“ความเชื่อมั่นผู้บริโภค”

- ภาวิน ศิริประภานุกูล –
pawin@econ.tu.ac.th

 

เป็นที่รับรู้กันมานานครับว่าการบริโภคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอันหนึ่งในการคิดคำนวณตัวเลข GDP ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดรายได้โดยรวมของประเทศหรือสภาพความเป็นอยู่คร่าวๆ ของประชาชนภายในประเทศ

การตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของผู้คนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนครับ โดยเราเชื่อกันว่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจโดยรวมของผู้บริโภค เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอันหนึ่งที่ผู้บริโภคมักคำนึงถึงก่อนการตัดสินใจใช้ จ่ายเงินในกระเป๋าของตน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับที่เราได้พบ เห็นการรายงานดัชนีที่ใช้ในการชี้วัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมาอย่างต่อ เนื่อง โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามีการจัดทำตัวเลขดังกล่าวมาเป็นเวลากว่า 70 ปีเข้าไปแล้ว ในประเทศไทยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นผู้สำรวจและรายงานตัวเลขดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภคดังกล่าว โดยมีการสำรวจและรายงานกันทุกๆ เดือน ผมพยายามค้นแต่ก็หาไม่พบครับว่าดัชนีดังกล่าวได้ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรกเมื่อ ใด

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยทั่วไป มักถูกจัดทำขึ้นจากแบบสอบถามง่ายๆ โดยแบบสอบถามดังกล่าวจะสำรวจความคิดเห็นของผู้ตอบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพ รวม และคำตอบที่ได้จะถูกนำมาแปลงเป็นค่าดัชนีเทียบกับปีฐานที่ถูกกำหนดไว้ปี หนึ่งเพื่อให้ทราบว่าค่าดัชนีดังกล่าวอยู่สูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับ ณ ปีฐาน และเนื่องจากการใช้ปีฐานปีเดียวกันเราก็สามารถเปรียบเทียบค่าของดัชนีในช่วง เวลาที่แตกต่างกันได้อีกด้วยครับ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนในประเทศสหรัฐอเมริกา จะถูกจัดทำขึ้นเป็น 3 รูปแบบ โดยดัชนีหลัก คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม จะอาศัยคะแนนจากคำถามทุกข้อในแบบสอบถามมาสร้างตัวดัชนี ส่วนดัชนีย่อย 2 ดัชนี คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต จะอาศัยคำถามเพียงบางส่วนจากแบบสอบถามเท่านั้นที่สำรวจถึงความคิดเห็นต่อ สถานการณ์เศรษฐกิจโดยภาพรวมในปัจจุบันหรือในอนาคตจากผู้ตอบมาใช้คำนวณสร้าง ดัชนีผมคิดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก็น่าจะ ถูกจัดทำขึ้นในลักษณะเดียวกันครับ โดยในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพิ่งจะออกมารายงานการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดังกล่าวในเดือน กันยายน พ.ศ.2551 ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เราคาดกันได้ครับ

ในรายงานข่าวระบุว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,225 คน ดัชนีความเชื่อมั่นปรับลดลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันหลังจากกระตุกขึ้นเล็กน้อยในเดือนกรกฎาคมในช่วงที่รัฐบาลออก มาตรการช่วยเหลือประชาชนมูลค่าราว 4.6 หมื่นล้านบาท โดยตัวดัชนีหลักอยู่ที่ระดับ 76.8 ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 69.1 ต่ำสุดในรอบราว 6 ปี ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตอยู่ที่ระดับ 77.3 ลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

เราสามารถมองตัวเลขดัชนีดังกล่าวว่าเป็นตัวสะท้อนถึงธรรมชาติของจิตวิทยามวลชน โดยความคิดเห็นของผู้คนมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามภาพข่าวสารที่มากระทบกับประสาท สัมผัสของพวกเขา นักเศรษฐศาสตร์เราเชื่อว่าข่าวร้ายมักจะส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นของผู้คนใน ระดับที่รุนแรงมากกว่าข่าวดี นอกจากนั้นผู้คนยังมีความทรงจำที่สั้น ดังนั้นข่าวในปัจจุบันมักจะส่งผลกระทบต่อความคิดเห็นของผู้คนในระดับที่ รุนแรงกว่าข่าวในอดีต

เราจะเห็นกันได้ชัดเจนในตลาดหุ้นหรือตลาด โภคภัณฑ์ที่ราคามักขึ้นลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา ใครมาบอกหรือมาอธิบายว่าการขึ้นลงในแต่ละวันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัย พื้นฐานในเรื่องอุปสงค์ อุปทาน ผมก็ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไรครับ เพราะปัจจัยพื้นฐานมันไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขนาดนั้น โดยผมคิดว่าการขึ้นลงในแต่ละวันของดัชนีหรือราคาในตลาดดังกล่าวสะท้อนความ เชื่อมั่นหรือความคิดเห็นของผู้คนต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวม ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเสียมากกว่า

แต่ข้อดีของดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภคอย่างหนึ่งก็คล้ายๆ กับตัวเลขข้อมูลดัชนีหุ้นหรือดัชนีราคาสินค้าในตลาดโภคภัณฑ์อื่นๆ ครับ นั่นคือมันสามารถถูกจัดทำขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสามารถถูกจัดทำขึ้นได้ทุกๆ เดือน ในขณะที่ตัวเลข GDP นั้นทางการจะต้องใช้เวลาราว 3 เดือนในการรวบรวมข้อมูลและคิดคำนวณ นอกจากนั้นตัวเลขที่คิดคำนวณขึ้นมาครั้งแรกมักจะผิดพลาดไม่แน่นอน เราจึงมักเห็นการปรับปรุงตัวเลข GDP ในภายหลังอยู่บ่อยๆ

ดังนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าหากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสามารถสะท้อนถึงระดับของตัวเลข GDP ที่ จะออกมาในอนาคตคร่าวๆ ได้ อย่างน้อยสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนนโยบาย ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้อาจนำไปสู่การออกบังคับใช้นโยบายที่แก้ไขปัญหาได้ อย่างทันท่วงที

ด้วยเวลาที่จำกัดผมจึงยังไม่สามารถหาการศึกษาในเมืองไทยที่นำตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาเป็นตัวชี้วัดของตัวเลข GDP ใน อนาคตได้ครับ แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการศึกษาในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง และผู้ที่มีส่วนร่วมในงานศึกษาเรื่องดังกล่าวหลายๆ ชิ้นก็คือ Sydney Ludvigson อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก

รายงานของ Ludvigson ชิ้นหนึ่ง พบว่าตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดถึงการเปลี่ยนแปลงการ ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของผู้คนได้เป็นอย่างดีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงปริมาณการใช้จ่ายในอนาคต นอกจากนั้นดัชนีดังกล่าวยังสามารถเป็นตัวชี้วัดที่ดีระดับหนึ่งถึงการใช้ จ่ายแยกประเภทของผู้บริโภคได้อีกด้วย โดยผลการศึกษาของงานชิ้นนี้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกันกับงานศึกษาชิ้นอื่นๆ ในหัวข้อคล้ายๆ กัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองพยายามหาความสัมพันธ์ที่จะใช้เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงในดัชนีความ เชื่อมั่นผู้บริโภคต่อปริมาณการใช้จ่ายของผู้บริโภค Ludvigson ยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

จริงๆ แล้วการปรับลดในระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อภาพเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะนำ มาซึ่งการจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังตัวยิ่งขึ้นของผู้บริโภค แต่ในงานศึกษาชิ้นนี้ Ludvigson ไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการเปลี่ยนแปลงของดัชนีความเชื่อมั่นกับ การเก็บออมเพื่อการใช้จ่ายในภาวะฉุกเฉิน (precautionary saving) ของผู้คน

ในอีกแง่หนึ่งการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาจเป็นตัว สะท้อนถึงความคาดหวังต่อระดับรายได้หรือความมั่งคั่งที่จะเพิ่มมากขึ้นใน อนาคต ซึ่งตามทฤษฎีสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่เพิ่มมาก ขึ้นในปัจจุบัน Ludvigson ก็ยังคงไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ งานศึกษาอื่นๆ ก็มักจะมีผลการศึกษาที่แตกต่างกันออกไป

ผลการศึกษาในช่วงหลังนี้อาจเป็นตัวสะท้อนถึงความล่าช้าในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ของผู้บริโภคครับ ผมเป็นคนที่ดื่มน้ำอัดลมหนึ่งขวดทุกวันหลังอาหารมื้อกลางวัน โดยผมคิดว่ามันช่วยทำให้ผมรู้สึกง่วงนอนน้อยลงในตอนบ่าย ไม่ว่าเงินเดือนผมจะถูกปรับลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือราคาน้ำอัดลมจะปรับเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าผมก็น่าจะยังคงดื่มน้ำอัดลมหลังมื้อกลางวันอยู่ต่อไป

พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนต้องอาศัยระยะเวลาในการปรับเปลี่ยน ดังนั้นเราจึงพบเห็นการใช้น้ำมันหรือพลังงานรูปแบบอื่นๆ ในระดับที่ใกล้เคียงกับระดับเดิม ภายหลังราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์หนึ่งซึ่งทำลายระดับความเชื่อมั่นของผู้คนอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนนี้ก็เป็นที่น่าแปลกใจครับ ในทางหนึ่งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถเป็นตัว ชี้วัดที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของผู้คนได้ แต่ในอีกทางหนึ่งเรากลับพบเห็นความล่าช้าในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ของผู้คนภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

มันก็อาจเป็นไปได้ครับว่าความสัมพันธ์ในทางแรกนั้นอาจเกิดขึ้นมาจากสิ่งที่นัก เศรษฐศาสตร์เราเรียกกันว่าความสัมพันธ์เทียม (spurious regression) ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากเหตุบังเอิญที่ตัวแปรทั้งสองตัวเปลี่ยน แปลงไปในทิศทางที่ดูแล้วเหมือนจะมีความสัมพันธ์กัน แต่อันที่จริงแล้วตัวแปรทั้งคู่แทบจะไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อกันและกันเลย

ในอีกทางหนึ่งผู้บริโภคในความเป็นจริงอาจจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการ บริโภคได้อย่างรวดเร็วมากกว่าที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้คาดคิดกันเอาไว้ ดังนั้นอาจเกิดความผิดพลาดบางอย่างได้เช่นกันในการออกแบบโมเดลเพื่อหาความ สัมพันธ์ระหว่างดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกับระดับการออม หรือการคาดหวังต่อรายได้ในอนาคต

งานศึกษาที่ชัดเจนในเรื่องนี้ น่าสนใจและมีความสำคัญมากครับ โดยมันจะนำมาซึ่งความชัดเจนในเรื่องที่ว่า ผู้วางแผนนโยบายควรจะให้ความสำคัญกับดัชนีที่ช่วยชี้วัดความคิดเห็นของผู้ บริโภค เช่น ดัชนีตลาดหุ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค หรือไม่

ไม่เช่นนั้นเราก็ยังคง จะต้องถกเถียงกันต่อไปว่ารัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยควรดำเนินนโยบายเช่น ไรภายหลังการปรับตัวลดลงราว 50 เปอร์เซ็นต์ของดัชนีตลาดหุ้น และการปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบปีของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2551