ว่าด้วยความชอบธรรมในระบอบ "ประชาธิปไตย"

บทความชิ้นนี้มิได้นำเสนอว่าประชาธิปไตยคืออะไร และประชาธิปไตยแบบไหนดีที่สุด แต่ทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" ทั้ง "คำนิยาม" และ "ความหมาย" ของ "ประชาธิปไตย" ที่เกิดขึ้นในตอนนี้โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง "ความชอบธรรม" ในระบอบประชาธิปไตย

ที่ใช้คำว่า "คำนิยาม" และ "ความหมาย" ควบคู่กันไปก็เพราะ คำนิยามนั้นมันเกี่ยวพันกับความหมายด้วย เพราะถ้าคำนิยามนั้นมันไม่มีความหมายที่เกี่ยวของกับชีวิตของเรา เราก็คงไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำนิยามต่างๆ

เราคงไม่เดือดร้อน ไม่หงุดหงิด รวมทั้งอาจจะเพิกเฉยต่อคำนิยามเหล่านั้นก็ได้

จะว่าไปแล้วประชาธิปไตยนั้นอาจมิได้เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ และของคนจน เท่ากับ (หรือไม่น้อยไปกว่า) เป็นปัญหาของ "คนพอมี" ซึ่งเชื่อในความมีเหตุมีผลและความสามารถของตนเอง

เพราะถ้านับโดยจำนวนแล้วคนหน้าตาดี มีความรู้ และพอมีอาจจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนอีกจำนวนมาก

ประชาธิปไตยจึงเป็นทั้ง "สุข" และ "ทุกข์" สำหรับพวกเขา

และก็เป็น "เกราะป้องกันที่ดี" ในการดำรงอยู่ของคนเหล่านี้ (1)

พูดให้ง่ายขึ้นก็คือจะทำอย่างไรจะทำให้คนที่มี "ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน (และเหตุผล-สติปัญญา ซึ่งเป็นมากกว่า "ความเห็น")" ซึ่ง จอห์น ลอค (John Locke) นักคิดผู้มีอิทธิพลต่อประชาธิปไตยสมัย ศตวรรษที่ 17 เรียกว่า "property" ให้ยอมรับในระบอบประชาธิปไตย ยอมรับระบบการเลือกตั้ง และยอมรับว่านักการเมืองที่อาจมีคุณธรรมน้อยกว่า (และอาจมีหน้าตาดีน้อยกว่า และมีการศึกษาน้อยกว่า) จะมาเป็นผู้ปกครองพวกเขา (2)

ดังนั้นถ้าเราจะเขียนถึงความเป็นมาของประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย เราอาจจะต้องเขียนเรื่องราวที่สำคัญอีกบทหนึ่งนอกเหนือจากความดีงามของประชาธิปไตยที่ใช้ต่อต้านเผด็จการ และความดีงามของประชาธิปไตยในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มาสู่การพูดถึงความพยายามของ "คนพอมี" (หรือจะเรียกว่า "ผู้ถือครอง") ว่าจะมีชีวิตอยู่ใน "การปกครองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน" ได้อย่างไร ทั้งที่นับด้วยจำนวนแล้ว คนที่พอมี (ทั้งทรัพย์สินและเหตุผล) นั้นมีจำนวนน้อยกว่าเสมอ

ดังนั้น "คนพอมี" นั้นจึงไม่ยินยอมที่จะทำให้ประชาธิปไตยเป็นเพียงการปกครองโดยคนหมู่มาก สิ่งที่พวกเขาทำก็คือการเชื่อว่าอำนาจอยู่ที่ตัวเขา และเป็นอำนาจที่กำกับด้วยเหตุผล อีกทั้งพยายาม "ให้เหตุผล" (rationalize) กับระบบการปกครองโดยคนหมู่มากด้วยการออกแบบสถาบันทางการเมืองจำนวนมากในรัฐธรรมนูญเพื่อมิให้การปกครองด้วยประชาชนนั้นเป็นเพียงการตัดสินใจของคนหมู่มาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจมีผู้นำที่สามารถควบคุมและระดมคนหมู่มากได้ โดยเฉพาะผ่านการเลือกตั้ง (3)

ทั้งนี้เนื่องจากผู้นำเหล่านั้นอาจกระทำในสิ่งที่ขัดกับหลักการสองประการซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานของพวกเขา และเป็นสิ่งที่เขายอมรับให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาได้

ประการแรก การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นให้หลักประกันเรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งประกอบด้วยความเท่าเทียมในการมีชีวิต มีเสรีภาพ และในการมีโอกาสในการครอบครอง สิ่งนี้นอกเหนือจากจะให้อำนาจประชาชนแล้ว ยังทำให้คนจำนวนมากยอมรับด้วยว่าความเท่าเทียมเป็นเรื่องที่มีขึ้นโดยธรรมชาติ และสิ่งที่จะต้องมีก็คือการให้หลักประกันในการแข่งขันที่เท่าเทียมและเสรี

ประการที่สอง การปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นวางอยู่บนเรื่องของ "ความไว้วางใจ" ต่อ "รัฐบาล" ซึ่งเป็น "สัญญา" ที่รัฐบาลและประชาชนมอบให้กัน ที่เรียกว่า "สัญญาประชาคม" ดังนั้นถ้าประชาชนนั้นหมดความไว้วางใจต่อผู้ปกครอง ประชาชนย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในต่อต้านและเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่

ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันอ้างว่าความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นอยู่ที่การได้รับความไว้วางใจจากประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการ "มอบ" อำนาจให้รัฐบาล นอกจากนี้รัฐบาลยังอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิดกฏหมาย

ผู้ที่กล่าวว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรมนั้นเห็นเช่นเดียวกับ จอห์น ลอค ว่า เผด็จการคือการใช้อำนาจที่รัฐบาลมีในมือของตนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งแตกต่างไปจากผลประโยชน์ของผู้ใต้ปกครอง และเป็นการละเมิดต่อชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินของผู้ที่มอบความไว้วางใจให้กับรัฐบาล (4)

คำถามที่น่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า เมื่อรัฐบาลเผชิญสถานการณ์ที่ประชาชนบางกลุ่มรู้สึกว่าความไว้วางใจของเขาถูกละเมิดด้วยมีการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจของรัฐบาล รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างไรเพื่อเรียกคืนความไว้วางใจกลับมา

เพราะเท่าที่เห็นกลับยิ่งแสดงความเป็นเผด็จการมากขึ้น(ทั้งที่อาจไม่ได้ตั้งใจ) ด้วยการอ้างอิงว่าอำนาจที่ตนได้มานั้นได้รับมอบมาจากประชาชน โดยไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยนั้นมีความหมายกับคนหลายกลุ่มต่างกัน และประชาธิปไตยนั้นมีอะไรมากกว่าการได้รับอำนาจจากประชาชน (5).

-------------------------

เชิงอรรถขยายความ:

1. ประชาธิปไตยที่เป็นเกราะป้องกันที่ดีสำหรับคนพอมีนั้น จะต้องมีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงลงไปเช่นกัน เพราะเป็นไปได้ว่าประชาธิปไตยบางแบบนั้นอาจจะไม่เหมาะกับลักษณะทางเศรษฐกิจในบางช่วงเวลา งานวิชาการที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้คืองานของบรรดามาร์กซิสม์ใหม่ ที่พัฒนาทฤษฎีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุนนิยม โดยเฉพาะงานของ Bob Jessop ในช่วง ทศวรรษที่ 1970s-1980s (ดูตัวอย่างใน Jessop, Bob. 1978. Capitalism and Democracy: the Best Possible Political Shell? In Held, David. 1983. State and Societies. New York: New York University Press.) Jessop พัฒนางานเรื่องทฤษฎีรัฐที่สัมพันธ์กับทุนนิยมและประชาธิปไตย ต่อมาจากวิวาทะใหญ่สองชุด ชุดแรกคือข้อเสนอของ Lenin ที่ว่าประชาธิปไตยนั้นคือ "เกราะป้องกันที่ดีที่สุดของทุนนิยม" (Lenin, V.I. 1917. The State and Revolution. New York: International Publishers.) และวิวาทะระหว่าง Milliband และ Pulantzas ในเรื่องของรัฐกับทุน ว่ารัฐนั้นเป็นเครื่องมือของทุนนิยม (รัฐของนายทุน) หรือรัฐนั้นเป็น "รัฐทุนนิยม" กล่าวคือรัฐมีอิสระโดยสัมพัทธ์ (Relative Autonomy) จากทุนนิยมในแง่ที่ว่ารัฐนั้นไม่จำเป็นต้องทำตามนายทุนตลอดเวลา แต่ต้องมีหน้าที่ทำให้ทุนนิยมอยู่รอด (ดู Miliband, Ralph. 1969. The State in Capitalist Society. New York: Basic Books., Miliband, Ralph. 1970. The Capitalist State: Reply to Nicos Poulantzas. New Left Review. 59: 53-60. Poulantzas, Nicos. 1969. The Problem of the Capitalist State. New Left Review. 58: 67-78.)

2. ดู Locke, John. The Second Treatise of Government: An Essay Concerning the True Original, Extent, and End of Civil Government. ใน Locke, John. 1963. Two Treatises of Government. A Critical Edition with an Introduction and Apparatus Criticus by Peter Laslett. Cambridge: Cambridge University Press. โดยเฉพาะบทที่ 5 Of Property.

ท่านสามารถดาวโหลดงานดังกล่าวของจอห์น ลอคได้จาก

http://www.lonang.com/exlibris/locke/

ด้วยขีดจำกัดทางความรู้ ผมขอแปลว่า "การถือครอง" มากกว่า "ทรัพย์สิน" ในความหมายแคบ สำหรับการตีความปรัชญาการเมืองของ จอห์น ลอค นั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก Tully, James. 1993. An Approach to Political Philosophy: Locke in Contexts. Cambridge: Cambridge University Press. โดยเฉพาะในบทที่ 4 Differences in the Interpretation of Locke on Property.

ในบทที่ 3 The Framework of Natural Rights in Locke's Analysis of Property. Tully เสนอความเห็นว่าการตีความแนวคิดของลอคนั้นมีอยู่หลายลักษณะและหลายพวก ตั้งแต่ฝ่ายสังคมนิยม ฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายปัจเจกนิยม และฝ่ายรัฐนิยม ในส่วนตัวผมนั้น ผมมิได้ต้องการตีความลอคโดยตรง แต่ต้องการหาคำอธิบายและหาเหตุหาผลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่าแนวคิดของลอคนั้นมีความยืดหยุ่นพอสมควรในการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายที่ธรรมดาไม่ค่อยออกมา (บางคนอาจจะเรียกว่าชนชั้นกลาง) สามารถออกมาเคลื่อนไหวร่วมกันได้ ด้วยการผสานไว้ซึ่งสิทธิในการโค่นล้มรัฐบาลและสิทธิในการรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของการแข่งขันที่เสรีและเท่าเทียม พูดง่ายๆก็คือผมเชื่อว่าฝ่ายสังคมนิยมกับฝ่ายเสรีนิยมใช้คำอธิบายแบบลอคในการต่อสู้กับระบอบทักษิณ แต่ก็เป็นลอคแบบไทยๆ เพราะปฏฺเสธได้ยากว่าลอคนั้นเสนอความเห็นของเขาเพื่อต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราชในอังกฤษ ...

3. การปฏิรูปการเมืองครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็นทัศนะดังกล่าวอย่างชัดเจน โปรดพิจารณางานเขียนสองชิ้นที่มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบแนวคิดปฏิรูปการเมือง ได้แก่ อมร จันทรสมบูรณ์. 2537. คอนสติติวชั่นแนลลิสม์ (Constitutionalism): ทางออกของประเทศไทย. สถาบันนโยบายศึกษา. และ ประเวศ วะสี. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์). การปฏิรูปทางการเมือง: ทางออกของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : หมอชาวบ้าน. งานของประเวศเป็นการสรุปงานของอมรเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ส่วนงานของอมรนั้นเป็นงานวิจัยเสนอต่อสถาบันนโยบายศึกษาของชัยอนันต์ สมุทวณิช. ชัยอนันต์และประเวศนั้นมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญในช่วงหลังพฤษภาทมิฬ โดยเฉพาะบทบาทของชัยอนันต์ในการเสนอวิธีการร่างรัฐธรรมนูญด้วยการใช้สภาร่างรัฐธรรมนูญโดยการเสนอวิธีคิดในการแสวงหาแหล่งอำนาจใหม่ในการให้ความชอบธรรมแก่สภาร่างรัฐธรรมนูญแทนที่รัฐสภา ในลักษณะคล้ายกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

สำหรับภูมิหลังการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องของการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ โปรดอ่าน ประทีป ว่องวีระยุทธ์. 2541. การเมืองในกระบวนการแก้ไขมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อ พ.ศ.2539. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์. 2546. เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ: บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540. กรุงเทพฯ: มติชน. และ McCargo, Duncan. (ed.), 2002. Reforming Thai Politics. Copenhagen: The Nordic Institute of Asian Studies. โดยเฉพาะบทของ ประเวศ วะสี. An Overview of Political Reform.

4. ย่อหน้า 131 ในบทที่ 9 Of the Ends of Political Society and Government ลอคเสนอว่า มนุษย์นั้นเข้าร่วมเป็นสังคมโดยสละซึ่งความเท่าเทียม เสรีภาพ และอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งพวกเขามีอยู่ในสภาวะธรรมชาติ โดยเฉพาะให้กับการดำเนินงานของระบบรัฐสภา ตราบเท่าที่จะก่อให้เกิดผลดีและผลประโยชน์กับสาธารณะซึ่งรวมถึงความสงบสุขและความปลอดภัย ในแง่นี้สิ่งที่สำคัญจึงมิใช่เรื่องของ "จำนวนของประชาชนตัวเป็นๆ" แต่เป็นการพูดถึงผลประโยชน์สาธารณะ

ในย่อหน้า 138 และ 139 ในบทที่ 11 of the Extent of the Legislative Power ลอคเสนอว่า อำนาจของระบบรัฐสภานั้นไม่สามารถที่จะไปละเมิดการถือครองของประชาชนได้ รวมทั้งไม่ทำให้ระบบการถือครองนั้นสั่นคลอน โดยปราศจากการยินยอมของประชาชน ในแง่นี้การตีความการถือครองจะต้องกว้างกว่าทรัพย์สิน แต่ต้องรวมไปถึงเสรีภาพ ชีวิต และเหตุผลด้วย การกระทำของหัวหน้ารัฐบาลในปัจจุบันที่เกี่ยวพันกับธุรกิจของครอบครัวนั้นจึงสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการละเมิดและสั่นคลอนต่อระบบการถือครองของคนพอมีได้เช่นกัน อย่างน้อยในระดับโครงสร้างความรู้สึกดังที่คนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า ขนาดคนขายก๋วยเตี๋ยวยังต้องจ่ายภาษี ในแง่นี้การที่หัวหน้ารัฐบาลเสนอว่าไม่ใช่การกระทำที่ "ผิดกฏหมาย" จึงไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ตามแนวคิดของลอค

โปรดดู บทที่ 18 Of Tyranny ประกอบ โดยเฉพาะย่อหน้าที่ 199 เสนอว่า เผด็จการคือการใช้อำนาจนอกเหนือจากสิทธิที่แต่ละคนมี และเป็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ลอคเห็นว่าเมื่อเผด็จการนั้นคือการที่ผู้ปกครองนั้นมิได้ออกกฏหมาย แต่ออกเจตนารมณ์ส่วนตัวกฏเกณฑ์ คำสั่ง และการกระทำที่มิได้มุ่งหวังเพื่อการรักษาการถือครองของประชาชนของเขา แต่เป็นไปเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานส่วนตัว การแก้แค้น หรือความลุ่มหลงในบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปรกติ

ในย่อหน้าที่ 202 ลอคใช้คำว่า "เมื่อกฏหมายสิ้นสุดลง เผด็จการก็จะเริ่มปรากฏกายขึ้น" ในความหมายที่ว่า เนื้อหาและเจตนารมณ์ของกฏหมายนั้นจะต้องไม่ไปทำร้ายผลประชาชน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลอ้างถึงกฏหมาย เราย่อมจะต้องเข้าใจว่ากฏหมายกับคำสั่งของเผด็จการแตกต่างกันที่เจตนารมณ์ของกฏหมาย

ในย่อหน้าที่ 203 และ 204 ลอคตอบข้อสงสัยว่าคำสั่งของรัฐบาลสามารถจะถูกขัดขืนได้หรือไม่ ซึ่งลอคเห็นว่าได้ หากอำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจที่ไม่ยุติธรรมและไม่ถูกต้องตามกฏหมาย (ย้อยกลับไปดูความหมายของกฏหมายในย่อหน้า 199 อีกทีหนึ่ง) การขัดขืนต่อสิ่งที่เป็นเผด็จการและไม่ถูกต้องจึงไม่ได้นำไปสู่สภาวะความวุ่นวายและสับสน

ในย่อหน้าที่ 211 ของบทที่ 19 of the Dissolution of Government ลอคเสนอให้เห็นว่า การสิ้นสุดของรัฐบาล กับการสิ้นสุดของสังคมนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และในย่อหน้าที่ 221 จะเห็นว่ารัฐบาลนั้นสิ้นสุดลงได้ เมื่อผู้ปกครองหรือรัฐสภานั้นกระทำการขัดกับความไว้วางใจของประชาชน

5. ผมไม่ถือว่าบทความชิ้นนี้เป็นบทความวิชาการทางปรัชญาการเมืองแต่ประการใด เพราะวิธีการเขียนบทความนี้ไม่ได้มีลักษณะของการเป็นบทความวิชาการที่หนักแน่น (rigorous) หากแต่เป็นการนำเสนอความเห็นประกอบกับการหยิบฉวยเอาบางส่วนและบางประโยคของงานวิชาการมาใส่เสียมากกว่า บทความนี้จึงทำหน้าที่เชิญชวนให้ผู้อ่านค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของปรัชญาการเมืองและความเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเมือง นอกจากนี้แล้วผมมิได้เสนอแต่ประการใดในที่นี้ว่าแนวคิดของลอคจะเหนือกว่าแนวคิดของนักคิดคนอื่นๆที่ว่าด้วยเรื่องของประชาธิปไตย หรือสิทธิในการโค่นล้มรัฐบาล เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า แนวคิดของฝ่ายต่อต้านหัวหน้ารัฐบาลนั้นก็มีที่ทางและมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดในทางประชาธิปไตยเช่นกัน


หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ หน้า ๔