บทแนะนำตัว บก. ใหม่

 

คุณสฤณี-ที่ผมรู้จัก กับความคึกคักใหม่ในโลกออนไลน์ที่ www.onopen.com

หลังจากนิตยสาร open ลาพักร้อนไปได้ไม่นานนัก คุณปราบดา หยุ่น หนึ่งในคณะบรรณาธิการหนุ่มรูปงาม(หมายถึงทั้งคณะ) ได้รับการชักชวนจากเพลย์กราวนด์ ห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ในซอยทองหล่อให้ไปใช้สถานที่ว่างจัดงานแสดงภาพหรืองานศิลปะอื่นใดก็สุดแล้วแต่ ได้ความดังนั้น คุณปราบดาก็เป็นตัวตั้งตัวตีชักชวนช่างภาพ นักเขียน คนทำภาพประกอบเก่าๆ ของนิตยสารเล่มนั้นให้มาร่วมแสดงภาพกันตามอัตภาพ คือใส่กรอบบ้าง ไม่ใส่กรอบบ้าง โดยถือเอาความสะดวกเป็นที่ตั้ง

วันนั้นเองที่ผมได้รู้จักกับวาณิชธนากร(หรือ IB-investment banker) คนหนึ่งซึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวเองว่า เป็นแฟนสำนักพิมพ์และอยากร่วมงานด้วยเท่าที่พอจะร่วมได้ ให้บังเอิญเหลือเกินที่ผมเกิดพกต้นฉบับสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษที่ มานโมฮาน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดียได้ไปกล่าวที่สภาคองเกรส เมื่อครั้งเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ผมจึงยื่นต้นฉบับให้แบบสายฟ้าแลบ ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้รับ

แต่แทนที่จะขอเวลาแรมเดือนแบบนักแปลทั่วไป เธอกลับบอกว่าขอเวลาสองสามวันแล้วจะส่งต้นฉบับแปลกลับคืนมาให้ ผมจำไม่ได้แม่นว่าเธอใช้เวลาในการแปลทั้งหมดกี่วัน แต่ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ส่งต้นฉบับกลับคืนมาให้จริงๆ และนั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ร่วมงานกับคุณสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งในเวลาต่อมาผมเรียกเธอว่าคุณยุ้ยตามความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้น จนถึงขั้นอำกันได้โดยไม่โกรธ

ช่วงเวลานั้นเอง อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กำลังลงแรงอย่างแข็งขันเพื่อผลักดันให้ open กลับมายืนอีกครั้งในโลกออนไลน์ โลกซึ่งอาจารย์ปกป้องกำลังหลงทางอยู่ตามห้องหับต่างๆ ที่ถูกเรียกขานกันในเวลาต่อมาว่าบล็อก จนถึงขนาดเขียนหนังสือเล่าประสบการณ์นักเรียนไทยในอเมริกาออกมาได้หนึ่งเล่ม ใช้ชื่อว่า บล็อก บล็อก (ใครยังไม่เคยอ่าน แนะนำให้รีบซื้อหามาอ่านโดยไว และเพื่อเพิ่มยอดขาย-กรุณาอย่ายืม)

        ในโลกออนไลน์นี้เองที่อาจารย์ปกป้องมีโอกาสได้รู้จักคุณสฤณีเช่นกัน

เมื่อรู้จักกันแล้ว ในที่สุดก็นำมาสู่การชักชวนกันรับประทานอาหารกันตามธรรมเนียมไทย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียของและเสียเที่ยว ในที่สุด ก็เริ่มมีการชักชวนกันเขียนหนังสือ และพิมพ์หนังสือตามลำดับ

อาจารย์ปกป้องในห้วงเวลานั้น เรียกกันตามสำนวนคนสมัยนี้ ก็ต้องเรียกว่า กำลังบ้าพลัง เพราะนอกจากจะเที่ยวเสาะแสวงหาคอลัมนิสต์หน้าใหม่ให้มาเริ่มเขียนหนังสือแล้ว ยังพยายามชักชวนคอลัมนิสต์เจ้าเก่าซึ่งเคยชินกับโลกกระดาษให้หันมาทำความรู้จักกับโลกออนไลน์ จนทำให้เว็บโอเพ่นคึกคักขึ้นมาทันตาเห็น

ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือและการอุทิศตนของอาจารย์ปกป้องโดยแท้

เราจึงยังคงมีพื้นที่สื่อสารกันได้จนถึงทุกวันนี้

          อาจารย์ปกป้องปลุกปั้นเว็บและปลุกปั้นนักเขียนอยู่แรมปี จนเว็บเริ่มอยู่ตัว แต่มรสุมชีวิตที่ซัดสาดเข้ามาพอเป็นกระสาย ทำให้ผมไม่ค่อยได้ช่วยเหลืออะไรอาจารย์ปกป้องมากนัก ขอร้องให้ช่วยเขียน ช่วยคุยอะไรบ้าง เพื่อต่อยอดสิ่งที่อาจารย์ได้ทำไว้ ก็ดูเหมือนผมจะเคลื่อนไหวเชื่องช้าน่ารำคาญเหลือเกิน (คนแก่ก็เป็นเช่นนี้ล่ะครับ)

        ในที่สุดอาจารย์ปกป้องก็เรียกผมไปพบที่ห้องพัก เหมือนอาจารย์ที่ปรึกษาเรียกนักศึกษาเข้าพบ และเอ่ยปากว่าอยากจะขอวางมือชั่วคราว เพราะภาระมาก ไหนจะงานประจำ ไหนจะวิทยานิพนธ์ ตัดพ้อต่อว่ากันพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะขอวางมือ อาจารย์ปกป้องก็วางยาเอาไว้ว่า อยากจะให้คุณยุ้ยมาช่วยรับหน้าเสื่อ เป็นบรรณาธิการคนต่อไป

ผมได้แต่ร้องเฮอยู่ในใจ แต่ไม่ให้ดังนัก(เนื่องจากอยู่ในสถานที่ราชการ)

ในเวลานั้น พวกเรานักเขียนทั้งหลาย ค่อยๆ ต้วมเตี้ยมเขียนหนังสือกันได้คนละไม่กี่เล่ม บางคนปีละเล่ม บางคนสองปีเล่ม บางคนหลายปีเล่ม ในขณะที่บางคนหลายปีแล้วก็ยังไม่ได้สักเล่ม แต่กล่าวสำหรับคุณยุ้ย ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีที่รู้จักกัน คุณยุ้ยสามารถผลิตผลงานรวมเล่มอย่างต่อเนื่องมาแล้วร่วมหนึ่งโหล แถมทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นหนังสือที่เขียนด้วยข้อมูล ด้วยความรู้ ด้วยการเดินทาง และด้วยการอ่าน และก็ไม่ใช่เป็นการอ่านแบบผิวเผิน หากแต่เป็นการอ่านแบบลุ่มลึก ทรงพลัง ในระนาบเดียวกับนักอ่านสายก้าวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเอามาตรฐานใดเข้าจับ

หนังสือออกใหม่ของนักคิด นักเขียนชั้นนำของโลกในทุกสาขามักไม่หลุดรอดจากสายตาเธอ รวมทั้งหนังสือเก่าที่เธอมักสรรหามาอ่านด้วยความตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่จะให้ความบันเทิงกับเธอเท่ากับการคุยเรื่องหนังสือและการอ่าน ถ้าใครเผลอไปชวนคุยเข้า ก็คงต้องเผื่อเวลาไว้สักสองสามชั่วโมง และแถมต่อเวลานอกอีกนิดหน่อย

เล่าถึงตรงนี้ ผมขออนุญาตพาท่านออกไปนอกเรื่องสักนิดเพื่อคั่นรายการ เพราะเรื่องการอ่านนี้ได้สร้างปัญหาให้กับคุณยุ้ยเป็นอย่างมาก เนื่องจากชั้นหนังสือในบ้านมีที่ไม่พอเก็บหนังสือที่เธอซื้อเข้าทุกวัน จนหนังสือลุกลามเข้าสู่ห้องนอน ซึ่งค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นห้องสมุด

เรื่องนี้สร้างความระอาให้กับบุพการีเป็นอย่างยิ่ง จนเธอถึงขนาดต้องเริ่มมองหาห้องว่าง เพื่อเปิดเป็นร้านหนังสือเช่า หรือห้องสมุดสาธารณะ เพื่อให้คนมายืมอ่าน และหาทางระบายสต็อกสินค้าไปในตัว(ใครมีที่ว่างกรุณาติดต่อโดยด่วน)

อาจารย์ปกป้องซึ่งจัดว่าบ้าพลังแล้ว เมื่อมาเจอกับคุณยุ้ย ซึ่งบ้าพลังกว่าก็เลยกลายเป็นมวยถูกคู่ นอกจากจะชวนกันสอนหนังสือ เขียนหนังสือ อ่านหนังสือแล้ว ทั้งคู่ยังชวนมิตรสหายออกเดินสายตระเวนชิมอาหารชั้นเลิศราคาประหยัดทั่วราชอาณาจักรโดยไม่หวั่นไหวต่อทฤษฎีไดเอ็ตของด็อกเตอร์คนใดทั้งสิ้น

ถ้าเอาภาพที่ทั้งสองถ่ายคู่มาลงตีพิมพ์ด้วยกัน ก็คงจัดอยู่ในหมวด BEFORE ส่วนหมวด AFTER นั้น หาได้เคยกล้ำกรายเข้าสู่ความสนใจของทั้งสองไม่ สถานเสริมความงามทั้งหลายจึงไม่เคยได้ประโยชน์จากการโฆษณาชวนเชื่อให้นักเศรษฐศาสตร์ที่ถืออรรถประโยชน์เป็นหลักไปใช้บริการ ด้วยรูปร่างล้วนเป็นมายา เพราะหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากรได้เคยกล่าวไว้อย่างคมคายว่าข้าวปลาเป็นของจริง

และยังคงเป็นของจริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

การกล่าวหาลัทธิบริโภคนิยมจึงน่าจะเป็นข้อห้ามสำหรับเว็บที่ท่านกำลังอ่านอยู่ขณะนี้ เนื่องจากทุกท่านรวมทั้งผม นิยมการบริโภคเป็นอย่างยิ่ง

ท่ามกลางภาระการงานที่ยุ่งเหยิงจากการต่อสู้กับความอยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทุนนิยมซึ่งเธอเห็นว่าบิดเบี้ยวไปมาก คุณสฤณีได้กรุณาใช้เวลาว่างซึ่งมีอยู่น้อยนิด จากการสอนหนังสือ เขียนหนังสือ ทำวิจัย เขียนบทกวี เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และถ่ายภาพ ค่อยๆ สร้างเนื้อหา รูปแบบ และวิธีการจัดการเว็บขึ้นมาใหม่ โดยได้ทีมงาน opendream เข้ามาเสริมทัพ คุณสฤณีได้สืบสานภารกิจที่อาจารย์ปกป้องได้เริ่มไว้อย่างสวยงามให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ดังเธอจะได้อธิบายต่อไป

เว็บ open online ใหม่ที่ท่านเห็นอยู่ในขณะนี้ จึงอาจกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเป็นผลงานของคุณยุ้ย-สฤณี อาชวานันทกุล และคณะนักเขียนที่เธอได้ทาบทามมาเพิ่มเติมโดยแท้

ผู้ที่ต้องการจะกล่าวคำสรรเสริญ รวมทั้งต้องการจะขอสัมภาษณ์ กรุณาติดต่อบรรณาธิการคนล่าสุดคนนี้โดยตรงจากอีเมลที่มีอยู่แล้วในเว็บ

ส่วนความผิดพลาดบกพร่อง ถ้ามีอยู่ ตามธรรมเนียม ผมสมควรเป็นผู้ที่จะต้องรับไว้เอง แต่เนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่ค่อยถือทำเนียมเท่าใดนัก ก็ขอยกความผิดทั้งหลายไปให้คุณทักษิณ ชินวัตร รับไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน ไหนๆ แกก็รับความผิดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้(ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)ไปมากแล้ว

รับไปอีกหน่อยคงไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร-อันนี้หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม

ส่วนใครจะโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณบ้าง เหมือนที่ชอบโยนทุกเรื่องในประวัติศาสตร์ไปแถวๆ ท่าช้างวังหลวงก็สุดแล้วแต่

เพราะการโยนความผิด ดูเหมือนจะเป็นกีฬา(สี)ที่คนไทยส่วนใหญ่ชื่นชอบพอๆ กับการแข่งขันฟุตบอลไปแล้วในวันนี้

ใครไม่เกี่ยวถอยไปก็แล้วกัน

ผมเล่าเรื่องอยู่กับร่องกับรอยบ้าง นอกเรื่องไปบ้าง มาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะถือโอกาสสื่อสารกับท่านผู้อ่านว่า บัดนี้ open online ได้ มีการเปลี่ยนแปลง ปรับโฉม และจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปพักใหญ่เนื่องจากใช้เวลาปรับปรุงทางเทคนิค โดยผู้ที่มารับผิดชอบอย่างเต็มตัวและเต็มใจ ในฐานะบรรณาธิการบริหาร เป็นบุคคลผู้มากด้วยความสามารถและร่ำรวยทัศนคติเพื่อคนด้อยโอกาสอย่างยากที่จะหาคนเทียบเคียงได้ ในช่วงอายุเดียวกัน

เธอคนนี้ชื่อยุ้ย-สฤณี อาชวานันทกุล ผู้ที่ผมได้รู้จักจากการแสดงภาพครั้งนั้น และยังคงคบหาเป็นกัลยาณมิตรเรื่อยมาด้วยความภาคภูมิใจว่า ในยุคสมัยของเรา นอกจากในน้ำจะยังพอมีปลา ในนาจะยังมีข้าวแล้ว ในโลกหนังสือและโลกออนไลน์ ยังมีสฤณีไว้ให้พอได้อุ่นใจเหมือนข้าวใหม่อีกหนึ่งคน ยิ่งเมื่อได้ปลา(มันๆ) ว่ายร่วมทางมาเป็นฝูงใหญ่ใต้กอบัว อนาคตเบื้องหน้าที่ขุ่นมัวก็กลับสดใส คล้ายชำเลืองเห็นทางเลือกใหม่ ไหวๆ อยู่ที่ปลายน้ำนั้น

ถ้าจะถือเรื่องอื่นที่ผมกล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องเล่น ก็ขอให้ถือเฉพาะเรื่องสุดท้ายนี้เป็นเรื่องจริงก็แล้วกัน ผมเองคงไม่ต้องยืนยัน หากแต่เวลาจะค่อยๆ พิสูจน์ความจริงนี้ให้ท่านประจักษ์ นับแต่บัดนี้  

ขอได้รับความขอบคุณและสวัสดีปีใหม่ครับ

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

มกราคม 2552