ชื่อหนังสือ: ใต้เตียงนักดนตรี เล่ม 1
ผู้เขียน: ธนา วงศ์ญาณณาเวช
พิมพ์ครั้งแรก: สิงหาคม 2554
ราคา: 250 บาท
กิตติกรรมประกาศ
ถ้านับเวลาแล้วก็กินเวลาหลายปี กว่าผลงานเรื่องกามกิจของนักประพันธ์เพลงนามกระเดื่องของโลกจะปรากฏออกมาเป็นรูปร่างที่เป็นรูปเล่ม เพียงแต่ผู้คนที่กล่าวถึงจะจำกัดอยู่ที่พวกคริสเตียนผิวขาว ไม่มีสายพันธุกรรมแบบอื่นๆ แม้ว่าจะมีเรื่องราวของชีวิตทางเพศและชีวิตรักของนักประพันธ์เพลงอีกหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ในที่นี้ เช่น อาร์โนลด์ โชนเบิร์ก (Arnold Schoenberg) ชาร์ลส์ ไอฟส์ (Charles Ives) หรือจะเป็น โทรุ ทาเกะมิตสุ (Toru Takemitsu) เป็นต้น อคติสำคัญของผลงานชิ้นนี้จึงมีอยู่มาก เช่นเดียวกันกับอะไรอื่นๆ ในชีวิต อย่างน้อยๆ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ไม่มีนักประพันธ์เพลงผู้หญิง แม้ว่าเรื่องของผู้หญิงในฐานะคู่รักของนักประพันธ์เพลงจะปรากฏให้เห็นในแทบทุกย่อหน้าก็ตาม
ทั้งนี้ กว่าที่สังคมยุโรปจะเป็นอิสสระจากการควบคุมทางเพศก็ล่วงเลยมาถึงทศวรรษ 1960 นิยายของ ดี. เอช. ลอว์เรนซ์ (D. H.
นอกจากนั้น เรื่องราวชีวิตทางเพศของนักประพันธ์ทั้งหลายก็ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าสังคมจะต้องการควบคุมพฤติกรรมทางเพศมากมายขนาดไหน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การควบคุมก็ล้มเหลว แม้กระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ อันเป็นยุคที่เรียกกันว่า “ยุควิกตอเรียน” ซึ่งมีการควบคุมทางเพศกันอย่างเข้มงวด ว่ากันว่าแม้กระทั่งขาเปียโนก็ยังต้องใส่ถุงเอาไว้ จะเปลือยขาไม่ได้
แต่ถึงกระนั้นก็ดี พฤติกรรมทางเพศของผู้คนก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักศาสนา ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าก็มีโสเภณีอยู่อย่างมากมาย โสเภณีหญิงผิวขาว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือจะเป็นผู้หญิงยิวจากยุโรปตะวันออก ต่างเดินทางมาทำมาหากินในอินเดีย ไล่มาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมืองท่าใหญ่ จนกระทั่งอังกฤษต้องออกกฎหมายควบคุมห้ามปรามผู้หญิงไม่ให้มาหากินถึงอาณานิคม แต่ก็ยังยอมให้คนชาติอื่นๆ ทำมาหากินได้ต่อไป โดยยังไม่ต้องพูดถึงกะหรี่จากญี่ปุ่นที่เดินทางไปหากินถึงอินเดีย
ดังนั้น ทั้งศาสนาและรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสมัยใหม่หรือรัฐสมัยเก่า ต่างก็ไม่เคยมีประสิทธิภาพในการควบคุมการประกอบกามกิจแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น พระในคริสต์ศาสนาเองก็เป็นพวกที่มีชื่อมากที่สุดในการละเมิดข้อห้ามทางเพศ ดังนั้น ถ้าศีลธรรมทางเพศของมนุษย์เป็นสิ่งที่เสื่อมทราม ก็คงต้องกล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่เสื่อมทรามกันมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว
การควบคุมเรื่องราวทางเพศทรงประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่ออำนาจรัฐสมัยใหม่ขยายตัวอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าและคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ โดยรัฐประสานมือกับอำนาจทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ จึงทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพทย์จึงกลายมาเป็นพลังทางศีลธรรมที่สำคัญในสังคมสมัยใหม่ เพราะถึงแม้ว่าศาสนาจะร่วมกันโจมตีพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การกล่าวว่าการสูบบุหรี่เป็นบาป แต่บาปก็ไม่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความกลัวได้เท่ากับความตาย
อย่างไรก็ดี กลไกการควบคุมก็เป็นสิ่งที่กระทำกันมาตั้งแต่กรีกโบราณ ดังจะเห็นได้จากคำว่า Krisis อันเป็นภาษากรีกโบราณ และเป็นรากศัพท์ของคำว่า Crisis (หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “วิกฤต”) ที่แสดงลักษณะว่าจะต้องเลือกทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่ทำก็จะต้องตาย แพทย์จึงบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการมีชีวิตอยู่กับความตาย ใครจะเลือกอะไร? แน่นอน คงมีไม่กี่คนที่เลือกความตาย อำนาจของแพทย์จึงอยู่ที่การควบคุมความตายและความเจ็บปวด เช่นเดียวกันกับศาสนาที่ควบคุมชีวิตก่อนและหลังความตายของมนุษย์
ผลงานชิ้นนี้เป็นเพียง “ส่วนขยาย” ของงานเขียนในเรื่องเพศซึ่งผู้เรียบเรียงได้เขียนไว้ในที่ต่างๆ ผู้เรียบเรียงจึงขอขอบคุณบุคคลต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขผลงานชิ้นนี้มา ณ ที่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรธิชา วงศ์ยานนาวา ที่ช่วยทำให้อะไรต่ออะไรในผลงานชิ้นนี้มีความกระจ่างมากยิ่งขึ้น


