ชื่อหนังสือ: พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล
ผู้เขียน: วรศักดิ์ มหัทธโนบล
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2555
ราคา: 395 บาท
คำนิยม
ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญจากอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล ให้เขียน “คำนิยม” สำหรับหนังสือ พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ของท่าน
เมื่อครั้งอาจารย์วรศักดิ์และผมเข้าร่วมในชุดโครงการวิจัยเรื่อง “สิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์สากล” ซึ่งมี ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นหัวหน้าโครงการ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ อาจารย์วรศักดิ์ศึกษาความคิดจารีตเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนตามมุมมองของ “เอเชียวิถี” การศึกษาของท่านเน้นไปที่รากฐานของสิ่งที่ท่านเรียกอิงภาษาภารตะว่า “รีต” และตามภาษาจีนว่า “หลี่” อันที่จริง อาจารย์วรศักดิ์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะนักวิชาการด้านจีนศึกษานับแต่เวลานั้นแล้ว แต่การศึกษาเอเชียวิถีทำให้ท่านต้องศึกษาคติความเชื่อและวิถีปฏิบัติในอินเดียโบราณสมัยอย่างละเอียดด้วย และนั่นก็เป็นที่มาของความสนใจในพุทธศาสนาและพุทธประเพณีอย่างจริงจังเช่นกัน ในช่วงที่ร่วมงานกันในชุดโครงการวิจัยนั้น ท่านปรารภกับผมว่า เมื่อท่านทำงานวิจัยชิ้นนั้นเสร็จแล้ว จะค้นคว้าเกี่ยวกับพุทธประวัติอย่างเต็มที่ เพื่อศึกษาให้เข้าใจพระพุทธเจ้าและพุทธธรรมมากขึ้น และเพื่อศึกษาภูมิหลังความเป็นมาตลอดจนสถานการณ์สังคมในชมพูทวีปเมื่อครั้งพุทธกาล จากแง่มุมทางรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ต่างๆ
หลังจากเสร็จงานวิจัย ท่านก็ทำตามที่ดำริไว้ เริ่มค้นคว้าหาหนังสือ คัมภีร์ ตำราและเอกสารต่างๆ ทั้งจากห้องสมุดหลายแห่ง จากร้านหนังสือทั้งหนังสือใหม่และเก่า ตลอดจนหยิบยืมจากกัลยาณมิตรมาถ่ายสำเนา ครั้นเมื่อพบการอ้างอิงถึงหนังสือสำคัญเล่มใด ท่านก็เพียรหาหนังสือเล่มดังกล่าวมาให้ได้ หลายเล่มเป็นหนังสือหายาก เมื่อได้มาแล้ว ยังกรุณาถ่ายสำเนามอบให้ผมด้วยเนืองๆ นับเป็นการศึกษาด้วยฉันทะอันแรงกล้า ทั้งๆ ที่โดยภูมิหลังแล้ว อาจารย์วรศักดิ์มิได้เป็นพุทธมามกะ หากแต่เรียนรู้พุทธศาสนาในฐานะคนไทยและนักวิชาการคนหนึ่ง และในอีกด้านหนึ่ง ท่านมีพื้นความรู้จากจีนศึกษา ซึ่งต้องเกี่ยวโยงกับความเข้าใจในพุทธศาสนานิกายมหายานของจีนอยู่ไม่น้อย
อาจารย์วรศักดิ์ใช้เวลาหลายปีในการศึกษา ครั้นเมื่อได้เค้าโครงและเนื้อหาพอสมควรแล้ว ท่านก็เริ่มเรียบเรียงทยอยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในวารสาร มติชนสุดสัปดาห์ ใช้เวลาหลายปีเช่นเดียวกัน มีผู้ติดตามอ่านงานชิ้นนี้ของท่านจำนวนมาก บางคนถึงกับติดต่อไปทางสำนักพิมพ์ถามถึงการรวมตีพิมพ์เป็นเล่ม กระนั้นก็ตาม เมื่อการเขียนลงตีพิมพ์ในวารสารสิ้นสุดลง ท่านก็มิได้รวมตีพิมพ์เป็นเล่มในทันที หากแต่นำมาแก้ไขปรับปรุง ขัดเกลา เรียบเรียงใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหาและการอ้างอิงให้ครบถ้วน ใช้เวลาอีกหลายปีในการทำงานดังกล่าว หลังจากนั้น ท่านก็เสนอให้คณะกรรมการด้านวิชาการของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ประจำอยู่ ดำเนินการคัดเลือกและส่งงานของท่านให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหนึ่งอ่านประเมิน ครั้นเมื่อผู้ทรงคุณวุฒิได้ประเมินและเสนอข้อแนะนำข้อวิจารณ์แล้ว อาจารย์วรศักดิ์ก็นำไปใช้ปรับปรุงต้นฉบับอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ หากนับเวลาในการศึกษาและเรียบเรียงทั้งหมดนับแต่แรกเริ่มจนสำเร็จเป็นรูปเล่มดังที่ท่านผู้อ่านถืออยู่นี้ รวมประมาณ ๑๒ ปีหรือหนึ่งรอบนักษัตรเลยทีเดียว แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้กระทำไปพร้อมๆ กับการที่อาจารย์วรศักดิ์มีภาระมากมายในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้บริหารศูนย์จีนศึกษา รวมทั้งในฐานะนักเขียนและคอลัมนิสต์ในสื่อหลายแห่ง งานชิ้นนี้จึงเป็นผลมาจากอิทธิบาทสี่อันต่อเนื่องยาวนานโดยแท้
ดังได้กล่าวแล้วว่า หนังสือ พุทธโคดม นี้ ด้านหนึ่งเป็นการศึกษาเชิงพุทธศาสน์ศึกษา ในอีกด้านหนึ่งเป็นการศึกษาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเน้นการวิเคราะห์บริบทเชิงโครงสร้างและสภาพการณ์ที่แวดล้อมพุทธกิจ พุทธจารีต ตลอดจนพุทธสาวกในสมัยนั้น ข้อเสนอและข้อถกเถียงที่ปรากฏจึงเชื่อมโยงมิติทางรัฐศาสตร์เข้ากับปรากฏการณ์ที่สำคัญๆ ของพุทธประวัติและพุทธศาสนา อันประกอบด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐ ระบบสังคม พลวัตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เงื่อนไขทางการเมือง รัฐประศาสโนบาย รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กระนั้นก็ตาม งานชิ้นนี้ก็จะทำให้นักศึกษาพุทธศาสน์ได้ข้อมูล ความรู้ มุมมอง คำถาม และความคิดเห็นที่น่าสนใจน่าพิจารณาพร้อมๆ กันไปด้วยอย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่มีศรัทธาปสาทะในพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคติเถรวาทนิกายของไทย วิธีการที่อาจารย์วรศักดิ์ใช้ในการศึกษาตีความพระคัมภีร์และหนังสือต่างๆ รวมทั้งการประเมินน้ำหนักความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและมุมมองต่างๆ อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยและความเห็นต่างได้ไม่น้อย ดังที่ผมเองก็มีความเห็นต่างจากอาจารย์วรศักดิ์ทำนองนี้ในหลายประเด็นด้วยกัน แต่นี้ก็อาจเป็นข้อดีที่จะช่วยให้เราได้ใช้วิจารณญาณพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะในเชิงเห็นด้วยหรือเห็นแย้งก็ตาม ยิ่งกว่านั้น จากการอ่านงานชิ้นนี้และจากการที่ผมได้สนทนาแลกเปลี่ยนกับท่าน ทำให้ผมกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า แม้การศึกษาเรียบเรียงงานชิ้นนี้จะตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิชาการสังคมศาสตร์ แต่อาจารย์วรศักดิ์ก็ทำงานชิ้นนี้ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างจริงใจต่อพระพุทธเจ้า ทั้งในฐานะที่เป็นศาสดาและมหาบุรุษของโลก ท่านจึงพยายามใช้ความระมัดระวังอย่างเคร่งครัดในการศึกษาตีความและนำเสนอความเข้าใจและทัศนะของท่าน
พุทธโคดม: บทวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์ว่าด้วยพุทธประวัติในบริบททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมอินเดียในสมัยพุทธกาล ของอาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล จึงนับเป็นผลงานศึกษาที่สำคัญยิ่ง กอปรด้วยคุณปการอันทรงค่าต่อทั้งพุทธศาสน์ศึกษา อินเดียศึกษา รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ตลอดจนสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แขนงอื่นๆ เป็นการผสมผสานแหล่งความรู้และมุมมองอันหลากหลาย เพื่อวิเคราะห์นำเสนอเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก อย่างเหมาะสมต่อผู้คนและองค์ความรู้หลายด้านในปัจจุบัน
ทั้งนี้ การที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ ตามคติของไทยในการนับพุทธศักราช ถือว่าสมควรแก่วโรกาสมงคลสมัยอย่างน่ายินดี เพราะหากนับรวมช่วงเวลาตั้งแต่การตรัสรู้ของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า และการบำเพ็ญพุทธกิจหลังจากนั้นตลอด ๔๕ พรรษาด้วยแล้ว ในวันวิสาขบูชาแห่งพุทธศักราชนี้ ศาสนายุกาลแห่ง “พุทธโคดม” ย่อมบรรจบครบ ๒๖๐๐ ปีหรือ ๒๖ ศตวรรษ อันพุทธศาสนิกชนไทยถือเป็นมงคลวาระสำหรับ “พุทธชยันตีแห่งการตรัสรู้”
มกราคม ๒๕๕๕

