ชื่อหนังสือ: 2 แพร่ง 112
ผู้เขียน: ใบตองแห้ง
พิมพ์ครั้งแรก: เมษายน 2555
ราคา: 220 บาท
2 แพร่ง 112
ถ้ามองย้อนไปสู่จุดแยก ระหว่างพันธมิตรฯ กับนักคิดนักวิชาการเสียงข้างน้อย ในเรื่องนายกพระราชทาน “ม.7” เมื่อกลางปี 2549 ก็ไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายหนึ่งพัฒนาไปเป็นขนมเส้นหลากสีสัน อีกฝ่ายหนึ่งก้าวมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ทั้งที่จุดเริ่มต้นก็ต่อต้านอำนาจนิยมของ “ระบอบทักษิณ” มาด้วยกัน
ในฐานะคนรุ่น 6 ตุลา แม้ผมคัดค้านรัฐบาลอำนาจนิยม แต่ตอนนั้นก็ไม่เห็นพ้องกับม็อบสวนลุมของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มุ่งโจมตีทักษิณโดยอ้างอิงสถาบันสูงสุด
ครั้นทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป แม้ผมไม่เห็นด้วยกับการปลุกอุดมการณ์ชาตินิยมต้าน “สิงคโปร์โตก” แต่ก็ยังยินดีที่เห็นการก่อตั้งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนเข้าไปเป็นแกนนำ ช่วงนั้นผมเคยฝันเห็นความเติบโตของขบวนการประชาชน กระทั่งเห็นหน้าพี่พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา กลายเป็นลูลา ดา ซิลวา, เอโว โมราเลส หรือเฟอร์นานโด ลูโก เสียด้วยซ้ำ
ที่ไหนได้ พันธมิตรกลับเลี้ยวขวาไปหา ม.7 พอไม่สำเร็จก็เกิดรัฐประหารตามบัตรเชิญ แม้แกนนำจะเถียงคอเป็นเอ็นจนทุกวันนี้ว่าไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร แต่มวลชนของพวกเขาเองยังไม่เชื่อเลย
ทำไมผมไม่เอารัฐประหาร ทำไมผมไม่เอานายกพระราชทาน ไม่ใช่ว่าต่อต้านตะพึดตะพือ ความจริงผมก็เหมือนกับคนกรุงคนชั้นกลางทั้งหลายที่เรียกร้องนายกฯ เลือกตั้ง แล้วไชโยโห่ร้องเมื่อได้นายกฯ อานันท์ (ที่เข้าใจกันว่าเป็นนายกพระราชทาน แต่ในหลวงตรัสว่าไม่ใช่)
สถานการณ์มันต่างกัน เมื่อเกิดความแตกแยก 2 ฝ่าย ความแตกแยกนั้นขยายไปสู่ประชาชนและยังไม่สามารถยุติโดยง่าย เราไปดึงสถาบันสูงสุดซึ่งควรเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งประเทศ ลงมาเกี่ยวข้องหรือตัดสินไม่ได้ เพราะจะทำให้สถาบันลงมาอยู่ในความขัดแย้ง
หลังจากสถานการณ์บานปลาย หลายฝ่ายดูเหมือนเริ่มเข้าใจว่า “อย่าดึงฟ้าลงต่ำ” แต่สิ่งที่ทำกันก็คือ พยายามหมุนเข็มนาฬิกากลับไปสู่จุดเดิม โดยไม่นำบทเรียนที่สรุปได้มาแก้ไขปรับปรุง
บทเรียนที่เราควรจะเก็บรับคือ นอกจากไม่ดึงสถาบันลงมาอยู่ในความขัดแย้งแล้ว ยังต้องไม่นำเอาความเคารพรักเทิดทูนที่คนไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือปลุกความเกลียดชัง กระทั่งก่อความรุนแรง ทำรัฐประหาร หรือเข่นฆ่ากันกลางเมือง
จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึงพฤษภาคม 2553 ผ่านมา 34 ปี ทำไมไม่เคยมีการสรุปบทเรียน ถ้ามีใครตั้งข้อกล่าวหาว่าใครคิดไม่ดีไม่ซื่อต่อสถาบันเมื่อไหร่ ก็จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียความยับยั้งชั่งใจ พลุ่งพล่านไปด้วยโทสะโมหะ พร้อมจะใช้ความอำมหิตโหดเหี้ยมกับฝ่ายตรงข้าม ราวกับคนไทยเป็นหุ่นยนต์ฝังชิพ ปกติเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่ถูกสะกิดเรื่องนี้เมื่อไหร่ ก็พร้อมจะแสยะ คว้าเก้าอี้ฟาดศพได้อย่างไม่เหลือความเป็นพุทธศาสนิกชน
นั่นทั้งๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนให้พสกนิกรอยู่ในหลักธรรมของศาสนา มีเมตตากรุณา มีหิริโอตตัปปะ มีสติยั้งคิด มีความอดทนอดกลั้น ใช้ปัญญาไตร่ตรอง รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งก็หมายถึงไม่สุดขั้วสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง
แต่มันเกิดอะไรขึ้นกับการอบรมบ่มสอนให้ “รักในหลวง” ที่กลับเป็นเหมือนปลูกฝังความคิดสุดขั้ว ทำไมการอบรมบ่มสอนให้ “ทำดีเพื่อในหลวง” กลับทำให้เกิดอารมณ์ที่พร้อมจะฆ่าคนโดยคิดเอาเองว่าทำเพื่อในหลวง
สังคมไทยต้องทบทวนทัศนะเหล่านี้ ที่กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ ในการปิดปากผู้มีความคิดเห็นแตกต่าง เราจึงจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งไม่ใช่แก้ไขให้ใครมาลบหลู่สถาบัน แต่เพื่อให้ความเคารพรักเทิดทูนอยู่ในลู่ของสติและเหตุผล ไม่ถูกนำไปจุดชนวนความรุนแรงอีก ยุติการอ้างสถาบันมาปิดกั้นประชาธิปไตย อันอาจทำให้เกิดแรงปะทะ แทนที่จะปรับเปลี่ยนอย่างสันติ ไปสู่จุดสมดุลของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ”
ใบตองแห้ง


