ประวัติศาสตร์ความรู้สึกว่าด้วย “ความรู้สึกผิด”

ความรู้สึก ก็เป็นเช่นทุกสรรพสิ่ง คือ มีความเปลี่ยนแปลงเป็นนิจ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สถิตคงที่โดยไม่เปลี่ยนแปลง และที่สำคัญความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ หากแต่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขหรือบริบททางสังคม หากจะต้องกล่าวเน้นก็คงจะกล่าวได้ว่า ความรู้สึกก็มีประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ในโลก

 

          การที่ต้องเน้นว่า ความรู้สึกก็มีประวัติศาสตร์ ก็เพราะสังคมไทยมักจะอธิบาย ความรู้สึกไปในสองลักษณะ ได้แก่ การอธิบายว่าความรู้สึกเป็นเรื่องของปัจเจกชน ความรู้สึกของใครก็ของมัน  ดังมีคำกล่าวว่า ต่างคนต่างใจ เป็นต้น ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มักจะมองความรู้สึกเป็นเรื่องทั่วไปของมนุษย์ที่เป็นสากล คือเหมือนกันไปหมดทั้งโลก เช่น คิดว่ามนุษย์ทุกคนมีกิเลส มีความรัก ความเกลียด เป็นต้น

 

          การอธิบายหรือการเข้าใจความรู้สึกในสองลักษณะดังกล่าวได้กลายเป็นป้อมปราการทางปัญญาอันสำคัญ ที่กีดกันไม่ให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนของความรู้สึก ซึ่งเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายของสังคม 

 

เพราะหากคิดในแง่ที่ว่า ความรู้สึกเป็นสมบัติส่วนตัว ของใครก็ของมัน แล้ว เราก็จะไม่มีทางเข้าใจปรากฏการณ์หรือปัญหาทางสังคมมากมายรอบตัวว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและจากอะไร ขณะเดียวกันหากมองความรู้สึกเป็นคุณสมบัติที่เหมือนกันไปหมดของมวลมนุษยชาติ เราก็ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกที่แตกต่างกันของคนในแต่ละกลุ่ม แต่ละชนชั้น แต่ละสังคม อันเกิดขึ้นจากการดำรงชีวิตจริงในบริบทหรือเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

 

ดังนั้น จำเป็นที่เราจะต้องมองและหาทางเข้าใจ ความรู้สึกอย่างคำนึงถึงมิติความเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรมให้มากขึ้น ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้เราเข้าใจรากฐานของปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งกว่าที่จะจับเอาปรากฏการณ์ทางอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายของคนในสังคมไทยไปยัดไว้ในกรอบความคิดสองลักษณะดังกล่าวข้างต้น

 

ผมขอสรุปไว้ชั้นหนึ่งก่อนว่า ความรู้สึกของคนเกิดขึ้นจากระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของคน ซึ่งหมายรวมถึงความสัมพันธ์ทุกมิติที่คนในสังคมได้ร่วมกันถักทอขึ้นมาทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา แต่มีพลังอย่างยิ่งในการฝัง ระบบความรู้สึกชุดหนึ่งไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ รู้สึก ตามที่ระบบความสัมพันธ์ทางสังคมกำหนดให้ และระบบความรู้สึกนี้จะนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคม ที่จะจรรโลงระบบความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นให้ดำเนินต่อเนื่องต่อไป

 

เช่น เมื่อเรารู้สึก เกลียด ” “กลัว หรือ รัก  ต่อสิ่งใด ก็ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปถึงการแสดงปฏิกิริยาต่อสิ่งนั้นตามความรู้สึกที่บังเกิดขึ้น ทั้งตัวความรู้สึกและปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่ถูกวางระบบไว้แล้วในสมองของคนเรา และเป็นระบบที่สังคมทั้งหมดเข้าใจและรับรู้ได้โดยทันทีว่าคนที่แสดงอาการเช่นนั้นกำลังรู้สึกอย่างไร เพราะความรู้สึก เกลียด ” “กลัว หรือ รักก็ตาม ล้วนแต่เป็นวัฒนธรรมที่กำกับพฤติกรรมทางสังคมของคน

 

  เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกและปฏิกิริยาแสดงความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  ตัวอย่างเช่น ชีวิตของวัยรุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับแสงสว่างของไฟฟ้า ก็ได้ทำให้ความมืดที่เคยเป็นเงื่อนไขของความกลัวเปลี่ยนแปลงไป จนเวลากลางคืนกลายเป็นเวลาของการปลดปล่อยตนเองออกจากสายตาของสังคม ดังจะเห็นได้จากการใช้ชีวิตในช่วงกลางคืนที่ยาวนานมากขึ้นของวัยรุ่นยุตนี้ เป็นต้น   

 

ในส่วนความรู้สึกที่สำคัญยิ่งที่ได้เป็นพลังจรรโลงความสัมพันธ์ทางสังคมมาเป็นเวลานานและปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ได้แก่ ความรู้สึกผิด ซึ่งผมอยากจะพูดละเอียดในวันนี้

 

ความรู้สึกผิด เป็นความรู้สึกที่บอกกับตนเองว่า ได้กระทำในสิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ โดยมีบรรทัดฐานความสัมพันธ์ทางสังคมกำกับเอาไว้ ความรู้สึกผิด เป็นความรู้สึกที่สำคัญที่สุดในการค้ำประกันความสัมพันธ์ทางสังคมทุกมิติให้ดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าในระดับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคม รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับบรมธรรม (ของทุกศาสนา)

 

ทุกสังคมย่อมมีคนที่กระทำหรืออยากจะกระทำผิดบรรทัดฐานของสังคมเสมอ แต่การกระทำผิดนั้นถูกกำกับไว้ด้วย ความรู้สึกผิด ที่ทำให้ไม่กล้าที่จะการกระทำการนั้นๆ หรือถ้าหากได้กระทำผิดบรรทัดฐานไปแล้ว แต่สำนึกว่าการกระทำนั้นผิด และมีความตั้งใจว่าจะไม่กระทำผิดอีก สังคมก็จะยอมรับ ซึ่งการที่สังคมยอมรับ ความสำนึกผิด ของปัจเจกชน ยิ่งตอกย้ำบรรทัดฐานความถูกต้อง ดีงาม ที่จะทำให้คนทั้งหมดในชุมชนน้อมรับและปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

          ความรู้สึกผิดของสังคมไทยเมื่อก่อนนั้น เป็นความรู้สึกถึงบรรทัดฐานทั้งสามด้านที่สอดประสานกันทั้งในระดับความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับสังคม  และความสัมพันธ์สูงสุด อันได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนกับบรมธรรม ดังนั้น เราจะพบว่า เรื่องเล่า จำนวนมากจะสะท้อนให้คนเห็นหรือสำนึกถึงผลกระทบที่รุนแรงของการกระทำผิดบรรทัดฐานทั้งสามระดับ และขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนได้มีส่วนตอกย้ำว่าการกระทำที่ทำให้ รู้สึกผิด นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ดีที่ไม่ควรที่ผู้ใดจะกระทำอีกต่อไป กลายเป็นข้อห้ามสำคัญ

  

ตัวอย่างที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น พญากง-พญาพาน กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ฯลฯ ซึ่งเปิดช่องให้ตัวละครในเรื่องเล่านั้น สำนึกผิดและสร้างการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความสำนึกต่อความผิดที่ตนเองได้กระทำไป

 

ความรู้สึกผิด จึงเป็นเสมือนเสาหลักที่ค้ำจุนการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุขของสังคม

 

          ความรู้สึกผิดในสังคมไทยปัจจุบันเป็นอย่างไร???

 

          ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมและการขยายตัวของอำนาจรัฐได้แทรกเข้ามาเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมทุกระดับของสังคมไทย โดยที่ทำให้มาตรฐานความถูก-ผิดแปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก พร้อมกันนั้นเองได้ลดทอนความ   ถูก-ผิดในความสัมพันธ์ทางสังคมให้เหลือเพียงความถูก-ผิดตามกฎหมาย และการสอนเรื่องความถูก-ผิดของการกระทำ ก็ถูกลดทอนให้เหลือเพียงแค่การสอนศีลธรรมในห้องเรียนหรือตามสื่อต่างๆ ซึ่งปราศจากพลัง (คงต้องย้ำในที่นี้ว่า ศีลธรรมนั้นสอนกันไม่ได้ แต่ต้องสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการกระทำตามศีลธรรม และจำเป็นต้องคิดถึงศีลธรรมในความหมายที่กว้างขวาง)

 

          ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทำให้คนในสังคมไทยปัจจุบัน รู้สึกผิด กันน้อยลงมาก เพราะเมื่อสายใยความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดถูกทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่ตื้นเขินในความเข้าใจต่อมนุษย์ ก็ทำให้คนจำนวนมากไม่ “รู้สึกผิดหรือ ความรู้สึกผิดนั้นเบาบางมากจนไม่สามารถที่จะมีพลังกำกับการกระทำใด ๆ ได้อีกต่อไป

 

          ปรากฏการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความไร้ความสามารถในการที่จะ รู้สึกผิด ที่เห็นได้ชัดในสังคมไทยได้แก่ การตอบให้แก่ความรู้สึกผิดที่ยังหลงเหลืออย่างเบาบางนั้นว่า     “ใครๆเขาก็ทำกัน ซึ่งก็มีความหมายว่า ใครๆเขาก็ทำ (ผิด) แบบนี้กันหมดดังนั้นสิ่งที่เราทำก็เป็นสิ่งปรกติที่ทุกคนในสังคมทำกัน จึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด

 

          สังคมใดก็ตามที่ระบบอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปจนกระทั่งเป็นสังคมที่ไร้ความสามารถที่จะ รู้สึกผิด ก็จะเป็นสังคมที่มีความปั่นป่วนและไร้ซึ่งความมั่นคงทางสังคม

 

          หากคิดในเรื่องนี้ให้ดี ก็จะเห็นได้ว่าผู้นำทางการเมืองที่ยังอยู่และที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว ล้วนแต่เป็นคนที่ไร้ความสามารถในการ รู้สึกผิด ตัวอย่างของแถลงการณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

 

          สังคมไทยจำเป็นต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ความรู้สึกของสังคมให้มากขึ้นครับ เพื่อที่เราจะได้เผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีพลัง และหาทางป้องกันปัญหาหรือแก้ไขปัญหามากมายที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม