เย็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า
มีสุภาพสตรีเชื้อพระวงศ์สองท่าน รวมกลุ่มอยู่ในผู้ชุมนุมห้าหมื่นกว่าคน ที่มาร่วมชุมนุมแสดงความไม่พอใจคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้หมดความชอบธรรมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
ผู้ใหญ่ท่านแรกบอกว่า ตอนแรกไม่ได้คิดจะมาร่วม แต่พอฟังรายการทักษิณคุยกับประชาชนตอนเช้าทางวิทยุแล้ว เกิดเปลี่ยนใจต้องออกจากบ้านมาเลย เพราะคุณทักษิณบอกกับผู้ฟังว่า "หากรักผม ขอให้อยู่ที่บ้าน ไม่ต้องออกมาชุมนุม"
"ดิฉันไม่เคยชอบคุณทักษิณเลย" ท่านบอก
ส่วนผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งอยู่ร่วมการชุมนุมถึงตีสอง ท่านบอกว่าไม่เคยชอบคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เลย แต่คราวนี้ต้องมาร่วมเพราะข่าวที่ออกมาทำให้รู้ว่าไม่สามารถไว้วางใจคุณทักษิณได้อีกต่อไป
นักศึกษาหนุ่มสาวหลายคนแต่งตัวในชุดทันสมัยยืนจับกลุ่มกัน พวกเขาบอกว่า
"พลาดไม่ได้ครับ ผมอยากเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทย คือการชุมนุมขับไล่นายกฯ"
บางคนพูดว่า
"ผมอยากเป็นวีรชนเดือนกุมภา"
ใครมีโอกาสมาสังเกตการณ์ของเย็นวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว คงจะลงความเห็นเป็นเสียงเดียวว่า ดูจากหน้าตาและการแต่งตัวแล้ว คนที่มาส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนเมือง คนมีการศึกษา หรือเรียกว่าเป็นม็อบของชนชั้นกลาง
"บรรยากาศของผู้คนที่มาร่วมงานไม่ค่อยต่างจากงานแจ๊ซเฟสติวัลเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเลย มากันแบบสบายๆ ไม่เคร่งเครียด ไม่เหมือนมาชุมนุมขับไล่นายกฯเลย" เพื่อนผมคนหนึ่งตั้งข้อสังเกต
คนจำนวนมากที่มาร่วมงาน มักจะหยิบกล้องถ่ายรูปหรือโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก โพสท่าชูสองนิ้วกันเป็นที่สนุกสนาน พร้อมกับโพกผ้าสีเหลืองสกรีนคำว่า กู้ชาติ เป็นชุดแฟชั่นพิเศษเฉพาะวันนั้นวันเดียว
เสียงโทรศัพท์มือถือเมาธ์กับเพื่อน และชักชวนกันให้ออกมาจากบ้าน ได้ยินกันเป็นระยะในที่ชุมนุม
ความสะใจของผู้ชุมนุมคือ การที่คนบนเวทีนำม็อบให้โบกธงชาติไทยขนาดเล็ก และตะโกนพร้อมกันเสียงดังสนั่นลานพระบรมรูปฯว่า "ทักษิณ ออกไปๆ" พร้อมกับธงชาตินับหมื่นที่ปลิวไสวอยู่กลางอากาศ เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกฮึกเหิมมาก
สังเกตว่าคนที่มาชุมนุมเหล่านี้ส่วนมากจะนัดกันมาเป็นกลุ่มๆ ประมาณสี่ห้าคน พอจับจองพื้นที่ได้ก็จะปูกระดาษหรือพลาสติคที่เตรียมมา นั่งลงพร้อมกับเปิดกระเป๋าหรือเป้ที่พกเสบียงออกมา ราวกับมาปิคนิคกลางลานพระบรมรูปฯ อาหารมื้อเย็นเห็นจะไม่พ้นแซนด์วิช คุกกี้ ขนมเค้ก ไปจนถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง ขณะที่หลายคนเริ่มควักกระปุกทาครีมกันแดดออกมา
เพื่อนบางคนคิดเล่นๆ ว่า หากบรรดาพวกเจ้าของร้านพิซซ่าต่างๆ ใจถึง กล้ามาเปิดบริการรับออเดอร์แถวนี้ ขายพิซซ่าแบบดิลิเวอรี่แบบส่งถึงที่ วันนั้นอาจจะขายได้นับพันถาดทีเดียว เพราะยิ่งดึกท้องยิ่งหิว และคนในม็อบมีกำลังซื้อสูงกันทั้งนั้น ถาดละสองสามร้อยเกลี้ยงแน่นอน
คนเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดตั้งมา แต่มากันเองด้วยความสมัครใจ ส่วนใหญ่นั่งรถแท็กซี่กันมา หรือไม่ก็นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟฟ้าใต้ดินมาต่อรถแท็กซี่กัน จนทำให้ถนนทุกสายที่มุ่งไปลานพระบรมรูปทรงม้าโล่งถนัดใจ
ต้องยอมรับว่าคนเหล่านี้ที่เข้าร่วมชุมนุมต้องมีจิตใจกล้าทีเดียว เพราะจากข่าวคราวที่ปล่อยออกกันมาล่วงหน้า ว่าจะมีความรุนแรง จะมีม็อบชนม็อบ มีการวางระเบิด และที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ออกมาเตือนไม่ให้ออกมาชุมนุมกัน แต่พวกเขาก็ยังออกจากบ้านกันมา
พอมาถึงใกล้กับพระบรมรูปทรงม้าแล้ว ถนนทุกสายจะมีแผงเหล็กและกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกั้นไว้หลายชั้น ทำให้หลายคนที่มาถึงเริ่มหวาดวิตกถึงความปลอดภัย บางคนก็ถอดใจกลับบ้านไปก่อน
แต่คนห้าหมื่นกว่าออกจากบ้านมา เพื่อแสดงพลังบางอย่างออกมาให้เห็นว่า ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศนี้ พวกเขาไม่พอใจสิ่งที่ผู้นำประเทศนี้ได้ฉวยโอกาสเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะประเด็นการขายหุ้นชินคอร์ปได้เงินเข้ากระเป๋า 73,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ขณะที่แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหากินไปวันๆ แต่มีเจ้าหน้าที่สรรพากรมานั่งนับชามก๋วยเตี๋ยวกันถึงร้าน
คนเหล่านี้ออกจากบ้านมาถามหาความชอบธรรมและจริยธรรมของผู้นำประเทศ
แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา คุณทักษิณได้พูดถึงคนกลุ่มนี้ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยว่า
"สิ่งที่ผมได้จากมงฟอร์ตคือ ทำให้ไม่เป็นคนโง่ เพราะมงฟอร์ตสอนให้รู้จักวิเคราะห์เป็น และมีจินตนาการ แต่คนที่อยู่ที่ลานพระรูป คือคนที่ไม่เคารพกติกาสังคม หากสังคมใดปล่อยให้กุ๊ยนำคน และไม่เคารพกติกา สังคมก็อยู่ไม่ได้"
.................
เมื่อไม่นานมานี้มีบทวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นประจำเดือนกุมภาพันธ์ ของบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังแห่งหนึ่งที่แจกจ่ายให้กับลูกค้า รายงานถึงปัจจัยลบในตลาดหลักทรัพย์ว่า แนวโน้มในระยะสั้นนั้น ราคาหุ้นยังได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงทางการเมือง จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
แต่ที่น่าสนใจคือแนวโน้มราคาหุ้นในระยะยาว นักลงทุนจากต่างประเทศเริ่มไม่มั่นใจถึงความโปร่งใสการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากกรณีที่ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีทำการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงถึงความไม่ชอบมาพากลกันต่างๆ นานา ไม่ว่าเรื่องของที่มาของจำนวนหุ้น หรือการใช้ข้อมูลภายในเพื่อปั่นหุ้นชินคอร์ปก่อนจะมีการขายหุ้นออกมาอย่างเป็นทางการ ในขณะที่ทางตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้แสดงบทบาทอะไรออกมาที่จะสร้างความมั่นใจถึงความโปร่งใสได้ ซึ่งน่าจะมีผลทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจจะชะลอการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยในระยะยาวได้ และอาจจะมีผลถึงโครงการเมกะโปรเจ็คต์ของรัฐบาลด้วย
ความโปร่งใสและจริยธรรมกลายเป็นคำแสลงหูสำหรับผู้นำของประเทศนี้ไปเสียแล้ว
เพราะทุกครั้งที่มีคนถามเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยมีคำตอบชัดๆ หลุดมาจากนายกรัฐมนตรีท่านนี้เลย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2549

