ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ: บททดลองเสนอ

ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (deliberative democracy) เป็นตัวแบบทางทฤษฎีว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยแบบหนึ่งท่ามกลางความเป็นไปได้ของตัวแบบประชาธิปไตยในหลายๆรูปแบบที่ดำรงอยู่ในโลก

ความสำคัญของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ อยู่ตรงที่คำว่า "ปรึกษาหารือ" ซึ่งเป็นกระบวนการได้มาซึ่งเหตุผล ดังนั้นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือจึงเน้นที่ "กระบวนการสื่อสารระหว่างกัน" อยู่ร่วมกัน เข้าใจกัน อันเป็นฐานอันยั่งยืนของ "ความสามัคคี"

นักคิดสำคัญที่เสนอตัวแบบนี้คือ เจอเก้น ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) ชาวเยอรมัน เพื่อตอบคำถามปรากฏการณ์ทางการเมืองในสังคมเยอรมันอย่างน้อยสองประการ ก็คือ 1. ทำอย่างไรจะไม่มีเผด็จการแบบฮิตเลอร์ที่มาจากการเลือกเลือกตั้ง และ 2. ไม่มีระบบการเมืองที่อ้างอึงเอาความเป็นชาติและเชื้อชาตินิยมไปไล่ฆ่าคนที่ "แตกต่าง" ไปจาก "ชาวเยอรมัน"

"ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเพื่อความสมานฉันท์. นั้นจึงมิได้อยู่ที่การไป "ร้องขอ" มาจากอำนาจที่อยู่ "เหนือ" ตัวเรา หรือเป็นเรื่องของ "คำสั่ง" จากคนที่มีอำนาจ "เหนือ" กว่าเรา หากแต่เป็นเรื่องของการ "ใช้ชีวิตร่วมกัน" และพยายามที่จะ "เข้าใจกัน" ของทุกฝ่าย

ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือได้รับการนำเสนอเพื่อเป็น "ทางเลือกที่สาม" (แปลว่าอาจจะมีทางเลือกอื่นๆอีกก็ได้) จาก:

1. ประชาธิปไตยที่เน้นแต่เรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในฐานะปัจเจกบุคคล และการประนีประนอมผลประโยชน์ระหว่างผู้คนมากกว่ามิติอื่นๆ และ

2. ประชาธิปไตยที่เน้นแต่การเชื่อฟังส่วนรวมและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติโดยมีรัฐเป็นผู้ถืออำนาจในการดูแลความเป็นหนึ่งเดียวนั้น

ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือมิได้เน้นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ และการเชื่อฟังส่วนรวมเป็นเบื้องแรก แต่ให้ความสำคัญกับ "กระบวนการ" ที่ "พลเมือง" ซึ่งได้รับการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จะมารวมกันปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่ง "พลังแผ่นดิน" (หมายถึง ความเห็นของพลเมือง และเจตนารมณ์ของพลเมือง = will) ทั้งนี้การปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่ง "พลังแผ่นดิน" นี้มิได้วางอยู่บนเรื่องการ "แข่งขัน" ทางการเมือง หรือการ "เชื่อฟัง" เสียงส่วนใหญ่ และรัฐ เพียงเท่านั้น

"พลังของแผ่นดิน" นั้นมิได้มา "แทนที่" สถาบันตัวแทนทางการเมืองที่เป็นทางการ แต่ควรจะเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า เพื่อส่งเสริมให้พลเมืองสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ดังนั้น "พลังแผ่นดิน" นี้จึงมิได้ "ปกครอง" ประชาชนและ "เป็น" สถาบันตัวแทนประชาชนที่เป็นทางการ แต่จะทำหน้าที่ในการ

1. เป็น "เนื้อหาสาระ" ให้กับประเด็นการตัดสินใจทางการเมืองผ่านกระบวนการทางกฏหมาย

2. เป็น "หลักประกัน" ในการต่อรองกับการตัดสินใจที่กระทบกับความเป็นส่วนรวมและความเป็นสาธารณะอันเกิดมาจากกฏหมาย และ

3. เป็น "พลังตรวจสอบ" กับการตัดสินใจของสถาบันที่อิงกฏหมายต่างๆที่กระทบกับพลเมืองทั้งในเรื่องส่วนตัวและสาธารณะ

การปรึกษาหารือเพื่อให้ได้มาซึ่ง "พลังแผ่นดิน" จะให้ความสนใจกับประเด็นสำคัญสามประการ

1. มิติด้านคุณธรรม (moral - สิ่งที่เราคุยกันนั้นยุติธรรมไหม)

2. มิติด้านความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง (pragmatic - หนทางไหนที่จะทำให้เราบรรลุถึงเป้าหมายร่วมกัน) และ

3. มิติด้านความเป็นตัวตนของผู้ปรึกษาหารือ และชุมชนที่เกิดการปรึกษาหารือขึ้น (self-understanding - เราคือใคร เราต้องการอะไร) การปรึกษาหารือนั้นจะต้องเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศของความเท่าเทียม มีเสรีภาพ และมีกฏกติกาที่เป็นธรรม

หัวใจของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือก็คือ การแสวงหา "พลังแผ่นดิน" ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะเกิดขึ้น "ตลอดเวลา" ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกัน โดยที่ทุกฝ่ายสามารถมีที่ทางในการปรึกษาหารือ (แม้ว่าเขาอาจจะไม่มีที่ทางในสถาบันตัวแทนที่เป็นทางการ อันเนื่องมาจากว่าพวกเขาบางกลุ่มมีจำนวนที่น้อยกว่ามาตรฐานของการมีตัวแทน) โดย "ปราศจากอำนาจบังคับ" ที่ทำให้เขาไม่เกิดเสรีภาพและไม่สามารถใช้เสรีภาพในการปรึกษาหารือกันได้

และที่สำคัญก็คือกระบวนการพูดคุยกันและเข้าใจกัน สำคัญไม่น้อยกว่า "ผลลัพธ์" ในแง่ของการตัดสินใจ

"พลังแผ่นดิน" จากการปรึกษาหารือจึงไม่ใช่ "ฉันทามติ" ที่รัฐบาลนำไปใช้ "อ้างได้ตลอดเวลา" ว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเรียบร้อยแล้ว ด้วย "จำนวน" อาทิ 19 ล้านเสียง หรือ 3 แสนเสียง แต่ฉันทามติที่มาจาก "พลังแผ่นดิน" จะต้องเป็นฉันทามติที่ประชาชนที่มาปรึกษาหารือกันอย่างน้อยยอมรับร่วมกันว่าเขามีศรัทธาที่จะอยู่ร่วมกันเป็นพื้นฐาน (อาทิเป็นคนในสังคมเดียวกัน)

ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือในฐานะแนวคิดอาจสามารถนำมาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐานในรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ อาทิการไม่พิจารณาแค่กลไกการริเริ่มการตรวจสอบรัฐบาลและริเริ่มกฏหมาย 50000 ชื่อ เพียงแค่เป็นกลุ่มพลังประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะผลักดันเรียกร้องผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง หรืออ้างว่าเป็นตัวแทนที่แท้กว่าตัวแทนในสภา แต่จะต้องมองกลไกการริเริ่มและตรวจสอบจากประชาชนดังกล่าว ในฐานะหนึ่งในที่มาของ "พลังแผ่นดิน".


เอกสารอ้างอิง:

Habermas, J. Three Normative Models of Democracy: On the Internal Relation between the Rule of Law and Democracy.

Chambers, S. Can Procedural Democracy be Radical?

ทั้งสองชิ้นนี้ตีพิมพ์ใน Ingram, D. (ed.) 2002. The Political: Blackwell Readings in Continental Philosophy. Oxford: Blackwell.


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก. วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2549. หน้า 4.