หรือไม่
มิต้องไปไกลถึงข่าวคนตายเลย แค่ข่าวคนหายก็พอ คนหายที่ว่านี้คือคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หายไปจากรถประจำตำแหน่ง ขณะจอดอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ภายหลังประกาศภาวะฉุกเฉินวันที่ 12 เมษายน 2552 ผู้จุดประเด็นขึ้นมาก็หาใช่ใคร, จตุพร พรหมพันธุ์ คนหน้าแดงหน้าเดิม เขากล่าวหาว่าฝ่ายรัฐเป็นผู้สร้างสถานการณ์ที่กระทรวงมหาดไทยขึ้นทั้งหมด เพื่อใส่ไคล้พี่น้องเสื้อแดงให้กลายเป็นคนถ่อย แล้วในขณะคนเสื้อแดงตัวปลอมล้อมทุบรถยนต์ประจำตำแหน่ง นายกฯ ไม่ได้อยู่ในรถแล้ว ต่อให้ทุบจนพังทั้งคัน นายกฯ ก็ไม่มีทางเจ็บหรือตาย
ข่าวชิ้นนี้คือข่าวประเภทข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นกันแน่? หาคำตอบได้ลำบากมาก แต่ที่แน่ ๆ มันเป็นข่าวปิงปองที่ครึกโครมเอามาก ๆ ถามนายกฯ หนึ่งคำแล้วก็ไปถามจตุพรหนึ่งคำ โต้กันแบบตีปิงปอง
หากวงการสื่อมวลชนไทยสรุปรวดรัดเอาว่า นี่เป็นข่าวข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้วพบว่านายกฯ อยู่ภายในรถ ไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหาของเสื้อแดง ฉะนั้น ขอโยนข้อมูลของจตุพรลงถังขยะ ไม่เอาอีกแล้วข่าวโต้กันไปมาหาสาระไม่ได้ อย่าได้สนใจนำมารายงานให้เปลืองเวลาเปลืองกระดาษอีกเลย
ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนไทยโดนด่าเละเทะแน่นอน บรรดามวลชนหรือนักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยรวมทั้งสมชายทั้งนิธิคงต้องกระหน่ำอย่างหนัก หาว่าสื่อมวลชนไทยศิโรราบต่ออำนาจรัฐ เชื่อถือข้อมูลหลักฐานของผู้มีอำนาจ มีอคติกับชาวบ้านเสื้อแดง ไม่ยอมเชื่อถือข้อมูลหลักฐานของชาวบ้านเสื้อแดง คิดว่าพวกเสื้อแดงเป็นคนโง่ ถูกหลอกให้เชื่อว่านายกฯ ย่องหนีหายวับภายในเสี้ยววินาที จึงไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็น หรือเคารพความมีตัวตนในความเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังตรวจสอบอำมาตยาธิปไตย เป็นต้น
ข้อเสนอของบทความชิ้นแรกอาจจะถูกต้องแล้วกระมัง สื่อมวลชนมีหน้าที่ต้อง “ตั้งคำถาม” ส่วนการแสวงหาความจริงนั้นมันอีกเรื่อง หาใช่หัวใจ จะกระทำหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ เพราะไม่ได้ใช้ “เสียง” และไม่ได้อยู่ “หน้าจอ”

