ใต้เตียงนักดนตรี เล่ม 1

 เล่ม 1 - ปก.jpg

 

ชื่อหนังสือ: ใต้เตียงนักดนตรี เล่ม 1

ผู้เขียน: ธนา วงศ์ญาณณาเวช

พิมพ์ครั้งแรก: สิงหาคม 2554

ราคา: 250 บาท

สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่

 

กิตติกรรมประกาศ

เรื่องราวทางเพศของนักประพันธ์เพลงปรากฏครั้งแรกใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ที่มี รุ่งเรือง ปรีชากุล เป็นบรรณาธิการ  ด้วยไมตรีจิตและโอกาสที่รุ่งเรืองมีให้ ก็ทำให้งานเขียนเรื่องดนตรีปรากฏออกมา  งานเขียนเรื่องดนตรีใน สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ในขณะนั้นก็ผลัดกันเขียนระหว่าง ไชยันต์ ไชยพร วีระ สมบูรณ์ และตัวผู้เขียนเองที่ได้มีโอกาสเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี  สำหรับงานเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าขาด ฉลอง สุนทราวาณิชย์ และ สุวิมล รุ่งเจริญ ที่ชักชวนให้ร่วมวงการขีดๆ เขียนๆ ในนิตยสาร ตลอดจน ภัทร ด่านอุตรา ผู้ชักนำให้เข้าสู่วงการขีดๆ เขียนๆ เรื่องดนตรีในภาษาอังกฤษ  แต่ทุกอย่างในโลกก็เรื่องของความไม่เที่ยง ไม่มีวันยั่งยืน แม้ว่าตัณหาที่จะมุ่งไปสู่ความยั่งยืนจะยืนหยัดอยู่อย่างเหนียวแน่นก็ตาม

ถ้านับเวลาแล้วก็กินเวลาหลายปี กว่าผลงานเรื่องกามกิจของนักประพันธ์เพลงนามกระเดื่องของโลกจะปรากฏออกมาเป็นรูปร่างที่เป็นรูปเล่ม เพียงแต่ผู้คนที่กล่าวถึงจะจำกัดอยู่ที่พวกคริสเตียนผิวขาว ไม่มีสายพันธุกรรมแบบอื่นๆ แม้ว่าจะมีเรื่องราวของชีวิตทางเพศและชีวิตรักของนักประพันธ์เพลงอีกหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ในที่นี้ เช่น อาร์โนลด์ โชนเบิร์ก (Arnold Schoenberg) ชาร์ลส์ ไอฟส์ (Charles Ives) หรือจะเป็น โทรุ ทาเกะมิตสุ (Toru Takemitsu) เป็นต้น  อคติสำคัญของผลงานชิ้นนี้จึงมีอยู่มาก เช่นเดียวกันกับอะไรอื่นๆ ในชีวิต อย่างน้อยๆ ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ไม่มีนักประพันธ์เพลงผู้หญิง แม้ว่าเรื่องของผู้หญิงในฐานะคู่รักของนักประพันธ์เพลงจะปรากฏให้เห็นในแทบทุกย่อหน้าก็ตาม     

ถึงแม้ว่าผลงานชิ้นนี้จะเป็นเรื่องราวของชีวิตรักและการร่วมเพศของนักประพันธ์เพลง แต่การร่วมเพศและความรักไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดดๆ การร่วมเพศและความรักเป็นกิจกรรมทางสังคมเสมอ เพราะแม้กระทั่งการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือของกลไกการควบคุมทางสังคมไปได้ ภูมิหลังของข้อกำหนดและการควบคุมทางเพศจึงเป็นสิ่งที่จะกล่าวถึงเมื่อโอกาสอำนวย กลไกสำคัญที่สุดแสนจะเคร่งครัดในการควบคุมทางเพศก็คือคริสต์ศาสนา ในบรรดาศาสนาทั้งหลาย คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาหนึ่งที่เคร่งครัดมากในเรื่องการควบคุมทางเพศ โดยการเซ็นเซอร์และการควบคุมนั้นดำเนินไปจนถึงระดับจิตสำนึก

ทั้งนี้ กว่าที่สังคมยุโรปจะเป็นอิสสระจากการควบคุมทางเพศก็ล่วงเลยมาถึงทศวรรษ 1960  นิยายของ ดี. เอช. ลอว์เรนซ์ (D. H. Lawrence) เรื่อง Lady Chatterly’s Lover กว่าจะได้ตีพิมพ์ในฐานะหนังสือคลาสสิก ก็ล่วงเลยมาถึงทศวรรษ 1960 เสรีภาพในระบอบเสรีประชาธิปไตยของยุโรปและอเมริกาเหนือจึงเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์ กระบวนการยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และกระบวนการต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่สามารถนำอะไรๆ ย้อนกลับไปที่เดิมได้  ในแง่นี้ เสรีภาพทางเพศจึงเป็นของใหม่ แม้กระทั่งในสังคมที่ยกย่องเสรีภาพกันมาเกือบสองศตวรรษ 

นอกจากนั้น เรื่องราวชีวิตทางเพศของนักประพันธ์ทั้งหลายก็ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าสังคมจะต้องการควบคุมพฤติกรรมทางเพศมากมายขนาดไหน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การควบคุมก็ล้มเหลว แม้กระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอังกฤษ อันเป็นยุคที่เรียกกันว่า “ยุควิกตอเรียน” ซึ่งมีการควบคุมทางเพศกันอย่างเข้มงวด ว่ากันว่าแม้กระทั่งขาเปียโนก็ยังต้องใส่ถุงเอาไว้ จะเปลือยขาไม่ได้

แต่ถึงกระนั้นก็ดี พฤติกรรมทางเพศของผู้คนก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักศาสนา ในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าก็มีโสเภณีอยู่อย่างมากมาย  โสเภณีหญิงผิวขาว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือจะเป็นผู้หญิงยิวจากยุโรปตะวันออก ต่างเดินทางมาทำมาหากินในอินเดีย ไล่มาจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมืองท่าใหญ่ จนกระทั่งอังกฤษต้องออกกฎหมายควบคุมห้ามปรามผู้หญิงไม่ให้มาหากินถึงอาณานิคม แต่ก็ยังยอมให้คนชาติอื่นๆ ทำมาหากินได้ต่อไป โดยยังไม่ต้องพูดถึงกะหรี่จากญี่ปุ่นที่เดินทางไปหากินถึงอินเดีย 

ดังนั้น ทั้งศาสนาและรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสมัยใหม่หรือรัฐสมัยเก่า ต่างก็ไม่เคยมีประสิทธิภาพในการควบคุมการประกอบกามกิจแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น พระในคริสต์ศาสนาเองก็เป็นพวกที่มีชื่อมากที่สุดในการละเมิดข้อห้ามทางเพศ ดังนั้น ถ้าศีลธรรมทางเพศของมนุษย์เป็นสิ่งที่เสื่อมทราม ก็คงต้องกล่าวว่า นี่เป็นสิ่งที่เสื่อมทรามกันมานับเป็นพันๆ ปีแล้ว

การควบคุมเรื่องราวทางเพศทรงประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่ออำนาจรัฐสมัยใหม่ขยายตัวอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่สิบเก้าและคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ โดยรัฐประสานมือกับอำนาจทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ จึงทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แพทย์จึงกลายมาเป็นพลังทางศีลธรรมที่สำคัญในสังคมสมัยใหม่ เพราะถึงแม้ว่าศาสนาจะร่วมกันโจมตีพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา เช่น การกล่าวว่าการสูบบุหรี่เป็นบาป แต่บาปก็ไม่ทรงประสิทธิภาพในการสร้างความกลัวได้เท่ากับความตาย

อย่างไรก็ดี กลไกการควบคุมก็เป็นสิ่งที่กระทำกันมาตั้งแต่กรีกโบราณ ดังจะเห็นได้จากคำว่า Krisis อันเป็นภาษากรีกโบราณ และเป็นรากศัพท์ของคำว่า Crisis (หรือที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “วิกฤต”) ที่แสดงลักษณะว่าจะต้องเลือกทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่ทำก็จะต้องตาย แพทย์จึงบังคับให้ต้องเลือกระหว่างการมีชีวิตอยู่กับความตาย ใครจะเลือกอะไร? แน่นอน คงมีไม่กี่คนที่เลือกความตาย อำนาจของแพทย์จึงอยู่ที่การควบคุมความตายและความเจ็บปวด เช่นเดียวกันกับศาสนาที่ควบคุมชีวิตก่อนและหลังความตายของมนุษย์

ผลงานชิ้นนี้เป็นเพียง “ส่วนขยาย” ของงานเขียนในเรื่องเพศซึ่งผู้เรียบเรียงได้เขียนไว้ในที่ต่างๆ ผู้เรียบเรียงจึงขอขอบคุณบุคคลต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงแก้ไขผลงานชิ้นนี้มา ณ ที่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรธิชา วงศ์ยานนาวา ที่ช่วยทำให้อะไรต่ออะไรในผลงานชิ้นนี้มีความกระจ่างมากยิ่งขึ้น

ธนา วงศ์ญาณณาเวช

มิถุนายน 2552