ถนนสายหนึ่ง : วรพจน์ พันธุ์พงศ์
เพื่อนและผู้คนที่พบผ่าน
"ถ้าเราดูตอนดิบๆมันไม่น่ากินหรอก ทำเสร็จแล้วสิถึงอร่อย ฉะนั้น ประเด็นคือ ทำอย่างไร เราจะแปลงสภาพดิบๆให้เป็นสิ่งเลอเลิศ ถ้าพูดเรื่องศิลปะ
ผมเข้าใจว่า ศิลปินก็คือคนที่สามารถปรุงสิ่งดิบๆ ให้เลอเลิศในจินตนาการได้ จริงๆ ทุกคนมีหน้าที่ปรุงสิ่งดิบๆ ที่ตัวเองมีอยู่ให้เป็นสิ่งเลอเลิศ"
- บางตอนจาก : ประมวลการเมือง –
ถนนสายหนึ่ง เพื่อนและผู้คนที่ผ่าน หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะคิดถึงเพื่อนหลายคนที่ผ่านมาและผ่านไป หลายคนก็ยังคงอยู่ใกล้ๆกัน บ้างก็อยู่กันไกลออกไป แต่ก็ได้เทคโนโลยีคอยดูแลสายสัมพันธ์ หล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้หายห่างร้างกันไป
อ่านหนังสือเล่มนี้ชอบตรงที่ มีรูปแบบของการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไปในหนังสือเล่มเดียว มีทั้งที่เป็นคนมีชื่อเสียงเรียงนามรู้จักกันทั่วไป อย่างนักเขียน นักร้องเก่าแต่ไม่แก่ เจ้าของผลงานเพลงพราย นักมวยเจ้าของเหรียญทองอย่างสมรักษ์ คำสิงห์ ผู้ที่มีลีลานอกสังเวียนผ้าใบน่าสนใจไม่น้อยกว่าลีลามวย ซึ่งน้ำหนักส่วนใหญ่ในเล่มเทไปทางนักเขียนมากที่สุด
เป็นนักเขียนที่เรารู้จักกันดี
แต่ละคนก็มีหลักคิด หลักทำ อาจเลยไปถึงหลักธรรม บ้างก็มี ยกตัวอย่างบางบทบรรยายที่ทำให้เราได้นึกภาพตามถึงการทำงาน และการใช้ชีวิตของนักเขียนบางท่าน เป็นได้ถึงพลังผลักดันให้เด็กรุ่นหลังได้ยึดถือเอาเป็นหลัก ผลักดันตัวเองให้ขยับขับเคลื่อนไปข้างหน้า
-(หนุ่ม)-
เอกสารและหนังสือของเขากองเต็มบ้าน เขาค้นคว้า เขาครุ่นคิด เขาติดตามข่าวสาร เขาไม่ยอมให้ตัวเองหลุดโลกหรือล้าสมัย เขาคิดหาถ้อยคำวลีใหม่ๆตลอดเวลาเพราะว่าไม่ชอบเดินตามหลังใคร เขาไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นมากกว่าการเขียนหนังสือ
ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ จะต้องพาผมวกเข้าเรื่องการเขียนหนังสือแทบทุกครั้ง เพราะมันเป็นเลือดเนื้อ เป็นลมหายใจของเขา
-บินหลา-
พ่อบินหลาเป็นครู ครูที่รักการเขียนการอ่าน ฉะนั้นในบ้านเขาจึงมีหนังสือเป็นพันๆหมื่นๆเล่ม ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ สุดท้ายเขาก็กลายเป็นหนอนหนังสือเช่นเดียวกับบิดา
กาพย์ยานีที่คนอื่นหัดเขียนกันตอน ม.ปลาย เขาเขียนได้ตั้งแต่อยู่ชั้น ป.3 วรรณคดีอย่างลิลิตพระลอ ที่เพื่อนชายทั้งชั้น แทบไม่เคยได้ยิน หรือจินตนาการไปถึง เขาท่องปากเปล่าได้เป็นหน้าๆ
บินหลาบอกว่าเขาไม่ขำ — แต่ผมขำ ตอนที่ทำงานอยู่ ‘ไปยาลใหญ่’ กับสำนักศิษย์สะดือ เพื่อนร่วมงานอื่นๆ ไม่ว่า อุดม แต้พานิช พิง ลำพระเพลิง หรือแม้แต่ ศุ บุญเลี้ยง ก็ได้ชื่อว่าอารมณ์ดี แต่เขาคนเดียวที่ดูซีเรียส มันมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงแรกๆ เพราะคิดว่าเป็นปมด้อย
แต่ตอนหลังเขาคิดได้ว่าความสำเร็จของใครบางคนก็ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเสียงหัวเราะ

-บ้านเช่ากลางหุบเขาฝนโปรยไพร-
น้องนุ่งที่ open เคยไปสัมภาษณ์ถึงที่บ้าน ผมได้แต่อ่านและนึกภาพตามถึงความเด็ดเดี่ยวและวิถีเข้มข้นของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่เอาจริงเอาจังกับการเขียนหนังสือ
เขาทำได้ดีสมราคาที่มีตราซีไรต์รับประกันคุณภาพ และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น หรือ ‘พีก’ สุดขีด
ที่ว่าพีกคือรักษาความหนักแน่นของเนื้อหาและมุมมองไว้ได้ครบถ้วน ทว่าถ่ายทอดด้วยท่าทีผ่อนคลาย และมีอารมณ์ขันมากขึ้น อารมณ์ขันในแบบตลกร้ายที่เขาจัดเจน
มากชั้นเชิง ทว่านิ่ง เนียน และไม่มีอาการเกร็งเลยกับหัวโขนหรือรางวัลบนบ่า


ไม่ใช่เพียงว่าจะเอ่ยถึงนักเขียนในฐานะผู้ผลิตงานวรรณกรรมอย่างเดียวเท่านั้น ‘ถนนสายหนึ่ง’ ได้นำเสนอ รูปแบบวิธีคิดของศิลปินที่มีต่อการใช้ชีวิต สังคม การเรียนการศึกษาหาความรู้ ชาติ กอบจิตติ มีทรรศนะเกี่ยวกับของกินของใช้น่าสนใจ
-วาระแห่งชาติ-
"มึงเห็นรถมินิของกูหรือยัง" ชาติชี้ให้ดูรถคันใหม่
"คนอื่นมีมินิคูเปอร์ ของกู มินิคูโบต้า" เขาหัวเราะ
ถัดจากรถไถขนาดกำลังน่าใช้ไปอีกเล็กน้อย ผมเห็นแปลงเพาะกล้าที่กำลังโตวันโตคืน หุ่นไล่กายืนเป็นสัญลักษณ์ว่าทุกอย่างถูกคิดและทำมาอย่างต่อเนื่อง เอาจริงเอาจัง
ใครเห็นก็ต้องถาม เพราะคนอย่างเขา ดูยังไงก็ไม่มีเค้าเอาเสียเลยว่าจะมีความคิดเรื่องข้าวๆ นาๆ
"เผื่อเกิดสงครามกลางเมือง" เขาตอบแบบนี้ และยังคงขี้อำตามสไตล์ ‘ชวนชั่ว’ ใน ‘พันธุ์หมาบ้า’ (นวนิยายที่กำลังจะพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศษในอีกไม่นานเกินรอ)
"วันหนึ่งเกิดสงครามจริงๆ มึงคิดว่ามีเงินแล้วจะซื้อของได้งั้นหรือ" เขาตอบผมด้วยคำถาม
ก็อาจจะไม่ได้ — ไม่รู้เหมือนกัน ใครจะรู้ว่าสงครามจะเกิดอีกหรือไม่ ว่าแต่ค่ารถไถราคากว่าสองแสน จ้างคนงานอีกวันละเกือบพัน มันคุ้มกันแล้วหรือกับความต้องการบริโภคข้าว
"ซื้อเขากินง่ายกว่า" ชาติหลุดประโยคแรก
"หมายถึงถ้ามึงคิดเรื่องต้นทุนอย่างเดียว มันไม่มีทางคุ้มหรอก ทำแบบนี้ก็เหมือนกับฉีกเงินเล่นไง แต่กูไม่คิดแบบนั้น"
"เป็นความภูมิใจที่ได้พึ่งพาตัวเอง" ผมถามเขาด้วยคำตอบ
"เออ ทำนองนั้น ไม่ประมาท แล้วแต่จะใช้คำว่าอะไร ข้าวมันเป็นปัจจัยสี่นี่ ทำเพื่อการยังชีพ เราพอมีแรงทำอะไรไหว เราก็ทำ ที่ดินมีอยู่แล้ว มึงจะปล่อยไว้ว่างๆ ทำไม"
ทำอะไรได้ก็ทำ พึ่งตัวเอง ภาคภูมิใจ ผมคิดถึงสามคำนี้ มันคือโมเดลการคิดแบบง่ายๆ ที่น่าสนใจ
น่าแปลกว่าโลกสมัยใหม่เราไม่ค่อยคิดถึงสิ่งเหล่านี้กันแล้ว และนั่นเป็นสะพานที่ทอดไปสู่ความเหงา โหยหาฮีโร่ ก่อนจะไปเบียดเสียดกันล้มลงตายในลัทธิแห่งการซื้อและเสพ
หลายคนคิดว่า อำนาจการซื้อคือความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง
ถูก แต่เราซื้อได้เพียงบางอย่าง และบางอย่างก็มีสถานะค่อนข้างเปราะ เพราะจ่ายแล้วก็จบ กระบวนการของการซื้อขายมันไม่ลึกซึ้ง
อะไรที่ไม่เข้มข้น ไม่ลึกซึ้ง มักมีอายุสั้นและวูบไหว
ใครมีชีวิตอยู่ด้วยการซื้อ ก็เหมือนการเดินอยู่บนถนนอากาศ ยามสบาย สบายจริง แต่ก็สุ่มเสี่ยงที่จะพลัดตกได้ตลอดเวลา
ไม่เหมือนเดินบนดิน ถึงแลดูต่ำเตี้ย เชื่องช้า แต่ทว่า มั่นคง

ซึ่งยังคงมีอีกหลายท่านที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ทั้งที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา แต่เป็นคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังของสังคมข่าวสารก็มีไม่น้อย อย่างเช่น ช่างถ่ายภาพผู้คร่ำเคร่งกับการทำงาน คู่สามีภรรยานักจูนสายเปียโน ชายไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่สำเนียงการใช้ชีวิตน่าเฝ้าดูเรียนรู้และปรับใช้ในบางเหลี่ยมวิถี
แม้กระทั่งนางแบบนู้ด — ผู้ตามหาความรัก
กับตัวเอง — บางครั้ง พอได้มานั่งนึกทบทวนถึงใครหลายๆ คนที่ผ่านมาในชีวิต ก็มีทั้งที่จำหน้าค่าตาได้ หรือลืมเลือนแม้กระทั่งชื่อแซ่ ตำแหน่งแหล่งที่อาศัย หรือที่ล้มหายตายจากกันไปก็หลายคน อย่างคาดไม่ถึงและแสนเสียดายวันเวลา และก็ยังอีกมากมายที่ยังคงเดินผ่านเข้ามาในชีวิต
หากเราไม่จากเขาไปก่อน เขาก็ผ่านเลยเราไป ก็จะมีไม่กี่คนหรอกที่แวะเวียนป้วนเปี้ยนอยู่ในพื้นที่ของถนนที่เราเดินทางสัญจรอยู่นี้
ถนนสายหนึ่ง ไม่ได้มีไว้สำหรับเราหรือใครเพียงคนเดียว แต่เพราะเกิดการสัญจรของผู้คนมากมาย พื้นที่อันเคยรกร้าง ก็ได้ถูกถางลงด้วยฝ่าเท้าที่ก้าวเดิน
มันจึงมิได้เป็นที่สำหรับคน หรือใครที่จะใช้มัน
เพียงผู้เดียว…

-นอกเวที-
สำหรับผม ชีวิตนอกเวทีของสมรักษ์ค่อนข้างมีสีสันร้อนแรงกว่า อาจเป็นเพราะกฎกติกาไม่เคร่งครัด เท่าบนสังเวียน เขาจึงเต้นเล่นได้เต็มที่ และความที่โค้ชหรือพี่เลี้ยงไม่มีอยู่จริงในสนามชีวิต ผิดถูกเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งมันก็เกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะมีเวลาทบทวนวางแผน
บนเวที อย่างดีเขาแค่แพ้
นอกเวที เขาเคยถึงขั้นล้ม
คนอื่นล้มยังไม่เท่าไร คนอย่างสมรักษ์ล้มมีแต่คนสมน้ำหน้า
แต่ก็อย่างที่ว่า การล้มเร็ว ล้มตั้งแต่ยังหนุ่ม นับว่ามีข้อดีอยู่บ้าง เพราะเรี่ยวแรงทั้งกายและใจยังสด ล้มแล้วลุกได้
ลุกทั้งที่ยังเจ็บปวด
เจ็บแค่ไหนก็ยิ้มสู้

