แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร

วินทร์ ถึง ปราบดา

10/11/2005

จดหมายของคุณเล่าเรื่อง บ็อบ ดีแลน ได้ตรงจังหวะชีวิตของผมพอดี

สองสามวันนี้ลูกของผมกำลังทำโพรเจ็คท์โรงเรียน เป็นงานสไลด์โชว์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยยุคสิบสี่ตุลาฯ กับหกตุลาฯ โดยการสแกนภาพถ่ายขาวดำรูปฝูงชนเดินขบวนแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มาเรียงร้อยกัน เสร็จแล้วก็ใส่เพลงประกอบ ปัญหาคือไม่รู้จะใส่เพลงอะไร เด็กถามผมเรื่องเพลง ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพราะไม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ไม่เคยร้องเพลง หรือเป็น ดี.เจ.มาก่อน อีกทั้งพื้นที่เก็บเพลงในหัวของผมก็จำกัดจำแทะเต็มที

อย่างไรก็ตาม ช่างบังเอิญเหลือเกินที่หนึ่งในเพลงที่ผมรู้คือเพลงของท่านดีแลน ก็จึงเสนอคุณลูกว่า ทำไมไม่ใส่เพลง Blowing in the Wind ของท่านเล่า เหมาะกับภาพสิบสี่ตุลาฯยิ่งนัก ว่าแล้วก็เปิดซีดีเพลงนี้ให้้เขาฟัง

เด็กสั่นหัวดิก บอกว่า เชยมาก ไม่เข้ากันเลย เพลงมันร่าเริงเกินไป

ผมบอกว่า ร่าเริงกะผีอะไร นี่เป็นเพลงซึ้งมากในยุคนั้นนา

เขาสั่นหัว

งั้นจะเอาเพลงอะไร?

เขาว่าน่าจะเอาเพลงชุด Kill Bill มาใส่ เช่น เพลง Bang Bang (My Baby Shot Me Down) ของ แนนซี สินาตรา

ผมเกือบปล่อยก๊ากออกมา ปราบดาก็รู้ว่า หนังเรื่องนี้เลือดท่วมจอขนาดไหน (แม้ว่าตั้งใจให้เป็นการนำเสนอแบบเว่อร์ก็เถอะ) หากเปิดเพลงนี้คู่กับภาพสไลด์สิบสี่ตุลาฯ คงให้อารมณ์ของเรื่องต่างจากเจตนาของคนเดินขบวนแน่ๆ แต่... เอ! ความจริงเขาก็อาจไม่ผิดนัก เพราะทั้งสิบสี่ตุลาฯกับหกตุลาฯ เป็นงานเลือดสาดทั้งคู่

แต่ แหม! ถึงผมจะชอบเพลงชุด Kill Bill แต่เมื่อเอามาประกอบภาพสิบสี่ตุลาฯ มันทำให้ผมนึกถึงซามูไรสะพายดาบเดินอาดๆ บนถนนราชดำเนินอย่างไรชอบกล อย่ากระนั้นเลย ถ้าเอ็งอยากจะเล่นให้มันครีเอทีพจริงๆ ละก็ ไฉนไม่ทำให้เว่อร์ไปเลย ทำไมเอ็งไม่เอาเพลง What a Wonderful World ของ หลุยส์ อาร์มสตรอง (เพลงโบราณอีกเช่นกัน) มาใส่เสียเลย เป็นการนำเสนอแบบประชดไงเล่า

แน่นอนเด็กส่ายหน้าอีกตามเคย

เอาเป็นว่า ถึงวันนี้ก็ยังหาเพลงประกอบไม่ได้ ตอนจบอาจต้องใส่เพลงแร็พ หรือฮิพฮอพ คงเข้ากับสิบสี่ตุลาฯน่าดู

ผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพลง ข้อนี้ถือโอกาสโทษระบบการศึกษาเสียเลย สมัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยม ชั่วโมงดนตรีสำหรับผมเป็นสิ่งที่น่าเบื่อที่สุด ที่น่าสยดสยองที่สุดก็คือ นักเรียนทุกคนถูกบังคับให้ออกไปร้องเพลงหน้าชั้น เมื่อถึงคิวตัวเองต้องออกไปร้องเพลงหน้าห้อง ผมจะร้องเร็วกว่ารถไฟฟ้ารุ่นล่าสุด (คนละรุ่นกับสายที่ไปฝั่งธนบุรี) ยืนตัวแข็งทื่อ แหกปากร้องให้มันจบๆ ไป ได้คะแนนไม่ดีก็ช่างมัน เพราะไม่เคยคิดจะเอาดีทางร้องเพลงแน่ๆ โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่า ปู่ย่าตายายของโคตรเราก็ไม่เห็นมีใครร้องเพลงกันสักคน

เหตุผลที่ชั่วโมงดนตรีไม่เคยสนุกสำหรับผม เพราะผมไม่ได้รู้สึกถึงบรรยากาศสนุกสนานของการร้องเพลงเลยสักนิด บวกกับความอายที่จะต้องแสดงออก (การร้องเพลงก็คือการแสดงอย่างหนึ่ง) ทำให้เกิดความอายที่จะร้องเพลงหน้าชั้น

นิสัยอายการร้องเพลงในห้องเรียนแพร่ต่อถึงในบ้าน และสืบทอดมาจนทุกวันนี้

โชคดีนะครับที่ปราบดาไม่เป็นอย่างผม (ใครคนหนึ่ง ไม่นายภิญโญ ก็นายวรพจน์ หรือนายอะไรสักคนใกล้ตัวคุณ แอบนินทาว่าคุณก็ร้องเพลงคาราโอเกะ!) คุณคงเจอผมในร้านคาราโอเกะยากกว่าเจอทองคำหล่นอยู่ริมทาง ต่อให้ร้องเพลงคนเดียวยังรู้สึกอาย อาการหนักถึงขนาดนั้น

ผมรู้สึกอิจฉา (เล็กๆ) คนที่ร้องเพลงได้อย่างเบิกบานใจ สมัยผมทำงานในออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานของผมบางคนร้องเพลงขณะทำงาน เป็นภาพที่หาดูยากมากในโลกยุคกำไรสูงสุด ทำให้ลดความเป็นสำนักงานลงไปเยอะ

ครั้นจะโทษว่าโรงเรียนไม่เน้นการดนตรี ก็ไม่ใช่ เพราะโรงเรียนแสงทองวิทยา หาดใหญ่ สมัยนั้นมีชื่อเสียงเรื่องวงดุริยางค์มาก ทุกปีมีขบวนแห่วงดุริยางค์ไปทั่วเมือง นักเรียนเล่นเครื่องดนตรีพวกทรัมเป็ต กลอง จัดว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งของเมืองเล็กๆ พวกเขาซ้อมดนตรีในโรงเรียนเป็นประจำ แต่แน่นอนผมเลือกที่จะอยู่ในห้องสมุดมากกว่า เพราะต่อให้อยากเล่นดนตรี เขาก็ไม่อยากเอาเด็กตัวผอมๆ ไปเป่าทรัมเปต กลัวหมดลมหายใจเสียก่อน

ความจริงจะบอกว่าผมไม่เล่นดนตรีเลยก็ไม่ถูกนัก เพราะผมสนุกสนานกับฮาร์โมนิกาทีเดียว ตอนนั้นผมมีปัญญาแค่ซื้อแค่ฮาร์โมนิกาอันเล็กๆ ราคาสิบกว่าบาทจากเมืองจีน แต่ก็ไม่ได้คิดเอาดีทางนี้เหมือนการวาดเขียน

อย่างไรก็ตาม ถึงไม่ชอบร้องเพลง แต่ผมก็ชอบฟังเพลง เพียงแต่ไม่ค่อยสนใจรู้และไม่เคยจำได้ว่าเป็นเพลงของใคร

ช่วงที่ผมเรียนหนังสือชั้นประถมถึงมัธยมต้น รายการวิทยุที่สงขลามีอยู่สักสองสถานีกระมัง หนึ่งในนั้นคือวิทยุทหารเรือสงขลา สถานีวิทยุต่างจังหวัดตอนนั้นมักเปิดเพลงลูกกรุงกับลูกทุ่ง จนถึงวันนี้ผมยังจำวาทะของดี.เจ.ยุคนั้นได้ :

"สวัสดีครับท่านผู้ฟัง บัดนี้ขอเปิดม่านกำมะหยี่ประตูใจต้อนรับคุณเข้าสู่รายการ..."

โหย! ม่านกำมะหยี่จริงๆ จนบัดนี้ผมก็ยังสงสัยว่าทำไมต้องเป็นม่านกำมะหยี่ ไม่เป็นม่านผ้า ม่านไม้ไผ่ หรือม่านโรงรับจำนำ

ที่เป็นเทรดดิชั่นอีกอย่างหนึ่งของการเปิดเพลงในยุคนั้นคือ ต้องเปิดทีละสองเพลงสลับดี.เจ.พูดเสมอ ไม่เป็นหนึ่งเพลง สามเพลง ต้องสองเพลงเท่านั้น เป็นสูตรตายตัว การนำเสนอจะเคร่งขรึมเหมือนการอ่านข่าว ยกตัวอย่างเช่น :

"สองเพลงแรกของรายการวันนี้คือ คุณจะงอนมากไปแล้ว ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ตามด้วยเพลง แล้วเราจะรักกันได้อย่างไร โดย สวลี ผกาพันธุ์ เชิญรับฟังครับ..."

ไม่รู้ว่าท่านดี.เจ.ตั้งใจหรือไม่ เพราะทั้งสองเพลงนี้เข้ากันได้ดีมาก คือคุณสุเทพร้องว่าผู้หญิงนี่งอนจังนะ ส่วนคุณสวลีร้องตัดพ้อว่า พูดอย่างนี้แล้วจะรักกันได้ยังไงจ๊ะ

เมื่อ ดิ อิมพอสซิเบิล ครองประเทศ (ดิ อิมพอสซิเบิล นี่เป็นชื่อวงดนตรีนะครับ ไม่ใช่ชื่อพรรคการเมือง เผื่อว่าคุณไม่รู้! 5-5-5!) สถานีวิทยุก็เล่นเพลงของวงนี้สามเวลาหลังอาหาร เป็นวงที่ฮิตจริงๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผมฟังเพลงของวงนี้จนชินหู ดิ อิมพอสซิเบิ้นนน อย่างที่ดี.เจ.ต่างจังหวัดออกเสียง เป็นวงดนตรีสตริงคอมโบของไทยวงเดียวที่ดังไปถึงต่างจังหวัดในสมัยนั้น และยังมีโอกาสไปเดินสายที่ต่างประเทศด้วย (ชื่อ The Impossible ไม่มี s แม้วงนี้จะมีหลายคน)

ช่วงรอยต่อของยุคซิกซ์ตี้กับเซเว่นตี้ ในต่างจังหวัดที่ผมอยู่ก็เปิดเพลงฝรั่งตามกระแสโลกเหมือนกัน ชื่อวงดนตรีที่คุ้นหูที่สุดมี คลิฟฟ์ ริชาร์ด ที่ร้องคู่กับวง เดอะ ชาโดว์, เอลวิส เพรสลีย์ กับ เดอะ บีเทิลส์ ไนท์คลับทั่วไป แม้กระทั่งในงานวัดยังเล่นเพลงสไตล์ เดอะ ชาโดว์ เลยครับ

ครั้งหนึ่งภาพยนตร์ฝรั่งเรื่อง Melody Fair เข้าฉายที่หาดใหญ่ ไม่นานเพลง Melody Fair ของวงบีจีส์ ก็กระหึ่มเมือง และเพื่อนๆ ของผมก็เริ่มฮัมเพลงของบีจีส์

ผมโตมากับไม่กี่วงนี้แหละครับ

เมื่อมีโอกาสย้ายนิวาสสถานไปกรุงเทพฯ พบว่าเมืองหลวงดีกว่าต่างจังหวัดตรงที่สถานีวิทยุเปิดดนตรีคลาสสิกด้วย จึงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ฟังเพลงบรรเลง ทั้งคลาสสิกอย่าง เบโธเฟน โมสาร์ท ไปจนถึงเพลงบรรเลงแบบ elevator music และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชินกับการฟังเพลงแบบนี้เวลาทำงานอยู่หลายปีทีเดียว

ตอนนั้นโลกการฟังเพลงของผมต้องพึ่งวิทยุอย่างเดียว เพราะไม่มีปัญญาซื้อเครื่องเล่นเทป ช่วงกลางคืนมีบางสถานีที่เล่นเพลงจำพวกคลาสสิกและอธิบายที่มาของเพลงเหล่านั้นด้วย ได้ความรู้มากทีเดียว เมื่อเทียบกับดี.เจ.สมัยปัจจุบัน ผมเห็นว่าดี.เจ.ยุคก่อนทำงานหนักกว่ามาก

เมื่อผมเรียนชั้นปีสองที่คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯนั้น น่าดีใจยิ่งที่ทางคณะเปิดสอนวิชา Music Appreciation (ตอนลงทะเบียนผมยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า appreciation เลย) อาจารย์ที่สอนเป็นสถาปนิกผู้มีความรู้ด้านดนตรีดีมาก วิชานั้นถ่างหูผมกว้างขึ้นอีกหลายนิ้ว

อาจารย์ให้นักศึกษาแยกแยะให้ออกว่า แต่ละเสียงที่เข้าหูมาจากเครื่องดนตรีชนิดไหน สำหรับคนที่มาจากต่างจังหวัดไม่นาน ผมสอบวิชานั้นได้คะแนนไม่ดีนัก เพราะไม่ค่อยรู้จักเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ดูเผินๆ ไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวกับวิชาสถาปัตยกรรมที่เรียนส แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้เห็นว่าคนที่จะทำงานสายศิลปะได้ดี คือคนที่ควรมีความพึงใจในรสดนตรีที่ดี รวมทั้งงานแขนงอื่นๆ เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ การ์ตูน วรรณกรรม

ไม่กี่ปีก่อน ผมเดินชนแผงขายเพลงไทยเก่าจำพวกที่ผมเคยฟังสมัยเด็ก ด้วยอารมณ์ถวิลหาอดีต ผมซื้อเพลงของ ดิ อิมพอสซิเบิ้นนน เพลงลูกทุ่ง เพลงจากภาพยนตร์เรื่อง แผลเก่า ไปหลายแผ่น แล้วไปหลบมุมแอบฟังคนเดียว ด้วยกลัวคนอื่นจะหาว่าเชย

เมื่อมาฟังเพลงเก่าทิ้งระยะห่างสามสิบปีจากครั้งสุดท้าย ก็พบว่ามันเป็นประสบการณ์ที่แปลกดี อย่างเพลงของ ดิ อิมพอสซิเบิล เนื้อเพลงส่วนใหญ่อาจถือว่าเชยไปแล้ว หากวัดด้วยมาตรฐานความทันสมัยในปัจจุบัน แต่ทำนองของหลายเพลงก็ยังรื่นหูอยู่ ที่แปลกคือผมกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันเชย หรือตกยุค เพียงแต่รู้สึกเหมือนฟังเพลงกล่อมเด็กมากกว่า มันให้ความรู้สึกอบอุ่นไปแบบหนึ่ง นี่กระมังที่เขาเรียกว่า nostalgia

ครั้นลองฟังเพลงลูกทุ่ง เช่นชุด แผลเก่า เพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ, ทูล ทองใจ ไพรวัลย์, ลูกเพชร ฯลฯ ก็รู้สึกว่า ฟังเพลงแบบนี้เมื่ออายุมากขึ้นให้ความรู้สึกที่ดีกว่าเดิมมาก ผมคงแก่ไปแล้วจริงๆ ก็ได้

เรื่องเพลงอาจเป็นศิลปะสายเดียวที่ดูเหมือนผมจะเชยกว่าคนอื่นๆ เสมอ เพราะไม่เคยตามเพลงใหม่ๆ ทัน ผมถูกเพื่อนบางคนว่าตั้งแต่สมัยนั้นแล้วว่า มึงเอาหัวไปมุดอยู่ที่ไหน

แต่เมื่อวัยสูงขึ้น ผมเชื่อว่าไม่มีคำว่า "เชย" ในเสียงเพลง เพลงก็เหมือนศิลปะสายอื่นๆ เรายังคงสามารถดื่มด่ำกับภาพเขียนของเรอเน่ได้เท่ากับงานการ์ตูนของ วิศุทธ์ พรนิมิตร

ผมมาคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง หากเมื่อเล็กพ่อแม่ของผมมีปัญญาซื้อเปียโนให้ผมสักหลัง หรือไวโอลินสักตัว บางทีตอนนี้ผมอาจเลือกเขียนเพลงแทนที่จะเขียนหนังสือก็ได้

อาจเพราะสมัยเด็กไม่มีปัญญาซื้อเครื่องดนตรีหรือเล่นดนตรี ดังนั้นเมื่อมีลูก ผมคงอยากเติมส่วนที่ผมขาดไปในวัยเด็ก เด็กจึงมีโอกาสได้เรียนทั้งเปียโนและไวโอลิน ซึ่งมันก็เป็นประสบการณ์อีก คือค่าเรียนดนตรีมัน (โคตร) แพงจริงๆ นับว่าวงการศิลปะนี้มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง เมื่อเทียบรายได้ของครูสอนเปียโนกับนักเขียน ทั้งที่ทั้งคู่ก็ใช้นิิิ้วจิ้มคีย์เหมือนกัน

ทุกวันนี้ผมนั่งทำงานโต๊ะตัวเดียวกับลูก ผมเขียนหนังสือ เขาทำการบ้าน ผมอยากรู้ว่าเขาฟังอะไร ก็ต้องคอยเงี่ยหูฟังว่าเพลงที่เขาฟัง (ผ่านเครื่องมือดูดเงินที่เรียกว่า ไอ-พ็อด) เพลงฝรั่งใหม่ที่ผมไม่คุ้นหู เป็นประสบการณ์อีกขั้นหนึ่งในโลกดนตรีเล็กๆ ของผม

อีกสักสามสิบปี เมื่อเพลงที่ฮิตในปัจจุบันหมดยุคของมัน เขาก็คงไปเดินตามแผงเพลงเก่าเพื่อหาซื้อมันมาฟัง

อย่างนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า เพลงเพื่อชีวิต ?

..........

ปราบดา ตอบ วินทร์

4/12/2548

ขอแก้ตัวเรื่องร้องคาราโอเกะ ก่อนที่จะมีการเข้าใจผิดมากไปกว่านี้ครับ!

ผมก็ชอบร้องเพลงเหมือนคนธรรมดาทั่วไป นั่นคือร้องตามเพลงที่ตัวเองชอบ ร้องในห้องน้ำ หรือฮัมทำนองต่างๆไปมาขณะทำกิจวัตรประจำวัน รับรองว่าไม่ถึงขั้นสำคัญตัวว่าเป็นนักร้องแน่นอน ที่ชอบไปคาราโอเกะในบางครั้ง ผมชอบไปในอารมณ์ที่เรียกว่า “ เอาฮา” มากกว่าจะจริงจังกับมัน ไปเพื่ออารมณ์ขำๆกับเพื่อนฝูง ได้ดูวิดีโอคาราโอเกะแปลกๆ (โดยเฉพาะวิดีโอที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเพลงเอาเสียเลย) ถือเป็นการสังสรรค์ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดีพอสมควร อะไรที่เรียกเสียงหัวเราะได้ ผมทำเกือบหมดครับ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะไม่ค่อยมีใครเห็นผมขับรถแข่ง ตีกอล์ฟ แข่งเจ็ทสกี หรือไปร่วมขบวนอะไรที่สวนลุมฯ เพราะผมว่ากิจกรรมพวกนั้นมันไม่ค่อยฮา

การฟังเพลงเป็นความสนใจคู่ตัวผมมานาน นานกว่าศิลปะด้านอื่นๆด้วยซ้ำ บางครั้งผมจึงรู้สึกแปลกใจตัวเองที่ไม่ได้พยายามฝักใฝ่ไปทางนั้นเต็มตัว ผมเล่นเครื่องดนตรีไม่ได้เลย กระทั่งการอ่านโน้ต หรือความเข้าใจในทฤษฎีทางดนตรี ผมก็ไม่ประสีประสา เคยลองเหมือนกันครับ แต่สุดท้ายรู้สึกว่าไม่ถูกจริต ไม่มีความหมกมุ่นเพียงพอ และคงไม่ถูกโฉลกกับวิถีชีวิตแบบนักดนตรีเท่าไรนัก ผมจึงจริงจังแต่ด้านฟัง และตามศึกษาประวัติศาสตร์ของดนตรีที่ผมชอบ ทุกวันนี้แม้จะเพลาๆไปบ้าง ก็ยังถือว่าตามอยู่ แต่เจาะจงมากขึ้น ไม่กระจัดกระจายมากมายเหมือนเมื่อก่อน

ความที่ชอบภาษา ชอบความคิดของคน ชอบบทกวี ทำให้ความสนใจทางดนตรีของผมมุ่งเน้นไปที่เนื้อเพลง นักดนตรีหรือนักร้องที่ผมโปรดปรานมากๆก็มักจะโดดเด่นทางด้านนั้น คงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผมกำลังสนใจลุงบ็อบ ดีแลน อย่างที่เมื่อตอนเด็กๆมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสนใจนักแต่งเพลงไทยหลายๆคนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์เนื้อเพลง ลึกๆแล้วผมอาจจะเห็นเพลงเป็นบทกลอนมากกว่าดนตรีก็ได้ครับ เป็นบทกลอนที่เข้าถึงคนในระดับกว้าง และมีผลกระทบต่อความรู้สึกในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

เคิร์ท วอนเนกัท (Kurt Vonnegut) นักเขียนชาวอเมริกันที่ผมชอบ เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาอิจฉานักดนตรี เพราะเขารู้สึกว่าการเล่นดนตรีได้ การอยู่กับเสียงเพลง เป็นการเข้าใกล้ศิลปะที่สุดยอด หลายครั้งผมก็คิดเหมือนเขา เห็นใครนั่งลงหน้าเปียโนแล้วสามารถกรีดกรายแป้นขาวดำเป็นบทเพลงไพเราะ ผมอดทึ่งไม่ได้ และจินตนาการไปว่าถ้าเรามีความสามารถอย่างนั้นบ้างคงวิเศษ

ถึงแม้จะรักการเขียนหนังสือ แต่ธรรมชาติของการสื่อสารของสองศาสตร์นี้แตกต่างกันเหลือเกิน การเขียนหนังสือเป็นการทำงานจากภายใน นั่งนิ่งๆ กลั่นกรองทุกอย่างในความสันโดษ และไม่สามารถล่วงรู้ผลลัพธ์ของการสื่อสารถึงคนอื่นได้อย่างชัดเจนนัก ในขณะที่นักดนตรีสามารถนั่งเล่นคนเดียวที่บ้านก็ได้ หรือจะเล่นในที่สาธารณะ ให้ความบันเทิงกับคนดูคนฟัง และเห็นการตอบรับในสีหน้า ท่าทาง และรอยยิ้มของคนพร้อมๆกับการสร้างสรรค์งาน ผมว่ามันคงน่าตื่นเต้น เป็นความรู้สึก “high” เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขใจไม่ใช่น้อย--นักดนตรีที่ผมรู้จักหลายคนก็บอกผมอย่างนั้น ยิ่งพวกนักร้องหรือวงที่ดังมากๆ มีคนมาฟังคนดูคอนเสิร์ตเป็นพันเป็นหมื่น มีเสียงกรี๊ดสนั่นตลอดการแสดง เป็นความรู้สึกที่เสพติดกันง่ายๆ ซึ่งอาจส่งผลด้านลบ ทำให้นักดนตรีหรือนักร้องหลงตัว เหลิงไปว่าตนเป็นซูเปอร์สตาร์ได้เช่นกัน

ที่จริงแล้วผมคงไม่ชอบสถานการณ์แบบนั้นเท่าไรนัก แต่จินตนาการเล่นๆก็สนุกดี ลองนึกสิครับว่า ถ้าทุกครั้งที่นักเขียนขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือขึ้นประโยคได้ยอดเยี่ยม แล้วมีเสียงกรี๊ด เสียงปรบมือ เสียงสรรเสริญจากคนอ่านบ้าง จะเป็นอย่างไร แรกๆอาจจะสนุกดี แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นทุกย่อหน้า คงต้องตะโกนด่าคนอ่านให้เงียบเสียงลงหน่อย เสียสมาธินะเว้ย ผมไม่ได้รักทุกๆคนนะครับ!

ผมเคยเอะใจสงสัยว่านักดนตรีเขาเบื่อการเล่นดนตรีกันบ้างไหม เพราะผมมองพวกเขาจากมุมของคนนอก จากคนที่ทึ่งเสมอกับดนตรี อาจคิดไปไม่ถึงว่าด้านของนักดนตรีเองจะรู้สึกอย่างไร ผมถามเจ-เจตมนต์ มละโยธา โปรดิวเซอร์ใหญ่ค่าย smallroom และเจ้าของวง Penguin Villa (รวมถึงสมาชิกร่วมวงบัวหิมะกับผมเอง) ว่าเขาเคยมีอาการเซ็งเสียงเพลง เคยมีวันที่ไม่อยากฟัง ไม่อยากจับเครื่องดนตรีอะไรเลยบ้างไหม เจบอกว่ามีแน่นอน อยู่กับมันทุกวัน ยิ่งทำเป็นอาชีพด้วย ย่อมต้องเกิดความเบื่อหน่ายได้เป็นธรรมดา

ผมสงสัยต่อไปอีกว่า การเล่นดนตรีเป็น การรู้โน้ต ไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นจะสามารถแต่งเพลงเองได้ใช่ไหม เจเปรียบให้ฟังว่าดนตรีก็เหมือนภาษา ทุกคนอาจจะรู้คำ รู้ศัพท์ รู้หลักไวยากรณ์เท่าเทียมกัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะสามารถนำสิ่งที่รู้มาเรียงร้อยเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ที่อ่านสนุก ที่เป็นศิลปะ หรือเขียนเป็นนวนิยายออกมาได้ การเล่นดนตรีเป็นกับการแต่งเพลงเป็นจึงไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป เพียงแต่ถ้าเล่นเป็น เล่นดี และแต่งเพลงได้ด้วย ก็อาจจะทำให้ได้เปรียบนักแต่งเพลงที่รู้น้อยกว่า

เพื่อนๆผมนี่พูดเก่งกันทั้งนั้น!

เดี๋ยวนี้เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำอะไรได้มากมาย การทำดนตรีได้เปลี่ยนจากการเล่นหรือแจมกับนักดนตรีจริงๆในห้องอัดเสียง เป็นการทำงานกับเครื่อง ด้วยคนเพียงคนสองคนเท่านั้น ดนตรีบางประเภทที่มีให้ฟังอยู่ในปัจจุบัน ถูกสร้างสรรค์โดยคนที่ไม่ต้องมีความรู้ด้านดนตรีใดๆ เพราะเสียงต่างๆสามารถแสวงหาจากโปรแกรม หรือใช้วิธี “ sample” ง่ายๆ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้คนที่สนใจดนตรี แต่เล่นดนตรีไม่เป็น สามารถผลิตงานดนตรีเป็นผลงานเพลงออกมาได้เองที่บ้าน ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย ในขณะที่คนรุ่นเก่าเห็นว่ามันเป็นการตัดหรือโยนหัวใจสำคัญของดนตรีทิ้งไปโดยสิ้นเชิง นั่นคือการมีประสบการณ์สด การใช้เวลาหมกตัวอยู่กับการสร้างสรรค์ในห้องอัดร่วมกับนักดนตรีคนอื่น และการได้เสียงที่เป็นธรรมชาติ

ผมเองรู้สึกว่าถ้าสามารถหาจุดสมดุลระหว่างสองด้านนั้นได้จะดีที่สุด เทคโนโลยีก็ดีตรงความสะดวกและความประหยัด ทำให้คนอย่างผมสามารถนั่งกดแป้นคอมพิวเตอร์เพื่อลองทำดนตรีเล่นๆด้วยวิธีเรียนรู้เองไปเรื่อยๆ แต่การเล่นดนตรีสด การแจมร่วมกับนักดนตรีคนอื่น ผมว่ามันก็จะทำให้ได้สิ่งที่ไม่คาดฝัน สิ่งที่คอมพิวเตอร์สร้างไม่เป็น สิ่งที่อาจจะสดใหม่ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ผมว่าการได้งานศิลปะที่เกิดจากการทดลองระหว่างคนเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะผลที่ออกมามักเป็นสิ่งที่ก๊อปปี้ไม่ได้อีกแล้ว เป็น “ ครั้งเดียว” เหมือนงานศิลปะของจิตรกร ของประติมากร ที่ถึงแม้จะมีสี มีพู่กัน มีผ้าใบ มีดินเหนียว มีปูน กระทั่งอาจมีภาพที่อยากเห็นอยู่ในหัว แต่เมื่อลงมือทำจริง งานที่สำเร็จออกมามักมีรายละเอียดอื่นที่ศิลปินคาดไว้ล่วงหน้าไม่ได้เสมอ และรายละเอียดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเด่นของงานไปในที่สุด งานเขียนหนังสือก็คงคล้ายๆกัน มีทั้งไอเดีย ทั้งตัวตนของคนเขียน ทั้งบรรยากาศและอารมณ์ของช่วงเวลาที่เขียน มีปัจจัยมากมายที่อยู่นอกเหนือจากตัวหนังสือ การทำดนตรีที่น่าสนใจก็อาจต้องมีปัจจัยที่นอกเหนือไปจากเสียงที่ถูกบันทึกไว้แล้วเช่นกัน

วันก่อนขณะกำลังดูรายการเพลงทางทีวี จู่ๆต่อมรำคาญของผมก็พองโตขึ้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่า ทำไมเนื้อเพลงแทบทุกเพลงของวงดนตรีและนักร้องที่แตกต่างกันทางภาพลักษณ์ จึงได้เหมือนกันไปหมด ผมเองไม่ใช่ผู้ชายอกสามศอกอะไรมากมาย แต่บางทีเห็นนักดนตรีชายฉกรรจ์ มีรอยสักประดับพร้อย ทำผมตั้งเป็นทรงพั้งก์ ตีสีหน้าเข้มขรึม สวมเสื้อสีดำน่าเกรงขาม แต่ครวญครางเพลงหน่อมแน้ม เกี่ยวกับการไปหลงรักเพื่อนสนิทบ้างละ อาการอกหักเพราะเธอไปรักคนอื่นบ้างละ รักเธอแต่พ่อแม่เธอไม่ยอมรับเพราะเรามันต่ำต้อยบ้างละ เห็นแล้วทะแม่งๆชอบกล--ผมไม่ได้ต่อต้านเพลงรัก มีเพลงนับพันๆ เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่ผมชอบฟังชอบร้อง แต่ผมว่าในชีวิตประจำวันของคนเรา ปกติก็น่าจะคิด น่าจะคุยเรื่องอื่นๆกันบ้างไม่ใช่หรือ ไม่อยากเชื่อว่าวงดนตรีหนุ่มแน่นแนวนักเลงเหล่านั้น วันๆจะเอาแต่นั่งกระหนุงกระหนุง แลกเปลี่ยนปัญหาหัวใจกันไปมา--“ แหม น้องเค้าไม่รักข้าเลยว่ะ” “ ว้า หมู่นี้ข้าคิดถึงแฟนจังเลย” “ หายใจเข้าก็ เฮ้อ… น้องเค้าจะรักข้ามั้ยนะ”

มานั่งโต๊ะใกล้ๆผม ระวังฝ่ามือเผลอกระตุกไปโดนกบาล!

แต่พอมาคิดดู ก็พอจะเข้าใจได้ว่า อะไรหลายๆอย่างในบ้านเราที่เห็นภายนอกนั้นคือแฟชั่น ไม่ได้มีเนื้อหรือแก่นที่แท้จริง ผู้ชายแต่งตัวเหมือนพั้งก์ก็เป็นแค่ค่านิยมแบบหนึ่ง จริงๆแล้วอาจจะไม่ต่างจากผู้ชายเจ้าสำอางหรือชาวเมโทรเซ็กช่วลเท่าไรนัก (ไม่รู้มีคนอยากถูกเรียกว่าเป็น “ เมโทรเซ็กช่วล” ได้อย่างไร ผมว่ามันฟังเหมือนโรคร้ายทางเพศที่ระบาดเฉพาะกับคนใช้รถไฟใต้ดินอย่างไรชอบกล) เด็กไทยที่โกนหัวก็ไม่ได้แปลว่าเป็นสกินเฮดแบบที่สกินเฮดในประเทศเยอรมันเขาเป็นกัน คนไทยเรารับเอาค่านิยมจากต่างชาติมาเฉพาะผิวเปลือกเท่านั้น คนแต่งตัวฮิปฮอป แต่งตัวเป็นเร็กเก้ แต่งตัวเป็นฮิปปี้ ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะเข้าใจในที่มาของสิ่งที่พวกเขานิยมสักเท่าไรนัก

คุณ’รงค์ วงษ์สวรรค์เคยแซวให้ผมฟังครั้งหนึ่ง ว่าพวกคนไทยที่ดื่มด่ำกับเพลงเร็กเก้ บูชาบ็อบ มาร์เลย์ มีจำนวนมากเหลือเกินที่ฟังเนื้อเพลงของบ็อบ มาร์เลย์-เจ้าพ่อดนตรีเร็กเก้ไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเขาร้องเกี่ยวกับอะไร ไม่สนใจประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ แค่ติดกับเสื้อผ้า ทรงผม วิถีชีวิต เป็นเพียงแฟชั่น เหมือนแฟชั่นเพื่อชีวิต แฟชั่นพั้งก์ แฟชั่นฮิปฮอป แฟชั่นร็อกแอนด์โรลล์ แฟชั่นแบรนด์เนม แฟชั่นเด็กแนว แฟชั่นอินดี้ ส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับความเชื่อหรือความสนใจใดๆเลย

เพราะฉะนั้นคงไม่แปลกที่ผู้ชายหน้าตาท่าทางโหดๆ เหี้ยมๆ ร้ายๆ เลวๆ จะเปิดปากโอดครวญเป็นเพลงรักหวานแหววได้อย่างไม่ต้องขวยเขินใครในจอทีวีแดนสยาม

ผมรู้สึกว่าการทำงานเพลงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถ้าทำโดยคนที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่มีความรู้เรื่องที่มาที่ไปของดนตรีมาก่อน ก็คงคล้ายๆกับการก๊อปปี้แฟชั่นภายนอก บางคนทำได้แนบเนียนมาก ก๊อปได้ทุกกระเบียดนิ้ว เจอหน้านี่แทบจะกราบ นึกว่าพั้งก์ตัวจริงเพิ่งบินมาจากอังกฤษยุคเจ็ดศูนย์ หรือบ็อบ มาร์เลย์กลับชาติมาเกิด แต่ไม่มีเบื้องหลัง ไม่มีเรื่องราวที่เชื่อมโยงถึงผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ เป็นแค่ผลิตผลลอยๆ ที่พร้อมจะสูญหายหรือกลายพันธุ์ไปเสมอ

การบูชาเปลือกนอกของเราก้าวล้ำไปถึงเรื่องการเมือง นับวันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนจะถูกกลืนโดยกลเกมของนักการเมืองและผู้ได้ผลประโยชน์จากการเมืองเข้าไปทุกที คำว่าประชาธิปไตยและสถาบันต่างๆของชาติ ถูกใช้พร่ำเพรื่อโดยทุกฝ่าย ต่างฝ่ายต่างใช้มันเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ตีความหรือขยายความให้เป็นผลดีต่อสิ่งที่ตัวเองพูด เพื่อหักล้างโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

นับวันยิ่งยากขึ้นทุกทีที่เราจะเชื่อใครหรือฝ่ายใดได้อย่างแน่นอนใจ เพราะต่างก็มีพฤติกรรมเหมือนๆกันไปหมด คล้ายกับว่ายุคสมัยนี้จะไม่มีการแบ่งแยกธรรมะกับอธรรมแล้วด้วยซ้ำ มีแต่อธรรมที่กัดกันเอง แต่ยังอาศัยเปลือกและรูปแบบของธรรมะมาใช้หลอกลวงประชาชน--ช่วงนี้บ้านเมืองมีความขัดแย้ง มีการเคลื่อนไหวหวือหวามากมาย แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่เห็นว่าประโยชน์จะตกอยู่กับคนที่ประสบปัญหาที่แท้จริง มีแต่เสียงโหวกเหวก พาดหัวข่าวฉูดฉาด คนโตๆแล้วด่าทอทะเลาะวิวาทกัน โดยไม่รู้เลยว่าจะเป็นการแก้ปัญหาอะไร เหมือนดูละครทีวี ดูเกมโชว์ ดูข่าวบันเทิง--เพลินๆดี แต่ก็คือมายา

ผมว่าคุณวินทร์ลองไปร้องคาราโอเกะกันไหมครับ ไหนๆบ้านเมืองก็ฮามาถึงขั้นนี้แล้ว ไปร่วมสนุกกับวัฒธรรมผิวเปลือกกันให้สุดๆเลยดีกว่า!

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนมกราคม 2549