- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -
ท่านผู้อ่านที่เคารพ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ บรรณาธิการ open online ยอดขยัน โทรศัพท์มากระซิบ-ไม่ได้ให้ลาออก- แต่บอกให้ช่วยเขียนอะไรคุยกับท่านผู้อ่านหน่อย เพราะ หายหน้าหายตาไปนานพอสมควรแล้ว ผมรับปากมาแรมเดือน แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้เสียที จนอาจารย์งอนหนีไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เฉียดจะได้เป็นดอกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์(ฝ่ายซ้าย)อยู่รอมร่อ ถึงได้จังหวะมานั่งคุยกับผู้อ่านเสียทีหนึ่ง
ปกติก่อนงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หนึ่งถึงสองเดือน จะเป็นช่วงที่สำนักพิมพ์ต่างๆ พากันเปลี่ยนจากกิจการทำหนังสือเป็นโรงงานนรก ด้วยต้นฉบับทั้งหลายต่างประดังกันเข้ามา กองบรรณาธิการก็มีอยู่เท่าเดิม ฝ่ายศิลป์ก็เหมือนเดิม เมื่องานเพิ่มขึ้น ชั่วโมงนอน ชั่วโมงพักผ่อนก็น้อยลงเป็นธรรมดา
โรงงานธรรมดาจึงกลายเป็นโรงงานนรก
ถามว่าทำไมต้องมาเร่งทำทุกอย่างให้ออกมาในช่วงงานสัปดาห์หนังสือ?
ตอบว่าเป็นเพราะระบบการจัดจำหน่ายขายผ่านหน้าร้านมีปัญหา ด้วยปริมาณหนังสือหนังหาที่ผลิตออกมาในแต่ละปี มีมากกว่าพื้นที่วาง หนังสือจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รับการวางในตำแหน่งที่จะทำให้ขายได้ เพราะตำแหน่งนั้นได้ถูกช่วงชิงไปโดยหนังสือกระแส ซึ่งทุกวันนี้ในเมืองไทยก็อ่านกันแค่ไม่กี่ประเภท สำนักพิมพ์ทั้งหลายจึงต้องพากันมาฝากชีวิตไว้ที่การขายตรง ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
งานหนังสือเมืองไทยจึงกลายเป็นงานขายหนังสือ ไม่ใช่งานโชว์หนังสือเพื่อขายลิขสิทธิ์หรือขายส่งเหมือนในต่างประเทศ
พอขายกันในงานมากๆ ลดราคากันเยอะๆ ผลกระทบก็จะไปตกอยู่ที่ร้านขายหนังสือขนาดเล็ก ที่เจียนอยู่เจียนไปเต็มที ก็ยิ่งเพียบหนักลงไปอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์บิดเบี้ยว แต่ก็ไม่รู้จะแก้กันอย่างไร
จากเดิมที่เคยจัดกันปีละครั้ง
ช่วงปีหลังมานี้ ต้นปีมีหนึ่งครั้ง เรียกว่างานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ปลายปีมีอีกหนึ่งครั้ง เรียกว่างานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ
ชื่อต่างกันเล็กน้อย แต่เรื่องอื่นเหมือนกันหมด
เมื่อคนซื้อแห่กันไปซื้อ
คนขายจึงต้องแห่กันไปขาย
ปีหนึ่งจึงทำนาสองที
นาปีเดือนเมษา
นาปรังมาแถวๆ เดือนตุลา
เสร็จหน้านาก็ตัวใครตัวมัน
สำหรับผู้อ่านทั่วไป คงเริ่มไปเดินในงานได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 29 มีนาคม หลังจากช่วงเช้าเป็นการรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานทุกปี จนเป็นประเพณีไปแล้วก็ว่าได้
ส่วนหนึ่งวันก่อนหน้านั้น คือวันที่ 28 จะเป็นวันพบปะเปื้อนเหงื่อของคนในวงการ เพราะต่างคนต่างต้องขนหนังสือ อุปกรณ์การจัดตกแต่งร้านมาติดตั้ง เสร็จแล้วถึงได้มีเวลามานั่งกินกาแฟคุยกันก่อนแยกย้ายกลับบ้าน
บูธ openbooks ปีนี้ อยู่โซน c ชั้นล่าง เลขที่ N 58 ติดกับ พลอยแกมเพชร โดยถัดไปอีกสามสี่บูธ เป็นอันเดอร์กราวนด์ ของคุณวาด รวี เพื่อนบ้านที่เห็นในซอยเดียวกันก็มีอยู่ประมาณนี้
จากต้นปี 2549 openbooks มีหนังสือออกใหม่หลายเล่ม
เริ่มจาก ไทรบพม่า ของคุณนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ซึ่งเสร็จออกมาทันงานฉลอง 10 ปีแห่งการไม่ยอมวางอาวุธของกองทัพไทใหญ่บนดอยไตแลง พอดิบพอดี งานนี้ได้รับความกรุณาจากเคล็ดไทย โดยคุณทิชากรและคุณวินัย ชาติอนันต์ ช่วยเป็นธุระจัดการส่งหนังสือ 500 เล่มให้เกือบถึงปลายทาง ก่อนจะมีมิตรบนดอยมารับช่วงต่อไป
เนื้อหาเป็นอย่างไร ผมคงไม่ต้องฉายหนังซ้ำ ไม่น่าเชื่อว่าห่างจากชายแดนไทยไปเพียงแค่เดินถึง ยังมีการสู้รบกันเหมือนเมื่อครั้งในอดีตกาล อยากรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และหัวจิตหัวใจของคนในสนามรบ อ่านไทรบพม่า แล้วจะรู้ว่า การได้อยู่อาศัยในบ้านเมืองอันสงบสุขและเป็นไท มีคุณค่าแค่ไหน
เล่มถัดมา 151 CINEMA โดยคุณสนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส อันประกอบด้วย คุณอุทิศ เหมะมูล กับคุณธเนศน์ นุ่นมัน เล่มนี้เต็มไปด้วยภาพยนตร์ชั้นดีจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยทั่วไปคงไม่เคยดู แต่ทีมงานฟิล์มไวรัสลงทุนนั่งดูไปถึง 151 เรื่อง ผมเจอคุณนรา-นักวิจารณ์ภาพยนตร์มือฉมัง ก็ยังแอบบอกกับผมว่า ขนาดนักวิจารณ์ด้วยกันก็ยังไม่มีโอกาสได้ดูหนังเหล่านี้
คุณสนธยา จึงไม่ธรรมดาจริงๆ เมื่อคิดทำหนังสือเล่มนี้
151 CINEMA เปรียบเสมือนคัมภีร์หนังทุนสมอง ที่คนรักหนังนอกกระแสควรมีไว้ในครอบครอง
ยิ่งเสร็จออกมาเป็นรูปเล่มสมบูรณ์แล้ว สวยงามจับใจ ไม่อ่านแค่เอาไปวางโชว์เฉยๆ รับรองต้องมีคนหยิบมาลูบเล่นเป็นแน่ ฝีมือออกแบบปกของเบิ้ม-ประพัฒน์ ศรีมงคล
สำหรับท่านสมาชิกที่รอด้วยใจระทึก ร้อนนี้คงได้ open 51 กันไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งหนาและหนัก ตามต้นฉบับที่เพิ่มพูนขึ้นในช่วงเวลา 1 ปี
นอกจากพยายามรักษาเอกลักษณ์ความเรียบง่ายของ open เอาไว้แล้ว เล่มนี้เรายังตั้งใจเพิ่มลีลาของการออกแบบ เพื่อให้ผู้อ่านรื่นรมย์กับการอ่านไปพร้อมๆ กับสัมผัสความงามของหนังสือ
ท่านสมาชิกที่ยังไม่ได้รับ(ไม่ว่าจะเหลืออายุสมาชิกเท่าไร) กรุณาติดต่อ open ได้โดยตรง
จะจัดส่งให้ทันที
ราคา 280 บาทนอกจากจะสะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงแล้ว รายได้ที่เหลือจะถูกแบ่งสรรปันส่วนให้กับคอลัมนิสต์ทั้งหลายใน open online รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดทำเว็บ ซึ่งคงจะมีพัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เป็นชุมชนทางปัญญาแห่งใหม่ ที่เปิดกว้างทางความคิดสำหรับทุกคน
open 51 เป็นฝีมือการออกแบบของคุณหน่อง-นุสรา ประกายพิสุทธิ์
ส่วนที่ตีคู่กันมาอีกเล่มในรูปลักษณ์พิเศษ คือ WORDS ของ อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ ฝีมือการออกแบบของประพัฒน์(เจ้าเก่า) ที่เสกหนังสือคำคมลงกล่องสีน้ำเงินเข้ม เคียงคู่สมุดโน้ตลายหวานสำหรับบันทึกเรื่องราวของแต่ละคน หลังจากอ่านคำคมๆ ของผู้คนจากทั่วโลกจบแล้ว
ราคา 225 บาท แต่เก๋ไก๋ และได้เสียงตอบรับดีเหลือเกินจากร้านหนังสือ
เห็นว่าซื้อในงานเหลือเพียง 180 บาทเท่านั้น
ผมเองแอบหยิบมาอ่านมาใช้หนึ่งชุด กระดาษเขียนดี สีนวล น้ำหนักเบาถูกใจจริงๆ
หวานกันมามาก ต้องคั่นรายการด้วยการอ่าน
และความเฉไฉของนักการเมืองไทยจากปัจจุบันยันอดีต
โดยประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
ชื่อนี้ไม่ต้องแนะนำกันอีกต่อไปสำหรับแฟน open หนังสือเล่มนี้หายจากตลาดอย่างรวดเร็ว จนผู้เขียนไม่แน่ใจว่าถูกซื้อไปแจกจ่ายกันอ่าน หรือฝ่ายตรงข้ามสั่งซื้อไปเก็บ แต่งานสัปดาห์หนังสือนี้มีแน่ เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ส่งลงแผงรับสถานการณ์ร้อนทางการเมือง
ไม่อ่านไม่ได้จริงๆ
เพราะได้กลายเป็นตำราเรียนของนักข่าวหน้าใหม่ ทั้งในมหาวิทยาลัยและในสำนักข่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แว่วๆ ว่าพี่เก๊-ประสงค์ คนตรงของเรากำลังซุ่มเตรียมเขียนเล่มสองอยู่
ใครว่างๆ ช่วยส่งผ้าห่มเบียร์ช้างไปให้ท่านนายกทักษิณที เพราะได้ยินแล้วคงหนาว
เช่นเดียวกับเล่มนี้ที่ทั้งสง่างาม คลาสสิก และควรค่าแก่การอ่านและสะสม
เปลว สีเงิน
งานเขียนรายวันแต่คมคายประหนึ่งวรรณกรรม
งานวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง
แต่ลุ่มลึกประหนึ่งปรัชญานิพนธ์
นี่คือต้นแบบของการเขียนคอลัมน์ที่ดีที่สุดที่นักเรียนนิเทศศาสตร์ทุกคนควรศึกษา
ต้นแบบนักหนังสือพิมพ์ผู้กล้า แม่แต่นักการเมืองยังค้อมหัวคารวะ
คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์รายวันที่คอลัมนิสต์ด้วยกันก็ยังยกย่อง
จนชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ถึงกับสรุปว่า
ในแวดวงนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ขณะนี้ เปลว สีเงิน นี่แหละที่ยืนอยู่แถวหน้าที่สุด
ไม่ว่าจะในแง่ความคิด หรือในแง่ความเป็น “นักหนังสือพิมพ์” สมบูรณ์แบบ
ไม่ใช่แต่เฉพาะคุณเปลว เท่านั้น
ไทยโพสต์ทุกวันนี้ ไม่อ่านไม่ได้จริงๆ ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างพลิกผันวันต่อวัน
สำราญ รอดเพชรถึงขนาดประกาศบนเวทีพันธมิตรกู้ชาติว่า อ่านสองคอลัมน์ก็คุ้มแล้ว(อีกคอลัมน์หนึ่งคือ ท่านขุนน้อย ของคนใกล้ๆ นี้เอง)
เปลว สีเงิน
เขียนแผ่นดิน
จึงเป็นงานแห่งปีที่สำนักพิมพ์ภูมิใจนำเสนอ
อ่านเปลวสีเงินแล้ว
ต้องอ่านชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ จึงจะครบรส
ไม่ได้แตะการเมืองไทย
แต่พาท่านผู้อ่านไปสู่การมองในระดับโลก
โดยมีอาณาจักรจีนโบราณที่ถูกพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความท้าทายใหม่ที่ตะวันตกต้องสยบเป็นกรณีศึกษา ใช้ชื่อว่า แผนพิชิตมังกร
หนังสือไม่หนา แต่เนื้อหาครอบคลุมประเด็นใหญ่เอาไว้ได้ทั้งหมด
ด้วยทักษะการเล่าเรื่องของนักหนังสือพิมพ์เก่า จากเรื่องหนักๆ จึงกลายเป็นเรื่องอ่านสนุก ที่หนักแน่นด้วยข้อมูล และน่าจะเป็นตำราเรียนจีนศึกษาได้อย่างไม่เคอะเขิน
ถ้าชอบ Japanization ของอาจารย์อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ซึ่งวางแผงเมื่อปลายปีที่แล้ว
ปีนี้ลองแผนพิชิตมังกรอีกเล่ม จะเริ่มเห็นว่า การอ่านหนังสือกึ่งวิชาการก็สนุกได้ไม่แพ้การอ่านหนังสือประเภทอื่น
งานนี้ต้องยกเครดิตให้คุณชัชรินทร์ ที่เก็บข้อมูลอย่างดี จนได้หนังสือเล่มนี้ออกมา
อ่านงานของนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ทั้งหลายแล้วชื่นใจ
ภาษาไทยที่ว่างาม งามอย่างนี้นี่เอง
ไหนๆ ก็ชวนท่านผู้อ่านเลี้ยวมาทางการเมืองแล้ว
ขอฝากผลงานของอาจารย์สุวินัย ภรณวลัยไว้อีก 2 เล่ม
เป็นภาคต่อจากภูมิปัญญามูซาชิ ที่ขายดีจนต้องพิมพ์ครั้งที่สอง
รูปเล่มงดงามควรค่าแก่การสะสมให้ครบชุด
เล่มแรก(ภาคสอง)
ชื่อ เซนอย่างมูซาชิ
ผสมผสานทั้งกลยุทธ์ บทรัก พุทธะ เข้าด้วยกันอย่างกลมกล่อม
จนมืชื่อรองว่า บทรักของนักกลยุทธ์
อันเป็นการเปิดเผยตัวตนเบื้องลึกในมิติที่เร้นหลบ ออกมาให้ผู้อ่านพบเจอสัมผัส
อ่านช้าๆ ยามค่ำคืน ให้ความรู้สึกเร่าร้อน สลับเยือกเย็นเป็นบางขณะ
เสร็จแล้วต่อด้วยภาคสาม
ที่มุ่งเน้นไปที่การวิพากษ์ทักษิณและระบอบทักษิณโดยตรง
คมทุกกระบวนท่า
ระหว่างที่หนังสืออยู่ในโรงพิมพ์
อาจารย์สุวินัยยืนเด่นอยู่บนหลังคารถพันธมิตรกู้ชาติ
ทั้งบนถนนสีลมและถนนพระรามหนึ่ง
จากลานพระรูปสู่สนามหลวง
ยืนต่อสู้อย่างสงบนิ่ง
มิหวังชื่อเสียง
ไม่ต้องการการประกาศนาม
แต่หนักแน่นอย่างน่าทึ่ง
จนต้องขอคารวะหัวจิตหัวใจอาจารย์ผ่านคอลัมน์นี้อีกหนึ่งครั้ง
คนที่เคยสงสัยในศรัทธาของอาจารย์สุวินัย
วิกฤตบ้านเมืองครั้งนี้
ตอบคำถามทุกข้อได้ดีที่สุด
ร่ายยาวมาพอสมควร
ต่อไปนี้เป็นรายการหนังสือของคนกันเอง
เริ่มตั้งแต่ ความน่าจะเป็นบนเส้นขนานเล่ม 4 ของคุณวินทร์ เลียววาริณ และคุณปราบดา หยุ่น
ออกกี่ทีก็ขายดีทุกครั้ง อ่านเล่มนี้แล้ว แวะซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ของสำนักไต้ฝุ่นบุ๊ค ได้ที่บูธโอเพ่น ท่านบรรณาธิการปราบดา ลงทุนหอบหนังสือมาส่งเอง พร้อมโปสการ์ดสีสวยสำหรับแจกผู้อ่าน ลองถามหาที่บูธได้
ไม่แจกเปล่า เลี้ยงกาแฟเย็นผมอีกหนึ่งแก้ว คุยกันจนกาแฟหมด ถึงได้แยกกันไปขนของต่อ
ส่วนของคุณวินทร์นั้นขายดีทุกปี ปีนี้เพิ่งออกมาใหม่อีกสองเล่ม ส่งตรงมาให้ถึงสำนักงาน ได้รับแล้วครับ
เล่มหนึ่งคือ โลกส่วนที่หันหลังให้ดวงอาทิตย์ ส่วนอีกเล่มหนึ่ง ไม่บอกดีกว่า แต่ว่าพิมพ์ครั้งที่ 85
เห็นแล้วฮาจริงๆ พี่ท่านอำได้ขำขาดใจ
ไม่ไปบูธคุณวินทร์ไม่ได้แล้ว F 07 เพลนารี ฮอลล์
อีกเล่มหนึ่งเป็นของคุณโตมร ศุขปรีชา
รวบรวมมาจากคอลัมน์ mail box ใน open ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเล่มจนมาถึงยุคออน์ไลน์
คอลัมน์นี้บรรณาธิการปกป้องบอกว่าชอบมาก ขอร้องแกมบังคับให้เขียนต่อไป
รูปเล่มสวยงาม พิมพ์ด้วยกระดาษสีพิเศษ น้ำหนักเบา ราคาจึงย่อมเยาตามไปด้วย
หนังสือเพิ่งส่งถึงงานเมื่อวานนี้ ก็ขายดิบขายดีทันที เพราะมีแฟนๆ รออยู่มาก
ส่วนอีกเล่มหนึ่งไม่น่าพลาด คือ Film Virus เล่ม 3
เมื่อวานยังไม่ออกจากโรงพิมพ์แต่คิดว่าวันสองวันนี้คงแล้วเสร็จ
แฟน คุณสนธยาทั้งหลายโปรดติดตาม ถามหากันได้
30 วัน เล่มที่สองของคุณภิญโญแก เข้าโรงพิมพ์ไปหลายวันแล้ว หวังว่าสุดสัปดาห์นี้คงเสร็จ
เล่มนี้ชวนท่านผู้อ่านเดินทางไปลอนดอน
ตั้งใจจะเขียนหลายวัน
แต่เขียนไปแค่หนึ่งวันก็ปาเข้าไปหนึ่งเล่มแล้ว
อ่านประวัติศาสตร์อังกฤษแล้วเห็นเมืองไทย
อ่านลอนดอนแล้วนึกถึงกรุงเทพฯ
ผสมผสานกันทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ธุรกิจ ศิลปะ กาแฟ แฟชั่น การเดินทาง และการหยุดนิ่ง
ช่วยเมตตาอ่านหนังสือของแกหน่อยนะครับ
เสร็จแล้วอย่าลืมอุดหนุน นกของพระเจ้า ผลงานของนราวุธ ไชยชมภู ซึ่งรวบรวมเรื่องราวของคนหนุ่มสาวร่วมสมัย ที่เคยเขียนลงในหน้านิตยสารต่างๆ โดยมีวรพจน์ พันธุ์พงศ์ มานั่งจิบเบียร์สิงห์ควบคุมการผลิตอยู่ข้างๆ หมดเบียร์ไปหลายขวดกับเวลาอีกหลายวัน ได้หนังสือออกมาหนึ่งเล่มสีหวาน ตามสไตล์สองหนุ่มผู้รุ่มรวยความโรแมนติก แม้เพียงปลายนิ้วกระดิก น้ำตาลก็ขึ้นราคา
วรพจน์เอาหัวเป็นประกัน(หัวนรา) ว่าสารคดีทั้งหมด อ่านมัน อ่านสนุก ผมเองได้แต่ทำตาปริบๆ จิบกาแฟ แล้วเออออ
ว่า อย่างน้อยที่สุด ก็เสร็จออกมาซะที
อย่างน้อยที่สุดที่ว่า นั้นหมายถึงหนังสือเล่มใหม่ของคุณวรพจน์เขาเองนะครับ
สัมภาษณ์เป็นเอก รัตนเรืองไว้ข้ามปี ได้เวลาวางแผงเสียที ไต้ฝุ่นบุ๊คผลิต ให้โอเพ่นขายอยู่ที่บูธ
เล่มสุดท้าย เอาไว้ท้ายสุด เข้าโรงพิมพ์ไปพร้อมๆ กับ 30 วัน จึงน่าจะเสร็จพร้อมกัน
คือ To Think Well Is Good, To Think Right Is Better
ของคุณสฤณี อาชวานันทกุล แห่งคอลัมน์คนชายขอบ
หนึ่งในคอลัมน์ที่มีคนอ่านมากที่สุดใน open online
เนื้อหาหนักแน่นคุ้มราคา ย่นย่อเวลาในการศึกษาแนวความคิดของนักคิดคนสำคัญ ผู้ไม่หันไปเดินตามกระแสหลัก หากแต่กล้าคิดใหม่เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของมนุษยชาติ
จากนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลถึงผู้ก่อตั้งวิกิพิเดีย
นี่คือหนังสือเล่มแรกของคุณสฤณี
ซึ่งดูเหมือนเธอจะมีโชคชะตาในทางนี้
เพราะหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เธอมีส่วนสำคัญในการเอามือมาลูบๆ คลำๆ
ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับประเทศไปแล้ว
นั่นคือ 25 คำถามเบื้องหลังดีลเทคโอเวอร์ชินคอร์ป
คุณขรรค์ชัย บุนปาน แห่งมติชน ช่วยอุดหนุนไปแจกผู้คน 200 เล่ม
คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เอ่ยปากชมว่าเขียนดี(อันนี้มีสายมารายงาน)
ASTVออกอากาศโฆษณาให้หลายวัน
เครือเนชั่นลงตีพิมพ์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์
ได้รับการดาวน์โหลดไปอ่านกันทั่วโลก
ใครยังไม่ได้อ่าน…เชย
ราคา 100 บาท ขายดีจนขาดตลาดและกำลังพิมพ์ครั้งใหม่
ปกสีชมพูสดใส เห็นเด่นมาแต่ไกล
พาดหัวว่าคนไทยทุกคนต้องอ่าน
ฝากผู้รักความเป็นธรรมและจริยธรรมอันดีของสังคมไว้อีกเล่มหนึ่ง
ปีนี้หนังสือดีทุกเล่ม ซื้อสามเล่ม ป้าสายหยุดช่วยเย็บกระเป๋าใบเล็กสีขาว เนื้อหนา สกรีนตรา openbooksให้ใส่หิ้วไปเดินเลือกหนังสือต่อได้สบายๆ แต่ถ้ายังไม่พอจะอุดหนุนกระเป๋าผ้าใบใหญ่ราคา 150 บาทใส่หนังสือแทนถุงพลาสติก ก็ดูจะน่ารักไปอีกแบบ
นอกจากหนังสือแล้ว ปีนี้ open มีเสื้อยืดสีขาวไม่สกรีน สั่งเย็บเก็บตะเข็บเป็นพิเศษ เนื้อดี ทรงกระชับ เหมือนเสื้อจากร้านดังในต่างประเทศมาแบ่งกันใส่ ภายใต้ชื่อ Dress open ตอนนี้ทีมงานกำลังเห่อ เมื่อวันก่อนใส่ไปเดินเล่นหน้าพารากอนกันหลายคน
ใส่แล้วชอบตะโกนเสียงดัง ว่า ออกไป ออกไป
ใครอยากได้เสื้อขาว เรียบ สวย แต่หาซื้อที่อื่นไม่ได้ลองไปที่บูธโอเพ่น รับรองถูกใจ
เขียนมาจนเหนื่อย หวังว่าท่านผู้อ่านคงพอเห็นภาพคร่าวๆ ของหนังสือแต่ละเล่ม
รายละเอียดกำลังช่วยกันทำขึ้นเว็บ คงแล้วเสร็จในเร็ววัน
แล้วพบกันในงานนะครับ

