october

October in England

เดือนตุลากับวันเวลาในอังกฤษ หลังจากเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะริมฝั่งแม่น้ำเทมส์ กินอาหารค่ำใกล้ๆ ย่านโซโหกับนักเรียนไทยในอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูบาอาจารย์ที่ลามาศึกษาต่อ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกย้ายกันกลับที่พัก คุณปราบดาและผมเดินมาคอยรถเมล์ (รอบดึก) สาย 9 ซึ่งวิ่งผ่านสวนสาธารณะใหญ่อย่างไฮด์ ปาร์ค และไปสุดปลายทางที่สถานีแฮมเมอร์ สมิธ โดยจุดหมายของเราอยู่ที่ถนนไฮสตรีท เคนซิงตัน จากป้ายรถเมล์ใกล้ๆ สถานีรถใต้ดิน ใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที ก็ถึงที่พักอันเป็น แฟลตขนาดกำลังดี ซึ่งเพื่อนผู้อารีกรุณาให้เราได้ใช้พักอาศัยระหว่างที่เราทั้งสองคนอยู่ในลอนดอน อาจจะเป็นด้วยซื้อหนังสือมากและมัวชื่นชมเรื่องราวในนั้น หรืออาจจะเป็น ด้วยจำไม่ได้หมายไม่แม่น ทำให้เรานั่งรถเมล์เลยมาจนกระทั่งสุดสาย กว่าจะรู้ตัว รถก็วิ่งเข้าอู่เสียแล้ว โชคดีสถานีปลายทางมีรถใต้ดินอยู่ด้วย เราจึงเปลี่ยนวิธี หันมาใช้บริการรถใต้ดินแทน ใช้เวลาไม่นานก็กลับถึงบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์อังกฤษทุกฉบับพากันพาดหัวข่าวว่า นายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ของอังกฤษเกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจติดขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตั้งแต่ในช่วงบ่ายๆ ปฐมพยาบาลกันเบื้องต้นแล้ว ท่าทางยังไม่ดีขึ้น คืนนั้นนายก รัฐมนตรีอังกฤษจึงมีอันต้องถูกหามเข้าโรงพยาบาลที่แฮมเมอร์ สมิธ ไม่ไกลจากสถานีปลายทางรถเมล์สาย 9 มากนัก

ปฏิรูปการศึกษาไทยในรอบสามทศวรรษ

นอกจากจะถือได้ว่าเป็นเสาหลักของปัญญาชนสยามแล้ว อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังถือได้ว่าเป็นนักการศึกษาคนสำคัญของไทย ที่นอกจากจะตีแผ่ศิลปวิทยาการตะวันตกออกมาให้คนไทยได้เรียนรู้อย่างเท่าทันแล้ว ยังเป็นผู้ที่น้อมนำเอาพุทธศาสนาเข้าสู่การเรียนรู้ของคนไทยอย่างแยบคาย อีกทั้งยังเป็นผู้นำเสนอทางเลือกต่างๆ ทั้งทางด้านการศึกษา การดำเนินชีวิต กระทั่งการดำเนินธุรกิจ ผ่านข้อเขียน การปาฐกถา และการเสวนาอย่างต่อเนื่อง จนถือได้ว่าเป็นผู้รอบรู้กว้างขวางในด้านการศึกษาทั้งทางตะวันตกและตะวันออกอย่างหาตัวจับยาก ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังอย่างยิ่งที่จะปฏิรูปการศึกษา มุมมองของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ จึงถือว่าน่ารับฟังอย่างยิ่ง

การศึกษากับสังคมไทยในรอบ 30 ปี

ถ้าอาจารย์สุลักษณ์ใช้พุทธศาสนาเข้าจับระบบการศึกษาอย่างถึงแก่น อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงอีกคนหนึ่งของไทยก็ใช้วิชาเศรษฐศาสตร์เข้าจับและวิเคราะห์ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยได้อย่างตรงเป้าตรงประเด็น รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะได้อย่างน่าสนใจ จึงไม่ใช่แต่เรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ต้องปรับแก้ตามมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ แม้แต่เรื่องการศึกษาก็เป็นปัญหารากฐาน ที่ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยมานานจนทำให้การปฏิรูปทุกครั้งที่ผ่านมาประสบปัญหาและความล้มเหลวมาโดยตลอด

การศึกษา: ปัญหาของตะวันตก และความวิตกของสังคมไทย บทสนทนากับไมเคิล ไรท

อ่านสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ และรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ แล้ว ขอเชิญทุกท่านปิดท้ายด้วยบทวิจารณ์ระบบการศึกษาไทย อันมีรากฐานมาจากระบบการศึกษาอังกฤษซึ่งแยกคัดและปกครองคนต่างชนชั้นโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมืออย่างแยบคาย อันชนชั้นนำไทยซึ่งไปศึกษายังอัสดงคตประเทศเหล่านั้นได้อาราธนามาใช้ปกครองไพร่ไทยในช่วงเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา จนทำให้คนไทยหลงยกย่องว่าชาวตะวันตกมีแต่ความสำเร็จ และไม่ใช่คนไทยที่เอาแต่เดินตามตะวันตกอย่างที่หลายคนวิจารณ์ แต่เป็นความหวาดกลัวและความไม่รู้จริงในเรื่องตะวันตกต่างหาก ที่สร้างปัญหาให้กับระบบการศึกษาของไทยจนถึงทุกวันนี้

October Blue

กลางเดือนมกราคมขณะที่การชุมนุมเรียกร้องให้เปิดเขื่อนปากมูลถาวรของชาวบ้านจากอุบลราชธานีซึ่งได้รับผลกระทบเดินทางมาถึงจุดเข้มข้น ผมพยายามติดต่อคุณวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์เพื่อขอสัมภาษณ์สำหรับตีพิมพ์ในนิตยสาร open ฉบับปรับโฉมใหม่ โดยรอให้ช่วงเวลาวิกฤต ณ จุดที่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เปิดทำเนียบรัฐบาลให้ตัวแทนชาวบ้าน 30 คนเข้าเจรจาปัญหาผ่านพ้นไปเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการไหลไปตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ความจริงผมขอนัดสัมภาษณ์คุณวนิดาไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในวันที่เธอเดินทางไปให้กำลังใจอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีขัดขวางการปฏิบัติงานของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่ต้องการดำเนินการโครงการท่อก๊าซไทยพม่าผ่านแนวป่าผืนใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี แม้จะนัดกันหลวมๆ หลายที แต่ก็ยังไม่พอดีในจังหวะเวลา กว่าจะกลับมาเจอกันอีกครั้งก็วันที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้น แม้การเดินทางเข้าสู่ทำเนียบของชาวบ้านจะดูเหมือนเป็นการก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว และการเดินทางลงพื้นที่จริงในช่วงเวลาสั้นๆ ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะเป็นเหมือนความเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา แต่เมื่อผลสรุปออกมา ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอันใดไปจากเดิม รัฐบาลยังยืนยันที่จะเปิดประตูเขื่อนสี่เดือนและปิดอีกแปดเดือน แม้จะมีการสนับสนุนจากการทำประชามติอย่างเร่งรีบและพิลึกพิลั่นของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ก็ไม่ได้หนักแน่นเพียงพอที่จะทำให้ภาพทั้งหมดหลีกพ้นไปกว่าการเป็นละครฉากใหญ่

สิงคโปร์ใหม่จะก้าวไปทางไหน (2)

สุนทรพจน์ภาษาจีนของนายโก๊ะ จ๊ก ตง อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ เนื่องในวันชาติสิงคโปร์ ปี พ.ศ. 2544 สำหรับชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เรียบเรียงโดย มนัสชื่น โกวาภิรัติ ขอให้ท่านลองนึกภาพประเทศสิงคโปร์เป็นดั่งเรือลำเล็กที่กำลังข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มหาสมุทรอันกว้างใหญ่นี่เปรียบดั่งสภาพแวดล้อมในระดับภูมิภาคและระดับโลกของเรา และลองนึกถึงสภาพอากาศที่ยากจะคาดเดาและคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังถาโถมเราอยู่ในขณะนี้ ในภูมิภาคของเรานี้ ต้องเผชิญกับลมพายุที่แปรปรวนและและกิจกรรมที่ส่งผลในระดับใหญ่ของสังคม หลายประเทศกำลังตกอยู่ในสภาวะความยากลำบาก บรรดานักลงทุนต่างก็หลีกเลี่ยงที่จะมาทำธุรกิจในภูมิภาคเรา ยิ่งไปกว่านั้น เรือสำเภาลำใหญ่อย่างประเทศจีนก็กำลังสร้างคลื่นทะเลลูกยักษ์ให้เราเช่นกัน สินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาถูกจากเมืองจีนกำลังท่วมท้นอยู่ในตลาดโลกขณะนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จีนก็จะสามารถผลิตสินค้าได้เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์ผลิต และยังจะมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่าและบางทีอาจจะมีคุณภาพดีกว่าด้วย

สิงคโปร์ใหม่จะก้าวไปทางไหน (3)

สุนทรพจน์ภาษามาเลย์ของนายโก๊ะ จ๊ก ตง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เนื่องในวันชาติสิงคโปร์ ปี พ.ศ. 2544 สำหรับชาวสิงคโปร์เชื้อสายมาเลย์ เรียบเรียงโดย มนัสชื่น โกวาภิรัติ เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กระแสโลกาภิวัติกำลังเข้ามาแทนที่ทุก ๆ ส่วนของภาคเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน วิถีชีวิตและการพักผ่อนของเรา เราทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะเศรษฐกิจของเราพึ่งพิงอยู่กับเศรษกิจโลก เราไม่สามารถแยกตัวเองออกมาโดดเดี่ยวได้ และไม่สามารถเพิกเฉยต่อการพัฒนาเหล่านี้โดยหวังว่าจะก้าวหน้าได้ ดังนั้นชุมชนชาวมาเลย์ของเราจะต้องไม่มุ่งไปแค่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชนของตัวเองเท่านั้น เราต้องมองออกไปข้างหน้าและดูภาพรวมของทั้งหมด ความกังวลด้านการศึกษา madrasah ของพวกท่าน ชาวมาเลย์ใน SAF และความเป็นผู้นำของชาวมาเลย์ก็สมเหตุสมผลยิ่งแล้ว เพราะประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนชาวมาเลย์ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่มีความสซับซ้อนซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ชั่วงข้ามคืน เราจะไม่ปล่อยให้ความยากลำบากนี้เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวต่อระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ ผมมีความยินดีที่เราสามารถพูดคุยถึงประเด็นที่เปราะบางเหล่านี้ได้อย่างเปิดเผยและมุ่งไปในทางปฏิบัติเป็นสำคัญภายใต้บริบทสังคมที่ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติ นับว่าเป็นการก้าวหน้าที่แท้จริง

อย่าหวาดระแวง แต่จงแสวงหาโอกาสจากการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย

สุนทรพจน์ของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ในงานสัมมนาประจำปีของธนาคารโลก ประเทศฮ่องกง วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2540 เรียบเรียงโดย เจนใจ ปุณโณปถัมภ์ การประกาศการเตรียมตัวก้าวลงจากตำแหน่งของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด เมื่อปีที่ผ่านมา ค่อนข้างเป็นเรื่องที่ช็อกโลกและคนมาเลเซียพอสมควร เพราะหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นผู้นำที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดของเอเชีย ก็ยากที่จะจินตนาการได้ว่าใครจะสามารถก้าวขึ้นมาทำหน้าที่สำคัญนี้ต่อจากเขา จากประเทศยากจน อดีตอาณานิคมของอังกฤษ มหาธีร์นำพามาเลเซียก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุดของเอเชีย และแม้จะต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เขาก็กล้าปฏิเสธแนวทางที่ตะวันตกหยิบยื่นให้ผ่านทางไอเอ็มเอฟ ( IMF ) ด้วยการทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดกระแสหลัก ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะมาเลเซียกลายเป็นประเทศแรกๆ ที่ก้าวพ้นจากวิกฤติ กลับมายืนได้อย่างสวยงามอีกครั้ง ด้วยบทบาทที่โดดเด่นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำบางคนใฝ่ฝันจะเป็นให้ได้เช่นเขา ทั้งในแง่ของระยะเวลาการอยู่ในตำแหน่ง อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการเป็น Voice of Asia ที่กล้าท้าทายสื่อมวลชนตะวันตก

อนาคตมาเลเซียในปี ค.ศ. 2020

สุนทรพจน์ของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ณ ที่ประชุมคณะกรรมการธุรกิจมาเลเซีย วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เรียบเรียงโดย เจนใจ ปุณโณปถัมภ์ รายงายฉบับนี้มุ่งนำเสนอมโนทัศน์แนวโน้มในอนาคตและกลยุทธ์สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมของประเทศมาเลเซีย รวมไปถึงโครงร่างกฎหมายบังคับใช้ชั่วคราวเพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดในภายภาคหน้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าชาวมาเลเซียทุกคนที่เกิดในวันนี้และต่อๆ ไปจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในประเทศที่ได้ชื่อว่า "กำลังพัฒนา" เป้าหมายสูงสุดของเราคือการผลักดันให้มาเลเซียก้าวขึ้นเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ คุณอาจจะถามว่า อะไรคือ "ประเทศที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์" ? เราปรารถนาจะเป็นดั่งประเทศที่พัฒนาแล้ว 19 ประเทศในปัจจุบัน เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ฮอลแลนด์ สวีเดน ฟินแลนด์ หรือญี่ปุ่นกระนั้นหรือ ? ในสมาคมโลกกว่า 160 ประเทศ แน่นอนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเหล่านี้ล้วนมีจุดแข็ง แต่ทั้งนี้ แต่ละประเทศก็มีจุดอ่อนด้อยไม่น้อยไปกว่ากัน เรายังสามารถพัฒนาประเทศของเราได้ โดยมิต้องไปเลียนแบบใคร เราควรจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในแบบฉบับของเราเอง