(อีกหนึ่ง)วันแห่งความไม่รัก

วินทร์ ถึงปราบดา

กรุงเทพฯ

(1) วันตรุษจีน 30/1/49


สวัสดีปีจอครับ ปราบดา หวังว่าปีนี้คงมีความสุขกระดี๊กระด๊าเช่นเคยนะครับ ขอส่งส้มดิจิทัลสองผลผ่านโลกไซเบอร์ไปให้นะครับ

ก่อนวันปีใหม่จีนนี้ผมแวะไปตลาดสามย่านถึงสองรอบเพื่อซื้อส้ม ที่เลือกไปที่นั่นเพราะเป็นตลาดที่มีส้มผลใหญ่ๆ ขาย และอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก อาจเป็นตลาดสดเดียวที่ผมแวะเวียนไปเสมอ เพราะคุ้นกับที่นี่มาตั้งแต่เรียนหนังสือที่จุฬาฯ ตลาดสามย่านนี้เป็นหนึ่งในตลาดสดแบบเก่าที่ยังเหลืออยู่กลางกรุงในยุคที่ซูเปอร์มาร์เก็ตติดเครื่องปรับอากาศมาแทนที่ตลาดสดและร้านขายของชำ ชั้นล่างเป็นตลาดสดที่ใหญ่ทีเดียว ขายตั้งแต่อาหารสด ทั้งเปียกทั้งแห้ง ไปจนถึงขนมทั้งไทย จีน ฝรั่ง ข้าวเหนียว ทองหยิบ ทองหยอด ขนมจีบ บ๊ะจ่าง เฉาก๊วย ก๋วยเตี๋ยวหลอด เค้ก คุกกี้ ฯลฯ ชั้นบนมีร้านอาหารประเภทซีฟู้ดเรียงรายหลายสิบร้าน สนนราคาพืชผักอาหารก็ถือว่ารับได้สำหรับชนชั้นกลางที่ไม่มีเงินเป็นถุงเป็นถัง แต่แน่นอนราคาข้าวของในช่วงเทศกาลก็พุ่งขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ราคาส้มหนึ่งผลกระโดดขึ้นไปจนเท่ากับน้ำมันเบนซินหนึ่งลิตร นับว่าแพงเอาการทีเดียว เพราะราคานี้กินข้าวแกงริมถนนได้หนึ่งจานกว่า

ผมซื้อส้มเพื่อนำไปแจกญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงครับ ชาวจีนบ้านเราซึ่งส่วนมากเป็นแต้จิ๋วมีธรรมเนียมแจกส้มสี่ผลให้ญาติพี่น้อง แต่เท่าที่ผมผ่านช่วงตรุษจีนในสิงคโปร์ มักเห็นพวกชาวจีนสิงคโปร์แจกส้มสองผลมากกว่า แทบทุกครัวเรือนมีธรรมเนียมติดส้มสองผลไปเยือนญาติในช่วงตรุษจีน เมื่อไปถึงบ้านไหนก็ยื่นส้มสองผลให้ เจ้าของบ้านก็จะมอบส้มสองผลมาให้เหมือนกัน เท่ากับไปสองกลับสอง ธรรมเนียมนี้ดีตรงที่ไม่ต้องแบกส้มไปเยอะ ผมก็ไม่รู้ว่าสองผลกับสี่ผลต่างกันตรงไหน ธรรมเนียมส้มสี่ผลน่าจะคิดค้นขึ้นโดยพ่อค้าขายส้มกระมัง นี่ผมเดาเอาเองนะครับตามประสาคนชอบมั่ว

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมเทศกาลตรุษจีนมาผูกพันกับส้ม ทำไมไม่เป็นลำไย น้อยหน่า สับปะรด หรือทุเรียน เพิ่งมารู้ไม่นานนี้ว่า เป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ราชวงศ์โจว ราวหนึ่งพันปีก่อนคริสต์ศักราช ก็คือสามพันปีมาแล้ว นานทีเดียว

เหตุที่ส้มเป็นตัวเลือกเพราะมันมีสีสันคล้ายทอง อีกอย่างในภาษาจีนหลายท้องถิ่น คำว่า ส้มออกเสียงว่า กำ ฟังคล้ายคำว่า กิม ที่แปลว่าทอง การแลก 'ทอง' จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแลกความมั่งมีศรีสุข เหตุที่เป็นสองผลก็เพื่อเป็นมงคลแบบสองเด้ง สัญลักษณ์ส้มนี้อาจเป็นที่มาของสำนวน 'ส้มหล่น' ที่หมายถึงเรื่องดีๆ หรือ 'ทอง' หล่นใส่ตัวก็ได้ นี่ผมก็เดาอีกแล้วครับ

ผมชอบกินส้มมาตั้งแต่เด็ก กินได้หมดทุกพันธุ์ ตั้งแต่ส้มลูกเล็ก ส้มเช้ง ไปจนถึงส้มโอ แต่ยอมรับว่าส้มทางภาคใต้สมัยโน้นอร่อยสู้ส้มภาคกลางไม่ได้ อาจเพราะพื้นที่ทางใต้ฝนชุกกว่า (นี่ก็เดาอีกเช่นกัน) เมื่อผมมาเรียนที่กรุงเทพฯ ได้ยินชื่อส้มบางมดเป็นครั้งแรก ส้มเปลือกบาง รสชาติหวาน ส้มบางมดถือว่าเป็นส้มระดับคุณภาพในยุคนั้นจนกระทั่งถึงยุคส้มสติกเกอร์ในเวลานี้

ในช่วงหลายปีนี้ผมมักมีปัญหาในการหาซื้อส้มที่เป็น 'ส้ม' เสมอ ส้มส่วนใหญ่ที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นส้มราคาสูงที่ติดสติกเกอร์รับรองคุณภาพ แต่หาความอร่อยยากเย็นเหลือเกิน ผมคงโชคไม่ดีที่ไปจับจ่ายซื้อผลไม้ในร้านที่ไม่ได้คุณภาพกระมัง นานๆ เข้าก็พลอยทำให้กินส้มน้อยลง

เมื่อไม่ค่อยได้ซื้อส้มสดกิน แต่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินซี ก็มักพึ่งพาวิตามินซีสังเคราะห์จำพวกเม็ดฟู่ แต่เมื่อราคาวิตามินสูงขึ้นจนรับไม่ได้ ตามกลไกการสร้าง added value ด้วยการเติมวิตามินอื่นๆ เข้าไปด้วยเพื่อบวกราคาได้อย่างมีความชอบธรรม ผมก็มานึกได้ว่า นี่คือเมืองไทยที่อุดมด้วยผลไม้ ไฉนเราจึงยังเสพของสังเคราะห์อยู่เล่า อย่ากระนั้นเลย รับวิตามินจากผลไม้น่าจะดีกว่าแน่ๆ มีไฟเบอร์ด้วย จึงหันมาเสาะหาส้มสดตามเดิม

แต่การเลือกกินส้มบ้านเราก็ไม่ง่ายเหมือนแต่ก่อน อย่างที่บอกแต่แรก ตั้งแต่ใครคนหนึ่งอุตริไปติดสติกเกอร์ 'คุณภาพ' บนส้มเป็นครั้งแรก นัยว่าเป็นส้มคัดพิเศษ หรือพันธุ์พิเศษ ผมก็แทบหาส้่มอร่อยๆ กินยากเข้าทุกวัน เพราะส่วนใหญ่เป็นส้มแบบ 'สวยแต่รูป จูบไม่หอม' ทั้งสิ้น นี่ลามไปถึงผลไม้อื่นๆ ด้วย เช่น มะม่วง ยิ่งสวยยิ่งไม่อร่อย ผมเชื่อว่าผลไม้เหล่านี้ผ่านชีวิตช่วงสุดท้ายไปกับขั้นตอนการติดสติกเกอร์ คัดสรร บ่ม บรรจุ ฯลฯ ในโรงงาน แทนที่จะอยู่บนต้นนานกว่านี้สักหลายวัน นี่เป็นการ 'ชิงสุกก่อนห่าม' และโลกที่คนซื้อของกันที่เปลือกนอกโดยแท้

เดี๋ยวนี้ผมแทบถือเป็นหลักปฏิบัติในการซื้อผลไม้ เมื่อเห็นสติกเกอร์คัดสรรพันธุ์พิเศษแล้ว จะถอยห่างด้วยความขยาด โดยเฉพาะมะม่วงสวยงามนี่เลิกกินมาหลายปีแล้ว หันไปซื้อผลไม้ราคาถูกในตลาดสดหรือจากรถเข็นผลไม้ดีกว่า ถึงแม้จะได้ส้มที่มีสีสันระดับ 'นางงามตกรอบ' รูปร่างเล็ก ผิวไม่สวย กิโลกรัมละ 10-20 บาท (ราคานี้ซื้อส้มสวยๆ ได้เพียงลูกเดียว) แต่เอามาคั้นกินก็ได้วิตามินซีในราคาที่ถูกกว่าวิตามินสังเคราะห์ และที่แน่ๆ คืออร่อยกว่าส้มพันธุ์ 'ชิงสุกก่อนห่าม' ส้มพวกนี้อยู่บนต้นจนนาทีสุดท้ายที่จะมาสู่ตลาด ไม่ต้องเสียเวลาประทินโฉมนาน

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงวันตรุษจีน ก็ต้องหันไปซื้อส้มหน้าตาดีสักครั้งเพื่อเป็นของขวัญให้คนอื่น แต่เนื่องจากไม่นิยมส้มสติกเกอร์ในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ต้องหันไปหาส้มในตลาดสด ดังที่เล่ามาแต่ต้นนั่นแล

ผมผ่านวันตรุษจีนที่สิงคโปร์ค่อนข้างบ่อย ช่วงเวลานั้นที่นั่นมีส้มจากเมืองจีนเยอะมาก รูปร่างออกจะแบนสักหน่อย ทรวดทรงไม่ค่อยผึ่งผายเหมือนส้มไทย แต่รสชาติหวานอร่อย จีนเป็นแหล่งผลิตพืชผักผลไม้ที่ใหญ่มาก และราคาถูกกว่าของเราด้วย อ้อ! ผมเคยซื้อส้มบางมดที่ตลาดสิงคโปร์เหมือนกัน รสชาติดีกว่าส้มบางมดในเมืองไทย และแน่นอน... ราคาแพงกว่าหลายเท่า ทำให้สรุปแบบไม่ฟันธงว่าเกษตรกรบ้านเราอาจคัดผลไม้เกรดเอส่งออกนอกประเทศหมด เหลือส้มเกรดบีไว้ให้คนไทยกิน ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ และหวังว่าผมคงเข้าใจผิด

ตลาดผลไม้ในสิงคโปร์มีผลไม้มากทีเดียว ตั้งแต่ผลไม้เมืองร้อนไปจนถึงผลไม้จากประเทศหนาว แทบทั้งหมดเป็นผลไม้นำเข้า ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือ สิงคโปร์โปรโมตตัวเองกับนักท่องเที่ยวตะวันตกว่าเป็นศูนย์กลางผลไม้เอเชียอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ไม่ได้ปลูกผลไม้เองเลย

ผลไม้ชนิดเดียวที่ผมไม่ค่อยเห็นในเมืองสิงคโปร์คือทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ชะนี ไม่ใช่เพราะคนที่นั่นไม่กินทุเรียน ตรงกันข้าม พวกเขาชอบมากทีเดียว แต่ทุเรียนที่พวกเขากินเดินทางมาจากมาเลเชียมากกว่า เป็นทุเรียนผลเล็ก เม็ดโต เนื้อยุ่ยเละ ขออภัย... ถ้าอยู่บ้านเราก็คงเอาไปทำทุเรียนกวนหรือโยนทิ้งไปแล้ว ดังนั้นชาวสิงคโปร์มักตะลึงตาค้างเมื่อมาเห็นคนไทยกินทุเรียนแบบไม่ค่อยสุกงอมดี พวกเขาว่าเหมือนกินแอ็ปเปิ้ลมากกว่า

ผมว่าเสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านเราคือรถเข็นขายผลไม้ ผมคุ้นเคยกับการซื้อผลไม้จากรถเข็นมาแต่เล็ก แม้ทรงและสไตล์ของรถเข็นจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา คือจากรถไม้เป็นรถอลูมิเนียม แต่คอนเส็ปท์การขายผลไม้ด้วยรถเข็นยังไม่เปลี่ยน เสียงกระดิ่งรถเข็นปลุกความทรงจำเก่าเกี่ยวกับผลไม้ดีทีเดียว


(2)

4 กุมภาพันธ์ 2549


ผมได้ยินหลายคนบ่นว่า ผลไม้จากเมืองจีนเข้ามาตีตลาดไทยด้วยเช่นกัน ทำเอาเกษตรกรไทยแทบต้องเลิกอาชีพ เพราะสินค้าเกษตรจีนราคาถูกกว่ามาก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากเอฟทีเอ หรือ Free Trade Agreement ที่เราไปทำกับเมืองจีน นี่ทำให้ระลึกถึงเรื่องเอฟทีเอที่เราทำกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไปจนถึงที่กำลังจะทำกับสหรัฐอเมริกา จนมีเรื่องประท้วงวุ่นวายที่เชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้

ผมเองไม่สันทัดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ แม้จะเคยเรียนเรื่อง Free Trade Agreement มาบ้างสมัยเรียนปริญญาโทการตลาด (และคืนให้อาจารย์หมดแล้ว) แต่ช่วงหลายปีนี้ได้ยินเรื่องเอฟทีเอที่เราไปทำกับประเทศโน้นประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องหลายข่าวอ่านแล้วก็ไม่สบายใจ

ยกตัวอย่างเช่น เอฟทีเอ ไทย-จีน ที่มีผลบังคับมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นการลดภาษีสินค้าผักและผลไม้เป็น 0 เปอร์เซ็นต์ หลายคนวิเคราะห์ว่า หลังสัญญามีผลบังคับใช้ มูลค่าการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เทียบไม่ได้กับสัดส่วนการทะลักของสินค้าจากจีน เพราะพืชผักของจีนราคาถูกกว่ามาก เมื่อราคาพืชผักผลไม้ตกต่ำ เกษตรกรหลายรายจึงต้องเปลี่ยนอาชีพ หรือไปขายแรงงานในต่างจังหวัด มีผู้วิเคราะห์ว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดของไทยคือ กลุ่มบริษัทที่เป็นพันธมิตรอันซื่อสัตย์ของรัฐบาล

จากข่าวที่อ่านมาและความคิดเห็นของผู้คนหลายฝ่ายที่ได้ยินมา พอจับความได้ว่า หนึ่ง เอฟทีเอเป็นนโยบายของรัฐมิได้้เกิดจากการถามไถ่ความสมัครใจของชาวบ้าน สอง เอฟทีเอเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรภายในประเทศ และเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวบ้าน สาม ผลประโยชน์ของเอฟทีเออยู่ในมือของคนไม่กี่คนเท่านั้น

คุณวันชัย ตัน วิเคราะห์ไว้ในบทความ 'เอฟทีเอ เมื่อไทยยิ้มได้' ว่า การเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรีของประเทศทั้งสองฝ่ายนั้น โดยปกติจะมีกลุ่มเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์ และกลุ่มเศรษฐกิจที่เสียประโยชน์ เขายกตัวอย่างสัญญาเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลียที่มีสาระสำคัญคือ ไทยยอมลดภาษีนำเข้าเนื้อและผลิตภัณฑ์นม ทำให้สินค้าราคาถูกจากออสเตรเลียมาตีตลาดเมืองไทย ส่งผลให้เกษตรกรไทยผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้รับความเดือดร้อนสาหัสรอวันล้มละลาย

ประโยคที่ทำให้สะดุดใจในบทความของเขาคือ "นายกรัฐมนตรีเคยให้ทรรศนะสนับสนุนการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ไว้ครั้งหนึ่งว่า เกษตรกรต้องปรับตัวรับการเปิดเสรี หรือไม่ก็เลิกไปประกอบอาชีพอื่น..."

เรื่องเอฟทีเอยังครอบคลุมวงการอื่นๆ เช่นวงการแพทย์ เมื่อเราพยายามทำให้เมืองไทยเป็นศูนย์การการแพทย์ในภูมิภาคนี้ ทำให้โรงพยาบาลไทยสามารถรับลูกต่างประเทศได้ และแน่นอนคิดค่าบริการได้สูงกว่าคนไทย

ผมจำได้ว่าเมื่อหาดใหญ่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับชาวมาเลย์นั้น ค่าครองชีพที่นั่นแพงกว่าเดิมทันตาเห็น เช่นเดียวกับค่าครองชีพในเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ภูเก็ต สมุย กรณีของค่าบริการทางการแพทย์ก็เช่นกัน ในที่สุดคนไทยก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นตามกลไกการตลาด หลายโรงพยาบาลคงอยากต้อนรับคนไข้กระเป๋าหนักจากเมืองนอกมากกว่า และหมอก็คงถูกดึงตัวไปตามโรงพยาบาลระดับอินเตอร์ฯมากขึ้น

หลังจากเหตุการณ์สึนามิทางภาคใต้ของเรา เพื่อนชาวกรุงเทพฯคนหนึ่งที่ย้ายไปปักหลักที่ภูเก็ตบอกผมว่า สึนามิทำให้ชาวภูเก็ตได้รับภูเก็ตดั้งเดิมของพวกเขากลับคืนมา เป็นภูเก็ตเวอร์ชั่นที่ไม่ได้ถูกปั่นราคา

ผมเองไม่อยากมองเรื่องเอฟทีเอเป็นเรื่องแย่ไปเสียหมด และไม่เชื่อว่านักเจรจาของบ้านเราโง่กว่าคนต่างชาติ แต่ในยุคที่ธุรกิจมีอิทธิพลและเป็นตัวกำหนดนโยบายรัฐอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ทำให้อดมองโลกในแง่ร้ายไม่ได้ จากตัวอย่างมากมายในอดีต เราจะพบว่าต่างประเทศไม่เคยให้อะไรเราง่ายๆ ฟรีๆ หรือแคร์ว่าเราจะเดือดร้อนหรือไม่ คำถามใหญ่ที่สุดคือ ผลประโยชน์ของเอฟทีเออยู่ในมือของใครกันแน่ และรัฐจะให้ประชาชนมีส่วนรู้เห็นกับการจรดปากกาเซ็นสัญญากับต่างประเทศแต่ละครั้งหรือไม่

ขณะที่กำลังเขียนมาบรรทัดท้ายๆ ของจดหมายฉบับนี้ เป็นเวลาบ่ายคล้อยของวันเสาร์ก่อนวันแห่งความรักสิบวัน ทราบว่าผู้คนกำลังไปชุมนุมที่พระบรมรูปทรงม้ากลางแดดกล้า เรื่องเอฟทีเอที่ว่าก็อาจเป็นฟางเส้นหนึ่งของกองฟางที่กองทับกันมานาน ผมไม่รู้ว่าการชุมนุมจะนำประเทศเราไปสู่ทิศทางไหน เดาไม่ออกจริงๆ และไม่อยากเดา

................................................

ปราบดา ตอบ วินทร์

21/2/49

กรุงเทพฯ


ตรุษจีนที่ผ่านมาผมยังไม่กลับเมืองไทย จึงไม่ได้สัมผัสสีสันแดงๆทองๆ ไม่ได้ยินเสียงประทัด ไม่ได้เห็นสิงโตเชิด (ซึ่งปกติผมไม่ค่อยจะได้เห็นจริงๆอยู่แล้ว เพราะไม่ออกไปไหน อย่างมากก็ดูจากจอทีวี) และไม่ได้ลิ้มรสส้มไทยเลยครับ

เมื่อวิถีชีวิตและการงานทำให้ผมต้องเดินทางบ่อยๆ ต้องห่างเหินไปจากสังคมประจำของตัวเองปีละหลายครั้ง บางครั้งไปนานเป็นเดือน นอกจากจะเป็นเวลาของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เป็นการเปิดหูเปิดตา ข้อดีของการหายหัวไปอีกข้อ ที่ผมเพิ่งรู้สึกเมื่อไม่นานมานี้ คือมันทำให้ผมเริ่มสังเกตและทบทวนว่า รายละเอียดอะไรในชีวิตประจำวันมีความสำคัญหรือมีค่าสำหรับตัวเราจริงๆ และอะไรบ้างที่ขาดได้โดยไม่นึกถึงเท่าไรนัก

การใช้ชีวิตวันต่อวัน ในสภาพแวดล้อมซ้ำๆ เรามักก่อกิจวัตร มักสร้างความเคยชินหลายอย่างให้ตัวเอง เช่น ทุกเช้าต้องกินโจ๊กร้านนั้น ทุกวันที่สิบห้าของเดือนต้องไปถามหานิตยสารเล่มนี้ ทุกวันศุกร์ต้องไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนที่บาร์โน้น กินข้าวเสร็จทุกมื้อต้องตบท้ายด้วยกาแฟเย็น ฯลฯ แต่ระหว่างเดินทางไกล สถานการณ์และสภาพแวดล้อมมักไม่เอื้อให้เรากำหนดอะไรได้มากนัก บางประเทศก็หาโจ๊กกินยาก ทำให้เราจำเป็นต้องเว้นวรรคจากพฤติกรรมเดิมๆไปช่วงหนึ่ง เวลาช่วงนี้เองที่จะบอกว่ารายละเอียดอะไรสำคัญขนาดที่จะขาดไปจากชีวิตไม่ได้ โจ๊กสำคัญกับชีวิตคุณขนาดนั้นไหม นิตยสารเล่มที่ว่าชอบๆ จริงๆแล้วอ่านแบบประทับใจจริงหรือเปล่า การไปเที่ยวกลางคืนทุกสัปดาห์มันสนุกสนานมากจริงหรือ กินข้าวเสร็จแล้วทำไมไม่ลองดื่มชาร้อนแทนกาแฟเย็นดูบ้าง หรือถ้าไม่ดื่มอะไรเลยล่ะ จะตายหรือเปล่า

การเดินทางบ่อยๆยังทำให้ผมหลุดออกไปจาก “กระแส” ของยุคสมัยพอสมควร ยิ่งเดี๋ยวนี้การผลัดใบเป็นไปอย่างเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นการขาย ขาย ขาย และขาย คนที่อยู่ๆไปๆอย่างผมยิ่งตามอะไรไม่ค่อยทัน ก่อนเดินทาง ดาราคนนั้นกำลังฮ็อต กลับมากลายเป็นว่ากระเทยคนนี้กำลังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์แทนเสียแล้ว ทำให้เข้าใจว่ากระแสชั่ววูบต่างๆล้วนไม่สลักสำคัญ ปีสองปีที่ผ่านมาผมจึงแทบไม่สนใจจะติดตามสื่อบันเทิงใดๆเท่าไร นิตยสารแทบจะเลิกซื้อทั้งหมด ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งผมเป็นคนติดการเสพนิตยสาร เล่มไหนมีบทสัมภาษณ์หรือสกู๊ปเกี่ยวกับคนหรือประเด็นที่ผมสนใจ หรือแค่มีรูปสวยๆ ผมก็มักจะซื้อติดมือกลับมาอ่านได้ง่ายๆ ช่วงหลังผมกลับคิดว่า ซื้อมาก็จะกองเป็นขยะ (เพิ่มจากที่มีล้นอยู่แล้ว) อยู่ในบ้านเปล่าๆ เรื่องข้างในก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้น เล่มไหนๆก็ทำเรื่องคล้ายๆกันหมด ไม่ต้องติดตามเป็นแฟนประจำเหมือนเมื่อตอนเป็นวัยรุ่น

ที่สำคัญ พอไม่รู้กระแส ก็ไม่รู้จะเห่ออะไรไปกับใครเขา ดาราใหม่ๆก็ไม่รู้จัก สถานที่ต่างๆที่เขาว่ากำลังอินเทรนด์ ผมก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสไป ไม่มีเหตุผลให้ต้องรู้ข้อมูล การไม่ค่อยอยู่ติดที่ติดทางของผม จึงทำให้รายละเอียดทั้งทางความคิดและทางการใช้จ่ายของผมเปลี่ยนไปเยอะทีเดียว ที่เห็นง่ายที่สุด คือเมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ค่อยสนใจเรื่องกินเรื่องดื่ม เมื่อไรมีเงินใช้ ผมจะคิดถึงหนังสือ ซีดี และหนังเป็นหลัก ผมรู้สึกว่าตัวเองกินอะไรก็ได้ หรือถ้ายังไม่หิวก็ไม่ต้องกิน เก็บเงินไว้ซื้ออย่างอื่นที่ชอบก่อน เหลือแล้วค่อยคิดเรื่องข้าว เพราะวัตถุอยู่กับเรานานกว่า ในขณะที่อาหารและเครื่องดื่มเพียงผ่านลิ้นได้รสชาติชั่วครู่เท่านั้น แต่การเดินทางบ่อยๆ สอนให้ผมค่อยๆรู้จักสุนทรีย์กับการกินการดื่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะลดทอนการใช้เงินไปกับสิ่งอื่น แต่สาเหตุใหญ่กว่านั้น คือการเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางทำให้ต้องแสวงหาความสุขกับปัจจุบัน และการได้ลิ้มลองอาหารอร่อยๆของแต่ละที่ ถือเป็นประสบการณ์ปัจจุบันทันด่วนที่มีเสน่ห์ และอยู่ในความทรงจำไปได้นาน เช่นตอนเขียนหนังสืออยู่ที่เมืองนิกโกะ ผมก็รู้สึก “อิน” ไปกับอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น คือเยื่อเต้าหู้ หรือที่เขาเรียกว่า “ยูบะ” แม้จะไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าวนอกที่พัก แต่เมื่อไรที่ออกไป ผมจะตื่นเต้นกับการได้กินยูบะเสมอ ความตื่นเต้นแบบนี้แตกต่างจากสมัยที่เคยตื่นเต้นกับหนังใหม่ๆ หนังสือใหม่ๆ หรือเพลงใหม่ๆ ผมว่ามันเป็นการตื่นเต้นกับการใช้ชีวิตมากกว่าตื่นเต้นทางความคิดหรือทางความบันเทิง เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆในตัวเองที่ทำให้รู้สึกดีพอใช้

ก่อนกลับจากญี่ปุ่น ผมยังได้ไปมี “ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต” อีกประสบการณ์หนึ่ง นั่นคือการเล่นสกี ชีวิตก่อนหน้านี้ของผมไม่เคยต้องเกี่ยวข้องกับสกี แม้จะไปร่ำเรียนในเมืองหนาวอยู่นาน แต่ก็ไม่เคยมีเพื่อนเล่นสกี ไม่เคยมีใครชวนไปเล่น และไม่เคยรู้สึกอยากลองไปเล่นเอง ซ้ำยังมีอคติกับมันหน่อยๆ เพราะคิดว่าเป็นกิจกรรมของคนใช้เงินฟุ่มเฟือย (หรืออาจใช้คำไทยว่าพวก “ไฮโซ”) เหมือนที่ผมมีอคติกับการตีกอล์ฟ แถมเครื่องแต่งกายกับอุปกรณ์ประกอบการเล่นก็ดูทุลักทุเลชอบกล ไม่เท่เอาเสียเลย

แต่ช่วงที่ผ่านมาผมดันเกิดความสนใจในหิมะเป็นพิเศษ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหรอกครับ จู่ๆก็อยากเห็นทัศนียภาพขาวโพลนของสถานที่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะเย็นยะเยือก อยากไปขั้วโลก อะไรทำนองนั้น เมื่อมีคนออกปากชวนให้ไปเล่นสกีด้วยกันที่เมืองซาโอะ (Zao) ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเข้าใกล้สกีมาก่อน ผมก็ไม่รีรอที่จะรับคำชวน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนชวนบอกว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้เกือบทั้งหมด เมื่อเห็นผมลังเลกับการเดินทางที่ต้องใช้เงินไม่น้อย) นึกภาพตัวเองลื่นไหลตีลังกาหน้าถลาหัวคะมำลงกับหิมะแล้วก็ท่าทางจะฮาดี ที่สำคัญคือจะทำให้ผมได้เห็นทัศนียภาพที่กำลังอยากเห็น ถ้าอีกหน่อยนึกอยากเห็นพื้นผิวทะเลทรายแห้งผากสุดลูกหูลูกตา ใครมาชวนไปขี่อูฐแถวซาฮาร่า ผมก็คงใจง่าย ยอมตามเขาไปเช่นกัน

ซาโอะคือเมืองเล็กๆในเขตยามากาตะ เป็นเมืองสำหรับเล่นสกีและสโนวบอร์ด แต่ไม่หรูหรา ไม่แพงเท่าเมืองสกีอื่นๆ จึงเป็นที่นิยมของวัยรุ่นและชาวบ้านทั่วไป ผมกับเพื่อนที่มีประสบการณ์เล่นสกีน้อยกว่าผู้ร่วมคณะคนอื่นๆ (ผมมีอยู่ 0% และเพื่อนมีอยู่ประมาณ 5%) ต้องไปเริ่มเรียนกับครูอยู่แถวๆตีนเขา เหมือนเข้าอนุบาล ในขณะที่คนอื่นนั่งกระเช้าขึ้นไปสูงๆ ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งกับการล้มลุกคลุกคลาน (แค่ฝึกก้าวขาเดินให้ได้ก็ยากแล้วละครับ กว่าผมจะยืนอยู่นิ่งๆเป็น กล้ามเนื้อก็ปริไปหลายจุด) แต่ผมก็ชอบขั้นตอนการเรียนรู้แบบเบื้องต้น ผมว่ามันได้รสชาติความยากและเป็นช่วงของการได้ “ออกแรง” จริงๆ ได้เหนื่อยแบบ “อ้วกแตก” จริงๆ

พอคนเราชำนาญกับอะไรแล้วก็มักจะทำมันแบบสบายๆ ผมเคยเห็นนักกีฬาเก่งๆที่ไม่ต้องขยับเนื้อขยับตัวไปไหน แค่ยืนอยู่เฉยๆกับที่ ก็ตบตีลูกกลมๆได้อย่างว่องไวน่าทึ่ง (ผิดกับคนฝีมือห่วยๆอย่างผม ที่กว่าจะตบหรือเตะโดนอะไร ก็มักต้องหอบแฮ่กๆ ปอดแทบถลนออกมาจากหลอดลมเสียก่อนทุกทีไป) นั่นแสดงถึงความช่ำชอง ความเก่งกาจ แต่ผมว่ารสชาติของความยากลำบากจะค่อยๆหายไปจนไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ซึ่งหมายความว่าความพยายามจะเรียนรู้ก็ลดหายไปด้วยเช่นกัน

คนเราฝึกฝนเพื่อให้เก่ง ให้ชำนาญ นั่นคือจุดมุ่งหมายหลักๆในกิจกรรมทุกอย่าง แต่ปัญหาคือ เมื่อเก่งแล้ว ชำนาญแล้ว เรามักหลงหรือลืมคุณค่าของการฝึกปรือในขั้นต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากที่สุด และคิดเสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะรักษาช่วงเวลาของการเรียนรู้ไว้ได้พร้อมๆกับการพัฒนาตัวเอง ทำอย่างไรเราจึงจะไม่เหลิงไปว่าเก่ง ชำนาญ มีประสบการณ์ ทำอย่างไรจึงจะยอมรับว่าทุกวัน ทุกประสบการณ์ ทุกการปะทะในชีวิต แม้จะ “เคย” มาแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าเรา “รู้จัก” มันดีอย่างที่เราคิด และต้องศึกษาในมุมมองใหม่ๆกับมันเสมอ

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมหัดเล่นหมากรุกแบบฝรั่ง การเล่นกับเพื่อนที่ฝีมือขั้นต้นพอๆกันเป็นการประลองที่เพลิดเพลินมาก บางครั้งนั่งเล่นอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ สุดท้ายลงเอยที่เสมอ เล่นจบแล้วรู้สึกดี อิ่ม รู้สึกได้ฝึกใช้สมองอย่างเข้มข้น แต่เพื่อนบางคนที่ฝีมือระดับเซียน มักจะเล่นให้ชนะอย่างรวดเร็ว พวกเขารู้ทางลัด รู้วิธีเอาชนะล่วงหน้าหลายหมาก และมักจะหมดความอดทนกับการเล่นไปนานๆโดยไม่วางแผน ผมไม่ชอบเล่นกับเพื่อนพวกนั้น ไม่ใช่เพราะเล่นทีไรก็แพ้มัน แต่เพราะผมว่าไม่สนุก ผมรู้อยู่แล้วว่าฝีมือระดับกระจอกอย่างผม ยังไงก็ต้องแพ้ แต่ระหว่างเล่นก็ขอใช้ความคิดหน่อย ขอสนุกบ้าง

ผมว่าการกีฬาหรือการแข่งขันอะไรก็ตาม คุณค่าของมันควรจะอยู่ระหว่างการเล่นมากกว่าผลลัพธ์ เพราะไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ อย่างไรเสียเราก็ต้องกลับไปอยู่ในโลกของความเป็นจริง ต้องกลับไปสู่กิจวัตรหรือกิจกรรมต่างๆของชีวิตที่ไม่มีกรรมการเป็นตัวเป็นตน ต้องคืนสู่สังเวียนที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ฉะนั้น ระหว่างอยู่ในเกม น่าจะตักตวงความสนุกและประโยชน์จากมันให้เต็มที่ มากกว่าจะกังวลเรื่องแพ้ชนะ

สรุปว่าการเรียนสกีของผม ภายในเวลาสองวัน เป็นไปอย่างเหน็ดเหนื่อยแต่สนุกสนาน เวลาเพียงเท่านั้นไม่มากพอจะทำให้เรียกว่าผมเล่นสกีเป็น แต่อย่างน้อยผมก็ยืนได้ ไหลได้โดยไม่ล้ม และหยุดการไหลได้เมื่อต้องการ ผมคงไม่ค่อยได้ไปเล่นสกีบ่อยนัก มีโอกาสคราวหน้า ก็ไม่แคล้วยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่เหมือนเดิม แต่ก็ดี เพราะผมจะยังได้ลิ้มรสของความทุลักทุเลและการฝึกหัดเหมือนที่เคยในหนแรก นึกเล่นๆว่าถ้าจากนี้ไป ผมได้เล่นสกีเฉลี่ยประมาณห้าปีครั้ง กว่าจะกลายเป็นผู้ชำนาญ อายุขัยคงปาเข้าไปห้าสิบหกสิบ

ที่สมใจผมคือการได้เห็นเมืองทั้งเมือง ภูเขาทั้งลูก ปกคลุมเป็นสีขาวสะอ้านโดยหิมะ ผมชอบตอนต้องนั่งกระเช้าขึ้นเขาเพื่อไปฝึกเล่น (ไหล) สกี เพราะเป็นการนั่งกระเช้าเล็กๆคนเดียวผ่านทิวสนที่ถูกเคลือบแช่แข็ง กระเช้าเคลื่อนตัวขึ้นไปช้าๆ เนิบๆ ทำให้ทัศนียภาพรอบตัวดูนิ่ง เงียบ สงบ สงัด มีพายุละอองหิมะพัดผ่านเบาๆเป็นระยะ บางครั้งทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย แต่ไม่ใช่บรรยากาศที่หมองเศร้า เพราะผมรู้ว่าต้นสนเหล่านั้นยังไม่ตาย พวกมันยังมีลมหายใจและพร้อมรับแสงแดดเสมอ

หายไปเดือนกว่า กลับมาเมืองไทยคราวนี้ เห็นทั้งความเปลี่ยนแปลงและความซ้ำซากจำเจเดิมๆ เห็นตึกรามหรูๆเกิดใหม่ตามจุดต่างๆของเมือง ในขณะที่การจราจรก็ติดขัดมหาศาลอย่างน่าโมโห สองสามวันติดกันที่ผมจำเป็นต้องเดินทางไปกับรถยนต์ และต้องผจญสภาพ “แน่นิ่ง” บนท้องถนนกรุงเทพฯรวมๆกันแล้วเกินสิบชั่วโมง ไม่น่าเชื่อจริงๆนะครับ ที่สิบชั่วโมงของชีวิตจะละลายไปกับการถูกแช่แข็งอย่างไร้เหตุผล การจราจรในกรุงเทพฯมีความเป็น existentialist อย่างยิ่งยวดจริงๆ!

คนไทยเรามักชื่นชมตัวเองที่สามารถอดทนอดกลั้นกับสภาพชีวิตอย่างนี้ได้โดยไม่กลายเป็นบ้า แต่บางครั้งผมสงสัยว่ามันคือความอดทนเก่งจริงหรือ (บ้างอาจถึงขั้นเรียกมันว่าเป็นการ “ปล่อยวาง” แบบพุทธ ทำให้ปล่อยเกียร์ว่างได้อย่างปลงๆ) เป็นไปได้ไหมว่าที่จริงมันคือความขี้เกียจที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า

แต่อย่างน้อย ช่วงนี้ก็มีเหตุการณ์หลายๆอย่างที่คนไทยบางกลุ่มกำลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอดทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว กระแสต่อต้านและขับไล่นายกรัฐมนตรีกำลังเป็นไปอย่างดุเดือดและเผ็ดร้อนขึ้นทุกวัน และผู้ถูกต่อต้าน ถูกขับไล่ ก็ยังหน้าแบนๆด้านๆและมีพฤติกรรมไร้รสนิยมขึ้นทุกวันเช่นกัน ผมยังเป็นคนหนุ่มที่เห็นการเมืองไทยมาไม่นานและไม่มากนัก (แต่หากนับว่ามีการปฏิวัติเกิดขึ้นกี่ครั้งในช่วงเวลาสามสิบปีกว่าๆที่ผ่านมาในบ้านเมืองเรา ก็เยอะอย่างน่าตกใจทีเดียว) แต่เท่าที่รู้ เท่าที่อ่านจากประวัติศาสตร์ ผมอดรู้สึกไม่ได้ถึงความเวียนวนที่หม่นเศร้าของการเมืองการปกครอง ฝ่ายประชาชนก็ต้องรีรอให้เกิดกระแสจึงจะไตร่ตรองเห็นข้อเสียของผู้นำ คนเราย้ายฝ่ายกันง่ายเหลือเกิน คนที่เคยได้ประโยชน์จากรัฐบาล ที่เคยยกยอปอปั้นกัน พอมีทีท่าว่าจะดูไม่ดี เห็นคนสำคัญๆออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันหนักหน่วงเข้า กลัวว่าตัวเองจะดูแย่ ก็ย้ายมาอยู่ฝั่งที่ดูดีกว่าในช่วงนี้ ฝ่ายผู้นำนั้นเล่า ก็ไม่มีวันจะสำนึก ไม่มีวันจะละอายใจ ไม่มีวันจะยอมรับผิด และไม่มีวันจะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ ยิ่งฉุดยื้อไปนานเท่าไร ประชาชนก็จะยิ่งไม่พอใจมากขึ้น คงต้องรอให้เกิดความรุนแรง เลือดตกยางออกกันอีก จึงจะมีการจัดการหรือตกลงปลงใจอะไรให้ทุกอย่างสงบลง ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ที่ผ่านๆมาในอดีต ก็คงไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นใช่ไหมครับ แต่แล้วมันก็มักจะเกิดขึ้น เพราะความดื้อดึงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอ

เมื่อคืนพี่คนหนึ่งบอกว่าเขาตั้งใจจะไปร่วมการชุมนุมขับไล่นายกัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในเร็ววัน ไม่ใช่เพราะเขาชื่นชอบหรือเห็นด้วยกับผู้นำฝ่ายต่อต้านนายกฯเท่าไรนัก อันที่จริง เขาเกลียดคนเหล่านั้นพอๆกับที่เกลียดนายกฯด้วยซ้ำ แต่มาถึงวันนี้ พฤติกรรมของนายกฯและรัฐบาลก็ย่ำแย่เกินกว่าที่จะทนดูอยู่เฉยๆ เขารู้สึกว่าถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่างเสียที

ตอนฝึกเล่นสกี จากยอดเขาสูงที่หนาวเย็นและขาวโพลน ผมไหลลงมาช้าๆ แต่ก็ลื่นล้มไม่เป็นท่าบ่อยครั้ง ระหว่างนั้น ผมเห็นผู้ชำนาญทั้งหลาย โฉบผ่านผมไปอย่างมั่นใจ รวดเร็ว และสวยงาม คนแล้วคนเล่า

บางอึดใจผมก็นึกอิจฉาพวกเขาที่เก่งกาจกันเหลือเกิน ต่างจากผม ที่เดี๋ยวๆก็หัวทิ่มหิมะให้ต้องขำก๊ากในความทุเรศของตัวเองอยู่เรื่อยๆ

แต่บางอึดใจ ผมก็รู้สึกดีที่ได้หัวเราะเยาะตัวเองเสียบ้าง


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนมีนาคม 2549