เดอะ เว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ

jpg

 

เป็นความหลอกหลอน
 
สีสันในหนังสือ / ‘สุภาพ พิมพ์ชน’
 
[เดอะเว็นดิโก้ อสูรไพรทมิฬ (The Wendigo) / อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) – เขียน / แดนอรัญ  แสงทอง – แปล / openbooks, 2553]

เรื่องเล่าแนวสยองขวัญ (Gothic Novel) มักจะเป็นแค่เรื่องอ่านเล่นเร้าอารมณ์ชั่วครู่ยามที่ไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรมมากนัก  กระนั้นก็มีเรื่องแนวนี้จำนวนไม่น้อยที่ปรุงขึ้นมาด้วยศิลปะการประพันธ์อันเฉียบขาด  จนตราตรึงใจยากจะลืมเลือน  หรือสะท้อนธรรมชาติความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างถึงแก่น  กระทั่งขึ้นชั้นเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่หยิบมาอ่านได้ไม่รู้เชยไปตามกาลเวลา 

ชื่อที่รู้จักกันดีก็เช่นเรื่อง “แดรกคิวลา” ของ แบรม สโตเกอร์, “แฟรงแกนสไตน์” ของ แมรี่ เชลลี  หรือบทประพันธ์ของ เอ็ดการ์ อลันโป  เป็นต้น

แดนอรัญ  แสงทอง นักเขียนงานวรรณกรรมเข้มขลังคนสำคัญแห่งยุคสมัย  แนะนำเรื่องสยองขวัญชิ้นเอกอีกเรื่องให้นักอ่านชาวไทยได้ลิ้มรสเดิมแท้  นั่นคือ “เดอะเว็นดิโก้  อสูรไพรทมิฬ” (The Wendigo) ของ อัลเจอร์นอน แบล็ควูด (Algernon Blackwood) นักเขียนชาวอังกฤษในยุคต้นศตวรรษที่ยี่สิบ  ซึ่งเขียนเรื่องนี้ขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน  แม้วิธีการประพันธ์จะ “อืดอาด  อ่อนด้อย  วกวน  เยิ่นเย้อ  เต็มไปด้วยการใช้สำบัดสำนวน” อย่างที่ผู้แปลว่า  เมื่อเทียบกับรูปแบบการประพันธ์สมัยใหม่  แต่ความยอดเยี่ยมที่แดนอรัญชี้ให้เห็นก็คือ 

“ความโดดเด่นในการสร้างสีสันบรรยากาศแห่งความพรั่นพรึงของเขา  ซึ่งค่อยๆ ทบทวีขึ้นจนเข้มข้นถึงที่สุด  ความกล้าหาญของเขาในการบอกกล่าวเล่าขานถึงความผิดปรกติของความเป็นจริง  เพราะว่าความเป็นจริงนั้น ‘อปรกติ’ อยู่ในตัวของมันเอง” (หน้า 169)

แบล็ควูดเขียน “เดอะเว็นดิโก้” ขึ้นเมื่อปี 1910  ด้วยการนำตำนานอสูรกายในป่าลึกของชนเผ่าอินเดียนแดงทางตอนเหนือของทวีปอเมริกามาถ่ายทอดใหม่  เพื่อเล่าถึงเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติที่มนุษย์ต้องเผชิญ  หรืออาจจะเป็นความปั่นป่วนวิปริตในจิตใจของมนุษย์เอง

ตัวเว็นดิโก้อาจจะมีชื่อเรียกและเล่าขานแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น  และมีนักเขียนหยิบยกมาประพันธ์เป็นเรื่องแต่งกันอยู่บ้าง  ลักษณะโดยทั่วไปก็เป็นสัตว์ประหลาดลึกลับ  ไม่ปรากฏตัวให้เห็นชัด  ร่างยักษ์คล้ายมนุษย์  เคลื่อนไหวว่องไว  ตีนกุดทู่อย่างคนโดนหิมะกัดจนไหม้เกรียม  มีกงเล็บแหลมคม  และสามารถกระโดดได้สูงขึ้นไปบนฟ้า  จนบางแห่งว่ามันมีปีกด้วย  กลิ่นของมันมีสาบสางเฉพาะ  เช่นเดียวกับเสียงร้องชวนประสาทเสีย  เพราะฟังดูคล้ายเป็นการเอ่ยเรียกชื่อของคนเป็นเหยื่อให้กระโจนเข้าไปหามันเอง

ความน่าสะพรึงของเว็นดิโก้อยู่ที่การหลอกหลอนเหยื่อให้หวาดกลัวจนสติวิปลาส  เหมือนแมวที่เล่นกับเหยื่อด้วยการโยนขึ้นแล้วตะปบจนแหลกเหลวไปทั่วตัว  แม้พฤติกรรมบางอย่างจะเกินจริงและชวนขันไปบ้าง  แต่ตำนานของสัตว์ประหลาดในป่าลึกเช่นนี้ก็พบได้ทุกหนแห่ง  มันสะท้อนความกลัวของคนที่มีต่อความลี้ลับและยิ่งใหญ่ของธรรมชาติมากกว่าที่จะหมายถึงตัวตนจริงๆ ของสิ่งนั้น  นั่นคือความจริง  เป็นความจริงที่จิตใจมนุษย์อ่อนแอเมื่อเผชิญกับสภาวะบางอย่าง  เช่นเมื่อเปลือยเปล่าตัวตนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันดิบเถื่อนตามลำพัง  มนุษย์ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เข้มแข็งอะไรเลย

เนื้อเรื่องเล่าถึงการเล่ากวางมูสในป่าดงดิบของแคนาดาของพรานล่าสัตว์คณะหนึ่ง  ประกอบด้วยนายแพทย์คัธคาร์ท – ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท  ซิมป์สัน – หลานชายนักศึกษาด้านเทววิทยา  แฮงค์ เดวิส กับ โยเซฟ เดอฟาโก้ – พรานนำทาง  และอินเดียนแดงเฒ่า

เปิดเรื่องปูพื้นตั้งแต่ต้นแล้วว่าการล่ากวางมูสนั้นใช่ว่าจะสมหวังกันง่ายๆ  นอกจากต้องกลับออกมาจากป่ามือเปล่าแล้ว  อาจจะต้องเจอกับประสบการณ์แปลกประหลาดที่ยากจะลืมเลือนไปตลอดชีวิต  ส่วนจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่านั้นคนอื่นย่อมไม่มีใครรู้ด้วยได้

เช่นเดียวกับคณะของนายแพทย์คัธคาร์ท  ซึ่งตัวเรื่องก็ปูภูมิหลังของแต่ละคนให้สัมพันธ์กับความผิดปรกติที่จะพบเจออยู่แล้ว  อย่างตัวคัธคาร์ทเองก็สนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับความแปรปรวนของจิต  อาการประสาทหลอน  หรือสัญญาวิปลาส  จนเขียนเป็นตำรับตำราออกมา  ซิมป์สันก็เรียนมาทางศาสนาเพื่อเตรียมตัวเป็นพระ  แฮงค์ เดวิส เป็นพรานมานาน  จนคุ้นเคยกับเรื่องราวในป่าเป็นอย่างดี  เช่นเดียวกับ โยเซฟ เดอฟาโก้  แต่เดอฟาโก้จะมีความอ่อนไหวในจิตใจมากกว่า  ดังที่บรรยายว่า

“เดอฟาโก้คนนี้ยังไหวเร็วดีนักกับที่บางแห่งหนในป่าดิบนั้น  ว่าที่ทางในแถบถิ่นใดบ้างที่มันมีผีสางหรือ ‘เจ้าถิ่นเจ้าที่แรง’  และเป็นคนผู้ปฏิพัทธ์ลึกซึ้งต่อความเปล่าเปลี่ยวเงียบเหงาของป่าดงพงพีอย่างไม่อาจถ่ายถอน” (หน้า 23)

ส่วนเฒ่าอินเดียนแดงนั้นยังคงความดิบเถื่อนดั้งเดิม 

“เขาล่วงรู้ได้โดยแปลกประหลาดในสิ่งที่คนผิวขาวไม่อาจล่วงรู้  เขารู้สึกได้ในสิ่งที่คนผิวขาวไม่รู้สึก  เขาเป็นคนทรหดบึกบึนอย่างเหลือเชื่อ  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเป็นคนเงียบขรึมอย่างยิ่ง  และเชื่อไสยศาสตร์อย่างสุดจิตสุดใจ” (หน้า 24)

เรียงลำดับตามความเชื่อ  นายแพทย์คัธคาร์ทย่อมเป็นตัวแทนของอารยธรรมสมัยใหม่ที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์  รองลงมาคือซิมป์สันนักศึกษาผู้อ่อนด้อยประสบการณ์กลางแจ้ง  แฮงค์ เดวิส ซึ่งเป็นผู้จัดการในคณะพราน  เดอฟาโก้ผู้อ่อนไหวช่างรู้สึก  และแน่นอนว่าเฒ่าอินเดียนย่อมเป็นตัวแทนของอนารยะ  เขายังเป็นส่วนหนึ่งของความดิบเถื่อนนั้น

เหยื่อของความลี้ลับอันน่าพรั่นพรึงเป็นคนที่มีความเปราะบางอยู่ระหว่างรอยต่อของความเชื่อ  ขณะที่คนอื่นๆ ต่างรับมือกันไปตามพื้นฐานจิตใจของตน

อย่างนายแพทย์คัธคาร์ทเห็นว่า  “สีสันบรรยากาศอันชวนให้เงียบเหงาเดียวดายสุดขีดของป่าดิบอันกว้างใหญ่นี้ ... มันทำให้จิตใจของคนเราแปรปรวนรวนเรไปได้ต่างๆ นานาโดยไม่ต้องสงสัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีจินตนาการมากสักหน่อย” (หน้า 113)

ส่วนเฒ่าอินเดียนแดงนั้นรับรู้ได้ด้วยสัมผัสพิเศษ  “เขาได้กลิ่นอายของอะไรอย่างหนึ่งเข้าให้แล้ว  เขารู้ชัดของเขาอยู่คนเดียวว่าจมูกของเขาไม่มีวันทรยศต่อเขา” (หน้า 38)

เสน่ห์ของเรื่องทำนองนี้อยู่ที่ความคลุมเครือว่าเป็นจริงหรือเปล่า  หากชัดมากมนต์ก็อาจคลายหมด  อันที่จริงไม่สำคัญหรอกว่าจะจริงหรือไม่จริง  เพราะหน้าที่ของมันก็คือเปิดเผยสภาพจิตใจยามแตกซ่านกระเจิดกระเจิงของมนุษย์ออกมาให้เห็น  และสะท้อนว่าผู้เขียนมีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้งกว้างขวางเพียงใด  ทั้งยังสามารถปรุงแต่งประสบการณ์ที่ตนผ่านพบออกมาเป็นเรื่องเล่าเร้าจินตนาการชวนระทึกและน่าตราตรึง

อำนาจเหนือธรรมชาติอันยากพิสูจน์จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ด้วยน้ำเนื้ออันมีชีวิตของเรื่องเล่า.

จาก http://nokbook.com/book_wendigo.html