น้ำท่วมใจ

บางกอก เหมันต์

วินทร์ ถึง ปราบดา

27/12/2005


อากาศหนาวมากว่าอาทิตย์ หนาวจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นหนาวของกรุงเทพฯ สิบกว่าปีนี้อากาศเมืองไทยวิปริตจนผมแทบลืมไปแล้วว่าหนาวเป็นอย่างไร ไม่แปลกที่เมื่อผมบอกคนต่างชาติที่มาเยือนเมืองไทยว่า ที่นี่มีฤดูหนาว ไม่มีใครเชื่อ

พลันก็ให้หวนรำลึกถึงความหนาวระดับนี้สมัยเมื่อสามสิบปีก่อน (ขออภัย ! เอาอีกแล้ว นายคนนี้วกไปคุยเรื่องอดีตอีกแล้ว!) เมื่อผมแรกย้ายสำมะโนครัวมาที่กรุงเทพฯ เด็กทักษิณ เอ้ย! เด็กใต้อย่างผมไม่เคยได้ยินคำว่า 'ฤดูหนาว' เพราะสมัยนั้นภาคใต้มีสองฤดู คือ ฤดูฝนปรอยกับฤดูฝนตกหนัก ดังนั้นในปีแรกที่ใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เมื่อปฏิทินบนฝาฉีกถึงเดือนธันวาคม ผมก็ตกใจ คิดว่าตนเองสอบตกวิชาภูมิศาสตร์หรือไร ที่ท่องจำผิดๆ มาตลอดว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน

เวลานั้นตื่นขึ้นมายามเช้าแทบไม่อยากไปโรงเรียน เพราะชุดนักเรียนเป็นกางเกงขาสั้น ลมโชยมาที ทรมานเอาการ ที่แปลกก็คือทางโรงเรียนยอมให้นักเรียนสวมเสื้อกันหนาวได้ แต่ไม่อนุญาตให้สวมกางเกงขายาว ผลก็คือท่อนบนอบอุ่น ส่วนท่อนล่างแข็ง... (ผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่นะ ปราบดา ผมรู้!)

อากาศหนาวระดับนั้นก็ทำให้ประหยัดน้ำไปได้มากทีเดียว ทั้งนี้เพราะที่บ้านเช่าที่ผมอยู่เป็นแบบ 'unfurnished' เจ้าของบ้านใจร้าย ไม่ติดเครื่องทำน้ำอุ่น กระบวนการอาบน้ำจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว กินเวลาราวครึ่งนาทีถึงหนึ่งนาที ผู้ใหญ่บางท่านสอนวิธีการอาบน้ำในฤดูหนาวว่า ก่อนตักน้ำราดตัว ให้อมน้ำในปากก่อน จะช่วยทำให้ไม่หนาวจนเกินไป ปราบดาไม่ต้องลองนะ เพราะมันไม่เวิร์กสักนิด เขาอาจจำผิดมาก็ได้ ไอ้ที่ว่าอมน้ำ น่าจะหมายถึงน้ำสุรามากกว่า อย่างไรก็ตามถึงอากาศหนาว ผมก็มิได้ใช้มันเป็นข้ออ้างในการหาแฟนนะครับ

มาถึงสมัยนี้ ไม่ว่าอากาศหนาวหรือร้อน ก็อาบน้ำอุ่นทุกวัน ทำให้ร่างกายบอบบาง ทนความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เอ้ย! ทางอากาศไม่ค่อยได้ ทำไงได้ละครับ ในเมื่อมีปัญญาซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น ก็ซื้อประดับห้องน้ำทุกห้องไว้เต็มอัตราศึก ให้สังคมมันรู้ซะบ้างว่าเราเป็นคนมีอันจะกิน!

ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่เมืองกรุงหนาวเหน็บ เมืองใต้หลายจังหวัดกลับเดือดร้อนหนัก เพราะเจออุทกภัยใหญ่อีกครั้ง ใครบางคนแจ้งผมทันทีทันควันว่า บ้านเกิดของผมจมน้ำอีกแล้ว ถ้าบ้านเกิดของผมเป็นคน ป่านนี้น่าจะเป็นโรคฮ่องกงฟุตเรื้อรังไปแล้ว

ผมเคยเจอน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่กับตัวเองอย่างจัง(งัง)สองครั้ง ตอนนั้นยังเรียนชั้นประถมกับมัธยม น้ำท่วมสูงถึงเอว แม้จะแย่น้อยกว่าครั้งเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งระดับน้ำสูงถึงเพดานเรือน แต่ก็ทำเอาภาคใต้เป็นอัมพาตไปหมด กิจการค้าส่วนใหญ่หยุดชะงัก ที่ชอบอย่างเดียวคือโรงเรียนปิดไปหลายวัน และเป็นครั้งแรกที่มี 'สระว่ายน้ำ' ส่วนตัวในบ้าน

ฝนที่ตกทางภาคใต้สมัยนั้นหนักมาก ตกได้ยาวนานเหมือนฟ้ารั่ว บางครั้งเจอลูกเห็บ น้ำแข็งนับร้อยพันก้อนร่วงหล่นลงจากฟ้าตกลงบนหลังคาสังกะสีดังโป้งๆ ตลอดเวลาส เป็นประสบการณ์ไม่รู้ลืม

ถึงฝนจะตกหนักหรือตกแผ่ว แต่เป็นน้ำฝนที่ใสสะอาดไม่มีมลพิษเหมือนสมัยนี้ รองใส่ตุ่มดื่มได้สนิทใจ ยุคนี้แม้แต่น้ำดื่มที่บรรจุขวดขายยังไม่ได้มาตรฐานเลยครับ ผมทดลองมาหลายยี่ห้อแล้ว ได้ผลลัพธ์น่าตกใจมั่กมั่ก (ขออนุญาตใช้ภาษา'เน็ต) น้ำบริสุทธิ์หลายยี่ห้อชงชาเขียวออกมาเป็นชาแดงสีเหมือนเลือด ทำให้ชักเห็นว่า ดื่มน้ำก๊อกอาจจะปลอดภัยกว่า

ผมเคยเจอน้ำป่าทะลักเข้าบ้านทั้งยามค่ำและตอนกลางวัน หากเกิดขึ้นตอนดึก ความเสียหายจะหนักกว่า เพราะกว่าจะรู้ตัวว่าน้ำท่วม บางทีก็หลังจากที่เตียงแกว่งลอยไปมาแล้ว ข้าวของสินค้าเสียหายหมด แต่ความจริงไม่ถูกไฟดูดตายคาเตียงก็เป็นบุญแล้ว

น้ำท่วมใหญ่ปีหนึ่ง ผมขี่จักรยานไปดูระดับน้ำที่คลองอู่ตะเภาที่พาดผ่านหาดใหญ่ เห็นน้ำคลองปร่ิมตลิ่ง ขี่จักรยานกลับมาบ้าน เผลอแผล็บเดียว น้ำป่าก็ไหลเข้าเมือง เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ทะลักอย่างต่อเนื่องและแรง ในเวลาราวครึ่งชั่วโมง น้ำขึ้นจากระดับตาตุ่มถึงเอว ขนเข้าของขึ้นชั้นบนอย่างทุลักทุเล และยังต้องระวังอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร

เมื่อน้ำท่วมเมือง แลไปที่ไหนก็เห็นแต่น้ำ มีเรือพายมาขายของ ซื้อขายจากชั้นสองของบ้าน ผูกเชือกตะกร้าใส่เงินหย่อนลงไป แม่ค้าก็เอาอาหารใส่ตะกร้าให้ดึงขึ้นมา ทุลักทุเลดีแท้ นั่นคือชีวิตในเมืองนะครับ หากเป็นชนบทนอกเมืองก็เดือดร้อนกว่านี้มาก

เวลาปวดท้อง ก็ขี้เยี่ยวในน้ำนั่นแหละ ต่อให้พยายามอั้น แต่เมื่อเจอน้ำท่วมหลายวัน ก็จนปัญญาอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ลองคิดดูว่าอย่างนี้โรคระบาดจะไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อร้านค้าปิด ก็ขาดรายได้ บวกกับข้าวของสินค้าที่เสียหายจากน้ำ ก็เหนื่อยใจทีเดียว เฉพาะบ้านของผม พ่อบอกว่าค่าเสียหายราวสองพันบาท เงินสองพันบาทเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนก็เท่ากับเงินหลายหมื่นในสมัยนี้

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็นึกถึงเพลง 'น้ำท่วม' ของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ ที่บอกว่า น้ำท่วมแย่กว่าฝนแล้งเสียอีก

แต่บางทีสิ่งที่แย่กว่าน้ำท่วมอาจเป็นการเล่นการเมืองบนความทุกข์ของชาวบ้านครับ... ผมรู้สึกหดหู่ยิ่งเมื่อได้ยินข่าวว่า ทีแรกท่านนายกฯไม่สนใจลงไปเยี่ยมชาวบ้าน (นี่ผมอ้างตามข่าวนะครับ ไม่ได้แต่งเรื่องเอง) แต่ก็ฟังข่าวแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้ที่ไหนในโลก ลำพังอุทกภัยก็แย่อยู่แล้ว ยังมีหลายคนเอาการเมืองมายุ่งเกี่ยวกับความทุกข์ยากของชาวบ้านอีก เรื่องภัยธรรมชาตินี้เป็นเรื่องที่ทุกคนควรช่วยเหลือกัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงสีถึงพรรค และไม่ควรมีข้อแม้ในการช่วยเหลือใดๆ อีกหน่อยหากไฟไหม้บ้าน พนักงานดับเพลิงอาจต้องถามเจ้าของบ้านก่อนว่า "คุณอยู่พรรคไหน?" (ประธานาธิบดีเรแกนตอนถูกมือปืนยิงเข้าไปนอนพะงาบๆ ในโรงพยาบาล ถามหมอก่อนผ่าตัดว่า "คุณหมออยู่พรรครีพลับลิกันหรือเดโมแครตวะ?")

ครับ เพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน ยังไม่ตกสมัย :

"น้ำท่วมปีนี้ทุกบ้านล้วนมีแต่คราบน้ำตา

พี่หนีขึ้นบนหลังคา น้ำตาไหลเคล้าสายชล..."

ผมผ่านคริสต์มาสปีนี้อย่างเงียบๆ เช่นเคย ได้ยินเสียงเพลงคริสต์มาสในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ครั้งสองครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ศาสนาและการพาณิชย์กลมกลืนได้เป็นอย่างมีบูรณาการ

เมื่อคืนนี้ผมดูข่าวครบรอบหนึ่งปีเหตุการณ์สึนามิ เห็นใบหน้าเศร้าหมองของคนที่สูญเสียคนรัก ก็เศร้าใจด้วย แต่ก็ให้รู้สึกแปลกๆ ที่เห็นเวทีจัดงานเหมือนเวทีคอนเสิร์ต เป็นรูปคลื่นพลิ้ว เหมือนเวทีพิธีแต่งงาน เข้าใจว่าคนรับงานออกแบบคงติดโจทย์ที่พยายามทำให้เท่ที่สุด เหมือนกับการถ่ายรูปในงานศพ ช่างภาพมักเผลอบอกว่า "เอ้า! ยิ้มด้วยครับ"

ผมไม่อยากให้โศกนาฏกรรมนี้เป็นเรื่องของการจัดฉาก หรือการประกอบพิธีกรรมจนเกินไป ผ่านไปหนึ่งปีหลังฝันร้ายครั้งนั้น ผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ยังไม่ได้ตื่นจากฝันร้าย สารคดีต่างประเทศรายการหนึ่งรายงานว่า คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้รับความเหลียวแลจากรัฐเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเนื่องจากการที่ไทยไม่ง้อความช่วยเหลือทางการเงินจากต่างประเทศ และอีกส่วนหนึ่งมาจากการทุจริตงาบเงินบริจาค

ผู้เดือดร้อนหลายคนที่สูญเสียทุกอย่างไปกับสายน้ำให้สัมภาษณ์ว่า ได้เงินช่วยเหลือเล็กน้อย แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป สำหรับคนที่ไม่เหลืออะไรเลยนั้น ลำพังเงินเพียงสองหมื่นบาทแทบช่วยอะไรไม่ได้ พวกเขาบอกว่าเงินที่ประชาชนบริจาคมาจำนวนมาก ก็เพื่อช่วยเหลือพวกเขา แต่หลายคนก็ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ และตั้งคำถามว่าไม่รู้ว่าเงินบริจาคหายไปไหน

ขณะที่คนไทยหลายคนยังเดือดร้อน ฝรั่งชาวอังกฤษคนหนึ่งกลับไปบ้านเกิดของตน เรี่ยไรเงินมาได้เจ็ดพันปอนด์ นำกลับมาต่อเรือประมงหลายลำให้ชาวบ้านใช้ เป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจอย่างสูง ที่คนต่างชาติที่ไม่ได้เป็นญาติของเรา กลับเอื้ออาทรต่อชาวบ้านเพียงนี้

อีกครั้ง ผมไม่อยากเชื่อว่าพวกเรากันเองจะสามารถโกงเพื่อนร่วมชาติที่เดือดร้อนเพราะภัยธรรมชาติ ผมอยากจะมองโลกในแง่ดีว่า คนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออาจเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิคเล็กๆ แต่ข่าวสารบ้านเมืองที่ปุดออกมาเป็นระยะๆ เรื่องคอร์รัปชั่นกินบ้านกินเมืองกันบานเบอะ ทำให้ผมเริ่มลังเล

บางทีภัยธรรมชาติอาจแย่น้อยกว่าตัวเหลือบที่กัดแทะชาติของเรา

จดหมายส่งท้ายปีเก่าฉบับนี้ออกจะหงอยๆ ซึมๆ ก็คงเหมือนอากาศที่ออกจะพิกล ร้อนแล้วฝนตกยาวนาน ต่อด้วยหนาวจัด และยังมีฝนสั่งลาอีกระลอก

ยังไงก็ขอให้ปราบดามีความสุขปีใหม่ และมีแรงสู้ชีวิตต่อไป เพราะในสภาพอากาศวิปริตแบบนี้ คุณไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรน้ำจะท่วมบ้านคุณ...

................

ปราบดา ตอบ วินทร์

19/1/2006

นิกโกะ ประเทศญี่ปุ่น

ตอนเป็นเด็กผมชอบอุทกภัยมากครับ จนถึงปัจจุบันยังจำเหตุการณ์น้ำท่วมหลายๆครั้งได้ชัดเจน (หรืออย่างน้อยก็เชื่อไปเองว่าชัดเจน) เช่นวันที่น้ำท่วมเข้าไปในบ้านยาย ทำให้ผมได้ไล่จับปลาตัวเล็กตัวน้อยใต้โต๊ะกินข้าว วันที่เห็นบางคนพายเรือบนถนนแทนขับรถยนต์ วันที่ตัวเองต้องถอดรองเท้าถุงเท้า ถลกขากางเกงขึ้น แล้วเดินลุยน้ำกลับบ้าน ในวัยเด็กผมไม่ทันคิดถึงความเดือดร้อนที่อุทกภัยนำมาสู่ผู้คน หวังแต่ว่ามันอาจจะทำให้ครูสั่งปิดโรงเรียนสักวันสองวัน หรือหวังว่าบางทีพ่อกับแม่ของผมเองจะตัดสินใจออกไปถอยเรือมาพายเล่นบ้าง

ผมเป็นพวกตื่นเต้นกับภาวะผิดปกติ วันไหนมีเหตุการณ์อะไรประหลาดๆละก็ เม็ดเลือดในร่างกายผมจะกระโดดโลดเต้น ประหนึ่งว่ากำลังเฉลิมฉลองต้อนรับเหตุการณ์พิเศษนั้น มันอาจจะเป็นคุณสมบัติที่น่ารังเกียจก็ได้นะครับ เพราะหลายครั้ง สถานการณ์ผิดปกติ โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ (อย่างท์ซึนามิหรือเฮอร์ริเคนแคเธอรีนาที่เพิ่งโทรมสหรัฐอเมริกาไปหยกๆ) สามารถทำร้ายและคร่าชีวิตมนุษย์ได้ไม่น้อย แต่ถ้าตอนนี้อยู่ๆ เริ่มมีพายุโหมกระหน่ำข้างนอก กระชากต้นไม้ใหญ่ๆ หยุดจากผิวโลก หรือแผ่นดินเริ่มเขย่าไหวอย่างหนักหน่วง (ซึ่งมีโอกาสเกิดกับผมได้มาก เพราะตอนนี้ผมอยู่ญี่ปุ่น) รับรองว่าปฏิกิริยาเบื้องต้นของผมจะไม่ใช่ความตื่นกลัว แต่จะเป็นความตื่นเต้นตาโต เตรียมสังเกตความเปลี่ยนแปลงรอบๆตัวอย่างจดจ่อ เมื่อไรที่แผ่นดินเริ่มแตกแยกใต้เป้าผม หรือเมื่อพายุเริ่มดึงร่างผมลอยขึ้นไปบนฟ้า เมื่อนั้นผมอาจจะเริ่มรู้สึกตระหนกตกใจจนขี้แตกขี้แตน แต่ตอนแรกๆยังครับ ยังก่อน ขอยลโฉมความผิดปกติให้ชื่นใจสักสองสามนาที

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา คงไม่มีเหตุการณ์ไหนผิดปกติไปกว่าเหตุการณ์ท์ซึนามิ ปีที่แล้วผมมีโอกาสได้ลงไปดูพื้นที่และพูดคุยกับชาวบ้านที่ประสบภัยในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา แม้ว่าจะอยู่ไม่นาน และไม่ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูหรือช่วยเหลืออะไรกับเขาเท่าไรนัก การเดินทางทุกครั้งทำให้ผมได้ปะทะกับความรู้สึกใหม่ๆ ได้รู้มุมมองน่าสนใจมากมายจากผู้คนหลายต่อหลายฝ่าย และท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ต่างๆ สอนให้ผมเข้าใจว่า ในแทบทุกสถาณการณ์ที่เกิดกับสังคมมนุษย์ ไม่มีทางเลยที่เราจะรู้ว่า “ความจริง” หรือสิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับสถานการณ์นั้นๆคืออะไรกันแน่ เพราะถ้าถามแต่ละฝ่าย ก็จะได้คำตอบและทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน หากเอาตัวเองเข้าไปเป็นแนวร่วมกับฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คนเราย่อมเสี่ยงต่อการมองข้ามหรือละเลยที่จะเห็นอกเห็นใจฝ่ายอื่นๆได้

คุยกับชาวบ้าน แต่ละคนก็มีความรู้สึก มีบุคลิก มีอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ชาวบ้านเองก็แยกออกเป็นฝักฝ่ายด้วยปัจจัยมากมาย ชาวบ้านยากจนกับชาวบ้านมีอันจะกิน ชาวบ้านมีอิทธิพลกับชาวบ้านถูกกดขี่ ชาวบ้านมักมาก ชาวบ้านมักน้อย ชาวบ้านซื่อสัตย์ ชาวบ้านโป้ปด ชาวบ้านน่าสงสาร ชาวบ้านน่าหมั่นไส้ ชาวบ้านที่พร้อมจะเอาเงินไปใช้แบบผิดๆ และชาวบ้านที่ไม่มีอะไรเลย

ผมได้พบกับนักธุรกิจที่ภูเก็ตคนหนึ่ง ไม่ใช่นักธุรกิจหนุ่มๆ แต่เป็นถึงเฒ่าแก่เจ้าของกิจการใหญ่โต ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่ยังไม่วายมีปฎิกิริยารุนแรงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เชื่อไหมครับว่าเขาไม่ได้เคียดแค้นเจ้าคลื่นยักษ์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาตินั้นเท่าไร แต่ที่เขาทนไม่ได้คือการปฏิบัติของรัฐบาล ที่มองเห็นคุณค่าของภูเก็ตและจังหวัดทางใต้อื่นๆเป็นเพียงสถานที่ทำเงินจากการท่องเที่ยว เมื่อเกิดเหตุการณ์หนักหนาสาหัสแบบนี้ แทนที่จะห่วงใยชาวบ้าน รัฐบาลกลับตื่นตระหนกตกใจว่าจะสูญรายได้มหาศาล รีบรณรงค์ฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นหลัก และละเลยสภาพความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่น ผมเพิ่งรู้จากการพูดคุยกับคนอย่างลุงคนนี้ ว่าชาวใต้หลายคนมีความรู้สึกแตกแยกกับรัฐบาลอยู่ลึกๆ พวกเขารังเกียจที่รัฐบาลมักสร้างภาพเพื่อเอาใจชาวต่างชาติ แทบจะกราบไหว้ให้กรุณาเอาเงินมาใช้ในเมืองไทย ชาวภูเก็ตหลายคนจึงไม่เคยนับว่าพวกเขาเป็นคนไทยที่ต้องการการช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลไม่เคยช่วยเหลือพวกเขามานานแล้ว คุณลุงบอกว่า ก่อนหน้าท์ซึนามิ ค่าครองชีพในภูเก็ตแทบจะสูงเหมือนอยู่เมืองนอก ข้าวปลาอาหารราคาแพง ทั้งๆที่เป็นของท้องถิ่น แต่คนที่นั่นกลับไม่มีปัญญาซื้อ เพราะตั้งราคาไว้ขายฝรั่ง

คุณลุงบอกว่า เหตุการณ์ท์ซึนามิทำให้คนภูเก็ตได้จังหวัดของพวกเขากลับคืนมา ถึงแม้จะสูญเสียมหาศาล แต่มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกอีกครั้งว่านี่คือชุมชนของพวกเขาจริงๆ ไม่ใช่ของคนต่างชาติที่เข้ามากร่าง แถมยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้กร่างอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังมีพวกเศรษฐีจากกรุงเทพฯบางกลุ่มบางคน ที่ฉวยโอกาสกว้านซื้อที่มากมายในเขตประสบภัย หลังเหตุการณ์ท์ซึนามิ เพื่อหวังผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวในอนาคต คนที่จะคิดถึงการทำมาค้าขายเข้ากระเป๋าตัวเองได้ทันทีที่มีคนตายนับแสนคน ย่อมเป็นคนมีวิสัยทัศน์ไม่ธรรมดา และสันดานยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่

เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ผมเห็นข่าวสถานการณ์ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับสถานการณ์ทางใต้ของไทยอย่างไรชอบกล ตอนนี้โรงแรมต่างๆที่ผู้ประสบภัยจากพายุเฮอร์ริเคนใช้เป็นที่พักอาศัย กำลังเริ่มทำการขับไล่คนออกเพื่อเตรียมต้อนรับฤดูท่องเที่ยวแล้ว ทั้งๆที่คนเหล่านี้ไม่มีที่จะไป พูดง่ายๆ รู้ก็รู้ว่าถ้าโดนไล่ พวกเขาก็จะต้องนอนข้างถนน ใต้สะพาน หรือในถังขยะ แต่สำหรับธุรกิจแล้ว การช่วยเหลือคนเป็นเรื่องรอง

เราจะอยู่ฝ่ายไหนดีครับ ฝ่ายเจ้าของธุรกิจ หรือฝ่ายมนุษย์

การต้องเลือกฝ่ายเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาให้มนุษย์ไม่ใช่น้อยเลย

ในกรณีของผู้ประสบภัยท์ซึนามิ ผมเชื่อว่าข้อสังเกตเรื่องความไม่ยุติธรรม การคอร์รัปชั่น และการใช้เงินไปในทางผิดๆ (โดยเฉพาะเงินสำหรับ “การประชาสัมพันธ์” ที่ไม่แน่ใจว่าทำไมต้องมีมากมายหนักหนา ทั้งๆที่ในส่วนอื่นๆยังขาดเงินช่วยเหลืออีกมาก) ล้วนเป็นความจริงที่เกิดขึ้น และเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาไม่ได้อยู่แค่นั้น มันครอบคลุมไปทั้งระบบ ทั้งโครงสร้างของการเป็นสังคมมนุษย์ และนี่เองที่ผมคิดว่า ทำให้ทฤษฎี ระบอบปฏิบัติ ปรัชญา อุดมการณ์ และความเชื่อหลายๆอย่างที่มีมาในสังคม ไม่เคยมีทฤษฎีหรือความเชื่อไหนที่จะจริงหรือใช้การได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ บางครั้งนักทฤษฎีก็มองโลกในแง่ดีเกินไป คิดว่าคนเราอยากเป็นคนดี อยากอยู่อย่างสันติเหมือนกันหมด บางคนก็มองโลกในแง่ร้ายเกินไป คิดว่าโลกนี้มีสุดยอดเชื้อชาติที่คู่ควรได้ครองโลกอยู่ไม่กี่เผ่าพันธุ์ (ซึ่งแปลกที่มักจะเป็นเผ่าพันธุ์ของตัวผู้คิดเองเสมอ ทำไมฮิตเลอร์ไม่ยักคิดว่าคนแอฟริกันควรจะครองโลกโดยวัดเอาจากขนาดของอวัยวะเพศชายบ้าง) โดยรวมๆแล้ว ผู้ที่แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะทางความคิดแแบบใด รวมไปถึงศาสนา แทบทั้งหมดล้วนเป็นเผด็จการ และมองข้ามความจริงที่สุดของความเป็นมนุษย์ (และผมว่าเป็นความมหัศจรรย์ที่สุดด้วย) นั่นคือ แม้เราจะเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีธรรมชาติคล้ายๆกัน มีความต้องการเบื้องต้นใกล้เคียงกัน และหนีไม่พ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกัน ทว่ามนุษย์แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันอย่างยิ่ง รู้เช่นนี้แล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่ทุกคนจะต้องการเป็นประชาธิปไตย เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นคริสต์ เป็นพุทธ เป็นอิสลาม เป็นคนดี เป็นคนชั่ว จบปริญญา เป็นซีอีโอ เป็นพระ เป็นโจร เป็นคนรวย เป็นคนจน นิพพาน เป็นอะไรต่ออะไรที่มีรูปแบบเดียว จากมุมมองเดียว

พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมมนุษย์ บางอย่างอาจจะเหมาะกับผม ไม่เหมาะกับคุณ ในขณะที่บางอย่างอาจจะเหมาะกับคุณ และไม่เหมาะกับผม นี่คือความจริง แต่ที่ผ่านมา มนุษย์ผู้มีอุดมการณ์และความเชื่อ ทั้งทางดีและเลว ต่างพยายามบังคับให้โลกนี้มีทางเดินหลักทางเดียวเท่านั้น นั่นคือทางของเขาหรือของพรรคพวกเขา ใครไม่เชื่อตาย ผมว่านี่คือสิ่งที่สร้างปัญหาในทุกๆ สถานการณ์ของมนุษย์

นับวันจะยิ่งยากขึ้นทุกทีที่จะตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองอยู่เสมอ และเมื่อศึกษาอย่างละเอียดจากทุกด้านแล้ว เรามักพบว่า ทุกฝ่ายถูกและผิดพอๆกัน สมควรตายด้วยกันทั้งนั้น

ยิ่งแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ยิ่งพยายามโค่นล้างกัน มนุษย์เรายิ่งกลายเป็นตัวตลก เพราะชักจะทำอะไรลอยๆโดยไม่มีเหตุผลแท้จริงรองรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ความซับซ้อนในกรณีอย่างท์ซึนามิ ยังไม่พิลึกพิลั่นเท่าความซับซ้อนเรื่องการเมือง คุณวินทร์เห็นไหมครับ ว่าผู้ใหญ่ทะเลาะกันนี่น่าสมเพศแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็เป็นเกมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเรียกว่าเกมการเมือง เกมธุรกิจ เกมประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองของเราในตอนนี้จะนำไปสู่อะไร ร้ายแรงหรืออ่อนโยน สันติหรือว้าวุ่น ก็ล้วนเป็นขั้นตอนของเกมระหว่างมนุษย์ที่วนเวียนไม่จบสิ้น เหมือนติดเคเบิ้ลทีวีแล้วมีแต่รายการซ้ำ ฉายวนไปเวียนมา แค่เปลี่ยนโปรโมชั่นนิดหน่อย เปลี่ยนหน้าโฆษก เปลี่ยนชื่อให้เข้ากับสมัยนิยม เปลี่ยนจากคำว่า “หาเสียง” คำว่า “ทำคะแนน” คำว่า “สร้างภาพ” คำว่า “ขายตัว” มาเป็น “เรียลิตี้โชว์” เท่านั้นเอง

นิกโกะ เมืองเล็กๆในญี่ปุ่นที่ผมมาหมกตัวอยู่ขณะนี้ (ต้องหมกเพราะข้างนอกหนาวจับใจ) เป็นเมืองที่มีธรรมชาติงดงามถึงขั้นเป็นมรดกโลก ครั้งแรกที่ผมมา เมื่อปีที่แล้ว เป็นช่วงฤดูใบไม้ร่วง ภูเขาแทบทั้งลูกปกคลุมไปด้วยสีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สลับเหลื่อมกันอย่างตระการตาและหาคำบรรยายให้ตรงกับภาพที่เห็นได้ยากยิ่ง ใบไม้แห้งที่โรยลงบนพื้น เมื่อโดนเหยียบย่ำจะส่งเสียงกรอบแกรบต้อนรับฝ่าเท้าของเรา ฟังแล้วเพลิดเพลิน ไม่น่ารำคาญเหมือนเสียงคนบ่น

ขณะนี้เป็นฤดูหนาว ใบไม้หายไปเกือบหมด เหลือแต่กิ่งก้านเปล่าเปลือย บางวันลมแรง พัดพาเกล็ดหิมะขาวๆ บางๆ เบาๆ จากยอดเขาใกล้ๆ มาให้ผมเห็นทางหน้าต่าง ในไม่ช้าคงมีพายุหิมะจริงๆมาเยี่ยมเยือน มันคงหนาวเอาการ แต่ผมก็รอคอยปรากฏการณ์พิเศษนั้น

เมื่อพักสายตาจากการทำงาน ผมเงยหน้ามองออกไปยังต้นไม้เรือนร่างเปล่าเปลือยที่ยืนนิ่งอยู่ในสวน

ผมรู้สึกอายพวกมัน เพราะผมตอบไม่ได้ว่า ทำไมคนเราจึงต้องขังตัวเอง และเรียกการกักขังนี้ว่า “เรียลิตี้”


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2549